Group Blog
 
All Blogs
 

อยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะหรือ

ลานกว้าง หน้าสนามเด็กเล่นโรงเรียนอนุบาล ผู้ปกครองกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุย อวดโอ่เรื่องลูกหลานเสียงดังแว่วเข้าหูผม

“...ลูกออยของหนูฉลาดมากเลยนะคะ อยู่แค่อนุบาล 1 บวกลบเลขได้เร็วมาก อ่านหนังสือเองได้แล้ว...”

ผมละสายตาจากลูกชายจอมซน ผู้กำลังปีนป่ายเครื่องเล่นอย่างสนุกสนาน เหลือบมองผู้พูด เห็นว่าเป็นคุณแม่วัยยี่สิบปลาย ในชุดพนักงานออฟฟิต

“...อย่างนี้ น้องออย ท่าจะเป็นอัจฉริยะ..” หญิงสาวอีกคนกล่าวยอ

คุณแม่ยังสาวยิ้มแก้มปริ พูดว่า“...เออ..ก็ไม่แน่ใจคะ แต่ตอนนี้กำลังหัดลูกออยท่องศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่ เพราะแกท่อง A ถึง Z ได้คล่องตั้งนานแล้ว ตั้งใจว่าปีหน้าค่อยให้เรียนภาษาจีน...”

“...เก่งจัง ว่าแต่น้อยออยมีงอแง ไม่ยอมเรียนบ้างไหมคะ” ผู้ปกครองอีกคนในกลุ่มถามขึ้น

“...ตอนแรกต้องบังคับกันนิดหน่อย มีลงไม้ลงมือกันบ้าง แต่ตอนนี้สบายแล้วละ เรียนพิเศษที่ไหนๆน้องออยก็ไม่ว่าอะไร”

ไม่ไกลออกไปมากนัก ตรงบริเวณโต๊ะม้านั่งใต้ต้นชัยพฤกษ์ มีเด็กอนุบาล 4-5 คนกำลังนั่งทำแบบทดสอบอยู่อย่างเคร่งเครียด โดยมีครูสาวร่างใหญ่คอยเดินตรวจงานเด็กทีละคน

เธอไม่ได้มาสอนพิเศษ หรือติวเด็กเข้าโรงเรียนชื่อดังเหมือนคุณครูทั่วๆไปนะครับ ครูผู้นี้รับ เทรนเด็กให้เป็นอัจฉริยะ

ใช่แล้ว...เธอโฆษณาตัวเองว่าสามารถสร้างเด็กน้อยๆให้กลายเป็นอัจฉริยะได้ !?!

ปรากฏว่ามีผู้ปกครองจำนวนมากเข้าคิวขอร้อง ไหว้วานให้เธอช่วยสอน ช่วยติวลูกหลานให้เป็นเด็กยอดมนุษย์กัน

ทุกวันนี้ ดูเหมือนแฟชั่นเด็กอัจฉริยะจะแพร่ระบาดไปทั่ว แม้แต่ในร้านหนังสือ หากใครมีโอกาสเดินสำรวจตามชั้นหนังสือเด็กจะพบว่ามีหนังสือประเภทหนึ่งแทรกปะปนกับหนังสือนิทาน นั่นคือหนังสือแนว How to สำหรับติวเด็กให้พัฒนาสมองในด้านต่างๆ

หนังสือกลุ่มนี้เน้นสร้างความเป็นเลิศให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสมองซีกซ้าย หรือซีกขวา บางเล่มเน้นคณิตศาสตร์ รูปทรง ตรรกะ บางเล่มเน้นด้านภาษา เชาว์ไวไหวพริบ ฯลฯ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย คาดหวัง ใฝ่ฝัน หรือแม้กระทั่งผลักดันทุกวิธีการเพื่อให้ลูกหลานของตน เป็นอัจฉริยะ

ด้วยเชื่อว่า หากลูกหลานของตนมีความเป็นเลิศเหนือผู้คนอื่นจะมีความสุข สะดวกสบายกว่าคนอื่น

ครับ...เด็กอัจฉริยะนั้น โดยความหมายรวมๆ คือเด็กผู้มีความสามารถพิเศษโดดเด่นเหนือเด็กปกติทั่วๆไป ในระดับอายุเดียวกัน อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

เด็กความสามารถพิเศษเหล่านี้อาจโดดเด่นในด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ การสร้างสรรค์งานด้านทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง การดนตรี การกีฬา ฯลฯ ซึ่งอาจจะโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ หรืออาจหลายๆด้านพร้อมกันก็ได้

แต่ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า โดยธรรมชาติแล้วเด็กพวกนี้มีอยู่น้อยมาก

แต่เมื่อมีนักวิชาการบางคนออกมาให้ข้อมูลว่า “อัจฉริยะสร้างได้” เนื่องเพราะการพัฒนาด้านสมองของทารกในครรภ์มารดา ตลอดจนเด็กแรกเกิดจนถึง 5-6 ขวบเป็นช่วงที่สามารถกระตุ้นสร้างศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กได้มากที่สุด จึงเป็นกระแสทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองทุกคนคาดหวังว่าสามารถสร้างเด็กน้อยๆของตน ให้กลายเป็นอัจฉริยะได้ด้วยเช่นกัน

มองในแง่หนึ่งต้องถือว่าเป็นสิ่งดีที่ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองใส่ใจเลี้ยงดูบุตรหลาน กระตุ้นการพัฒนาการของเด็กให้สร้างศักยภาพเต็มขีดความสามารถของเขา

