แมงกะโปน การ์ตูนสุดฮา และชุดสัตว์ประหลาดสุดมัน
 
บทสัมภาษณ์คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2550

บทสำภาษณ์พิเศษคุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย
ผู้บุกเบิกหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟคในเมืองไทย
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ที่สำนักงานทนายความไชโย

โดย... แมงกะโปน



จากผู้ถอดบันทึกการสัมภาษณ์ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความคิดประสบการณ์สู่คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟค ไม่ขอให้ใช้วิจารณญาณอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น



ถาม : ในฐานะที่คุณอาสมโพธิเป็นผู้บุกเบิกหนังแนวสเปเชียลเอฟเฟคในเมืองไทย ผมอยากให้คุณอา พูดถึงความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และให้แง่คิดกับคนรุ่นใหม่ที่อยากทำหนังแบบคุณอา
ตอบ : สมัยก่อนยุ่งยากกว่าสมัยนี้ สมัยนี้ทุกอย่างอำนวยความสะดวกให้กับเด็ก คุณสามารถค้นหาอะไรได้จากในอินเตอร์เน็ต แต่รุ่นพวกผมมันเป็นฟิล์มมันอยู่ในที่มืดๆ แล้วทำออกมาให้สว่าง สร้างจากสิ่งที่มองไม่เห็นให้เป็นสิ่งที่มองเห็นแล้วเคลื่อนไหวได้ มันยุ่งยากกว่าสมัยนี้เยอะ การที่จะทำสเปเชียลเอฟเฟค ผมพูดได้อย่างเดียวว่า ตัวเราเองต้องพร้อมตั้งแต่เด็กเลย ใจเราต้องรัก ผมรักมาตั้งแต่ผมหกเจ็ดขวบ ผมดูหนังที่จอตามหนังกลางแปลง ก่อนก๊อตซิลล่าก็จะเป็นพวกหนังฝรั่ง ก็อตซิลล่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดที่ทำมาตอนหลัง ฮอลลีวู๊ดเริ่มทำคิงคอง แล้วตอนหลังอาจารย์ผม อ.เอยิที่ญี่ปุ่น ก็ได้ไปดูหนังเรื่องคิงคอง แล้วบอกว่าต่อไปนี้จะสร้างหนังแนวสัตว์ประหลาดให้เด็กญี่ปุ่นได้ดู อาจารย์ผมก็ได้สร้างราดอน ก๊อตซิลล่า ราดอนนี่เป็นนกบิน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าก๊อตซิลล่า ก๊อตซิลล่าประสบความสำเร็จมากตอนที่เจอกับคิงคอง ปี 1962 ที่ผมไปเรียนพอดี คิงคองเป็นลิขสิทธิ์ของฮอลลีวู๊ด แต่ทางโตโฮไปซื้อลิขสิทธิ์มา ตอนนั้นหลังจากสงคราม ผมเข้าใจเองนะว่าโตโฮสร้างหนังให้ก๊อตซิลล่าเป็นตัวแทนคนญี่ปุ่น เพราะว่าในเรื่องนี่สมมติว่าคิงคองเป็นผู้รุกรานคืออเมริการุกรานญี่ปุ่น แล้วทิ้งปรมณูที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ ทางนี้ก็เลยทำสัตว์ประหลาดมาต่อต้านก็คือเอาก๊อตซิลล่ามาสู้กับคิงคอง แต่อาจารย์ผมนี่ชอบทำแนวเด็กออกมาทางตลก สมัยนั้นเขาเรียกว่าทุนสูงสำหรับญี่ปุ่น แต่ถ้าเทียบกับฝรั่งแล้วเป็นหนังที่ต้นทุนต่ำมาก เพราะว่าญี่ปุ่นเขาก็ทำสำหรับให้เด็กญี่ปุ่นดู เขาไม่เคยคิดที่จะสร้างแล้วฉายออกต่างประเทศ แต่ทางเอเซีย ทางประเทศเราไปซื้อเขามาเอง





