Group Blog
 
All Blogs
 

แกงฮังเล/คั่วโฮะ

แกงฮังเล
เข้าวันสงกรานต์แล้ว แถวบ้านที่เชียงใหม่
จะมีวันที่ไปวัดกัน เวลาไปวัดก็จะทำแกงฮังเลไป
เป็นอีกเทศกาลที่ได้กินแกงฮังเล เบื่อกันไปเลย
ในฐานะที่อยู่ไกลบ้าน ลุกมาทำแกงฮังเลกะเค้าบ้าง
แต่ไม่ได้เอาไปวัดหรอกค่ะ ทำกินกันเอง
ให้เข้ากับบรรยากาศสงกรานต์

Image hosting by Photobucket




เครื่องแกงฮังเล
พริกแห้ง เม็ดเล็ก 20 เม็ดใหญ่ 5
หอมแดง 2-3 หัว
กระเทียม 5 กลีบใหญ่
ข่า 7 แว่น
ตะไคร้ หั่นละเอียด 2 ต้น
เกลือ 1 หยิบมือ
รากผักชี 1 ราก ตัดติดลำต้นมาประมาณ 1 นิ้ว หั่นละเอียด
ขมิ้น 1 ข้อนิ้ว หรือ ขมิ้นผง ปลายช้อนชา
กะปิประมาณปลายช้อน

โขลกเครื่องแกงทั้งหมด ยกเว้นกะปิ จนกระทั่งละเอียดและเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน
ใส่กะปิ โขลกต่ออีกสักครู่ให้เข้ากัน

ส่วนผสม
หมูสามชั้น หรือส่วนโคนขาหมู หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ แต่ละชิ้นติดหนังมาด้วย ประมาณ ½ โล
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ขิง 1 แง่งซอยเป็นเส้น
น้ำมะขามเปียก
กระเทียมดอง ฉีกแยกให้เป็นกลีบๆ พักไว้
ผงแกงฮังเล 1 ซอง
เครื่องแกงฮังเลครึ่งหนึ่งของที่เตรียมไว้ อีกครึ่ง ใส่ภาชนะที่ปิดสนิท แช่ตู้เย็นไว้ใช้ครั้งต่อไปได้
น้ำตาลปี๊บเล็กน้อย

ผงแกงฮังเล หรือฮินเล มีขายเป็นซอง ซองละห้าบาท
แถวบ้านมณี มีขาย ยี่ห้อนี้ยี่ห้อเดียว น้องสาวส่งมาให้ค่ะ

Image hosting by Photobucket




อันนี้กระเทียมดอง ขิงซอยเส้น และถั่วลิสงคั่ว เตรียมไว้ใส่ตอนหลังนะคะ

Image hosting by Photobucket




วิธีทำ
1. เครื่องแกงที่โขลกเสร็จ เอาไปคลุกเคล้ากับหมูสามชั้น โรยด้วยผงแกงฮังเล หมักไว้ซักพัก
2. หม้อตั้งไฟ ใส่น้ำมันไปเล็กน้อย เอาหมูที่หมักเครื่องแกงไว้ ลงไปผัดให้หอม และหมูตึงตัว
3. เติมน้ำลงไปพอท่วม แล้วเคี่ยวทิ้งไว้ จนกระทั่งหมูสุก นุ่ม ถึงตอนนี้ อาจต้องช้อนน้ำมันออกจากผิวหน้าบ้าง น้ำมันที่ช้อนไว้ อย่าทิ้ง เก็บไว้ทำแกงโฮะในมื้อต่อไปได้
4. ใส่ถั่วลิสงคั่วลงไป ใส่ขิง และกระเทียมดองเคี่ยวต่อซักพัก
5.เมื่อหมูเริ่มนุ่มให้ปรุงรสด้วยน้ำมะขาม เกลือ ให้กลมกล่อม ออกรสเค็ม เปรี้ยวเล็กน้อย
ตัดรสด้วยน้ำตาลปี๊บนิดหน่อย ใครชอบหวานก็ใส่มากหน่อย

