Group Blog
 
All Blogs
 

เรื่องขม ขม

การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ
คำกล่าวนี้ มณีประจักษ์แจ้งด้วยตัวเอง
เนื่องจาก สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาโรครุมเร้าเหลือเกิน เริ่มจากไมเกรน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่อยู่ด้วยกันมานาน แต่หลังๆ ไมเกรนห่างหายไป จนเหลือแค่เดือนละครั้ง
นั่นคือ ไมเกรนจะมาพร้อมกับช่วง Period ซึ่งเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนของร่างกาย
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่จะทำได้ คือ เมื่อเริ่มมีอาการ ก็กินยาซึ่งยาที่กิน
เป็น แอดวิล ไมเกรน ซึ่ง กินแค่เม็ดเดียว ก็หาย
แต่ครั้งนี้ ไม่หาย เนื่องจาก มีอาการปวดไซนัสบริเวณเบ้าตาซ้ายร่วมด้วย ดังนั้น ต้องกินยาสองอย่าง คือ แอดวิลไซนัส กับแอดวิลไมเกรน
แต่ว่า กินต่างเวลากัน เพราะยาทั้งสองอย่างนี้ มีตัวยาเหมือนกันตัวหนึ่ง คือ Ibuprofen 200 มิลลิกรัม
แต่ยาไซนัส มีตัวยาที่ทำให้หายใจสะดวกด้วย
เป็นแค่วันเดียว ก็หาย โล่งใจมาก

แต่...ดีใจได้แค่วันเดียว
เช้าวันต่อมา ลงไปเยี่ยมคุณยายที่ชั้นล่าง
กำลังคุยกับคุณยาย ก็มีอาการเวียนหัวบ้านหมุน
ข้าวของทุกอย่างที่อยู่ในสายตา มันหมุนติ้ว
หากนึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงตอนเด็กๆ เวลาเล่นม้าหมุน แล้วหมุนเร็วๆ นานๆ แล้วลงจากม้าหมุน
นาทีนั้นแหละ เหมือนกับอาการเวียนหัวบ้านหมุนเลย
ต้องนั่งหลับตา บอกคุณยายว่า เวียนหัวมาก
คุณยายต้องโทรขึ้นไปเรียกให้คนลงมาช่วยพยุงขึ้นบ้าน

อาการหมุนติ้วที่ว่านี้ หากไม่หายไป ภายในสิบห้าวินาที หมายถึง ต้องอาเจียน
วันนั้น จำได้ว่า อาเจียน จนรู้รสขม ของน้ำย่อยจากกระเพาะที่ขย้อนออกมา
โชคดี ที่มียา anti-nausea ที่ช่วยทำให้ไม่อาเจียนไปมากกว่านั้น
แต่แค่นั้น ก็ทำให้เกิดจุดห้อเลือดเล็กๆ เต็มหน้าไปหมด

น้ำตาไหล เพราะว่า ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
อ่านหนังสือก็ไม่ได้ เขียนบันทึกก็ไม่ได้ เล่นเน็ตไม่ได้ ดูทีวีก็ไม่ได้ ออกไปถ่ายรูปก็ไม่ได้
งานง่ายๆที่ชอบทำอย่างถักโครเชท์ ก็ทำไม่ได้
ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง
นอกจากนอนนิ่งๆ นับลมหายใจของตัวเอง
มีเวลาคิดใคร่ครวญเรื่องของตัวเอง ก็ตอนนี้นี่เอง
แต่เวลาที่มีอาการ นึกได้อย่างเดียวว่า
ตัวเองจะตายไหม กลัวตายก็ตอนนี้เอง

อาการเวียนหัวที่ว่านี้ จะหายไปภายในหนึ่งวัน
แต่ว่า น้ำหนักก็หายไปด้วย เพราะกินอะไรไม่ได้เลย
เหม็นไปหมด ต้องกินแต่ข้าวต้ม กับผักกาดดองกระป๋อง
หลังจากนั้น สองสามวัน อาการเวียนหัวบ้านหมุน
จะมาที ไม่เป็นอันทำอะไร ไม่กล้าออกไปไหน
เพราะไม่แน่ใจว่า จะมีอาการตอนไหน