ถาม : อยากให้คุณอาเล่าถึงเรื่องที่ได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นน่ะครับ
ตอบ : สรุปแล้วว่าทางโตโฮที่สร้างหนังที่ตอนที่ผมไปเรียนครบรอบสามสิบปีของบริษัท จริงๆ แล้วผมได้ทุนไปจากธนาคารออมสิน กับธนาคารมิตซุย คือธนาคารมิตซุยเนี่ย เขามาตั้งที่เมืองไทย แล้วก็พี่เขยผมเนี่ย ชื่อวารี พงษ์เวช เป็นผู้อำนวยการธนาคารมิตซุย เป็นนักเรียนปริญญาโทก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยได้รับทุนรัฐบาล ไปเรียน ไปช่วยเป็นล่ามระหว่างสงคราม จนกระทั่งกลับมาก็มาอยู่แบงค์ชาติธนาคารชาติ รุ่นนั้นดังๆ ก็มี คุณป๋วย อึ้งภากร คุณสมหมาย อุ่นตระกูลก็มาเป็นรัฐมนตรีคลัง ช่วงนั้นปี 1960 ผมได้มาเข้าเรียนที่เทคนิคถ่ายทำเรื่องฟิล์มภาพยนตร์ แล้วบังเอิญพวกผู้ใหญ่มาคุยที่บ้าน ผมก็ประจวบเหมาะก็เลยบอกว่า ใจผมน่ะรักทำหนัง ก็เลยอยากขอไปเรียนที่ญี่ปุ่น ทางธนาคารมิตซุย ผู้จัดการเขาก็มาคุยที่บ้าน เขาก็บอกว่า เอาสิ ธนาคารมิตซุยได้เป็นธนาคารที่รับฝากเงินให้บริษัทโตโฮ มันอยู่ตึกตรงข้ามกัน เดินไปมารู้จักกันดี ถ้าอยากจะไปเรียนโตโฮ เขาจะติดต่อให้เลย พูดไม่เท่าไหร่ เขาก็หิ้วผมไปเลย ซึ่งในระหว่างนั้นผมกำลังเรียนเทคนิคด้วย ทำงานออมสินด้วย แล้วก็ผมถึงต้องไปที่โตโฮ ชีวิตผมเนี่ยตื่นเต้น ทีแรกเขาจัดโปรแกรมให้เป็นคลาสแต่ผมไม่เอา ผมบอก ผมขอภาคปฏิบัติ เพราะตัวผมเองผมรู้อยู่อย่างเดียวว่า ประเทศไทยเรา อย่างที่โรงเรียนเทคนิคที่ผมไปเรียนมา แล้วผมก็เบื่อรำคาญ คืออาจารย์ทุกคนที่เข้ามาสอนแต่ละคนหยิบหนังสือมาพูดๆๆๆๆ แล้วก็จบชั่วโมง แล้วออกไป คือ พอผมถามเรื่องราวเกี่ยวกับสเปเชี่ยลเอฟเฟคทุกคนตอบผมไม่ได้ เมื่อตอบผมไม่ได้ ผมจะมาเรียนทำไม ไม่มีใครรู้เรื่องเลย ทุกคนเอาแต่ทฤษฎีมาสอนมาพูดว่ากัน แล้วก็ยุคนั้นผมกำลังสนใจหนังของอากิร่า คุโรซาว่า ตอนนั้นในไทยมีสถานีโทรทัศน์ช่องสี่บางขุนพรหม ช่องห้า มีหนังเอฟเฟคมาฉายหลายเรื่อง ระหว่างช่วงปี พ.ศ. 2500 ยุคนั้นเป็นหนังของอัลเฟรด ฮิชคอกเป็นแนวน่ากลัวเขย่าขวัญที่ทุกคนดูแล้วเขาก็กลัวกัน ระหว่างที่ผมจะไปญี่ปุ่นผมทำงานโดดข้ามมาตลอด จากประวัติผมที่ว่าอยู่ในวัดอยู่อะไร ผมจะโดดข้ามๆๆ ทำงานก้าวไปๆๆ ผมจะล้ำกว่าคนอื่นไปหมด และวิธีการคบคน ผมคิดว่า ต่อไปผมจะเป็นนักสร้างหนัง การสร้างหนังจะให้คนทั้งโลกดูเนี่ย เราเป็นเด็กความรู้เรายังด้อย ด้อยการศึกษามาก ผมก็ต้องหาวิธีเจอผู้ใหญ่ เช่น หม่อมคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งเป็นนักปราชญ์ ปยูร จรรยาวงศ์ นักเขียนการ์ตูนที่ในหลวงส่งให้ไปเรียนวอลล์ ดิสนีย์ แล้วก็ในเมืองไทยยุคนั้นก็มีเหม เวชกร ที่เขียนภาพ พี่เหม เวชกร พี่ปยูร จรรยาวงศ์ ผมไปทำงานนิตยสารชัยพฤกษ์เนี่ย คือท่านพวกเนี้ยเป็นศิลปินที่สร้างผลงานพุทธประวัติ 2500 ทั่ววัดในกรุงเทพฯ ทั่วประเทศ เป็นภาพสีของพระพุทธเจ้าปางต่างๆ ปราบมาร ปางอะไรเนี่ย ฝีมือซึ่งผมดูแล้วไม่มีที่ไหน ผมเข้าไปพบพอดีเราเป็นช่างภาพหนังสือชัยพฤกษ์ ท่านอยู่ที่นั่นพอดี อาจารย์เปลื้อง ณนคร นายตำรา ณเมืองใต้ นั้น ผมไปเจอพวกผู้ใหญ่ที่อยากจะพบ ก็ได้พบ พบแล้วได้คุย คือพูดง่ายๆ ก่อนไปญี่ปุ่นผมตักตวงเอาความรู้จากผู้ใหญ่เนี่ย เก็บไว้เป็นข้อมูลไว้เยอะแยะเลย เพราะซักวันหนึ่งผมไปญี่ปุ่นไปเรียนแล้ว ผมตั้งใจเอาพระพุทธรูป รูปวัดที่ผมเคยเห็น ที่ผมเจออยู่ วัดที่ผมอยู่เนี่ย ผมจะเอามาทำเป็นตัวสำหรับที่เอามาปราบสัตว์ประหลาด แต่เราจะไม่เอาเป็นพระพุทธรูปเราจะดัดแปลง เลยไปเจออาจารย์เอยิ ซึบุราย่า อาจารย์เอยิ ก็แนะนำโทรุ เป็นนักดีไซน์เนอร์ จบปริญญาโทเรื่องปั้นเรื่องเขียน และก็เป็นฟรีแลนซ์ เขามาทำงานให้โตโฮ ก็ไปเจอที่สร้างคิงคองก๊อตซิลล่าก็ได้คุยกันได้ทำไรกัน จนกระทั่งออกมาเป็นรูปร่างอุลตร้าแมนยอดมนุษย์ ผมชอบถ่ายภาพ ทุกวันนี้ผมมีฟิล์มอยู่สี่พันกว่าภาพ แล้วปัจจุบันนี้นี่ญี่ปุ่นมาติดต่อผม ปีหน้าจะทำสารคดีผม ประวัติผมชีวิตผม ความเห็นของผมในยุค 1960 ในญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามแล้วมีอะไร ผมถ่ายภาพเหตุการณ์อะไรในญี่ปุ่นไว้เยอะแยะเลย ผมมีเรื่องราวชีวิตของคนญี่ปุ่นในที่ผมถ่ายเอาไว้ ชีวิตรถไฟการอะไรต่างๆ ซึ่งคนญี่ปุ่นเขาไม่เคยสนใจ แต่ผมไปถ่ายไว้ เนี่ยเขาจะมาทำประวัติเรื่องราว คือ สายตาที่ผมมองเห็นประเทศญี่ปุ่นยุคหลังสงครามเป็นยังไง เป็นการทำอย่างชนิดที่ว่า เขาเรียกว่าเปิดเผยทุกอย่างในสายตาที่ผมเห็น ในยุค 1960 แล้วรูปพวกนี้มันอยู่ที่ผมหมด นี่คือการมองการณ์ไกลที่ การที่เราได้พบผู้ใหญ่ และได้เห็นผู้ใหญ่ว่า เพราะเราคิดไว้ล่วงหน้าฉะนั้นเหตุการณ์ต่างๆ เราจะมองไกลกว่าคนอื่น



ถาม : อยากให้คุณอาเล่าถึงสตูดิโออื่นๆ นอกจากโตโฮ ที่ประเทศญี่ปุ่น
ตอบ : ระหว่างที่ผมไปเรียนที่ญี่ปุ่น บริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดก็คือโตโฮ รองลงมาก็คือโตเอะ แล้วก็นิกัสสึ โชชิกุ ไดเอะ แล้วก็ชินโตโฮ ทั้งหมดเจ็ดบริษัท ปัจจุบันนี้เหลือโตโฮกับโตเอะ นิกัสสึเจ๊งไป โชชิกุเจ๊งไป ไดเอะเจ๊งไป ชินโตโฮเจ๊งไป สี่บริษัทนี่หายไปหมดแล้ว เพราะแต่บริษัทเขาทำหนังไม่เหมือนกัน โตโฮนี่ทำวัฒนธรรม แต่อาจารย์เอยิ ซึบุราย่าผมเนี่ยมาตั้งแผนกเด็กทำหนังเด็กโดยเฉพาะก็เลยอยู่ได้ ส่วนโตเอะเขาสร้างหนังแก๊งค์ ทำหนังโป๊ด้วย คือโตเอะเขาทำทุกอย่าง แต่เขาจะไปดังในเรื่องเกี่ยวกับยุค 1970 ช่วงนี้นโยบายของโตเอะเขาบอกว่าเขาจะทำอนิเมชั่นการ์ตูนครองโลก เมื่อโตโฮสร้างหนังเด็ก โตเอะก็จะสร้างหนังการ์ตูน พอสร้างหนังการ์ตูนก็ระดมทำหนังการ์ตูน เช่น การ์ตูนดังๆ สมัยนั้น เอ่อ ยุคเบื้องต้น การ์ตูนเนี่ยดูไม่ได้เลย เตอะต๊ะๆๆ ที่ผมนำเข้ามา โดราเอมอน เณรน้อยเจ้าปัญญา ด๊อกเตอร์สลัมป์

