Group Blog
 
All Blogs
 

เด็กพิเศษกับพ่อแม่แสนวิเศษ

บ่ายวันอาทิตย์ ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าใหญ่ยังคงแออัดไปด้วยผู้คน ขณะที่หลายคนกำลังเพลิดเพลินอิ่มอร่อยกับอาหารจานด่วน ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องดังขึ้น ตามด้วยเสียงเอะอะโวยวาย เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ทุกคนเงยหน้าจากจานอาหาร มองหาต้นเสียง

เจ้าของเสียงดังเป็นเด็กชายร่างอวบ วัยประมาณ 7-8 ขวบ หน้าตาบ่งบอกถึงความผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วไป เจ้าหนู...ผู้เป็น “เด็กพิเศษ” กำลังโมโห ปากส่งเสียงกรี๊ดลั่น มือทั้งสองกำเกร็งแน่น กระทืบเท้าระรัว เหยียบทับเศษก๋วยเตี๋ยวที่ตกเกลื่อนกระจายบนพื้น

ข้างๆเด็กอารมณ์เกรี้ยวกราดมีหนุ่มใหญ่ คาดเดาว่าเป็นพ่อ กำลังปลอบโยนให้ลูกอารมณ์เย็นลง ส่วนหญิงผู้เป็นแม่ ยกมือไหว้ขอโทษ ขอโพยเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่ง

เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารของผมในวันนั้น เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น เธอเล่าให้ฟังว่า เด็กเดินถือถาดอาหารมาที่โต๊ะ พอดีหนุ่มวัยรุ่นนั่งหันหลังอยู่ มองไม่เห็นว่ามีเด็กเดินมา เลยลุกขึ้นเดินออกมาจากโต๊ะ ทำให้ชนกับเด็ก จนถาดอาหารหล่นพื้น เด็กเลยร้องกรี๊ดด้วยความโมโห

ระหว่างฟังเพื่อนเล่าเหตุการณ์ ผมได้ยินโต๊ะข้างๆพูดคุยกันในทำนองตำหนิผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กว่า “...รู้ว่าเด็กผิดปกติ ไม่น่าพาออกมาข้างนอก น่าจะให้อยู่แต่ในบ้าน...” “...ใช่พาเด็กปัญญาอ่อนพวกนี้ออกมาข้างนอกก็เป็นปัญหาคนอื่น...” ฯลฯ

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ผมรู้สึกสลดหดหู่ใจแทรกปนด้วยความเห็นอก เห็นใจผู้เป็นพ่อแม่ของเด็กพิเศษ

ผมเชื่อว่า ทันทีที่รู้ว่ามีเจ้าตัวน้อยๆอยู่ในครรภ์ พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นคงนึกภาวนาอยู่ตลอดเวลาให้ลูกมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ มีอวัยวะครบ ไม่ขาด ไม่เกิน รวมทั้งขอให้มีสติปัญญาหลักแหลม ไม่ปัญญาอ่อน หรือมีความบกพร่องใดๆ

แต่คนเราไม่ใช่จะโชคดีเป็นไปตามที่ไหว้ขอภาวนากันทุกคน บางคนโชคร้ายลูกน้อยคลอดออกมาไม่เป็นไปตามหวัง เทวดาหรือเทพธิดาตัวน้อยกลายเป็นเด็กที่ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ บางคนอาจพิการทางร่างกาย บางคนผิดปกติทางสติปัญญา เป็นประเภทดาวน์ซินโดรมอันเนื่องมาจากพันธุกรรมบกพร่อง บางคนเป็นออทิสติก ฯลฯ

หลังจากผ่านการร้องไห้ เสียอกเสียใจในโชคชะตามาช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางครอบครัวผู้เป็นพ่อทำใจกับความจริงไม่ได้ โยนความผิดบาปมาให้หญิงผู้เป็นแม่แต่เพียงผู้เดียว จากนั้นก็เดินจากไป ปล่อยฝ่ายหญิงเลี้ยงดูลูกตามลำพัง บางครอบครัวพ่อแม่กอดคอกันร้องไห้แล้วร่วมใจปาดน้ำตาทิ้ง พยายามศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความผิดปกติของลูกรักให้มากที่สุด ร่วมกันช่วยเหลือลูกให้สามารถอยู่รอดได้ในสังคมปกติ