ล่าสุด เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา
ไปซื้อของที่ห้าง Dave’s กำลังเลือกแอปเปิล
อยู่ดีดี แอปเปิลทั้งแผงก็หมุน ทุกอย่างหมุนไปหมด
ตกใจ คว้ามือคนข้างๆไว้ แล้วบอกว่า เวียนหัวอีกแล้ว
รีบออกจากห้างไปที่รถ ตะกายขึ้นที่นั่งคนขับ
ด้วยหวังว่าอาการมันจะหายไป ไม่เป็นมาก
อยากกลับบ้านไปเร็วๆ
ที่ไหนได้ พอนั่งลงปุ๊บ ทุกอย่างหมุนๆๆๆ
จนต้องบอกคนข้างๆว่า คงขับรถกลับบ้านไม่ได้แล้ว
ต้องให้เค้า โทรหาเพื่อน ให้มารับที่ลานจอดรถ
ตอนรอให้เค้าโทรหาเพื่อน มณีนั่งอยู่ในรถคนเดียว
มันเหมือนจะขาดใจตาย ใจเต้นแรงมาก หายใจหอบ
คงเพราะนึกกลัว ว่าจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้
นึกในใจว่า ตัวเองยังโชคดี ที่ไม่มีอาการตอนที่กำลังขับรถ

กลับถึงบ้าน ต้องมีคนพยุงขึ้นบันไดบ้าน เดินไปอ้วกไป มือถือถุงพลาสติกไว้ตลอด
นอนอย่างเดียวเลย รวด สี่ชั่วโมง
ตื่นขึ้นมาด้วยอาการไม่มีแรง เพราะไม่มีอะไรในท้องเลยเพราะอาเจียนเอาออกมาหมด
ต้องเริ่มจากกิน Ginger ale กินผลไม้
แล้วค่อยกินอะไรที่ย่อยง่ายๆและไม่เหม็น
มันก็ไม่พ้นผักกาดดองกระป๋องกับข้าวต้ม
นึกในใจว่า อาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
จำได้ว่า คอ หู จมูก มันเกี่ยวเนื่องกัน
หรือจะเป็นเพราะว่า ตัวเองแพ้อากาศ ซึ่ง ปีนี้ใบไม้ผลิ
เป็นปีที่ทรมานที่สุด ต้องนอนหายใจทางปากแทบทุกคืน ตื่นกลางดึกบ่อยๆเพราะว่า เผลอหุบปาก แล้วปากแห้ง ลิ้นขึ้นไปติดบนเพดานปาก อ้าปากไม่ได้ หายใจทางจมูกก็ไม่ได้ หายใจไม่ออกจนหน้าเขียว
ต้องลุกมาจิบน้ำแล้วไปนอนต่อ
เมื่อแพ้อากาศ ก็จาม โพรงจมูกก็แย่ ตื้อ ตีบ ตัน
เป็นไซนัสอักเสบ (ซึ่งเคยเป็นมาแล้ว) อีกอย่าง
เมื่อจามบ่อยๆ สั่งน้ำมูกบ่อยๆ มันคงไปกระเทือนหู
อาจไปทำอะไรให้สมดุลในหูมันเปลี่ยน เลยทำให้เป็น
เวียนหัวบ้านหมุน สันนิษฐานเอาเองทั้งนั้น
ยังไม่ไปหาหมอ เพราะว่า เคยหาหมอที่เมืองไทย
เปลี่ยนหมอมาหลายคน ยังไม่มีใครบอกได้
ว่าควรรักษายังไง ตอนที่เป็นตอนมอปลาย มันหายไปเอง
ครั้งนี้ เลยคิดว่า มันก็ควรหายไปเอง
(กำลังคิดว่า คราวหน้า ถ้าเป็นเวียนหัวบ้านหมุนอีก
จะพยายามทำใจให้สงบ ไม่ตื่นกลัว แล้วจะลอง
นึกเป็นเรื่องดี ว่า ทำให้เราได้นอนเฉยๆ)