โดราเอม่อน ถ่ายที่โตเอะแต่ฉายต้องฉายที่โตโฮ เพราะโรงฉายโตโฮเนี่ย หนังชั้นหนึ่งต้องฉายที่โตโฮ มันถึงดังไปทั่วโลก แล้วคนทั่วโลกจะมาซื้อจากโตโฮไปฉาย แต่สร้างเนี่ย ทำโตเอะทุนโตเอะ พวกนี้เขาจะทำอะไรโรงถ่ายที่โตเอะ เพราะโตเอะมีโรงถ่ายอยู่ในมือสร้างเกี่ยวกับการ์ตูน เขาจะรวมการ์ตูนแล้วออกฉายทั่วโลก คุณประยูร จรรยาวงศ์ หลังจากที่ไปเรียนวอลล์ ดิสนีย์มา ผมก็บอกพี่ยูร ญี่ปุ่นมันบอกมันจะทำหนังการ์ตูนครองโลก ให้เด็กทั่วโลกดูตามบ้าน คุณประยูรนี่หัวเราะก๊ากเลย มันจะมาสู้ของดิสนีย์ได้ยังไง ผมบอกพี่ยูร พี่ยูรจำนะ พี่ยูรพูดคำนี้นะ ดิสนีย์น่ะทำหนังผมเชื่อ ยี่สิบสี่เฟรมต่อหนึ่งวินาที เป็นหนัง เช่น คนแคระทั้งเจ็ดกับสโนไวท์ พวกเนี้ย มิกกี้เมาส์ มันดังจนกระทั่งคนรู้จักหมด คาแรคเตอร์ที่มาขายทุกคนก็รู้จักกันหมด และเป็นหนังที่ตื่นเต้นไปทั่วโลก เขียนลงในเซลลูลอยด์ใช้ยี่สิบสี่ภาพ แต่โตเอะเขาบอกเขาไม่ เขาจะทำแบบฟาสฟูด ให้เด็กดูเร็ว ทัน แล้วพอระดมถ่ายตาม ให้หมู่บ้านเนี่ยรับงานไปแล้วเขียนวันนึงต้องได้ตอนนึง ซึ่งระดมกันเป็นร้อยๆ พันๆ คนแหละ แล้วเขาว่าจะบูมเด็กพวกนี้ขึ้นมาเพื่อจะสร้าง ซักห้าปีผมพาคุณประยูร จรรยาวงศ์ไปดูที่โตเอะ คุณประยูรตกใจเลย ไอ้ที่ผมพูดไว้เมื่อห้าหกปีที่แล้ว พอมาดูถึงที่ที่ผมพาไปดู แกบอกไม่น่าเชื่อว่าญี่ปุ่นจะบุกได้ แต่ยอมรับว่ามันบุกได้แล้ว เพราะอะไร เพราะว่าญี่ปุ่นถ้าเขาส่งเสริม รัฐบาลเขาส่งเสริม เขาช่วยเหลือกันดีนะ ทุกอย่างสินค้าจะออกไปต่างประเทศหมด เพราะญี่ปุ่นเขายากจน ประเทศเขาไม่มีอะไร เขามีทางเดียวก็คือทรัพยากรมนุษย์ เขาเอาทรัพยากรมนุษย์เนี่ยทำผลงานแล้วออกต่างประเทศ สมัยนั้นญี่ปุ่นไม่มีอะไรเลย เงินก็ถูกกว่าของเรา ก็ผมได้ทุนไปสามพันบาท สมัยนั้นร้อยเยนเท่ากับห้าบาท เท่ากับผมได้หกหมื่นเยน เพื่อนๆ ผมที่โตโฮที่จบมหาวิทยาลัยมา ได้แค่เจ็ดพันเยน ผมนี่หกหมื่นเยนผมเท่ากับกรรมการผู้จัดการบริษัท พูดง่ายๆ ว่าผมรวย รวยมากๆ เพราะฉะนั้นพนักงานพวกเนี้ยผมก็เลี้ยงข้าวเขาได้ ครูบาอาจารย์ผมก็พาไปเลี้ยงปลาดิบได้ เพราะคนญี่ปุ่นจริงๆ แล้วเจ็ดพันเยนเนี่ย เขาก็อยู่ได้กินอุด้ง กินก๋วยเตี๋ยวจุ้มน้ำซีอิ้ว ซีอิ้วจุ้มน้ำก๋วยเตี๋ยว กินกันอยู่ทุกวันแบบเนี้ย ซึ่งหัวไชเท้าเขาเรียกไดกอง จุ้มกันไปจุ้มกันมาเนี่ย เขากินแบบเพื่ออยู่เท่านั้นเอง ไม่มีทางได้กินปลาดิบ คนที่นั่นจะกินปลาดิบต้องมีเงินเป็นหมื่นเยนขึ้นไป อันนี้ผมมีตั้งหกหมื่นเยนแน่ะ ผมก็เท่ากับกรรมการผู้จัดการ ผมกินยังไงก็ได้ ก๋วยเตี๋ยวชามนึง สมัยนั้นก็ โตชิโร มิฟูเน่ กับผมเนี่ย นั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ห้องอาหารที่โตโฮสามสิบเยน เดี๋ยวนี้ก๋วยเตี๋ยวชามนึงพันเยน ค่ามันผิดกัน

ญี่ปุ่นสมัยก่อนเขาจนกว่าเราเยอะเลย แต่ว่ารัฐบาลเขาเอาจริงเอาจังเวลาเขาจะสร้างอะไร สมัยร.ห้า เราเริ่มสร้างรถไฟสร้างไปรษณีย์โทรเลข ญี่ปุ่นก็มีเหมือนเรา แต่ปัจจุบันเนี้ยญี่ปุ่นพัฒนารถไฟไปทั่วประเทศวิ่งกันสามร้อยกิโลต่อชั่วโมง ของเรายังต้วมเตี้ยมๆ เหมือนร้อยปีที่แล้ว ยังไงก็ยังงั้น ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ฉะนั้นเราตามเขาไม่ทันหรอกครับ ผมว่ายังไงเราก็ตามเขาไม่ทัน เพราะว่านี่เขาจะวิ่งห้าร้อยกิโลต่อชั่วโมงแล้ว



ถาม : หลังจากที่กลับมาจากญี่ปุ่นแล้ว ได้ทำตามความฝันเลยหรือเปล่าครับ
ตอบ : ผมกลับมาปุ๊บผมก็ลุยเลย ผมทำหนังทีวีก่อน ทีวีเรื่องแรกผมก็ทำเรื่องไกรทอง ไกรทองโดยคุณประยูร จรรยาวงศ์ เขียนบท แล้วหม่อมคึกฤทธิ์ท่านจะมาเล่นเป็นเจ้าเมืองพิจิตรให้ แล้วทีมสยามรัฐทุกคนก็จะมา ตอนนั้นผมอายุยี่สิบต้นๆ