ครอบครัวของพี่ฟ้า...เพื่อนรุ่นพี่ของผมเป็นประเภทหลังครับ เธอและสามีเป็นพนักงานในบริษัทยักษ์ด้านโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง ชีวิตการงานของทั้งคู่กำลังรุ่ง สามารถก้าวสู่ระดับผู้บริหารองค์กรได้ไม่ยากนัก แต่หลังจากพี่ฟ้าทราบแน่ชัดว่าลูกเป็นเด็กพิเศษ เธอตัดสินใจลาออกจากงานมาเลี้ยงดูลูกที่บ้าน

พี่ฟ้าเล่าอย่างเปิดใจให้ผมฟังว่า

“...ตอนแรกๆน้องเอมีพัฒนาการเหมือนเด็กปกติ บางอย่างดูเร็วกว่าเด็กทั่วไปเสียด้วยซ้ำ อย่างการเดิน น้องเดินได้ตั้งแต่ 8-9 เดือน แต่อยู่ดีๆตอนขวบเศษพัฒนาการของน้องเอหยุดชะงักเสียเฉยๆ ไม่ยอมพูดสักที ทำอะไรแปลกๆ พี่กับแฟนเลยพาไปหาหมอตรวจ พอหมอบอกว่าน้องเอเป็นออทิสติกประเภทหนึ่ง พี่ร้องไห้ออกมาเลย...”

หลังจากทำใจยอมรับกับความจริงอันโหดร้าย พี่ฟ้ากับสามีค้นคว้า ศึกษาเกี่ยวกับเด็กออทิสติก พยายามพาลูกไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิเศษหลายคน รวมทั้งหาโรงเรียนที่ยอมรับให้น้องเอได้เรียนร่วมกับเด็กปกติ

“...ไม่ใช่ง่ายๆนะคะ ที่จะให้ผู้ปกครองคนอื่นเขายอมให้ลูกเราเรียนร่วมด้วย เข้าใจดีคะว่า ลูกเราเป็นเด็กพิเศษ เราต้องเอาใจทั้งครู ทั้งเพื่อนๆน้องเอ ทั้งพ่อแม่ของเพื่อนๆเขาด้วย พยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่าลูกเราเป็นอย่างไร บอกเขาว่าลูกเราไม่ได้เป็นโรคติดต่อนะ ไม่ต้องกลัวจะไปติดลูกๆเขา บางทีลูกเราถูกเพื่อนแกล้ง ถูกเพื่อนทำร้ายก็ได้แต่กอดลูกร้องไห้ ไม่สามารถไปโวยวายอะไรได้ เพราะลูกเราเป็นอย่างนี้ ...

...ทุกครั้งที่เปลี่ยนชั้นเรียน ตั้งแต่อนุบาลจนโต เราต้องพยายามเข้าหาครู เอาหนังสือเกี่ยวกับเด็กพิเศษไปให้ครูอ่าน อธิบายให้ครูเข้าใจลูกเรา ให้ช่วยดูแลลูกเป็นพิเศษ บอกหนูไม่หวังให้ลูกเรียนได้ดี เอาแค่ผ่านพอ ครูบางคนดีนะคะ เข้าใจลูกเรา แต่บางคนเขาไม่ยอมรับ มีครูบางคนเฆี่ยนตี ด่าทอลูกด้วยคำหยาบๆคายๆต่อหน้าเพื่อนๆเขา เพื่อนน้องเอมาฟ้องพี่ เราต้องกลั้นน้ำตา อดทน ตอนเด็กแรกๆพี่ต้องจ้างครูพิเศษมาคอยประกบดูแลน้องเอเพิ่ม แต่ตอนหลังน้องเอเริ่มดีขึ้น เริ่มพูดได้บ้าง พอจะสื่อสารได้ เริ่มเรียนได้ก็ไม่ต้องจ้างครูพิเศษ...”

พี่ฟ้าบอกว่า เธอพยายามเลี้ยงลูกให้สามารถช่วยเหลือตัวเองให้ได้อย่างคนปกติ พาไปไหนต่อไหนด้วยกันตั้งแต่เด็ก เพราะเชื่อว่าการเก็บลูกอยู่แต่ในบ้าน ไม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูก มิหน่ำซ้ำจะยิ่งทำให้ลูกอยู่ในโลกส่วนตัวของเขามากขึ้น

“...ตอนแรกๆพี่รู้สึกอับอายว่ามีลูกเป็นเด็กพิเศษ เวลาพาออกไปนอกบ้านต้องคอยลุ้นว่าลูกจะอะละวาดหรือเปล่า ต้องเตรียมใจตลอดเวลาว่าอาจไม่เสร็จธุระต้องพากลับกันก่อน คนเขาชอบมอง ชอบซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ บางคนเดินมาพูดด่าว่าเราตรงๆก็มีนะคะ บอกว่าพาลูกมาทำไม เราได้แต่ขอโทษเขา เก็บกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจไว้ คิดว่าทำเพื่อลูก ...”