แต่สำหรับพ่อแม่บางคน การสร้างอัจฉริยะตัวน้อยคือการเคี่ยวเข็ญ เกรี้ยวกราด ดุด่า เฆี่ยนตี บังคับให้เด็กเรียนพิเศษเสริมเรื่องโน้น เรื่องนี้ จนเด็กสูญเสียชีวิตวัยซนของตนเอง

แทนที่จะได้วิ่งเล่น กระโดดโลดเต้น สนุกสนานกับผองเพื่อนตามวัยทโมนกลับต้องถูกลากจูงไปเรียนพิเศษติวคณิตคิดเร็ว ต่อด้วยหลักสูตรภาษาอังกฤษ จากนั้นถึงไปเรียนว่ายน้ำ หริอเรียนเปียโน ฯลฯ

เด็กน้อยหลายคนเกิดความเครียดสะสมทางอารมณ์จนเติบใหญ่ บางรายเคราะห์ร้ายกลายเป็นปมด้อยทางจิตใจ

ลองดูตัวอย่าง นักร้องอัจฉริยะอย่างไมเคิล แจ็กสัน ผู้วายชนม์สิครับ

เมื่อสมัยเด็ก แม้ว่าไมเคิลจะโดดเด่นเหนือเด็กธรรมดาทั่วๆไปด้วยเสียงร้องอันไพเราะเพราะพริ้ง ได้รับการชื่นชม ยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่เบื้องหลังความสำเร็จกลับต้องแลกด้วยน้ำตา ไมเคิลถูกพ่อเคี่ยวเข็ญ เฆี่ยนตี จนกลายเป็นบาดแผลในใจจวบจนวันตาย

หรืออย่างไทเกอร์ วู๊ด เองก็ได้รับการวิเคราะห์จากนักจิตวิทยาว่า เนื่องเพราะมีความสามารถพิเศษด้านกอล์ฟตั้งแต่เด็ก ชีวิตวัยเด็กของไทเกอร์ วู๊ดจึงต้องอยู่ภายใต้การเคี่ยวเข็ญให้ฝึกซ้อมจนส่งผลให้มีพฤติกรรมผิดปกติในตอนโต

เด็กอัจฉริยะจำนวนมากมีชีวิตอันน่ารันทดไม่แตกต่างจาก ไมเคิล แจ๊กสัน หรือ ไทเกอร์ วู๊ด

พูดเช่นนี้ ผมไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ควรสร้างเสริม เติมเต็มศักยภาพการเรียนรู้หรือการพัฒนาของลูกหลานนะครับ

หากแต่ผมต้องการให้ พ่อแม่ที่มุ่งเน้นสร้างลูกหลานให้เป็นอัจฉริยะจนเกินควร หรือละเลยธรรมชาติความเป็นเด็กได้ฉุกคิดสักนิดว่า

เรากำลังสร้างโอกาส สร้างอนาคตให้กับลูกหลาน หรือเรากำลังทำลายอนาคตของพวกเขากันแน่

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 63 เดือน มีนาคม 2553




 

Create Date : 07 มีนาคม 2553    
Last Update : 7 มีนาคม 2553 18:58:15 น.
Counter : 500 Pageviews.  

เรียนรู้ผ่าน “ข่าว”

ทุกเช้า หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน ผมมักจิบกาแฟดำขมเข้ม พลางพลิกหนังสือพิมพ์อ่านอย่างสบายอารมณ์ แต่เช้าวันนั้นผมถูกขัดจังหวะโดยลูกชายคนโต วัย 5 ขวบเศษ เมื่อเจ้าหนูพยายามยื่นหน้า ยื่นตาร่วมดูหนังสือพิมพ์ที่ผมอ่าน

“ป๊าครับ วันนี้มีข่าวอะไรบ้าง...รูปนี้มันหมายถึงอะไรครับ...แล้วรูปนี้ละ...ฯลฯ ” เด็กน้อยเจ้าปัญหาเริ่มซักไซ้ถึงเรื่องราว ภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์

ผมตอบคำถามลูกไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นการถามตอบแบบไม่รู้จบ เพราะหมดจากภาพข่าวนี้เขาก็ชี้ไปอีกข่าวหนึ่ง ไล่ไปเรื่อยๆ ผมเลยถามว่า

“ลูกกำลังหาอะไรในหนังสือพิมพ์หรือเปล่า”

“สายน้ำต้องตัดข่าวไปเล่าให้เพื่อนๆฟังครับ” ลิงน้อยประจำบ้านตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ

แรกได้ยิน ผมถึงกับอึ้ง ต้องหันไปหาตัวช่วย...ให้แม่ของเขาอธิบายถึงที่มาที่ไป จึงทราบความว่าคุณครูสั่งการบ้านให้เด็กร่วมกับผู้ปกครองช่วยกันเลือกสรรข่าวหรือภาพข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ จากนั้นให้ตัดแปะใส่กระดาษขาว เขียนสรุปเนื้อหาข่าวเพื่อให้เด็กนำไปเล่าให้เพื่อนๆฟังหน้าชั้นเรียน

ด้วยเหตุนี้...เช้าวันสุดสัปดาห์ ผมกับลูกจึงมีกิจกรรมพูดคุยเรื่องข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์กัน

โชคดีครับว่า ผมไม่ได้บอกรับเป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์แนวประชานิยม...ประเภทขายศพ ภาพอุจาด นำเสนอเรื่องสยดสยอง หรือภาพโป๊เปลือยขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มิเช่นนั้นผมคงกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย หากลูกถามว่า “...ป๊าครับ ทำไมผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมใส่เสื้อผ้าให้ดีๆ เขาโดนปล้นหรือครับ...”

ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์ในมือวันนั้นจะเป็นหนังสือพิมพ์เชิงคุณภาพ แต่ผมไม่ได้วางใจนัก เพราะหลายๆครั้งที่เห็นภาพข่าว หรือเนื้อหาข่าวประเภทขายความรุนแรง ขายความลามก อนาจาร ปรากฏในสื่อคุณภาพเหล่านี้

หลังจากกวาดสายตาดูข่าวจนมั่นใจว่า ไม่มีเรื่องหรือรูปอันไม่พึงประสงค์ให้เด็กเล็กได้รับรู้แล้ว ผมจึงชักชวนลูกชายวัยอนุบาล 3 มาเลือกดูข่าว พร้อมทั้งอ่านสรุปเนื้อหาข่าวให้เขาฟัง

เด็กน้อยสนุกกับการเรียนรู้เรื่องราวในภาพข่าวแปลกๆใหม่ๆ หลายเรื่องที่เขาตั้งประเด็นถาม ผมเองก็ยังไม่รู้คำตอบ

อย่างเช่น เขาชี้ภาพข่าวเกี่ยวกับหลุมดำในอวกาศแล้วขอให้ผมอธิบายว่า หลุมดำคืออะไร ทำไมถึงต้องมีหลุมดำ แล้วมีหลุมขาวหรือเปล่า ?

อืม...เมื่อไม่รู้ ผมก็ตอบลูกตามตรงนะครับว่า เรื่องนี้พ่อไม่ทราบ ต้องขอไปค้นข้อมูลแล้วมาบอกอีกที

จากนั้นผมถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบค้นหาคำตอบมาเล่าให้ลูกฟัง เพราะไม่อยากมั่วให้ข้อมูลผิดๆแก่ลูก

โชคดีครับว่า ยุคนี้เรามีอินเตอร์เนท ไม่รู้อะไร สามารถค้นหาความรู้หรือคำตอบได้ในโลกออนไลน์ หลังจากได้คำตอบมา ผมพยายามอธิบายให้ลูกฟังด้วยภาษาเข้าใจง่ายๆ ไม่ซับซ้อนหรือเป็นวิชาการ

ในที่สุดเจ้าทโมนน้อยสามารถเลือกข่าวไปเล่าให้เพื่อนๆฟังหน้าชั้นได้ เขาเลือกข่าวโครงการโรงแรมในยานอวกาศ

หลังจากพูดคุยและช่วยกันสรุปเรื่องให้เหลือ 3 บรรทัด หน้าที่ต่อไปของเจ้าหนูคือคัดลอกสรุปข่าวลงในกระดาษ แล้วลองเล่าให้พ่อแม่ฟังใหม่ว่า ข่าวนั้นมีเนื้อหา เรื่องราวอย่างไร

ตอนแรก หญิงสาวข้างกายผมค่อนข้างจริงจังอยากให้ลูกจำเรื่องราวรายละเอียดของข่าวให้ได้มากที่สุด ไม่ให้เล่าผิดเพี้ยนทั้งชื่อยานอวกาศ ชื่อโครงการ ฯลฯ ด้วยเกรงว่าเดี๋ยวลูกจะไปเล่าเรื่องราวหน้าชั้นแบบตกๆหล่นๆ

แต่ผมมองว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปลีกย่อย น่าจะปล่อยให้ลูกมีจินตนาการในการเล่าเรื่อง ผิดบ้าง ถูกบ้างไม่ใช่สาระสำคัญของกิจกรรมนี้

เมื่อวันเล่าข่าวหน้าชั้นเรียนมาถึง ดูเหมือนผู้เป็นแม่จะตื่นเต้นมากกว่าลูกเสียอีก เพราะเพียรถามทบทวนความจำของเจ้าแสบน้อยถึงเรื่องราว เนื้อหาในข่าวซ้ำแล้วซ้ำอีก

ตอนเย็นผมกลับจากที่ทำงาน ยังไม่ทันถอดรองเท้า เจ้าหนูวิ่งหน้าแป้นมาเล่าอวดผมว่า

“...วันนี้ สายน้ำเล่าเรื่องโรงแรมในยานอวกาศให้เพื่อนๆฟ้งหน้าห้อง สนุกมากเลยครับ เพื่อนๆยกมือถามกันใหญ่เลยครับ มีคนถามว่ายานอวกาศขึ้นไปบนฟ้าได้ไงด้วยครับ..ฯลฯ”

“แล้วลูกตอบเพื่อนว่าอย่างไรละ”

“เออ...ยานอวกาศมันมีเครื่องยนต์ใหญ่ๆ มีไอพ่น มีไฟพุ่งออกมาตรงก้น แล้วมันก็วิ่งขึ้นไปบนฟ้าเลย...”