คือยังงี้ก่อนผมกลับมาจากญี่ปุ่นต้องเล่าประวัตินิดนึงว่า คุณชาญชัย หรือชื่อเล่นว่าคุณเล็ก เขาเป็นร้อยตำรวจโท เป็นน้องเมียของพลเอกประพาส คุณชาญชัยได้เล่าให้ผมฟังว่าเนี่ยคุณประพาสได้ทำกองทัพบกกับจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็มีห้องส่งเล็กๆ อยู่ห้องนึง สำหรับที่จะมาเปิดเป็นช่องเจ็ดแยกออกมาให้เอกชนเช้าไปรับ ยุคนั้นเป็นยุคบุกเบิก เขามาปรึกษาผม แล้วออฟฟิตเขาอยู่ที่ธนาคารกรุงศรี ตรงช่างกลปทุมวัน เป็นออฟฟิตเล็กๆ อยู่ข้างหน้า เขามาหาผมที่บ้าน สมัยนั้นผมพักอยู่ที่บ้านซอยอารีย์ เขามาหาผมมาปรึกษาผมว่า คุณสมโพธิครับ คุณก็นักเรียนญี่ปุ่น ผมนักเรียนเยอรมัน ต่างคนต่างวัยรุ่นกลับมาเนี่ย อยากจะมาสร้างผลงานสำหรับคนรุ่นใหม่ ผมคิดไม่ออกว่าผมจะทำอะไรกับสถานีว่าจะให้คนไทยติด ผมก็เลยบอกคุณชาญชัยว่า ผมเองเนี่ย ความเห็นของผมนะ ผมเป็นเด็กวัดมา อยู่ที่วัดสมัยนั้นมันก็มีดูหนังกะดูลิเก ผมดูสองอย่างเนี่ย แล้วผมก็รู้ว่าคนไทยเนี่ยติดลิเกติดหนังกันงอมแงมเลย ฉะนั้นผมก็มีคิดว่าถ้าเราจะมีทีวีเราทำลิเกมาเล่น แต่ใส่เทคนิคเข้าไป มันก้ำกึ่งเป็นหนังด้วย ผมทำยายกะตา ผมเอาชื้นแฉะมาเล่น แล้วก็คุณประยูรเขียนบท เราพากษ์บรรยายด้วยลิเก คนก็ติด ผมก็ทำไกรทองจุดเทียนระเบิดน้ำ จรเข้ ตะเภาแก้วตะเภาทองเล่นน้ำ ซึ่งในลิเกเนี่ยเคยเล่น แต่ไม่เคยเห็นว่ามีตะเข้นี่ว่ายน้ำมาแอบดูคนอาบน้ำ ใช้ฟิล์ม 16 มม. เทคนิคทำเองในโรงถ่ายทำหมดทุกอย่าง เป็นเทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากที่โตโฮ ผมก็เอามาทำ เรตติ้งเป็นอันดับหนึ่ง คุณไก่อ่อนที่เดลินิวส์ก็เขียนเชียร์กัน หนังสือพิมพ์ทุกคนก็ โห ได้มาเห็นของใหม่เด็กรุ่นใหม่ทำเนี่ย คุณประยูร จรรยาวงศ์เขาเป็นแบคเป็นคนดูแลให้ ทำๆ เสร็จได้ผมก็ทำ พอจบเรื่องนี้ คุณเล็กบอกไม่ได้ๆ คุณสมโพธิต้องทำต่อ เขาบอกว่าอยากได้พระอภัยมณี บอก โอ้โห พระอภัยมณี คุณให้ผมตอนละหมื่นห้าเนี่ย ค่าตัวผม ค่าแสดง ค่าผู้กำกับ หมื่นห้าพันบาทเนี่ย มันไม่พอนะ เขาบอกทำไงได้ สปอนเซอร์มันเข้ามาไม่ถึงแสน เราก็ต้องทำกันให้ได้ เอ้า ทำได้ก็ทำ พอดีช่วงนั้นไอ้เจ้าขรรชัย บุนปาน เป็นเจ้าของมติชนเนี่ย มันอยู่สยามรัฐ บอกสมโพธิถ้าจะทำพระอภัยมณีนะ ผมเสนอตัวไอ้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เนี่ย เอามาเล่นเป็นพระอภัยมณี มันจบนิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ ไม่มีงานทำ ผมก็เอามันมาเล่นเป็นพระอภัยมณี เป็นตัวพระอภัยมณีเป่าปี่ เนาวรัตน์ก็มีรูปถ่ายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ผม ผมสร้างจนกระทั่งตอนหนึ่งถึงจบเล่มเลย เคราะห์ดีว่าตอนนั้นเรามีโรงถ่ายเองอะไรเอง เสร็จแล้วพอผมทำจบมานี่ ผมก็คิดว่า ผมสร้างหนังทีวีตั้งแต่ ไกรทอง พระอภัยมณี ยายกะตา ล่องไพร ผมทดลองฝึกทีมงานของผมขึ้นมาใหม่เลย เอามาจากเด็กอิสาน เด็กข้างบ้าน ข้างโรงถ่าย ตอนนั้นกำกับ ทำเองทุกอย่าง ตอนหลังพอเหนื่อยมากๆ ก็ต้องเชิญคุณสุพรรณ บูรณพิมพ์ คือพอตัวละครเยอะ แต่ว่าตอนทำท่าเตียนผมต้องทำเอง เพราะหนัง 35 มม. ผมก็มาสร้างท่าเตียน ท่าเตียนเป็นหนังเรื่องแรก ใช้ชื่อลูกชายผม พีระศิษ ในการกำกับ ตอนที่ทำท่าเตียนเนี่ย คือ พี่เขยผมเนี่ยเขาดักคอผมก่อน บอกว่าไม่อยากให้ผมสร้างหนัง เพราะว่าพวกที่สร้างหนังเนี่ย เป็นหนี้เป็นสินแล้วเช็คเด้งกัน เพราะยุคก่อนที่ผมจะทำหนังเนี่ย เป็นยุคที่ทางอัศวินภาพยนตร์เขาสร้างหนังเยอะ หลายเรื่อง แต่ว่าเขาสร้างแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือประกาศสร้างห้าเรื่องหกเรื่อง แต่ไปเอาเงินของธนาคารมา แล้วก็ไม่ใช้คืนแบงค์ แบงค์ก็เลยไม่เชื่อถือพวกคนทำหนังไทย พี่เขยผมก็ไม่แนะนำให้ผมสร้างหนัง หนังโรงเขาไม่แนะนำ ถ้าหนังทีวีไม่เป็นไร เพราะว่ามันมีสปอนเซอร์ ผมก็ดื้อ ผมบอก ผมไม่ต้องการให้พี่ช่วยผมนะ ผมน่ะ ผมจะทำหนังทีวีเราก็เอาสปอนเซอร์ของหนังทีวี ถ้าเราจะทำหนังโรงเราก็ต้องเอาสปอนเซอร์จากหนังโรง ซึ่งสมัยนั้นเฉลิมกรุงเนี่ยเขามีเงินให้ผู้สร้างหนังไทยยืม กู้ยืม แล้วใช้สร้างหนัง แล้วก็ใช้ เพื่อให้มีหนังมาป้อนคนละสองแสนบาท ยุคนั้นซึ่งผมจำได้ว่ามีสุพรรณ บูรณพิมพ์ พันคำ แล้วก็ยุคดอกดิน กัญญามาลย์ คือนักสร้างพวกรุ่นใหญ่ๆ ทั้งนั้นนะฮะ พร้อมมิตรภาพยนตร์ มีหนัง คือ รุ่นใหญ่ๆที่สร้างก็มีชื่อเสียงกันยุคนั้นก็ ผม ผมเป็นเด็กกว่าเพื่อนที่จะแหวกในชุดกลุ่มผู้ใหญ่ อาจารย์จีรศักดิ์ท่านก็ถามผมว่า เฮ้ย คุณจะมาขอกู้ผมเนี่ย สองแสน แล้วคุณมีอะไรค้ำประกัน มีอะไรการันตี ชื่อคุณก็ยังโนเนมยังไม่รู้จักชื่อ ผมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้อาจารย์ ผมก่อนมาหาอาจารย์เนี่ย ผมทำการบ้านมานะ ผมเอารูปอะกิร่า คุโรซาว่า เอารูปคิงคอง ก๊อตซิลล่า พวกเนี้ย ผมทำอัลบั้มไว้ ผมก็เอาไปเสนอ เนี่ย ผมเรียนพวกนี้มา แล้วก็ผมตั้งใจจะปลุกหนังเด็กในเมืองไทย เป็นรายแรกของประเทศไทย แล้วก็รายแรกที่ผมได้ทำหนังประเภทเนี่ยสู่ตลาดโลก อาจารย์จีรศักดิ์บอก เฮ่ย คุณนี่ฝันเกินไปนะ ผมบอกว่า อาจารย์ ชีวิตผมตั้งแต่เด็กมาเนี่ยนะ หกเจ็ดขวบผมบ้าแต่หนัง ผมคุย ผมพบผู้ใหญ่ ผมเอาชื่อ อย่างคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ประยูร เหม เวชกร พวกเนี้ย เนี่ย พวกเนี้ยเป็นที่ปรึกษาผมทั้งนั้นนะฮะตอนนี้ ผมเด็กจริง แต่ผมมีที่ปรึกษาเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ท่านก็บอก เอาวะ ลองเชื่อเด็กดูซักทีวะ ยอมเชื่อเด็กซักที อ่ะ ค้ำประกันผมก็ค้ำให้อ้ะ ในเมื่อผมมีมาเสนออย่างนี้ ผมก็ได้เงินมาสองแสน สองแสนเนี่ยผมทำจบท่าเตียนเลย ชุดทำในนี้หมด หล่อหุ่น ผมไปเจออาจารย์ ผมไปเจอเรื่องหุ่น ผมตื่นเต้นยังไง ลองอ่านดูในหนังสือดูนะ