ที่ผ่านมา มณีละเลยการทำโยคะ มานานมาก
เพราะชะล่าใจ เห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว
จริงๆ แล้ว โยคะช่วยให้มณีเป็นไมเกรนน้อยครั้งกว่าเดิม แล้วรู้สึกตัวว่า ช่วงที่ทำโยคะนั้น ตัวเองแข็งแรง
ตอนนี้ ต้องกลับไปทำใหม่อีกครั้ง เพื่อให้แข็งแรงเหมือนเดิม
มณีทำโยคะ สุริยนมัสการ อย่างเดียวเท่านั้น
ทำวันละ 8-10 รอบ ช้าๆ ก็ได้ผลดีมากๆ
โดยที่ไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย แต่บางที
จะมีท่า ยืนด้วยไหล่ ท่าคันไถ ด้วย
ตั้งใจว่า ต่อไป จะทำโยคะต่อเนื่องไม่ละเลย

จริงๆ เวลาป่วย ก็ทำให้รู้อะไรหลายๆอย่างเหมือนกัน
จากที่รู้อยู่แล้ว แต่ก็ประจักษ์แจ้งว่าเรามีคู่ที่ดี
เค้า ช่วยดูแลตลอด ต้มข้าวให้กิน คอยส่งถุงพลาสติกให้ทันท่วงทีเวลาทำท่าผะอืดผะอม ช่วยลูบหลัง
คอยดูว่า อยากได้อะไร เพราะมณีทำได้แค่นอนนิ่งๆบนเตียงเท่านั้น ไม่นับตอนที่ตื่นกลางดึกมาดูบ่อยๆ ไม่เคยมีท่าทีว่ารำคาญเลย
คอยให้กำลังใจตลอดว่า เดี๋ยวก็หาย
(ขอบคุณจริงๆ นะตัวเอง เรารู้ว่า ตัวเองต้องเข้ามาอ่าน
และเรารู้ด้วยว่า ตัวเองชอบให้เราอยู่ในสภาพ “ไร้พิษสง”แต่ไม่อยากให้เราป่วยแบบนี้)

ตอนนี้ หากนึกอยากกินอะไร มณีจะกินให้เต็มที่
กินให้อิ่มท้องไว้ก่อน เพราะนึกถึงตอนที่ตัวเองนอนหิว
โดยที่กินอะไรไม่ได้แล้ว มันทรมานกว่าเยอะ
ใครที่ยังกินได้ กินอร่อย ขอให้กินไปเถอะค่ะ
ลืมไปเถอะ เรื่องอ้วน เรื่องน้ำหนัก
กินกันให้สำราญใจ

วันนี้กินอะไรดีคะ?






 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2548 9:07:24 น.
Counter : 629 Pageviews.  