Image hosting by Photobucket




เมื่อทำแกงฮังเล มักมีน้ำแกงที่เหลืออยู่
ส่วนใหญ่ มักจะเอามาทำแกงโฮะ หรือ คั่วโฮะ
โดยหลักการ คือเอากับข้าวพวกแกงๆ ผัดๆ
ที่เหลือ มารวมกัน หลักการคงคล้ายจับฉ่ายมังคะ
แต่ที่บ้านมณี จะทำคั่วโฮะโดยการเอาพวกผักๆ
มาผัดกับแกงฮังเลที่เหลือค่ะ

แกงโฮะ คั่วโฮะ
ส่วนผสม
1.แกงฮังเลที่เหลือจากมื้อก่อนๆ
2.ผัก เช่น ตำลึง หน่อไม้ดอง หน่อไม้ต้ม ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน ใบผักชีฝรั่ง (หอมป้อมเป้อ) เห็ดนางฟ้าก็ใส่ได้ ใบมะกรูด หากไม่มีตำลึง ใช้ผักใบเขียวอย่างอื่นได้เช่นยอดถั่วลันเตา ผักน้ำ หรือยอดฟักแม้ว ตะไคร้หั่นเฉียง
3.วุ้นเส้นแช่น้ำให้นิ่ม
4.พริกขี้หนูสวนประมาณขยุ้มเล็กๆ ตามชอบ

วิธีทำ
ใส่น้ำมันที่ลอยหน้าแกงฮังเลลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ตบกระเทียมใส่ซักกลีบ ใส่ตะไคร้ลงไปผัด เอาผักลงไปผัด เริ่มจากผักที่สุกยากก่อน ใส่แกงฮังเลที่เหลือ แล้วค่อยใส่ผักใบ และพริกขี้หนู ใส่วุ้นเส้น ชิมรสดู หากไม่เค็ม ปรุงด้วยน้ำปลา เมื่อได้รสที่ต้องการแล้ว โรยใบมะกรูดฉีก ตักเสิร์ฟ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ แคบหมู

Image hosting by Photobucket




ขอบคุณที่แวะเข้ามาชิมนะคะ
สวัสดีปี๋ใหม่เมืองเจ้า




 

Create Date : 13 เมษายน 2549    
Last Update : 13 เมษายน 2549 4:00:51 น.
Counter : 4225 Pageviews.  

Quiche

คิชของคนเรื่องมาก
อาหารเหนือติดๆกันมาหลายบล็อกแล้ว
วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นอาหารอย่างอื่นบ้าง
มณีประยุกต์จาก Ham and Cheese Pie มานะคะ
เอาสูตรไปก่อนละกัน เผื่อใครจะลองทำ

Ham and Cheese Pie
1 unbaked pie shell
½ cup Hellmann’s mayonnaise
½ cup milk
2 eggs
1 tablespoon corn starch
1-1/2 cups shredded Swiss cheese (ตวงหลวมๆ ไม่ต้องอัดแน่น)
1/3 cup sliced green onion
1/3 cup chopped green pepper
1-1/2 cups cubed ham (cooked)
Pinch of salt หรือไม่ต้องใส่ก็ได้ เพราะใส่แฮมมันให้ความเค็มอยู่แล้ว

Preheat oven 350 F.
Mix mayonnaise, milk, eggs and corn starch until smooth. Stir in next 4 ingredients. Turn into pastry shell. Bake until golden brown. (40-45 min.)

วิธีทำ
เปิดเตาที่ 350 ฟาเรนไฮต์ กรุแผ่นแป้งพายในถาดพายขนาดมาตรฐาน (แต่งขอบตามใจชอบ)
ในชามผสม ใส่นม มายองเนส ไข่ และแป้งข้าวโพด ผสมเข้าด้วยกันโดยใช้ตะกร้อมือ คนจนกระทั่งส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงใส่ส่วนผสมที่เหลืออีกสี่อย่างลงไป คนให้เข้ากัน
เทลงในถาดพาย หุ้มขอบพายด้วยอลูมินัมฟอยล์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกรียมจนเกินไป เอาเข้าไปอบ เมื่ออบได้ประมาณ 25 นาที ให้เอาฟอยล์ที่หุ้มขอบพายออก แล้วอบต่อจนกระทั่งผิวหน้าเหลือง