ถาม : ท่าเตียนประสบความสำเร็จมากน้อยขนาดไหนครับ
ตอบ : พอทำท่าเตียนมาจบ นะฮะ สองแสน ผมได้มาเกือบสองล้าน ใช้คืนสองแสน ฉายแค่โรงเดียว สองอาทิตย์ก็ได้เกินล้านบาท หนังฉายอยู่เดือนเดียว เพราะว่า พอเราได้มาอย่างนั้นนะฮะ แล้วก็ คือระหว่างที่ผมสร้างหนังท่าเตียนเนี่ย พวกสายหนังที่เขาเคยซื้อหนังพวกเนี้ย เขาไปหาผมที่ฮ่องกง เช่น ผมจำได้ว่าสายอิสานชื่อซัมเจี่ย สายเหนือ สายใต้ สายอะไรต่างๆ เขาบอก ไอ้เจ้าของหนังนี่มันเด็กนี่นา แล้วก็มันไม่ยอมขายหนังว่ะ แล้วก็ไม่ยอมเอาสปอนเซอร์อย่างที่คนอื่นเขาไปขอจากโรงมา เขาจะขอจากโรงมาห้าหมื่นแสนนึงอะไรเนี่ย ทางโรงเขาจะให้ แล้วสายก็ให้เขาไปจัดเดิน ผมคิดไม่เหมือนเขานี่ ผมบอก ผมไม่เอาเงินจากคุณ เขาบอก เฮ่ย แล้วคุณแน่ใจหรือคุณจะได้เงินล้าน ผมบอกผมมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ เขาดูถูกผมเลย คนสร้างหนังทุกคนเขาจะบอกเงินล้านกันทั้งนั้น ผมบอกคุณดูผมละกัน ผมไม่ขายให้ใครทั้งนั้นน่ะ เพราะว่าถ้าขายคุณเอาเงินเข้ามา เวลาคุณไปฉายหนังผมก็รู้ว่าถูกเบี้ยว เพราะว่า สมมติว่าคุณมีคนดูมาซักหมื่นคน คุณก็ตัดให้แค่ห้าพันคน ไอ้สปอนเซอร์ที่เอาไปคุณก็กินหัวคิวผมแล้ว แต่วิธีคิดผมไม่เหมือนคุณ พอผมได้เงินล้านผมก็จะตีโฆษณาๆ ทุกสายหนังก็จะวิ่งมาซื้อสายผม ผมจะตัดขายๆๆคุณ ผมเอายอดเงินขึ้นมาเลย เช่น สายเหนือเคยได้ห้าแสน ผมก็จะขายห้าแสน สายใต้เคยได้สามแสนสี่แสนผมก็จะขายสามสี่แสน แต่คนที่ตัดต้องหนังดี ถ้าหนังไม่ดีก็ต้องฝากโรงเขาฉาย ไปง้อโรง แต่ผมคิดไม่เหมือนใคร พอหนังผมฉายเฉลิมกรุง หนังที่จะเข้าต่อจากผมตอนนั้นจำได้ว่าชื่อเรื่อง แก้วกลางนา เขาดูถูกผมว่า ผมวางฉายแค่อาทิตย์เดียว อาทิตย์ที่สองเขาจะเข้า แต่เขาไม่รู้ว่าแผนของผมเนี่ย ผมวางแผนว่า ผมเข้าวันที่สิบห้ามีนา พวกนี้ก็ สายหนังก็หัวเราะงอหายเลย บอก ไอ้นี่มันบ้า หนังดีเขาต้องเข้าต้นเดือนเงินเดือนออกแล้วถึงจะเข้า ไอ้นี่มันมาเข้ากลางเดือน มันพูดเหมือนอาจารย์เจือ จตุรักษ์ ก็ไม่เห็นด้วยกับผม ก็คุณเอาเงินเฉลิมกรุงไปสองแสนแล้วคุณมาฉายกลางมีนาได้ยังไง กลางมีนาพ่อแม่ไม่มีเงินแล้วก็ปิดเทอมคนมันไปเที่ยวบางแสนกันหมด สมัยนั้นคือตากอากาศต้องไปบางแสน คุณมาตั้งอย่างนี้ได้ยังไง คุณมีความคิดอย่างนี้ได้ยังไงอย่างเนี้ย ผมบอกอาจารย์ฟังผม สิบห้ามีนาเนี่ยไม่มีใครเอามีผมมาคนเดียว ไม่มีคู่แข่ง แล้วผมจะไปกินสงกรานต์ต่างจังหวัด ผมกวาดสงกรานต์ต่างจังหวะรวบเลย นะฮะ เพราะว่าสองอาทิตย์ผมต้องได้เงินล้าน ผมกะคำนวณคนดู เพราะพวกนี้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นผมดูจากหนังโตโฮ โตโฮทำหนังยังไง ฉายหนังยังไง ผมศึกษามาหมดแล้ว เพราะว่าปิดเทอมปุ๊บ ปิดเทอมแล้วให้รางวัลกะลูกเถอะ มาดูหนังท่าเตียน เพื่อผ่อนคลาย ดูยักษ์ออกจากวัดอาละวาดเดินมาตีกันราบเป็นหน้ากอง น้ำท่วมสะพานพุทธตีกันจนดุสิตธานีเป็นตึกสูงสุดพังถล่มทลาย ผมก็มีแนวโฆษณาของผมอย่างนี้ไป พอสิบห้ามีนาปิดเทอมเท่านั้นละ เด็กมากัน ตอนนั้นผมใช้คำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ประเทศนึงจะมีโรงถ่ายไม่เกินหนึ่งหรือสองโรง เช่น อเมริกาจะมียูนิเวอแซลสตูดิโอ บริษัทโตโฮคอมปะนีสตูดิโอ คำว่าไชโยภาพยนตร์ คนที่ขายฟิล์มจัดจำหน่าย ฉายหนังกลางแปลงก็เรียกภาพยนตร์ๆ แต่ว่าคำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ การที่จะสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์นี่จะต้องมีเครื่องมือเทคนิคมีกล้องมีสระน้ำ มีทำท้องฟ้าทะเลปั่นป่วนฟ้าผ่าฟ้าร้องน้ำท่วมแผ่นดินถล่มทลาย พวกนี้คุณต้องมีสตูดิโอมีโรงถ่ายของคุณเอง ผมถึงใช้คำว่าโรงถ่าย แล้วเรื่องชาละวัน ไกรทอง ผมเขียนเลย สร้างโดยโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ สร้างโดยโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย ผมไม่เคยใช้คำว่าไชโยภาพยนตร์ถ้าผมทำโฆษณาเอง เพราะผมถือว่าโรงถ่ายภาพยนตร์คือหน้าตาของประเทศชาติ อันนี้เป็นส่วนเน้นเลย คำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ คุณไปอเมริกาต้องไปดูยูนิเวอแซลสตูดิโอใช่มั้ยฮะ คุณไม่ได้ไปดูยูนิเวอแซลมูวี่ มันคนละส่วนกัน ฉะนั้นหน้าตาของประเทศไทยคือโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย มีนายสมโพธิ แสงเดือนฉาย เป็นเจ้าของ เป็นผู้ริเริ่ม ผมถามว่าในเมืองไทยใครมีโรงถ่ายสมบูรณ์แบบเหมือนผมบ้าง มีมั้ย ไม่มี ก่อนนั้นก็มีของอัศวินภาพยนตร์แต่ก็ทำโรงถ่ายเล็กๆ ไว้โรงเดียว คุณไปดูถ่ายของผมแต่ละโรงๆ ผมไร่กว่าๆ ฉะนั้นในโรงผมจะทำเหาะเหินเดินอากาศ ทำอะไรได้ทุกอย่างเกี่ยวกับสเปเชียลเอฟเฟค เทคนิคอภินิหารต่างๆ นี่คือการต้องมีโรงถ่าย มีบ่อน้ำมีการพายเรือ แจวเรือ ต่อสู้กันในน้ำ ถ่ายในน้ำ ถ่ายใต้น้ำ ทุกอย่างอยู่ในโรงถ่ายหมด ของพวกนี้ถ้าใครไม่เรียนสเปเชียลเอฟเฟคมาจะไม่รู้และไม่กล้าทำ..ปอด ผมไปเรียนมาแล้วผมรู้ ผมถึงกล้าทำ ผมมีหมด ส่วนคนอื่นถ้าเขาทำโฆษณานี่ เขาจะชอบใช้คำว่า ไชโยภาพยนตร์ๆ ก็ให้เขาทำไป เพราะว่าถ้าผมทำด้วยมือผมเอง ผมจะใช้คำว่า โรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย แล้วหน้าป้ายที่โรงถ่ายภาพยนตร์ไชโย มันก็ยังป้ายคำว่าโรงถ่ายภาพยนตร์ไชโยติดป้าย สมัยนั้นใครผ่านไปทางพหลโยธินไปรังสิตจะเห็นป้าย เอ๊ะ โรงถ่ายไชโยอยู่นี่นะ ส่วนไชโยโปรดักชั่นนี่ลูกชายผมมาตั้งเลียนแบบ คือเด็กรุ่นใหม่นะ เดี๋ยวนะ ผมต้องคำว่า โปรดักชั่นอีกอย่าง วอลล์ดิสนีย์เป็นบริษัทแรกที่ทำหนังการ์ตูนแล้วคนรู้จักทั่วโลกมาเกือบเจ็ดสิบห้าปี วอลล์ดิสนีย์เขาจะตั้งชื่อ วอลล์ดิสนีย์โปรดักชั่น เป็นคนแรกที่เอาคำว่า โปรดักชั่น ขึ้นมาใช้ แล้วก็หนังการ์ตูนดังไปทั่วโลก ทุกคนก็เลียนแบบหมด แม้กระทั่งอาจารย์เอยิผมก็ยังต้องใช้ ซึบุราย่าโปรดักชั่น ทำไมท่านไม่กล้าใช้โรงถ่ายซึบุร่าล่ะ เพราะว่าอะไร ท่านไม่มีโรงถ่าย โรงถ่ายของท่านคือของโตโฮนะฮะ ฉะนั้นคนที่ไม่มีโรงถ่ายจะไม่ใช้คำนี้ครับ