แน่นอนครับว่า ลูกชายผมคงโม้ตอบเพื่อนไปตามจิตนาการของเขา ถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรอกครับ

ผมคิดว่า การฝึกให้เด็กตัวน้อยๆออกไปยืนพูด แสดงความคิดเห็น หรือเล่าเรื่องหน้าห้อง หรือในที่ชุมชนสาธารณะ เป็นสิ่งน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

เนื่องเพราะทำให้เด็กกล้าแสดงออก ทำให้เขาสามารถรวบรวมความคิด ถ่ายทอด สื่อสารออกมาให้คนอื่นรับทราบ

ขณะเดียวกันยังฝึกให้เจ้าหนูรู้จักแก้ไขปัญหาสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยเฉพาะการตอบคำถามเพื่อนๆ

หลังจากกิจกรรมเล่าข่าวในวันนั้น ทุกครั้งที่ผมหยิบหนังสือพิมพ์อ่านในตอนเช้า จะมีเด็กตัวน้อยๆคอยยื่นหน้ามารบเร้าให้อ่านข่าวให้ฟังเป็นประจำ

กลายเป็นว่า ลูกชายผมชอบให้พ่อแม่อ่านข่าวให้ฟังในตอนเช้า อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน

เอ...หรือว่า ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มันก็เหมือนนิทานกล่อมเด็กก่อนนอน ?

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 62 เดือน กุมภาพันธ์ 2553




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2553 22:37:08 น.
Counter : 403 Pageviews.  

ลงโทษอย่างสร้างสรรค์

จำได้ว่า สมัยเด็กทุกครั้งที่ผมซนหรือดื้องอแงจะต้องแลกมาด้วยรอยไม้เรียวปรากฏเป็นแนวยาวแสบร้อนแก้มก้นยิ่งนัก

“ความเจ็บ” และ “ความหวาดกลัว” คืออาวุธสำคัญของคนรุ่นก่อนในการควบคุมพฤติกรรมของเด็ก ด้วยความเชื่อว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” หรือ “ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นรัฐมนตรี” ฯลฯ

แต่มาถึงวันนี้ หลายๆสังคมได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กจนมีข้อสรุปคล้ายกันว่า การใช้ความรุนแรงกับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่หนทางแห่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี

เนื่องเพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเฆี่ยนตีเพื่อเป็นการลงโทษนั้น มักคิดว่า พวกเขาได้ชดเชยการกระทำผิดของตนด้วยการถูกทำโทษอย่างรุนแรงไปแล้ว ดังนั้นเด็กจึงไม่คิดจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรืออุปนิสัยใดๆ

อีกทั้ง เด็กบางคนยังมีทัศนคติว่า “การใช้ความรุนแรงถือเป็นสิ่งปกติธรรมดา” เพราะพ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์ใช้กระทำกับพวกเขาอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นหลายประเทศจึงถือว่าการทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ เป็นการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก (Child Abuse) มีความผิดตามกฎหมาย แม้แต่ในประเทศไทยก็มี พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 26 ว่า “...ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้บุคคลใด... กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก...”

แต่ถึงกระนั้น เราๆท่านๆคงเคยผ่านตา เรื่องการเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายและจิตใจของเด็ก ภายใต้ข้ออ้างว่า “เป็นการสั่งสอน หรือลงโทษ ไม่ให้เสียผู้ เสียคน”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกชายของผมถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ เนื่องเพราะความแสบ ซน ดื้อ ของเขานั่นเอง ยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ดูคลิปสารคดีเชิงข่าวเกี่ยวกับครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนตัวน้อยๆด้วยแล้ว ผมยิ่งใจคอไม่ค่อยดี

แต่โชคดีครับว่า โรงเรียนของเจ้าแสบ โดยเฉพาะคุณครูประจำชั้นมีวิธีลงโทษเจ้าทโมนน้อยของผมอย่างสร้างสรรค์

อืม...ลองมาดูวิธีลงโทษของคุณครูกันดีกว่าครับ

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เพื่อนตัวน้อยๆในห้องกำลังนอนพักกลางวันอย่างมีความสุข เจ้าลิงน้อยชวนเพื่อนซี้คู่ใจป่วน...ปลุกเพื่อนๆมาเล่นกระโดดโลดเต้น สร้างความโกลาหลไปทั่วห้อง จนกระทั่งคุณครูเข้ามาห้ามปราม แล้วเรียกสองหัวโจกคุยเครียด

“...ถ้าพวกหนูกำลังนอนหลับอย่างมีความสุข แต่ถูกเพื่อนคนอื่นมาปลุก หนูจะรู้สึกอย่างไร”

“ ไม่ชอบครับ “ เด็กทั้งสองตอบโดยทันที

“ถ้าหนูไม่ชอบ เพื่อนๆของหนูที่นอนอยู่ก็ไม่ชอบเหมือนกัน ยิ่งปลุกมาเล่น เอะอะโวยวายแบบนี้ คิดว่าทำถูกต้องไหม”

“ไม่ถูกครับ”

“เมื่อรู้ตัวก็ดีแล้ว แต่ต้องมีการลงโทษ คราวหน้าจะได้ไม่ทำอีก ตกลงไหม”

“ตกลงครับ” คราวนี้เสียงของเจ้าหนูเริ่มอ่อย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องถูกลงโทษอย่างไร

ในที่สุดคุณครูตัดสินใจลงโทษคู่หูจอมซนด้วยการให้ออกมาหน้าห้องเล่านิทานจากหนังสือให้เพื่อนๆฟัง แต่ปัญหาคือ เด็กทั้งสองคนยังอ่านหนังสือไม่ออก ครูจึงให้พวกเขาใช้จินตนาการเล่าเรื่องจากรูปภาพที่เห็นในหนังสือ