...จากโรงพยาบาล+2+

อยากเล่าถึงเรื่องราวในโรงพยาบาลต่อนะคะ
คุณยาย เมื่ออยู่ในโรงพยาบาล ทุกวัน จะต้องสั่งอาหารจากร้านอาหารของโรงพยาบาล
โดยการสั่งล่วงหน้าหนึ่งวัน สั่งทีเดียวรวดสามมื้อ อาหารเช้าเสิร์ฟตอน 8 โมงเช้า
กลางวัน เสิร์ฟตอน 11.30 น
และมื้อเย็น เสิร์ฟตอน 17.30 น
อาหารทุกมื้อจะเสิร์ฟมาในถาด มีกระดาษรอง
คงคล้ายกระดาษรองตามร้านสุกี้กระมัง
มีอยู่วันหนึ่ง ที่คุณยายกำลังทานอาหาร
ก็ก้มลงมองที่กระดาษรองในถาด
เห็นภาพวาดเขียนด้วย crayon เป็นภาพเล็กๆ หลายๆภาพในกระดาษ แต่ละภาพ มีคำเขียนให้กำลังใจ
คนป่วยไข้ เช่น คำว่า Get well soon.
ใต้ภาพแต่ละภาพ มีชื่อ และอายุของเจ้าของภาพ ตรงมุมกระดาษ มีชื่อโรงเรียนอยู่ด้วย
คุณยายออกจะประหลาดใจ เพราะเมื่อดูชื่อโรงเรียน กลับกลายเป็น โรงเรียนที่คุณยายเคยเข้าเรียนเมื่อสมัยปี 1927
คุณยายโทรกลับมาที่บ้านด้วยความตื่นเต้น
ขอให้คุณตา เอาปากกา สมุด และแสตมป์
มาให้ที่โรงพยาบาล
คุณยายเขียนจดหมายไปที่โรงเรียนค่ะ เขียนถึงครูใหญ่ เขียนไปเล่า เรื่องราวเมื่อครั้งยังเด็ก
ยังไม่ลืมเขียนเนื้อเพลงประจำโรงเรียนลงไปด้วย (ยังจำได้อีกแน่ะ แถมยังร้องให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ)
และเขียนไปชื่นชมนักเรียนที่เป็นเจ้าของภาพ
เขียนไปขอบคุณ ที่ภาพเหล่านั้นเป็นกำลังใจให้
คุณยายและคนไข้คนอื่นๆ ที่อยู่โรงพยาบาล
โดยไม่ลืมแนบกระดาษรองถาดแผ่นนั้นไปด้วย
หลังจากนั้นประมาณสองวัน ครูใหญ่โทรมาหาคุณยายที่โรงพยาบาล
ขอบคุณที่คุณยายเขียนจดหมายมาให้กำลังใจนักเรียน ครูใหญ่ ได้อ่านจดหมายฉบับนั้น
ให้นักเรียนทุกคนได้ฟัง และได้อ่านจดหมายของคุณยายในที่ประชุมครูด้วย
ทุกคนประทับใจและซาบซึ้ง ในสิ่งที่คุณยายเขียนไป
คุณยายได้คัดลอกจดหมายฉบับนั้นไว้ด้วย ดูคุณยายมีความสุขมาก
คุณยายบอกว่า หากว่าคนอื่น ทำอะไรให้เรารู้สึกดี อย่ารีรอที่จะกล่าวขอบคุณ
และแสดงออกว่า สิ่งที่เค้าทำนั้น ทำให้เรารู้สึกดีแค่ไหน

สิ่งที่คุณยายทำ เป็นการสอนทางอ้อม
ทำให้ต้องกลับมาคิดไตร่ตรองทุกครั้งไป

วันที่กลับมาจากโรงพยาบาล มณีไปกับคุณตา ไปรับคุณยายกลับมา
เนื่องจากรับหน้าที่เป็นคนช่วยขนย้ายต้นไม้ ดอกไม้ และการ์ด
นับการ์ดของคุณยายได้มากกว่า 50 ใบ มากเกินกว่าที่จะติดไว้ที่บอร์ดขนาดใหญ่ในห้อง
ต้นไม้ ดอกไม้ ที่ทะยอยมาไม่ขาดสาย จนแทบไม่มีที่วาง ต้องขนกลับมาที่บ้าน
เสียงกริ่งโทรศัพท์ที่ดังตลอดเวลาในห้องคุณยาย
คงบอกได้ว่า คุณยายเป็นที่รักของคนรอบข้างแค่ไหน




 

Create Date : 25 เมษายน 2548    
Last Update : 25 เมษายน 2548 18:13:12 น.
Counter : 363 Pageviews.  

....จากโรงพยาบาล+1+

เปิดบล็อคไว้แสนเนิ่นนาน ถึงเวลาอัพบล็อคซะทีนะคะ
สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มณีได้เข้าออกโรงพยาบาลหลายหน ไม่ได้เจ็บไข้อะไร แต่ว่า....ไปเยี่ยมคุณยายค่ะ