ถาม : ตอนที่เอาคาแรคเตอร์หนุมานมาใช้มีปัญหาอะไรกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมในสมัยนั้นหรือไม่
ตอบ : ตอนที่ทำหนุมานนะ จะเล่าให้ฟัง ผมนี่นะสร้างหนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ก็โดนอธิบดีศิลปากรยุคนั้น ผมจำไม่ได้ชื่ออะไร คือหนังสือพิมพ์เขาไปถามท่านบอกว่า ผมเนี่ยทำไมเอาหนุมานไปเล่นกับยอดมนุษย์หนังของญี่ปุ่น ไม่ทำลายวัฒนธรรมเหรอ อธิบดีก็ตำหนิผม บอกมันไม่น่า มันไม่น่าที่เอาหนุมานคาแรคเตอร์ของไทยเนี่ยไปเล่นกะญี่ปุ่น ผมก็ไม่ว่าอะไรกับท่าน เสร็จแล้วหนังเรื่องเนี้ย สมาคมผู้อำนวยการสร้างได้ส่งนำหนังเรื่องเนี้ย เข้าไปประกวดหนังเอเชียที่ประเทศจากาต้า แล้วผมก็ไปในงาน เป็นตัวแทนของคนไทยไปด้วย หนังเรื่องนี้เราก็ได้รางวัลสุมิตรามา ได้รางวัลแล้วก็ได้เชิดชูเป็นวัฒนธรรมของชาติ โดยภาพยนตร์เอเชียเห็นว่าหนังเรื่องนี้อนุรักษ์ ถ้าได้ดูในหนังหนุมานแล้วว่า ผมแอนตี้คนตัดเศียรพระเป็นการอนุรักษ์วัตถุโบราณของชาติ เพราะถือว่าเป็นหนังยอดเยี่ยมในเรื่องอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ พอได้รางวัลมา พอได้รางวัลมันก็เป็นข่าวใหญ่ ทางอธิบดีที่เคยด่าผมก็ต้องยอมรับว่า ที่วิพากษ์วิจารณ์ไปที่หนังสือพิมพ์เขาถามมาเนี่ย โดยไม่ได้ดูหนัง คือผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพวกผู้ใหญ่และพวกที่ความเห็นไม่ตรงกับผม เราทำความดีเราสร้างความดีอะไรให้กับชาติ เราคิดว่าดีแล้ว เราทำเลย ผมถือว่าพระเมืองไทยที่ไหนๆ ก็หัวขาดหมด วัดไหนก็หัวขาด เพราะอะไร เพราะเขาเอาเศียรพระไปขายฝรั่งไปขายต่างประเทศ ผมเขียนเองสร้างเองทั้งนั้นเลย ทุกคนต้องมาเลียนตามผมทั้งนั้นเลยฮะ ไม่ว่าอะไร ตัวอย่างของผม ผมสร้างแอนตี้ แล้วหนุมานมากระทืบมาฆ่าไอ้พวกนี้ตาย ท่าเตียนผมก็เหมือนกันขโมยพระที่วัดอรุณนี่ ยักษ์วัดแจ้งเอากระบองทุ้งจมดินคาใต้ขายักษ์ ถ้าใครมาดูหนังของผมแล้วจะรู้ว่าผมลูกศิษย์วัดผมต้องอนุรักษ์พระในวัด เราสร้างอย่างนี้เด็กดูแล้วเด็กกลัว พอเด็กกลัวแล้วเหมือนกะเด็กได้อ่านนิทานประทับใจนิทานเรื่องแรก ดูหนังก็เหมือนกันก็จะประทับใจหนัง อุ้ย เราเคยดูหนังยักษ์ ไอ้โจรมันขโมยพระแล้วโดนยักษ์เอากระบองกระทุ้งเอาตีนกระทืจมดิน เราไม่ขโมยดีกว่า นี่คือผมสอนเด็กโดยที่ไม่ให้เด็กรู้ว่าเราสอนเขา แต่ให้รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์พวกนี้คุณมองไม่เห็น คุณตายเพราะอะไร แต่ผมทำภาพให้คุณดูให้น่ากลัว ผมสอนคนโดยใช้ภาพ แล้วอธิบดีก็ต้องมาขอโทษผม แล้วหนังเรื่องนี้ทุกวันนี้ฉายไปทั่วโลก ทุกคนไม่มีใครตำหนิผมทั้งนั้น