แน่นอนครับว่า มันเป็นการกระตุ้นให้เด็กต้องปะติดปะต่อเรื่องเอาเองจากภาพที่เห็น ซึ่งสร้างความลำบากให้กับเด็กพอสมควร แต่ในที่สุดเจ้าลิงน้อยของผมก็สามารถมั่วเล่านิทานไปจนจบ แต่เพื่อนสนิทของเขายังทำไม่ได้ จึงต้องนำหนังสือนิทานเล่มนั้นกลับบ้านไปให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง แล้วจำมาเล่าให้เพื่อนๆฟังในวันรุ่งขึ้น

ความซนของลูกชายผมยังไม่หมดครับ เย็นวันหนึ่ง ไม่รู้เขานึกหมั่นไส้เพื่อนอะไรขึ้นมา หยิบรองเท้าข้างหนึ่งของเพื่อน ซึ่งวางอยู่หน้าห้อง โยนลงไปบนระเบียงด้านนอก

พฤติกรรมของจอมเกเรน้อยถูกจับได้ หลังจากโดนคุณครูเทศนาชุดใหญ่ เขาก็ถูกทำโทษให้กลับบ้านไปคิดหาวิธีเอารองเท้าของเพื่อนขึ้นมาจากระเบียงให้ได้ พร้อมทั้งให้เขียนวิธีการ ขั้นตอนต่างๆอย่างละเอียดและวาดรูปมาประกอบด้วย

ตอนแรกเจ้าแสบมีไอเดียบรรเจิดมากครับ

“...เออ...ต้องเอารถดับเพลิงมาที่โรงเรียน เพราะรถดับเพลิงมีบันไดยาวๆ สูงๆ มาถึงก็ปีนบันไดขึ้นไปเอารองเท้าลงมา..

...เอารถเครนยกของมาก็ได้ครับ เอามาหิ้วตัวขึ้นไปบนระเบียงเอารองเท้าลงมา...”

แต่สุดท้ายหลังจากถกเถียงถึงความเป็นไปได้ และความเหมาะสมกับแม่ของเขา เจ้าหนูตัดสินใจใช้วิธีการหาไม้มาต่อให้ยาวๆเพื่อเขี่ยรองเท้าจากระเบียงให้ตกลงมาบนสนาม

คืนนั้น เมื่อได้ข้อสรุป เจ้าหนูมีหน้าที่คัดลอกเขียนแผนการ พลางวางรูปประกอบ

ครับ...แม้ว่าสุดท้ายวิธีการนี้จะไม่ได้นำมาใช้จริง เพราะคุณครูได้ชิงกระโดดลงไปบนระเบียงหยิบรองเท้าขึ้นมาก่อนแล้ว แต่ผมคิดว่าวิธีการลงโทษของคุณครูน่าสนใจยิ่ง

ถือว่า เป็นการลงโทษแบบสร้างสรรค์ (Creative punishment)

เพราะใช้โอกาสที่เด็กทำผิด สร้างเงื่อนไข กระตุ้นให้เด็กได้คิด ได้ใช้จินตนาการในการแก้ปัญหา แก้ไขสิ่งที่ตนทำผิดด้วยตนเอง ขณะเดียวกันเด็กก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองไปด้วย

วิธีการลงโทษเช่นนี้ เหมาะอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะลองนำมาประยุกต์ใช้ปราบเจ้าวายร้ายตัวน้อยประจำบ้าน

แหะ...แหะ..ว่าแต่ลูกไม่ต้องถูกทำโทษแบบสร้างสรรค์บ่อยๆก็ได้นะ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 61 เดือน มกราคม 2553





 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2553 22:29:27 น.
Counter : 587 Pageviews.  

จากใจ...คุณพ่อวัยทีน

ในวิชา “วิเคราะห์ข่าวปัจจุบัน” ผมให้นักศึกษาที่ลงเรียนวิชานี้ลองหัดวิเคราะห์ตัวเองก่อนจะวิเคราะห์อย่างอื่น ด้วยการเขียนงานมาส่งผมคนละชิ้น วิเคราะห์ว่าอะไรถึงทำให้ตัวเขาเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้

นักศึกษาแต่ละคน เขียนวิเคราะห์ตนเองมาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ตั้งชื่อเรื่องแปลกกว่าคนอื่นๆ เขาเขียนขึ้นหัวเรื่องว่า “คนเป็นพ่อ”

ผมขออนุญาตคัดลอกถ้อยความบางส่วนของงานชิ้นนี้มานำเสนอนะครับ เขาเขียนว่า...

“...ผมเป็นอีกคนที่ใช้ชีวิตปกติเหมือนวัยรุ่นทั่วไปจนผมอายุได้ 19 ปี แล้วผมก็ได้ทำพลาดไป

ผมรักสนุกจนไม่ได้ป้องกันอะไรเลย แต่ไม่ใช่ว่าผมจะมีอะไรกับผู้หญิงโดยไม่ป้องกันเลย เพียงแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งผมไม่ได้ป้องกัน

แฟนผมคบกันกับผมมานานพอสมควร เราไว้ใจกัน ในวันนั้น เราไม่ได้ป้องกัน จนผลที่ตามมาคือ แฟนของผมท้อง

สิ่งแรกที่ผมทำคือ ต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่ทำ

ในตอนแรกผมเองคิดจะแก้ปัญหาโดยการเอาเด็กออกเหมือนกัน แต่เมื่อมาคิดกับแฟนของผมอีกที เราเป็นคนสร้างปัญหาขึ้นมา ต้องหาทางออกที่ดีกว่านี้ให้ได้