เชื่อหรือไม่ครับว่า ตอนนี้ น้องเอ ลูกพี่ฟ้าเรียนจบปริญญาตรีแล้ว แม้จะใช้เวลาในการเรียนนานกว่าเพื่อนๆ เกรดที่ได้อาจไม่ดีนัก แต่มันคือผลพวงแห่งความรักของพ่อแม่

ถึงตรงนี้ ผมขอให้กำลังใจ และขอคาราวะในหัวใจของพ่อแม่อันแสนวิเศษของเด็กพิเศษทุกคน

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 68 เดือน สิงหาคม 2553





 

Create Date : 08 สิงหาคม 2553    
Last Update : 8 สิงหาคม 2553 23:06:35 น.
Counter : 742 Pageviews.  

สัมผัสแห่งรัก

หลังเลิกเรียนวันหนึ่ง เจ้า”สายเมฆ”แสบคนเล็กประจำบ้านวัย 3 ขวบเศษมีอาการผิดปกติ ไม่ซนซ่าส์เหมือนเช่นเคย ผู้เป็นแม่กังวลใจว่าลูกชายอาจไม่สบาย เพียรวัดปรอทอยู่หลายรอบก็ไม่มีไข้ ตรวจดูร่างกายก็ไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหน

แต่เมื่อซักไซ้ไล่เรียงดู คำตอบที่ได้ทำให้แม่ของเด็กถึงกับอึ้ง

“วันนี้ครูต้าร์ไม่หอม ไม่กอดสายเมฆก่อนนอน...” พูดจบ เจ้าหนูร้องไห้โฮลั่นบ้าน กว่าจะหยุดร้องไห้เล่นเอาทุกคนในบ้านเหนื่อย ต้องคอยปลอบโยน หลอกล่อสารพัดวิธี

วันรุ่งขึ้น สอบถามข้อเท็จจริงจากคุณครูถึงทราบว่า ปกติก่อนนอนตอนกลางวัน ครูต้าร์...คุณครูประจำชั้นห้องเตรียมอนุบาลจะคอยเดินมากอดและหอมเด็กๆทุกคน แต่วันนั้นครูต้าร์มีประชุมด่วน เลยลืมหอมแก้มเด็กๆ ทำให้แสบน้อยของผมเกิดอาการหงุดหงิด ไม่สบอารมณ์

เมื่อรับการชดเชยจากครูต้าร์ด้วยกับกอดและหอมแก้ม 2-3 ฟอด เจ้าตัวเล็กยิ้มระรื่น อารมณ์ดีขึ้นทันใด

อาการโหยหาสัมผัสแห่งรักของเด็กตัวน้อยๆเช่นนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่คงคุ้นชินดี อย่างเจ้า 2 แสบของผม ถ้าขึ้นนั่งรถยนต์กันครบทีมกันเมื่อไหร่ เป็นต้องเปิดศึกสงครามภายในรถเสียทุกครั้ง

เหตุเพราะปกติผมจะเป็นคนขับรถ แล้วให้เด็กๆและแม่ของเขานั่งเบาะหลัง เจ้า 2 ทโมนจึงมักแย่งกันใกล้ชิดแม่ แย่งกันซุกตัวอยู่กับแม่ แย่งกันนั่งตักแม่ จนสุดท้ายผู้เป็นแม่ต้องตัดสินใจนั่งตรงกลางให้ลูกน้อยทั้ง 2 คนได้ซุก ได้เบียด ได้กอดแม่จนหน่ำใจไปตลอดการเดินทาง

นี่ถือว่าโชคดีแล้วนะครับ สาวข้างกายผมเล่าว่า “...เรามีลูกแค่ 2 คน เวลานั่งรถฉันยังแบ่งให้ลูกทั้งสองคนจับมือคนละข้างได้ แต่ของพี่อ๋อย แม่น้องปั้นเจอหนักกว่าเราอีก มีลูก 3 คน นั่งหลังกัน 2 คนจับมือแม่คนละข้างเหมือนเรา ส่วนพี่คนโตนั่งหน้ารถคู่กับพ่อ พี่อ๋อยต้องยืนขาไปให้ลูกจับขา...”