ทีนี้ ตอนมณีทำ รู้สึกไม่ชอบแป้งพายที่เป็นครัสท์ คุณยายแนะนำให้ทำคิช (Quiche) แบบไม่มีครัสท์ ตามสูตรข้างล่างนี้ ซึ่งมณีไม่ชอบอีก อิอิ เรื่องมากจัง อันนี้รู้ตัว เพราะสูตรนี้ ไม่ใส่ผักเอาซะเลย เอาสูตรคิชคุณยายไปก่อนนะคะ เผื่อใครอยากลองสูตรนี้

Impossible Quiche (แอบขำชื่อด้วย ฟังดูเหมือนจะทำไม่สำเร็จยังไงไม่รู้)
4 eggs
1-3/4 cups milk
½ teaspoon salt
2 cups shredded Swiss cheese
1 tablespoon corn starch
½ cup Bisquick

Preheat oven 350 F
Grease baking dish (13*9)
Mix eggs and milk, add salt
Blend corn starch and cheese together, add to mixture.
Add cubed ham

ตอนจดสูตรมาก็งงๆ อยู่ดีดี มีแฮมโผล่มาในขั้นตอนด้วย อิอิ เข้าใจว่า ใส่ตามชอบนะคะ
ถ้าใส่แฮม ก็งดเกลือในสูตรได้เลย เพราะได้ความเค็มจากแฮมเพียงพออยู่แล้ว
หรือจะแทนแฮมด้วยสปินิช (Spinach) ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร แต่สปินิชเนี่ยขอแนะนำให้ใช้แบบแช่แข็ง เอามาละลายแล้วบีบน้ำออกให้หมด แล้วใส่ลงไป เป็นคิชผัก หรือใส่ บร็อคโคลีหั่นเป็นชิ้นเล็ก ก็ได้
ในวิธีทำไม่มีขั้นตอนที่ใส่ Bisquick ไม่ต้องตกใจ (ให้มณีตกใจ และงุนงงคนเดียวก็พอแล้ว ) ตวงใส่แล้วคนๆให้เข้ากันตอนผสมไข่ นม แป้งนั่นแหละค่ะ เสร็จแล้วเทใส่ในถาดขนาด 13*9 นิ้ว เอาเข้าอบอุณหภูมิ 350 ฟาเรนไฮต์จนผิวหน้าเหลือง

เอาล่ะ ได้สูตรมาสองสูตร ซึ่ง มณีไม่พอใจ
ขอแอบประยุกต์เอาสูตรแรกมารวมกับสูตรสอง
กลายเป็นสูตรที่มณีคิดว่าอร่อยดี มาดูกันเลยค่ะ

สูตรนี้สำหรับสองคนกินหมดแน่นอนค่ะ แต่ ระวังอ้วน !!!

½ cup Hellmann’s mayonnaise ยี่ห้ออื่นก็ได้ ขอให้เป็นมายองเนสเถอะ
1 cup milk
2 eggs
1 tablespoon corn starch
1-1/2 cups shredded Swiss cheese (ตวงหลวมๆ ไม่ต้องอัดแน่น)
1/3 cup sliced green onion (ต้นหอมเนี่ย ใส่แล้วหอมมาก ห้ามลืมทีเดียวเชียวถ้าไม่มี ใส่หอมใหญ่แทนก็ได้นะคะ)
1/3 cup chopped green pepper (จะใส่สีอื่นก็ได้ สวยดี รสชาติไม่ต่างกันแต่สีเขียวราคาถูกสุด อิอิ )
1-1/2 cups cubed ham (cooked)
½ cup Bisquick

อันนี้ส่วนผสมหลักๆนะคะ พริกหวาน ไข่ แฮม และต้นหอม

Image hosting by Photobucket




สวิสชีส ขูด (ใครไม่มีที่ขูดชีส แนะนำให้ใช้ที่ขูดมะละกอนั่นแหละค่ะ ครือกัน)

Image hosting by Photobucket




วิธีทำ
1.เปิดเตา 350 องศา เอาเนยขาว ทาให้ทั่วถาด 13*9 นิ้ว
2. ใส่มายองเนส นม ไข่ แป้งข้าวโพด แป้ง Bisquickในชามผสม