ในที่สุดผมเอาเด็กไว้ จนทุกวันนี้ลูกของผมอายุได้ 1 ขวบกว่าๆแล้ว ทำให้ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ทุกวันนี้ผมต้องเรียนไปด้วย เลี้ยงลูกด้วย

ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากเดิมมาก สิ่งที่ผมเคยทำไม่ว่าจะเป็นเที่ยวกลางคืน ติดเพื่อน ทุกวันนี้สิ่งเหล่านั้นผมก็เบาลงไปมาก

ผมตัดหลายๆอย่างเพื่อลูกของผมได้ ผมคิดว่าที่ผมทำได้ทุกวันนี้ เพราะมีตัวอย่างที่ดีให้ผมดูนั่นคือ พ่อ แม่ของผมเอง

ท่านทั้งสองมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูงมาก เพราะต้องเลี้ยงลูกถึง 5 คน ซึ่งผมเป็นคนโต ท่านทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัวได้ดีมาก

เมื่อก่อนแม่ผมติดการพนันเหมือนกัน ส่วนพ่อก็ดื่มเหล้า สูบบุหรี่เหมือนกัน แต่เมื่อท่านมีลูกแล้ว ท่านตัดสิ่งเหล่านั้นไปจากชีวิต ไม่แตะต้องอีกเลย

สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่ผมได้จากพ่อแม่ก็ได้ ผมจึงมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเดิมมาก และต้องเลี้ยงลูกของผมให้โตเป็นคนดีให้ได้...”

นี่คือความในใจส่วนหนึ่งของคุณพ่อวัยเยาว์ ผู้กำลังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เหมือนเช่นพ่อแม่วัยละอ่อนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และมัธยมศึกษา

หลังจากอ่านงานชิ้นนี้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อลูกอ่อนคนนี้เป็นการส่วนตัว เด็กหนุ่มร่างผอมสูง ตัดผมแนวเกาหลีทันสมัย เปิดใจเล่าถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตว่า...

“...เมื่อเราตกลงใจเอาลูกไว้ ผมกับแฟนเดินเข้าไปกราบขอโทษพ่อแม่ของพวกเรา เล่าความจริงให้ฟัง พวกเขาร้องไห้เสียใจ แต่โชคดีมากๆที่ท่านเตือนสติไม่ให้เราคิดสั้นทำผิดพลาดซ้ำสอง พวกท่านให้กำลังใจเราในการเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดี...

...แฟนผมตัดสินดร๊อปพักการศึกษาไว้ ตอนแรกผมจะลาออกไปหางานทำ แต่เธอขอให้ผมเรียนจบก่อน ตอนนี้เหลืออีกแค่ 2 ปี ผมตั้งใจว่าถ้าเรียนจบหางานทำได้จะให้แฟนผมกลับมาเรียนใหม่ให้จบเหมือนกัน..”

กรณีของหญิงตั้งครรภ์ในวัยเรียน ส่วนใหญ่ถ้าตัดสินใจไม่ทำแท้งก็มักจะลาออก หรือแค่หยุดพักการเรียนเป็นการชั่วคราว

เหตุผลส่วนหนึ่งนอกจากการอับอายเพื่อนฝูงแล้ว ก็เป็นเพราะสถาบันการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียน นักศึกษาอุ้มท้องโย้มาเรียนหนังสือ ในขณะที่ฝ่ายชายสามารถไปเรียนได้ตามปกติ

ตรงประเด็นนี้ กระทรวงศึกษาธิการน่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน เพราะในหลายๆประเทศเขามีมาตรการช่วยเหลือพ่อแม่วัยเยาว์กลุ่มนี้ แต่ของไทยการบริหารจัดการ ให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือของภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนยังมีอยู่น้อย

ถ้าจะอ้างว่า หากให้ความช่วยเหลือเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ผมคิดว่าเป็นมุมมองคับแคบไปหน่อย

ด้านหนึ่งเราควรส่งเสริมให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา แนะนำเกี่ยวกับการคุมกำเนิดแก่เด็กวัยรุ่น พร้อมทั้งให้พวกเขาตระหนักถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการพลั้งเผลอ ในหลายประเทศถึงกับมีตุ๊กตาเด็กอ่อนตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ ให้ร้องไห้เลียนแบบพฤติกรรมของทารกสำหรับฝึกเด็กวัยรุ่นให้รับรู้ถึงผลของความรักสนุก

ในอีกด้านหนึ่งก็ควรมีองค์กรภาครัฐ หรือเอกชนมาช่วยแนะนำ ให้ความรู้ในการดูแลครรภ์ ตลอดจนถึงการคลอดแก่พ่อแม่วัยทีน เพื่อให้สมาชิกใหม่ในสังคมเกิดมาอย่างมีคุณภาพ

หลังคลอดก็เช่นเดียวกันนะครับ น่าจะให้ความรู้ สอนคุณพ่อคุณแม่วัยจ๊าบในการเลี้ยงดูทารกน้อย หรือมีนักจิตวิทยามาช่วยให้คำปรึกษาด้วย เพราะถ้าปล่อยให้เด็กวัยรุ่นสวมบทพ่อแม่เลี้ยงดูลูกตามลำพัง เชื่อว่าพ่อแม่บางคนอาจไม่สามารถควบคุมความเครียดในการเลี้ยงดูเด็ก

สำหรับด้านพ่อแม่ หรือครอบครัวของเด็กหนุ่มสาว ถ้ารับรู้ว่าลูกหลานของตนเองตั้งครรภ์ หรือแฟนของเขาตั้งครรภ์ควรรีบตั้งสติ อย่ามัวตีโพยตีพายดุ ด่า ว่ากล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะนั่นทำกับผลักให้เด็กตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย ควรหันหน้ามาพูดคุยกับลูกวัยรุ่นช่วยกันแก้ปัญหา ร่วมประคับประคองครอบครัวใหม่

ครอบครัวน้อยๆของคุณพ่อ คุณแม่วัยทีนจะมีคุณภาพต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมมาช่วยกันครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 60 เดือน ธันวาคม 2552




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2552    
Last Update : 5 ธันวาคม 2552 14:24:11 น.
Counter : 413 Pageviews.  