อืม...จะว่าไปแล้ว การแสดงความรักด้วยการสัมผัส ผ่านการกอด หรือหอมแก้มลูกหลานนั้น ดูจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย หลายๆครอบครัวผู้เป็นพ่อ แม่ไม่แสดงออกว่ารักลูก

ยิ่งลูกเติบใหญ่ ยิ่งขัดเขิน ไม่กล้ากอด ไม่กล้าหอมแก้มลูก หลายคนไม่กล้าแม้แต่บอกลูกตรงๆว่า “รักลูก”
พ่อแม่เหล่านี้ มักคิดว่าเด็กๆน่าจะเข้าใจและรับรู้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อแม่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดหรือแสดงออกผ่านการสัมผัสอะไรอีก

พ่อแม่บางคนถึงกับคิดว่าถ้าบอกรักลูก อาจทำให้ลูกเหลิง ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพ ฯลฯ

ประเด็นนี้ Dr.Nancy Devlin นักจิตวิทยาเด็ก ชาวอเมริกัน อธิบายไว้ในบทความ “Children Need Outward Expressions of Parents’ Love”ว่า ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่แสดงออก หรือไม่พูดกับลูกหลานตรงๆว่า “รัก” เด็กส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจถึงความรัก ความห่วงใยของพ่อ แม่ที่มีต่อเขา

ซ้ำร้ายเด็กบางคนอาจคิดไปเองว่า “พ่อแม่ไม่รัก”

หรือคิดเลยเถิดไปว่าเป็นลูกหัวเน่าของครอบครัว พ่อแม่รักพี่หรือน้องมากกว่าตน

เนื่องเพราะ”ความรัก”เป็นเรื่องนามธรรม ยากที่เด็กจะรับรู้และเข้าใจได้’ หากไม่ได้รับการบอกย้ำตรงๆ หรือบอกผ่านการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม

Dr.Nancy แนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองแสดงออกถึงความรักที่มีต่อลูกหลานอย่างตรงไปตรงมา พูดกับเด็กอย่างจริงใจว่า รักเขาสุดหัวใจเพียงใด ขณะเดียวกันพ่อแม่ควรกอด หอม แสดงออกถึงสัมผัสแห่งรักให้มากที่สุด

คิดๆดูบางทีก็แปลกนะครับ ตอนลูกยังอยู่ในครรภ์มารดา ผู้เป็นพ่อแม่ต่างลูบคลำ พูดคุยเอ่ยคำรักกับลูกน้อยตลอดเวลา เมื่อลูกคลอดออกมา เราต่างกอดหอมอุ้มโอบด้วยความรัก พ่อแม่บางคนถึงกับกดจุดนวดเฟ้นทารกน้อยแทบทุกค่ำคืน

แต่เมื่อเด็กน้อยค่อยๆเจริญวัย...เติบใหญ่ขึ้น พ่อแม่หลายคนค่อยๆลืมเลือนการเอ่ยคำรักกับลูก ค่อยๆห่างสัมผัสแห่งรัก

จนกระทั่งวันหนึ่งเราต่างขัดเขิน ไม่กล้าแสดงความรักกับลูกอีกต่อไป...นั่นเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งนัก

เอาละ...ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครองคนไหนไม่รู้จะเริ่มต้นแสดงความรักกับลูกหลานอย่างไรดี Dr.Nancy เธอแนะนำให้เริ่มจาก “คำพูด”ครับ

ถ้ายังขัดเขิน ไม่กล้าเอ่ยคำรักตรงๆกับลูกก็ให้พูดสนับสนุนในเชิงบวกกับการกระทำของลูก อาทิ “ลูกร้องเพลงเพราะมากเลยนะ พ่อ/แม่ภูมิใจลูกจริงๆ” “พ่อ/แม่มีความสุขมากที่ได้มาเที่ยวทะเลกับลูก” ฯลฯ

จากนั้นหากมีโอกาสค่อยๆพูดให้รู้ว่าพ่อแม่แคร์ และห่วงใยความรู้สึกของเขามาก

แล้วถ้าพ่อแม่คนไหนยังเกร็ง ไม่กล้ากลับไปกอดหรือหอมลูกเหมือนตอนเขายังเล็กๆ นักจิตวิทยาเด็ก ชาวอเมริกันผู้นี้เสนอให้ใช้การสัมผัสแห่งรักประเภทการตบไหล่ ลูบหลัง ลูบศรีษะเบาๆยามที่ลูกต้องการกำลังใจ หรือยามที่ลูกผิดหวัง เสียใจ จากนั้นอย่าลืมบอกไปตรงว่า “พ่อแม่เข้าใจและพร้อมยืนอยู่เคียงข้างลูกตลอดเวลา”

นอกจากคำพูดและการสัมผัสแห่งรักแล้ว พ่อแม่บางคนอาจใช้การเขียนถ่ายทอดความรักผ่านตัวอักษรให้ลูกๆรับทราบก็ได้นะครับ ทำทุกอย่างให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่รักเขามากเพียงใด

อืม...ว่าแต่วันนี้คุณบอก-สัมผัสรักลูกแล้วหรือยัง
.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 67 เดือน กรกฎาคม 2553




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2553 15:49:47 น.
Counter : 305 Pageviews.  