Image hosting by Photobucket




3.ใช้ตะกร้อคนๆให้เข้ากันจนส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

Image hosting by Photobucket




4.ใส่ชีสขูด ต้นหอมซอย พริกหวานหั่นลูกเต๋า แฮมหั่นลูกเต๋า ในส่วนผสม คนให้เข้ากัน แล้วเทลงในถาดที่ทาเนยขาวเตรียมไว้

Image hosting by Photobucket




เอาเข้าอบ 350 องศาฟาเรนไฮต์ จนกระทั่งผิวหน้าเป็นสีเหลือง

Image hosting by Photobucket





ป.ล.Swiss cheese หากซื้อมาก้อนขนาด 8 oz จะขูดได้ประมาณ 3 ถ้วยตวงหลวมๆ

Image hosting by Photobucket




บิสควิค มีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เป็นแป้งอเนกประสงค์ ทำแพนเค้กก็ได้
ทำวาฟเฟิลก็ได้ มีรูปให้ดูด้วย เผื่อใครไม่รู้จัก

Image hosting by Photobucket




แฮม มณีซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต ใช้ Honey Ham โดยขอให้เค้าสไลซ์หนา แล้วมาหั่นเอาเองอร่อยกว่าแฮมแบบเป็น cubed ham ที่ขายทั่วไป เพราะ cubed ham ที่ขายเป็นแพ็คมันเค็มไป

Image hosting by Photobucket





ต้นหอม ใช้ประมาณ 3 ต้น พริกหยวกประมาณครึ่งลูก (กรณีขี้เกียจตวง กะๆเอาได้ค่ะ)


สุดท้าย เวลาเสริฟ ตัดออกมา ใส่จาน แล้วโรยพริกป่น อร่อยมาก (พี่ไทยทำเกินจนได้น่า อิอิ)

Image hosting by Photobucket




เสิร์ฟอันเดียวพอนะคะ ตัดไม่สวยด้วยสิ อิอิ
ขอบคุณที่เข้ามาชมบล็อกนะคะ




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2549 6:38:35 น.
Counter : 1001 Pageviews.  

ข้าวซอย

สูตรนี้ประยุกต์ตามประสาคนไกลบ้านนะคะ
ทำง่ายๆ รสชาติคล้ายๆข้าวซอยของแท้แหละค่ะ
ถึงแม้จะไม่ใช่ซะทีเดียว

ส่วนประกอบ
เครื่องแกงแดง หรือเครื่องแกงเผ็ด
ผงกะหรี่
ขิงโขลกละเอียด 1 ช้อนชา
เส้นบะหมี่ หรือหากหาไม่ได้ ใช้พาสต้าแบบ Linguine ก็ได้
ไก่ปีกบน หรือน่องไก่ จำนวนตามชอบ ใครชอบกินเครื่องในไก่ ใส่ไปด้วยก็ได้ค่ะ
กะทิ

เครื่องเคียง
มะนาว
พริกขี้หนูป่นคั่วน้ำมัน
หอมใหญ่ หรือหอมแดง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
ผักกาดดอง หั่น
ผักชีต้นหอม หั่นไว้โรยหน้า
เส้นบะหมี่ทอดกรอบ

วิธีทำน้ำแกง
หัวกะทิจำนวนหนึ่ง ใส่หม้อ เคี่ยวให้หอม แตกมัน แล้วเอาเครื่องแกงแดงลงไปผัด ใส่ผงกะหรี่ประมาณ 1-2 ช้อนชาแล้วแต่ว่าทำมากทำน้อย ใส่ขิงโขลกลงไป ผัดให้หอมแล้วเอาไก่ปีกบนใส่ลงไป ผัดให้ไก่ตึงตัว หากอยากให้เหลืองน่ากิน ใส่ขมิ้นผงเพิ่มลงไปเล็กน้อย ซักปลายช้อนชา ผัดจนหอมแล้วจึงใส่หางกะทิลงไป เคี่ยวให้ไก่สุกและเปื่อย ปรุงรสตามชอบใจ ด้วยเกลือและน้ำตาลปึก หากชอบเข้มข้น ให้เติมหัวกะทิลงไปเมื่อจะเสิร์ฟ