ขอบคุณครับ...คุณครู

ด้วยอาชีพประจำของผมคือ อาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นในหนึ่งปีจะมีวันสำคัญอยู่วันหนึ่งที่ผมเฝ้ารอคอย

นั่นคือ “วันรับปริญญาของลูกศิษย์”

วันนั้นนอกจากจะเป็นวันแห่งความสุขของบัณฑิต มหาบัณฑิตและครอบครัวแล้ว มันยังเป็นวันแห่งความเปี่ยมสุขของผู้เป็นครูบาอาจารย์อย่างผมด้วย ความรู้สึกเช่นนี้ผมไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยครับ จนกระทั่งมีอาชีพที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “คนแจวเรือจ้าง”

วันนั้น...ลูกศิษย์ผู้เรียนจบการศึกษาต่างแย้มยิ้มร่าเริงแจ่มใส สวมใส่ชุดครุยดูสวยสง่าแปลกตาจากความคุ้นชินที่เคยเห็นแต่งกายในชุดนักศึกษา

ภายใต้วงหน้าอาบเคลือบด้วยเครื่องสำอางสีสดหรือเปรอะเยิ้มด้วยเม็ดเหงื่อ ผมเห็นภาพซ้อนหน้าใสซื่อของพวกเขาในห้องเรียน ผ่านการพร่ำสอน ผ่านความเคร่งเครียดในการสอบ จนถึงวันแห่งความน่าภาคภูมิใจของพวกเขาและครอบครัว

วันนั้น...บัณฑิตและมหาบัณฑิต ผู้เป็นลูกศิษย์มักขอให้ผมและอาจารย์อีกหลายๆคนร่วมถ่ายรูปคู่ หรือรูปหมู่เป็นที่ระลึกกับพวกเขา เมื่อถ่ายรูปเสร็จพวกเขายกมือไหว้ แล้วกล่าวคำว่า

“ขอบคุณครับ / คะ อาจารย์ที่สอนพวกผม/หนูจนได้วันนี้”

ครับ มันช่างเป็นประโยคสั้นๆแต่สร้างเสริมกำลังใจ ทำให้ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าจากการสอนมลายไปสิ้น วันนั้นจึงถือเป็นวัน“ชาร์ทแบต”ในการทำงานของผมเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผมอดคิดไม่ได้ว่า จะมีบัณฑิตหรือมหาบัณฑิตสักกี่คนเดินไปหาครูบาอาจารย์ในรั้วโรงเรียนระดับมัธยม หรือระดับประถมเพื่อกล่าวคำขอบคุณเช่นที่ผมและเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับ

ยิ่งไม่ต้องคิดไกลไปว่า จะมีบัณฑิตหรือมหาบัณฑิตสักกี่คน ระลึกถึงบุญคุณของคุณครูระดับอนุบาล ซึ่งถือว่าเป็นครูคนแรกๆ ผู้วางรากฐานการศึกษาของพวกเขา

จะว่าไปแล้ว ผมคิดว่า คนเป็นครูอนุบาล เป็นผู้เสียสละ อดทน และทำงานหนักยิ่งกว่าพวกผมซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเสียอีก เพราะพวกผมสอนเด็กนักศึกษาตอนโต พอจะพูดคุยกันรู้เรื่อง แต่คุณครูอนุบาลต้องผจญกับวายร้ายตัวน้อยๆวัยไม่ถึง 5 ขวบทีเดียวพร้อมกันหลายสิบคน

เดี๋ยวคนนี้จะร้องไห้ เดี๋ยวคนนี้จะนอน คนนั้นจะฉี่ คนโน้นกำลังทะเลาะแย่งของเล่นกัน วุ่นวายกระจองอแงไปหมด

ครูอนุบาลนอกจากจะมีหน้าที่สอนและดูแลเด็กตัวน้อยๆแล้ว ยังต้องสวมบทบาทอีกหลายอย่าง บางคนมีเวรต้องมาถึงโรงเรียนแต่เช้ามืด เพื่อมารอรับเด็กตัวเล็กๆอยู่หน้าโรงเรียน ครูบางคนต้องช่วยโรงเรียนจัดกิจกรรม ฯลฯ

ตัวอย่างการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของคุณครูอนุบาล ได้พิสูจน์ให้ผมเห็นประจักษ์เมื่อโรงเรียนของเจ้าลูกชายแสนซน...“โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ” จัดงานนิทรรศการ “ถักทอความคิด ผลิตความรู้” งานนี้เป็นฝีมือของคณะครูระดับชั้นอนุบาล 3 ร่วมกับลูกศิษย์ตัวน้อยๆ

ก่อนถึงวันงานนิทรรศการ คุณครูปฐมวัยรวมทั้งนักศึกษาฝึกสอนได้ทุ่มเทพลังความคิด พลังกายออกแบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ให้เด็กๆได้เรียนรู้ผ่านหน่วยการเรียนเรื่อง “ผ้า”