กุ๊กตัวน้อย

คนเป็นพ่อแม่มักห่วงกังวลลูกแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะพฤติกรรมการนอนกับการรับประทานอาหาร ของเจ้าตัวน้อย

สำหรับลูกชายแสนซนทั้งสองคนของผมนั้น พวกเขามีพฤติกรรมการกินที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คนน้องอายุ 3 ขวบครึ่งทานทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้แต่อาหารรสเผ็ด อย่างไส้อั่วหรือไก่ผัดกระเพรา แกยังตักเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่ผู้ใหญ่ตกตะลึงในความตะกละของเจ้าตัวเล็ก เขากลับซี๊ดปากโอดเล็กน้อยว่า “เผ็ด เผ็ด” แต่ยังจ้วงอาหารรสจัดเข้าปากอย่างไม่หยุดยั้ง แถมยังบอกว่า “เอาอีก เอาอีก”

ส่วนแสบผู้พี่อายุ 6 ขวบกินยากกินเย็นมากครับ กว่าจะทานอาหารเสร็จแต่ละมื้อ ต้องทั้งขู่ทั้งปลอบ ทำให้ผมและหญิงสาวคู่ชีวิตวิตกกังวลกับพฤติกรรมการกินของลูกชายคนนี้มาก

เราพยายามทำอาหารโปรดให้ทาน รวมทั้งโด๊ปวิตามินเสริมหลากหลายชนิด หวังกระตุ้นต่อมอยากอาหารของเขา แต่ดูเหมือนจะไร้ผล เพราะเจ้าหนูร่างผอมยังทานได้ไม่มากนัก แม้แต่ครูยังบอกว่า ลูกชายของผมไม่เคยขอตักอาหารเพิ่มเลย แค่ทานให้หมดชามก็ดูเหมือนจะช้ากว่าเพื่อนๆ

จนกระทั่งวันหยุดวันหนึ่ง ผมปลอดจากภารกิจการงาน ตั้งใจให้หญิงสาวข้างกายได้พักผ่อนบ้าง จึงอาสาแสดงฝีมือทำอาหารกลางวันให้ทุกคนทาน

อ้อ...เรื่องทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับผมครับ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยเรียนอยู่เมืองนอก เมืองนาจะหาอาหารถูกปากในราคาถูกใจมันไม่ง่ายนัก ทำให้ผมต้องฝึกฝนทำอาหารหลากหลายชนิด ทั้งอาหารไทย อาหารจีน อาหารฝรั่ง ฯลฯ ยิ่งทำยิ่งสนุกครับ

แหะ..แหะ...ยิ่งมีคนชื่นชมว่าอร่อย ยิ่งบ้ายอ ฝึกฝน เรียนรู้สูตรทำอาหารแปลกๆใหม่ๆ ลองทำลองปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

พอกลับมาอยู่เมืองไทย ผมไม่มีเวลาทำอาหารเหมือนเช่นอยู่ต่างแดน เลยมอบภาระสำคัญเช่นนี้ให้กับศรีภรรยา นานๆ ถ้าว่างผมถึงเข้าครัวโชว์ฝีมือสักครั้ง

วันนั้น ผมตั้งใจทำอาหารจานเดียวแบบง่ายๆ นั่นคือ “ผัดมักกะโรนีไส้กรอก” ระหว่างเตรียมอาหาร เจ้าทโมนน้อยทั้งสองคอยมาป้วนเปี้ยนไปมาอยู่ข้างกายผม ซักโน่นถามนี่ตลอดเวลา “ป๊า...ทำอะไรให้กินหรือ” “มักกะโรนีมันทำจากอะไร” “ทำไมต้องต้มมักกะโรนีก่อนละ” “ทำไมต้องใส่เกลือลงไปในน้ำต้มมักกะโรนีด้วยละ” ฯลฯ หลังจากตอบคำถามที่ไม่มีวันจบของพวกเขา ผมตัดสินใจให้ลูกชายทั้งสองช่วยเตรียมอาหารอย่างง่ายๆ