คุณยายหกล้ม กระดูกข้อต่อ ระหว่างสะโพกกับต้นขา แตก หรือหัก ไม่แน่ใจ
วันเกิดเหตุ ก่อนที่คุณยายจะได้พักผ่อนเนิ่นนานในโรงพยาบาล คุณยายไปโบสถ์วันอาทิตย์
วันนั้น มีงานเลี้ยงอะไรซักอย่างนึงของกลุ่มกิจกรรมในโบสถ์ด้วย คุณยายรับหน้าที่ทำพันช์ ซึ่งครอบคลุมหน้าที่ซื้อน้ำอัดลม ซื้อพวกน้ำแครนเบอรี่ และวัตถุดิบ มาเพื่อการนี้ด้วย
ในวันที่คุณยายไปซื้อของคุณยายชวนให้ไปด้วยกัน จึงมีโอกาสได้ช่วยคุณยายหอบหิ้วน้ำอัดลมขนาดสองลิตรหกขวด น้ำผลไม้อื่นๆอีก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีน้ำหนักมาก ในใจคิดว่า กลัวจังว่า วันที่คุณยายไปโบสถ์คุณยายจะหอบหิ้วเอง ตามประสาคนสูงอายุที่ไม่อยากรบกวนใคร แอบกระซิบบอกคุณยายว่า
หากต้องการให้ช่วยยกของวันที่ไปโบสถ์ ให้บอกได้เลย เพราะว่างอยู่ ไม่ต้องเกรงใจ

เป็นอย่างที่คาด เช้าวันนั้น คุณตาไปส่งคุณยายตามปกติ ประมาณเก้าโมงกว่าๆ เมื่อลงจากรถ มือนึง ถือถาดน้ำแข็ง อีกมือนึง ถือถุงใส่เซียรามิสต์ (ขนาด 2 ลิตร 2 ขวด!!!) เดินไปที่บันไดของโบสถ์ คุณยาย ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ชอบรบกวนใคร
ดังนั้น จึงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณตาด้วย (คุณตาเข่าไม่ดี เวลาเดินจึงต้องใช้ไม้เท้าช่วย)
คุณตา เมื่อส่งคุณยายที่หน้าประตูโบสถ์แล้ว ก็ขับรถกลับบ้านเลย

น้ำหนักของ ในสองมือ ที่ไม่เท่ากัน ทำให้คุณยายหกล้มตรงบันไดนั่นเอง ต่อหน้าคนจำนวนมากๆ ลูกสาวคุณยายมาเล่าทีหลังว่า นั่นทำให้คุณยายรู้สึกอาย
มากกว่ารู้สึกเจ็บซะอีก แต่คุณยายบอกมณีทีหลังตอนไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลว่า
ในที่สุด ฉันก็รู้วิธีเรียกร้องความสนใจจากคนหมู่มาก HaHa

คุณยาย หลังจากล้มลง ก็ให้คนที่โบสถ์ช่วยโทรหาคุณตา ให้มารับ แต่คุณตา เข้าใจว่า คุณยายลืมของ ซึ่งมักเป็นปกติ เมื่อคุณยายต้องทำอาหารหรือทำอะไรไปให้โบสถ์

กลับถึงบ้าน คุณยายเจ็บมาก แต่ไม่บ่นซักคำ นี่คือคุณสมบัติดีเด่นของคุณยาย ที่พวกเราทุกคน
ยอมรับ (พวกเรา หมายถึง เหล่าบรรดาลูกหลานของคุณยายรวมทั้งกะเหรี่ยงสองคนที่อาศัยอยู่บนชั้นสอง)
คุณยายเดินเข้าบ้านด้วยตัวเอง นั่งพัก และคิดไตร่ตรอง ว่าควรไปโรงพยาบาลหรือไม่
หลังจากชั่งใจ คุณยายจึงบอกคุณตาว่า ฉันคิดว่า ฉันควรไปโรงพยาบาล แม้ว่า มันเป็นสิ่งสุดท้าย
ที่ฉันอยากทำ

คุณหมอค่อนข้างประหลาดใจ เมื่อรู้ว่า หลังหกล้ม คุณยายยังเดินเข้าบ้านได้ด้วยตัวเอง เพราะหลังจากตรวจอาการและดูฟิล์มเอ็กซเรย์ พบว่า กระดูกบริเวณสะโพกหัก ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่
คุณยายถามย้ำกับคุณหมอว่า แน่ใจได้อย่างไร ว่าเครื่องมือของคุณจะสามารถมองผ่าน
ตัวอันอวบอ้วนของฉันเข้าไปถึงในกระดูก
ทำเอาฮากันทั้งโรงพยาบาล