ถาม : ชุดหนุมานทำเอง หรือส่งทำที่ญี่ปุ่นครับ

ตอบ : หนุมานนี่ทำเองปั้นกันเองในเมืองไทย คนที่ในโรงถ่าย พวกพี่ๆ น้องๆ ผมปั้นกันเอง ไม่ได้จบจากที่ไหนทั้งนั้นละฮะ แต่ผมเป็นคนควบคุม ในการเหมือนไม่เหมือน ผมต้องการยังไง เดี๋ยวผมจะเล่า หนุมานนี่นะ คุณต้องรู้ว่าทำไมอธิบดีมาว่าผม เพราะว่าไร คุณรู้มั้ย ผมเป็นผู้ออกแบบคาแรคเตอร์คิดสร้างสรรค์เรื่องอุลตร้าแมน มันถึงเป็นพระเอกได้ ยอดมนุษย์ต้องเป็นลูกน้องหนุมาน ถ้าผมไม่ใช้เจ้าของผมไม่ใช่คนริเริ่มทำอุลตร้าแมน ยอดมนุษย์จะไปเป็นลูกน้องหนุมานได้ยังไง คนที่เป็นเจ้าของมันโกรธตายเลยว่ะเฮ้ย หนุมานต้องเป็นลูกน้องยอดมนุษย์เว้ย แล้วที่ผมตั้งคำว่ายอดมนุษย์เพราะอะไร เพราะผมถือพระพุทธเจ้าเป็นคนเหนือคน ผมเป็นคนตั้งคำว่า ยอดมนุษย์ เหนือมนุษย์ พระพุทธเจ้าท่านเหนือของมนุษย์แล้ว คือเป็นยอดของมนุษย์แล้ว ที่ผมตั้งอันนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นศัพท์อันนี้เป็นศัพท์ที่ผมตั้งขึ้นมาเอง เพราะผมถือว่าพระพุทธเจ้าท่านคือเหนือมนุษย์ยอดของมนุษย์นะฮะ ต้องใช้คำว่ายอดมนุษย์ ก็คือ หนังเรื่องนี้คือผมเอาพระพุทธเจ้าท่านมาแต่ว่าผมต้องการไม่ให้คนรู้ คือของพวกนี้บางอย่างเนี่ยผมพูดไปแล้วก็เหมือนขวางโลกเขาหมด คือคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรบางคนก็ว่าเอายักษ์วัดแจ้งมามั่ง เอาอะไรมามั่ง แม้กระทั่งหม่อมคึกฤทธิ์เคยว่าผม เฮ้ย นายสมโพธิยักษ์มันไม่เห็นแปลกเลยมันก็อยู่ในวัดเอามาเล่น ผมไม่เห็นด้วยเลยคุณจะสร้าง พอผมสร้างท่าเตียนได้เงินล้านท่าบอก เฮ้ย คุณทำเหรียญเงินล้านไปแขวนมันเลย แล้วผมก็ยอมแพ้คุณที่ผมว่าคุณ ไอ้คุณมันหัวเด็กป.4 ป.4 ผมได้เงินแล้วกันน่ะ เพราะผมคิดว่าเยาวชนเด็กเล็กๆ เป็นแฟนผมเนี่ย แล้วผมสอนเด็กผมทำหนังท่าเตียนต้องการให้คนดูเด็กดูง่ายๆ ดูสบาย เพราะยุคนั้นมันมีแต่หนังจังโก้หนังฆ่ากันยิงกัน ไม่งั้นก็หนังโป๊หนังเปลือย





ถาม : ในเมื่อทำท่าเตียนมียักษ์ แล้วทำหนุมาน ทำไมไม่เอาสองตัวนี้มาเจอกันครับ
ตอบ : ยักษ์กับลิงเจอกัน อะไรก็แล้วแต่เป็นของไทยจ๋าเลย อย่างศึกกุมภกรรณผมมาทำเจอกัน หนังไม่ทำเงิน แต่ถ้าเกิดว่าหนุมานเจอยอดมนุษย์เป็นของญี่ปุ่น จัมโบ้เอของญี่ปุ่น ผมได้เงินล้าน แต่ศึกกุมภกรรณผมไม่ได้เงินล้าน ผมทำได้เงินล้านเกือบทุกเรื่อง เรื่องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ ไกรทอง กับ จระเข้ยักษ์ จรเข้ยักษ์นี่ฉายทั่วโลกเลย เพราะว่าต่างประเทศเขาซื้อไปแล้วเขาไปฉายชนกับจอส์ของสปิลเบิร์ก ฉายทั่วไปหมด อเมริกา อังกฤษ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส ประเทศแถวยุโรปเอาเรื่องนี้ไปฉาย

หนังเรื่องหนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์เป็นหนังไทยร้อยเปอเซนต์ คือถ่ายทำในเมืองไทยแทบทั้งหมด มันก็มีฉากนึงคือฉากอุลตร้าแมนทาโร่ซึ่งตอนนั้น เขากำลังจะรื้อฉาก ทีนี้ฉากอันนี้ถ้าเรามาสร้างในเมืองไทยมันต้องใช้เงินตั้งหลายล้านบาท ก่อนจะรื้อผมก็เลยเอาดาราไทยเนี่ย เอาคุณภาวนา คุณยอดชาย สีเผือก สีสุริยาเนี่ย ไปถ่ายซะก่อน ถ่ายเจาะถ่ายเจาะเก็บ เรื่องฉากระเบิดเรื่องอะไรในนั้น แล้วถึงจะเอาไปตัดต่อ ตัดต่อที่ญี่ปุ่น



ถาม : ดูจากรายชื่อหนังของคุณอา ทำไม ยอดชาย เมฆสุวรรณ จึงได้เล่นหนังหนุมานทั้งสองเรื่อง และยอดมนุษย์อีก ติดๆ กัน
ตอบ : ครั้งแรกเนี่ย ผมเอาคุณสมบัติ เมทะนีเล่นหนังกะผมเรื่องท่าเตียน แล้วผมก็ติดต่อคุณสมบัติจะให้เล่นเรื่องที่สอง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ ช่วงนั้นผมกะดอกดินมีปัญหากัน ดอกดินมีปัญหาเพราะว่าหนังผมฉายแล้วดอกดินเขามาโฆษณาไล่ผม ผมก็ฟ้องกรรมการผู้อำนวยการสร้างว่า กฏของสมาคมผู้อำนวยการสร้าง หนังกำลังฉายอยู่หนึ่งอาทิตย์ห้ามโฆษณาไล่ เพราะต่างจังหวัดเขาไม่รู้ สมัยนั้นสื่อมันไม่ดีก็คิดว่าหนังไม่ดีจะออกแล้ว โรงหนังมันโรงเดียวน่ะ แล้วคุณก็ไปโฆษณาหนังสือพิมพ์ไล่ผม ผมก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องสมาคม คุณดอกดินก็โกรธผมว่าผมเอาเรื่องนี้ไปฟ้อง ฟ้องเขาก็พยายามพูดกะดาราทุกคน ซึ่งสมบัติเขาก็เป็นนักเรียนเทคนิคผมก็เทคนิค พอคุณสมบัติแกเล่นท่าเตียนเรื่องเดียว แล้วแกก็ไม่ขอเล่นหนังผม บอกว่าต่อไปนี้เขาไม่เล่นหนังเด็ก พอไม่เล่นหนังเด็ก ผมก็เอายอดชายมาเล่น ก็ปรากฏว่าท่าเตียนสองอาทิตย์ล้าน แต่ว่ายอดชายมาเล่นอาทิตย์เดียวหนึ่งล้าน สมบัติก็ตก ยอดชายก็พุ่ง ภาวนาก็พุ่งขึ้น สมัยนั้นพระเอกคนไหนได้เงินล้านถือว่าค่าตัวขึ้นเลย ผมไม่เอาสมบัติเล่น สมบัติก็ตอนหลังถึงมายอมสารภาพกับผมว่าผมไม่ควรจะไปฟังคนอื่น ก็ในฐานะเป็นเทคนิคผมขอมาเล่นหนังกับคุณสมโพธิต่อ ผมจึงมาเล่นหนังเรื่องอื่น เล่นไกรทอง เล่นขุนช้างขุนแผน ดูถูกหนังเด็กไม่ได้ เพราะว่าลูกๆ เขารบเร้า ชอบหนังผม แล้วบอก พ่อไม่เห็นเล่นหนังของคุณสมโพธิเลย พอไม่ได้เล่นเรื่องไอ้มดแดง ไม่ได้เล่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ลูกเขาก็บอกพ่อไม่ได้เรื่อง สมบัติเลยต้องมาหาผม