ตอนแรกๆ ผมงงครับ เมื่อเจ้าลูกชายคนโตบอกว่า ช่วงนี้เขาจะเรียนเรื่อง “ผ้า” อืม...มันยังไงกันละเนี่ย เพราะตอนผมเป็นเด็กอนุบาลเราเรียนการอ่าน ท่อง กอ อะ กะ กอ อา กา เราฝึกเขียน ฝึกสะกดคำ ไม่เคยเรียนหน่วยการเรียนแบบนี้เลย

แต่การเรียนของลูกขายผมไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ เจ้าหนูขอให้ผมช่วยหาเศษผ้าหลากหลายชนิดให้เขาหยิบ จับสัมผัส ขยี้ ดม แล้วจดบันทึก เขาให้ผมเล่าเรื่องที่มาของผ้า เขารบเร้าให้แม่สอนเย็บผ้า รีดผ้า ฯลฯ

ผมมารู้ในภายหลังว่า คุณครูให้เด็กทำกิจกรรมหลากหลายในห้องเรียน และให้ทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่ เช่น กิจกรรมผ้าคืออะไร ผ้าที่ฉันรู้จัก ผ้ามาจากไหน ลักษณะเด่นของผ้า สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผ้า ผ้าแปลงร่าง ผ้าในชีวิตประจำวัน การทำความสะอาดผ้า พับผ้า รีดผ้า ปัก ทอ เพ้นท์ พิมพ์ และการย้อมผ้า

แน่นอนครับว่า เด็กๆสนุกสนานกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง เป็นการสร้างกระบวนการคิดผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

หลังจากเรียนรู้หน่วยการเรียนนี้ เหล่าคุณครูปฐมวัยได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์จัดนิทรรศการขึ้น ด้วยการใช้เวลาหลังเลิกเรียนของเด็กๆ นั่งตกแต่ง ตัดแปะกระดาษสี ทำป้าย ทำบอร์ด ทำหุ่นโชว์ ครูบางคนสอนเด็กตัวน้อยๆเต้นประกอบเพลง เพื่อแสดงโชว์ในวันงาน

ช่วงเย็นๆ ตลอดหนึ่งอาทิตย์ก่อนถึงงานนิทรรศการ ผมเห็นคุณครูหลายคนนั่งทำนิทรรศการอย่างจริงจัง ด้วยหวังจะนำผลงานของเด็กๆอวดสายตาของพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้เด็กๆรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง

เย็นก่อนวันงานนิทรรศการก็เหมือนกันครับ ผมเห็นครูทุกคน ทุ่มเท จริงใจกับงานครั้งนี้มากความเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ปรากฏให้เห็นอย่างมิอาจหลบเลี่ยง นิทรรศการเริ่มเป็นรูปร่างสมบูรณ์อวดผลงานเจ้าตัวน้อยอยู่กลางโถงกว้างใต้ตึกเรียน

วันรุ่งขึ้น ผมลางานเพื่อมาร่วมนิทรรศการครั้งนี้ด้วยความเต็มใจยิ่ง แต่ไม่มีงานนิทรรศการในวันนั้นครับ ?!?

เหตุเพราะเมื่อคืนก่อนวันงาน พายุฝนขนาดหนักได้พัดกระหน่ำทำลายป้ายบอร์ดนิทรรศการ และพัดผลงานของนักเรียนอนุบาลตัวน้อยปลิวเปียกกระจายไปทั่ว

โชคดีว่าคืนนั้นคุณครูยังอยู่กันดึกดื่นเพื่อเตรียมงาน จึงช่วยกันโยกย้ายข้าวของบางส่วนหลบฝน บางคนวิ่งไล่เก็บผลงานเด็กเปียกปอนไปทั้งตัว

คุณครูไม่ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลอย่างสูญเปล่า ต่างรวบรวมกำลังใจทำนิทรรศการขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

คืนนั้นไม่มีใครได้นอนพัก ต่างช่วยกันถักทอความฝันของตนเองอีกครั้ง ข้ามคืนผลงานที่ถูกทำลายด้วยภัยธรรมชาติยังไม่สามารถเก็บกู้ได้อย่างสมบูรณ์ คุณครูจึงขอทำต่อให้เสร็จและโยกย้ายนิทรรศการไปแสดงบนชั้นเรียนแทนโถงใต้ตึก ทำให้นิทรรศการต้องเลื่อนไปอีกหนึ่งวัน

ผมและหญิงสาวคู่ชีวิตไปร่วมงานนิทรรศการในวันรุ่งขึ้น อดทึ่งกับความพยายาม และความตั้งใจจริงของคณะครูปฐมวัยเหล่านี้ไม่ได้

นิทรรศการ “ถักทอความคิด ผลิตความรู้” นอกจากจะโชว์ผลงานของเด็กอนุบาล 3 แล้ว มันยังสะท้อนถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของครูอนุบาล

หลังจากใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงดูนิทรรศการ ผมเดินออกมา หยิบปากกาเขียนบนผืนผ้าแสดงความคิดเห็น แทนความรู้สึกจากใจส่วนลึกที่อยากบอกคุณครูอนุบาลทุกคนว่า

“ขอบคุณครับ..คุณครู”

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 59 เดือน พฤศจิกายน 2552




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2552 23:14:54 น.
Counter : 545 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.