วันรุ่งขึ้นวันจันทร์ คุณยายก็ได้เข้าห้องผ่าตัด มณีรู้เรื่องที่คุณยายล้มก็วันนี้แหละ แต่รู้สึกผิดสังเกต
ตั้งแต่วันอาทิตย์ ว่า ทำไมไม่มีใครอยู่บ้านเลย เพราะปกติทุกวันอาทิตย์ ช่วงบ่ายเราชาวชั้นสอง จะได้ยินเสียงพูดคุย หัวเราะดังมาจากชั้นล่างเสมอ
เพราะลูกหลานของคุณยายจะมาเยี่ยมและเล่นเกมส์กัน

พอตอนเช้าวันจันทร์ วันที่คุณยายต้องผ่าตัด ถึงได้รับอีเมล์จากราเชล ลูกสาวคนเล็กของคุณยาย
ว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล ตอนที่ทราบข่าวรู้สึกใจไม่ดีเลย เพราะได้ยินหลายคนพูดว่า อย่าให้คนสูงอายุหกล้ม อันตรายมากๆ
คุณยายบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ฉันยังสาว (82 เอง)

การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี Rachel แวะมาส่งคุณตาที่บ้าน ท่าทางกังวล ฝากฝังกับมณีไว้ว่า ถ้าพอมีเวลา ให้ลงมาดูคุณตาด้วย ลงมาเช็คบ่อยๆยิ่งดี เพราะคุณตากำลังเป็นหวัดงอมแงม
(เราสองคนก็งอม เพราะติดมาจากคุณตานี่แหละ อิอิ)
ปัญหาอีกอย่างคือ ลูกๆของคุณตา โทรมาเช็คคุณตาได้ยาก เพราะคุณตาหูไม่ค่อยได้ยิน
ดังนั้น หากโทรศัพท์มาเช็ค คุณตาก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง ดังนั้น Rachel เลยใช้วิธี โทรมาหามณี แล้วให้มณีลงไปบอกคุณตา ให้คุณตาโทรกลับไปหา Rachel อีกครั้ง ฟังดู เหมือนยุ่งยาก แต่เป็นความยุ่งยาก ที่มณียินดีทำให้อย่างเต็มใจ

วันรุ่งขึ้น หลังผ่าตัด ทีมบำบัด ทำงานทันที โดยการให้คุณยายลุกขึ้นจากเตียงไปทำกายภาพบำบัด คุณยายไม่บ่นซักคำ ว่าเจ็บ หรืออะไร แต่บ่นด้วยความเกรงใจ ที่ใครต่อใคร ต่างช่วยคุณยายทำนู่นทำนี่
ทำในสิ่งที่คุณยายไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่ทำให้เราสองคนซาบซึ้งใจ คือ คุณยาย แม้จะอยู่ในโรงพยาบาล คุณยายก็ห่วงเราสองคน ห่วงว่า จะไม่ได้ไปซื้อกับข้าว เพราะทุกครั้งที่คุณยายไปซื้อกับข้าว คุณยายมักจะชวนพวกเราไปด้วยเสมอ
คุณยายสั่งทุกคน ที่จะแวะมาที่บ้านว่า ช่วยถามเด็กสองคนที่อยู่ชั้นสองให้หน่อยว่าจะไปซื้อกับข้าวไหม หากพวกเค้าอยากไป ให้ช่วยไปส่งพวกเค้าหน่อย
คุณยายนึกถึงคนอื่น ก่อนนึกถึงตัวเองเสมอ

(ค่อยต่อตอนสองนะคะ)




 

Create Date : 22 เมษายน 2548    
Last Update : 22 เมษายน 2548 22:03:48 น.
Counter : 339 Pageviews.  

1  2  

~มณีลัลลา~
Location :
เชียงใหม่ ตรัง และปัตตานี United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ~มณีลัลลา~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.