ถาม : ตามที่ผมได้อ่านในประวัติ หนังเรื่องสุดท้ายของไชโยคือเรื่องกิ้งก่ากายสิทธิ์ ทำไมจึงเลิกทำครับ
ตอบ : หลังจากเรื่องกิ้งก่าแล้ว ยุควิดีโอบูม ผมถูกก๊อบปี้ คือผมฉายต่างจังหวัด ไปฉายที่ไหน ทุกคนมีเช่าวิดีโอไปดู หนังที่ขายสายไปต่างจังหวัด เช็คไม่ผ่าน เพราะถือว่าดูวิดีโอกันหมด ผมเลยคิดว่า เฮ้ย ผมต้องหยุดสร้างหนังแล้ว ไม่คุ้มแล้ว ถ้าหยุดสร้างหนังแล้วผมมาเล่นทีวีดีกว่า ก็เปลี่ยนมาทำอุลตร้าแมนแล้ว คือหนังโรงนี่นะต้องบอกอย่างนึงว่า หนังโรงนี่เป็นโชคดีอย่างที่ว่ายุคนั้นเรามีแต่หนังโรง แล้วญี่ปุ่นเนี่ยคิดไม่ถึง เพราะหนังโรงญี่ปุ่นกับหนังโรงบ้านเราคนละเรื่องกัน หนังโรงญี่ปุ่นเนี่ยเก็บเงินแล้วบริษัทเก็บเงินได้น้อยกว่าเมืองไทยเรา เพราะเมืองไทยเราต่างจังหวัด หนังโรงหนังกลางแปลงเราดีมาก แล้วหนังญี่ปุ่นทีวีมันถึง พอทีวีถึง หนังทุกบริษัทมันถึงล้ม โรงถ่ายไดเอะ นิคัทสึ โชชิกุ ชินโตโฮ สี่โรง โรงถ่ายล้มไปหมด เพราะอะไร เพราะว่าทีวีมันถึง หนังโรงมันราคาสร้างสูงกว่า แล้วฉายตามโรงต่างจังหวัดก็โดนทีวีถึงหมด ของเราทีวีเรายังไม่ดี ช่วงนั้นเป็นโอกาสหนังโรงที่ผมโกยเงินแล้วก็สร้างฐานะตัวได้จากสองแสนบาทท่าเตียนมา ก็ได้มาเป็นเงินหลายสิบล้าน





ถาม : ผมอยากให้คุณอาพูดถึงความเห็นในเรื่องของฮีโร่ฮอลลีวู๊ด ฮีโร่ญี่ปุ่น แล้วก็ความหวังในการเข้าสู่ตลาดโลกของฮีโร่ไทยว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหน
ตอบ : จริงๆ แล้วฮีโร่ฮอลลีวู๊ดกับญี่ปุ่น ทุกวันนี้การ์ตูนญี่ปุ่นไปครองใจเด็กอเมริกัน เพราะอเมริกันเนี่ยเรื่องโรโบคอปก็ก๊อบปี้จากของญี่ปุ่นนะฮะ หลายๆ เรื่องเอาเรื่องของญี่ปุ่นไปก๊อบปี้แล้วก็ไปสร้างเป็นของผู้ใหญ่ แต่ว่าการลงทุนเยอะ การลงทุนและการจัดจำหน่าย โรงถ่ายของในฮอลลีวู๊ด เขาทำอะไรแล้วเขาขายทั่วโลกแล้วก็ทางรัฐบาลเขาส่งเสริม ขายเป็นสินค้าออกทั่วโลก ทำเงินให้กับประเทศชาติอเมริกาอย่างมาก แล้วก็เป็นสินค้าส่งออกเลย เพราะฉะนั้นทั่วโลกจึงได้ดูหนังกัน เขาก็ได้เงินมหาศาลมาก ฮีโร่ของไทยที่จะออกไปสู่ตลาดโลกก็คืออุลตร้าแมน ผมเตรียมที่จะไปลุย ให้ผมจบเรื่องคดีก่อน

ธรรมะชนะอธรรมครับ ทุกอย่างธรรมะชนะอธรรมในการต่อสู้ของคนเนี่ย ความจริงมันหนีความจริงไม่พ้น ชีวิตคนเราต้องอยู่ด้วยความจริง โลกนี้ต้องอยู่ด้วยธรรมะด้วยธรรมชาติมันถึงจะอยู่ได้ สิ่งใดที่คุณฝืนธรรมชาติหรือคุณทำอะไรไปไม่เป็นธรรมชาติคุณมีอันเป็นไปทั้งนั้น



_____________________________________

หมายเหตุจากผู้ถอดบทสัมภาษณ์: ปัจจุบันคดีอุลตร้าแมนสิ้นสุดลงแล้วนะครับ แต่อยากเก็บบทสัมภาษณ์นี้ไว้เป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพื่อใช้ในการค้นคว้าต่อไป


Create Date : 03 มิถุนายน 2551
Last Update : 3 มิถุนายน 2551 17:08:21 น. 1 comments
Counter : 1578 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณสำหรับบทสัมภาษณ์มากๆครับผม....


เราจัดชุมนุมฉายภาพยนตร์ในสถาบัน
จะจัดฉาย "กิ้งก่ากายสิทธิ์" พอดี เนื่องจากดูแล้วประทับใจมากๆ .....(แต่อาจเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นในเครือไชโยฟิลม์ แทน....)

ผมเองก็กะว่าจะเชิญคุณสมโพธิ์มาร่วมพูดคุยด้วย....แต่ดูท่าจะยากอ่ะครับ เพราะตอนนี้ยังติดต่อไชโย ไม่ได้เลย รวมทั้งถ้าติดต่อได้ คุณสมโพธิ์อาจไม่ว่าง....


ยังไงผมขอนำบทสัมภาษณ์ของคุณไปเป็นข้อมูลการพูดคุยหลังภาพยนตร์ฉาย น่ะครับ

ใส่เครดิตให้ด้วยครับ
 
 

โดย: AguileraAnimato วันที่: 14 มกราคม 2552 เวลา:11:57:51 น.  

Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

แมงกะโปน
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ติดต่อสร้างชุด หรือการแสดง
โทร 0803072901
อีเมล์ xheau@hotmail.com
[Add แมงกะโปน's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com