“สายน้ำ...ลูกมาช่วยพ่อทำไส้กรอกดีกว่า แต่ต้องระวังมีดนะครับ มันคม อาจบาดมือได้” จากนั้นผมค่อยๆสอนให้ลูกชายคนโตให้ใช้มีดบากไส้กรอกอย่างระมัดระวัง

“ส่วนสายเมฆ...ลูกมาช่วยปอกแตงกวาดีกว่า” ผมต้องแยกน้องชายออกมาจากพี่ ไม่เช่นนั้นคงแย่งกันบากไส้กรอกจนเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน
ผมเลือกงานง่ายๆให้พวกเขาได้ช่วยทำ อย่างเช่นตีไข่ ซึ่งผมตอกใส่ชามไว้เรียบร้อยแล้ว พลางสอนพวกเขาว่า จะต้องตีอย่างไรไม่ให้ไข่กระฉอกออกนอกชาม

เด็กๆสนุกสนานกับกิจกรรม ช่วยพ่อทำอาหารกลางวัน แม้ว่าจะทำให้ผมทำอาหารได้ช้าลง แต่มันก็สนุกดีนะครับที่ได้ร่วมกิจกรรมกับลูกๆ แถมเมื่อผมสอนเคล็ดลับการผัดมักกะโรนีสูตรอร่อย ดูเหมือนเด็กๆจะยิ่งชอบใจใหญ่ เพราะรู้สึกว่ามีความลับเฉพาะพ่อลูก พวกเขาพยายามวิ่งไปถามแม่ว่ารู้ความลับสูตรอร่อยของพ่อไหม เมื่อแม่ไม่รู้ เด็กทั้งสองยิ่งหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ดีใจกันยกใหญ่

แต่ระหว่างลงมือผัดมักกะโรนี ผมให้เด็กๆถอยห่างออกจากเตา เพราะเกรงว่าน้ำมันจะกระเด็นไปโดน เลยถือโอกาสสอนพวกเขาให้ระวังเรื่องอุบัติเหตุจากไฟ จากแก๊สหุงต้ม สอนให้ระวังความร้อนจากเตา จากหม้อร้อนๆ ฯลฯ

เมื่อผัดมักกะโรนีสูตรเด็ดเสร็จ เด็กๆไม่รอช้า ต่างแย่งกันกินอาหารฝีมือพวกเขาเองอย่างเอร็ดอร่อย พอหมดชาม ทั้งสองต่างขอเพิ่ม แล้วบอกว่า “อร่อยสุดยอดไปเลยครับป๊า”

เพียงแค่คำสั้นๆนี้แหละ ทำให้ผมหายเหนื่อย ยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน คนเป็นพ่อแม่เห็นลูกชื่นชอบอาหารรสมือเรา ก็สุขล้นแล้วละครับ ยิ่งเห็นลูกชายคนโต ซึ่งมีปัญหาในการทาน หม่ำอาหารหมดอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้ผมปลาบปลื้มใจ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากผมว่างเว้นจากกิจธุระ ผมมักให้ลูกช่วยกันทำอาหารทานกันเอง บางครั้งพวกเราคิดเมนูแปลกๆ อย่างเช่น ไข่ไดโนเสาร์ จรวดดาวอังคาร ปีกไก่มหัศจรรย์ ซุปวิเศษของแม่มดขั้วโลกเหนือ ฯลฯ ซึ่งที่จริงแล้วมันเป็นอาหารธรรมดาๆนี่แหละครับ เพียงแต่เรียกชื่อให้น่าสนใจ เข้ากับนิทานก่อนนอนของพวกเขา

กิจกรรมสอนลูกทำอาหารนั้น ต่อมาผมประยุกต์ใช้สอนคณิตศาสตร์ สอนภาษา สอนเกร็ดความรู้ไปในตัวด้วย อย่างเช่น เวลาหั่นลูกมะนาวกลมๆ ผมสอนให้เขารู้ว่าหากหั่นครึ่งของทรงกลมแล้วจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าแบ่งอีกครึ่งหนึ่งจะเหลือเท่าไหร่ หรือให้เขารู้ศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาหารอย่างง่ายๆ สอนให้รู้ว่าพืชผักสมุนไพรต่างๆมีประโยชน์อย่างไร