วิธีทำพริกคั่วน้ำมัน
น้ำมันพืชใส่กระทะ ตั้งไฟให้ร้อนพอควร ใส่พริกป่นลงไป จะเห็นน้ำมันฟู่ คนเร็วๆ รีบดับไฟ แล้วตักขึ้น ใส่ภาชนะที่เป็นกระเบื้อง

ลวกเส้นพาสต้า หรือเส้นบะหมี่ ใส่ถ้วย ตักน้ำแกงราด มากน้อยตามชอบ โรยหน้าด้วยบะหมี่ทอดกรอบ ผักชีต้นหอม และหยดซีอิ๊วดำใส่ไปเล็กน้อย เสิร์ฟคู่เครื่องเคียง

Image hosting by Photobucket

เครื่องเคียง

Image hosting by Photobucket

Image hosting by Photobucket

ขอบคุณที่เข้ามาชมบล็อกค่ะ




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2549 10:56:50 น.
Counter : 2108 Pageviews.  

น้ำพริกหนุ่ม

Image hosting by Photobucket

ส่วนผสม
พริกหนุ่ม (พริกหยวก) 7-9 เม็ด
หอมแดง 2 หัว
กระเทียม 5-6 กลีบเล็ก หรือ 2-3 กลีบใหญ่
น้ำปลา
มะเขือเทศลูกเล็ก 3-4 ลูกเล็กๆ

ส่วนผสมข้างบนได้น้ำพริกหนุ่มหนึ่งถ้วยเล็กๆ สำหรับสองที่ค่ะ

-ย่างพริก หอมแดง กระเทียม และมะเขือเทศให้สุก นิ่ม (ย่างทั้งเปลือก) ก่อนย่างให้เอาไม้จิ้มฟันหรือ ส้อม จิ้ม พริก กับมะเขือเทศ เวลาย่างจะได้ไม่แตกกระจาย
-ปอกเปลือกของย่างทั้งหมดข้างต้น ใส่ครก ตำให้เข้ากัน เริ่มจากตำ
กระเทียมกับหอมแดงเข้าด้วยกันก่อน แล้วจึงใส่พริก เมื่อแหลกดีแล้ว
ใส่มะเขือเทศลงไป ค่อยๆตำให้เข้ากัน ปรุงด้วยน้ำปลา
(หากอยากใส่ปลาร้า ใช้เพียงน้อยนิด สับให้ละเอียดแล้วใส่ใบตองห่อให้มิดชิดเอาไปย่างให้หอม แล้วใส่ลงไปด้วยตอนตำทุกอย่างแหลกดีแล้ว) ปรุงรสให้ออกเค็มเล็กน้อย เสิร์ฟคู่ไก่ทอด หมูทอด เนื้อย่างแดดเดียว แคบหมู และผักลวก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู มะเขือยาว ผักกวางตุ้ง

จากน้ำพริกหนุ่มเป็นตำมะเขือยาว

ย่างมะเขือยาวประมาณ 2-3 ลูกขนาดย่อมๆ ให้สุกนิ่มทั่วทั้งลูก (มะเขือยาวม่วงหรือเขียวก็ได้)
(ใช้วิธีย่างเหนือไฟบนเตาถ่านจะดีที่สุด หากอยู่ต่างแดน แนะนำให้ใส่ใน Boiler ก่อนใส่ให้เอาส้อมจิ้มให้ทั่วลูกก่อน เพื่อป้องกันการแตกกระจายเวลาได้รับความร้อน) แล้วลอกเปลือกออก สับเป็นท่อนขนาด 1 นิ้วใส่ลงไปในครกที่มีน้ำพริกหนุ่ม ค่อยๆบดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา
ตักเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยสะระแหน่ แนมด้วยไข่ต้ม เสิร์ฟคู่กับแคบหมู อร่อยมาก ขอ-บอก





 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2549 8:46:51 น.
Counter : 1431 Pageviews.  

ตำขนุนอ่อน

อยากกินตำขนุนอ่อนมาหลายวันแล้ว
วันนี้ได้ขนุนอ่อนในกระป๋องมา ก็เลยทำซะเลย
คงหายอยากไปพักนึงค่ะ

อาหารเหนือ ที่ใช้ขนุนอ่อนเป็นส่วนประกอบ
เท่าที่นึกได้ เห็นจะมีสองอย่าง คือตำขนุนอ่อน
กับแกงขนุนอ่อน แต่เนื่องจากคนข้างตัว
ชอบกินตำขนุนอ่อน ก็เลยทำเมนูนี้บ่อยหน่อย
ทำง่ายด้วย มาดูกันเลยค่ะ

ส่วนผสม
ขนุนอ่อน 1 ลูกขนาดย่อมๆ
มะเขือเทศลูกเล็ก 5-6 ลูก
ข่า 3-4 แว่น
พริกแห้งเม็ดเล็ก 12-15 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบเล็ก/4 กลีบใหญ่
หอมแดง 3-4 หัว
กะปิ ปลายช้อนกาแฟ
ถั่วเน่าแผ่น ชิ้นขนาดประมาณเหรียญสิบบาท ย่างไฟให้กรอบ หอม ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่
ใบมะกรูด 7 ใบ ล้างแล้วหั่นฝอย
กระเทียมเจียว ไว้โรยหน้า
น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ เอาไว้ผัด

วิธีทำ
1. น้ำใส่หม้อ ตั้งไฟ รอให้เดือด ใส่เกลือเล็กน้อย
2.ปอกขนุนอ่อน แล้วผ่าตามขวางเป็นชิ้นหนาประมาณ ½ นิ้ว ตัดเอาแกนกลางแข็งๆออก
ลงต้มในน้ำเดือดกระทั่งสุกนิ่ม ทดสอบโดยเอาเล็บหยิกดู ว่านิ่มดีหรือยัง หากนิ่มแล้วตักขนุนขึ้นพักไว้
3.เอาหอมแดง กระเทียม พริกแห้ง เผาไฟให้สุก หอม
4.มะเขือเทศ เสียบไม้ ย่าง ให้สุก
5.กะปิ ห่อใบตอง ย่างไฟให้สุกหอม
6.ตำพริกย่าง กับเกลือเล็กน้อย ให้แหลก ใส่ข่าลงไปตำแล้วปอกหอม กระเทียมที่เผาไฟสุกแล้วใส่ลงไป ตำให้แหลก เมื่อแหลกแล้ว ใส่ถั่วเน่าแผ่นลงไป ตามด้วยกะปิ
7.ใส่ขนุนอ่อนต้มสุก ลงไป ตำให้แหลก คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่มะเขือเทศลงไป
ชิม ให้มีรสเค็มตามชอบ หากไม่เค็มปรุงเพิ่มด้วยน้ำปลา
8.ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย แล้วเอาตำขนุนไปผัดให้หอม (หากแห้งไป เติมน้ำลงไปเล็กน้อย) ตักใส่ถ้วย โรยด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย และกระเทียมเจียว เสิร์ฟคู่กับแคบหมู

Image hosting by Photobucket

วันนี้ ไม่ได้กินคู่กับแคบหมู แต่กินคู่กับไก่ตะเกียบ
กรอบๆ ก็เข้ากันเหมือนกันค่ะ

Image hosting by Photobucket

ขอบคุณที่เข้ามาชมบล็อกค่ะ

ปล นอกเรื่องนิดนึงค่ะ ขอแสดงความยินดีกับทีมพิตซเบิร์ก สตีลเลอร์ที่ได้แชมป์อเมริกันฟุตบอล สาย AFC รอชิงซุปเปอร์โบวล์กับทีมแชมป์สาย NFC
ไม่ได้เชียร์ทีมนี้ตั้งแต่ต้นหรอกค่ะ ทีมที่เชียร์น่ะ คลีฟแลนด์บราวน์ ตกรอบไปนานแล้ว ตอนนี้ แอบหวังลึกๆ ว่าสตีลเลอร์จะได้ถ้วยซุปเปอร์โบวล์




 

Create Date : 23 มกราคม 2549    
Last Update : 23 มกราคม 2549 7:33:34 น.
Counter : 2174 Pageviews.  

1  2  3  

~มณีลัลลา~
Location :
เชียงใหม่ ตรัง และปัตตานี United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ~มณีลัลลา~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.