การสอนลูกทำอาหารเช่นนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อน คนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เขาก็ใช้ครัวสอนลูกหลานทำอาหาร พร้อมทั้งสอนการใช้ชีวิตไปในตัว
เพียงแต่ระยะหลังเมื่อสังคมเปลี่ยนไป ผู้คนมีเวลาอยู่ในครัวน้อยลง ทำให้ลืมเลือนไปว่า เราสามารถใช้ครัวเป็นห้องเรียนได้เช่นกัน

ครับ มาช่วยกันแปรห้องครัวเป็นห้องเรียนของเจ้าตัวน้อยกันเถอะ

ให้กุ๊กตัวน้อยได้โชว์ฝีมือทำอาหาร ดีไม่ดีในอนาคตเราอาจมี “ครูกุ๊ก” ฝีมือดีเหมือนในละครก็ได้นะครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 66 เดือน มิถุนายน 2553








 

Create Date : 16 มิถุนายน 2553    
Last Update : 16 มิถุนายน 2553 12:53:36 น.
Counter : 321 Pageviews.  

แฟชั่นโกงเกมส์...นิสัยโกงชาติ

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผมรับผิดชอบสอนนักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยทำหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ แต่ละปีผมจะให้นักศึกษาคิดค้น หยิบยกเอาประเด็นน่าสนใจต่างๆรอบตัวมานำเสนอเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ของพวกเขา

ปีนี้มีนักศึกษาเสนอประเด็นข่าวน่าสนใจหลายเรื่อง แต่มีอยู่ประเด็นข่าวหนึ่งสะดุดใจผมมาก นั่นคือเรื่อง “แฟชั่นโกงเกมส์ในหมู่วัยรุ่นไทย”

เด็กหนุ่มหน้าตี๋ ทรงผมเกาหลีล้ำสมัย ยืนนำเสนอประเด็นข่าวนี้ให้เพื่อนๆและผมฟังในการประชุมกองบรรณาธิการข่าวว่า

“...พวกเราคงเคยเล่นเกมส์ในคอมพิวเตอร์ พวกเกมส์ออนไลน์ต่างๆ หรือพวกเกมส์ใน Facebook, Hi 5 อย่างเช่น Restaurant City, Pet Society ฯลฯ รู้ไหมว่ามันมีโปรแกรมโกงเกมส์ ให้เล่นชนะไปเรื่อยๆ หรือเพิ่ม Level สามารถทำให้เล่นได้คะแนนเยอะๆในเวลาน้อยกว่าการเล่นปกติของคนอื่น...”

ผมยอมรับว่าตอนฟังการนำเสนอประเด็นข่าวนี้ใหม่ๆ ค่อนข้างงครับ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเล่นเกมส์แล้วยังต้องโกงกันอีก เล่นเกมส์มันน่าจะเพื่อความสนุกสนาน ผ่อนคลาย แล้วมาโกงแบบนี้มันจะสนุกตรงไหน คำตอบที่ผมได้จากนักศึกษาผู้เสนอประเด็นคือ

“ ...สนุกที่ชนะคนอื่นครับ เอามาอวดเพื่อนได้ว่าเหนือกว่า...”

ชนะด้วยการโกงหรอกหรือ คือชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจ อืม...ผมไม่เข้าใจอยู่ดี

แต่ดูเหมือนกลุ่มเพื่อนนักศึกษาของเขาจะเข้าอกเข้าใจ และคุ้นชินกับการโกงเกมส์ออนไลน์เป็นอย่างดี

เพราะพลันที่ผู้เสนอประเด็นข่าวพูดจบ ผองเพื่อนผู้คลั่งใคล้เกมส์ออนไลน์ ซึ่งปกติจะอยู่ในร้านเกมส์มากกว่าห้องเรียนต่างพร้อมใจกันเปิดข้อมูล แชร์ประสบการณ์การโกงเกมส์สารพัดวิธี ทำให้ผมรู้ว่าการหาสูตรโกงเกมส์ โปรแกรมโกงเกมส์นั้น หาไม่ยากครับ สามารถหาได้ทั้งแบบฟรี หรือแบบจ่ายเงินซื้อ

ถึงขนาดมีนิตยสารรวบรวมเกี่ยวกับสูตรโกงเกมส์วางขายกันตามแผงหนังสือเลยทีเดียว

หลังจากนักศึกษาพูดคุยถกเถียง สร้างความชัดเจนในประเด็นข่าว แล้วแบ่งกันไปหาข้อมูลมาเขียนข่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ทำให้ผมทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า หากลองค้นหาผ่านเวบยอดนิยมอย่าง Google โดยใช้คำสำคัญ (Key Word) เกี่ยวกับโปรแกรมโกงเกมส์จะพบว่ามีผลการค้นหามากกว่าล้านเวบทีเดียว

เวบไซด์มากมายเหล่านี้ส่วนใหญ่มีไว้แจกโปรแกรมและสูตรโกงเกมส์ต่างๆ บางเวบไซด์สร้างเป็นชุมชนออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล โปรแกรม-สูตรโกงเกมส์ หรือสอนเทคนิคการโกงอย่างเป็นกิจลักษณะ

นอกจากนั้นจากการสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์พบว่า เด็กส่วนมากให้เหตุผลการใช้โปรแกรมโกงเกมส์ว่า คนอื่นก็โกงทำไมตนเองจะโกงไม่ได้ และทุกคนล้วนต้องการชนะโดยไม่สนใจวิธีการ

แน่นอนครับว่า ด้วยแนวคิดเช่นนี้ทำให้พฤติกรรมการโกงเกมส์เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ จากเด็กผู้ไม่เคยใช้โปรแกรมโกงเมื่อถูกเพื่อนเอาเปรียบ เล่นโกงจนได้คะแนนมากกว่า หรือได้ Level มากกว่าก็จำต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อเอาชนะคนอื่นบ้าง เลยยิ่งทำให้พฤติกรรมโกงเกมส์ออนไลน์แพร่ระบาดจนเป็นเรื่องปกติของวัยโจ๋

หลายคนอาจมองพฤติกรรมการโกงเกมส์เช่นนี้ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผมกลับมองว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยทีเดียว

เนื่องเพราะพฤติกรรมเช่นนี้เป็นการบ่มเพาะนิสัยการโกงให้กับเด็กและเยาวชนไทย

ทำให้พวกเขามีทัศนคติว่า การโกง การทุจริตเป็นเรื่องปกติ

โกงแล้วต้องเนียนขั้นเทพ ไม่ให้ถูกตำรวจหรือผู้มีอำนาจตามกฎหมายจับได้ ใครโกงแล้วถูกจับได้จะถูกประณามหยามเหยียดว่า อ่อน ไร้ฝีมือ

ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเด็กเล่นเกมส์โดยการโกงเป็นประจำเติบใหญ่ขึ้น ย่อมมีโอกาสติดนิสัยโกงผู้อื่นอยู่เสมอ

ถ้าเป็นเช่นนี้ ในอนาคตเราคงเห็นสังคมไทยเต็มไปด้วยคนโกงบ้านเมือง คดโกงหลอกลวงผู้อื่น

สังคมเช่นนี้น่าอยู่หรือครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 65 เดือน พฤษภาคม 2553




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2553 14:59:46 น.
Counter : 444 Pageviews.  

เรียนรู้ข้างเตาขนมครก

จำได้ว่า สมัยเด็กการเล่นขายขนมครกเป็นกิจกรรมสนุกสนานมากๆ เล่นได้ทั้งชายและหญิง โดยเด็กผู้หญิงสวมบทบาทสมมุติ เสมือนแม่ค้ามีหน้าที่หยอดสิ่งของสารพัดอย่างลงในหลุมขนมครก ส่วนเด็กผู้ชายเป็นลูกค้า มีหน้าที่สั่งซื้อขนมครกหน้าแปลกประหลาดและชิมขนมครกแห่งจิตนาการ

นั่นคือความสุข สนุกสนานในอดีต ยุคสมัยที่ยังไร้เกมส์คอมพิวเตอร์

ความทรงจำของผมส่วนนี้ถูกปัดฝุ่นให้หวนระลึกถึงอีกครั้ง เมื่อได้รับบัตรเชิญจากคุณครูอนุบาลห้องลูกชายคนโตวัย 5 ขวบเศษ แห่งโรงเรียนสาธิตละอออุทิศให้ไปร่วมชมนิทรรศการ และสรุปหน่วยการเรียน “โครงการ ขนมครก”

ตอนแรก ผมยังคิดว่า ลูกชายกับผองเพื่อนคงเล่นขายขนมครกเหมือนเช่นพ่อแม่ในอดีต แต่เมื่อไปร่วมชมงานแล้ว ผมต้องทึ่งกับการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมอันแสนสนุก จนอดไม่ได้ต้องนำมาเล่าต่อ…

การเรียนรู้ผ่านโครงการขนมครกครั้งนี้ ไม่ใช่การตัดสินใจของคุณครูผู้สอนนะครับว่าเด็กต้องเรียนเรื่องอะไร

หากแต่มาจากการอยากเรียนรู้ของเด็กเอง โดยคุณครูให้เด็กๆไปทำการบ้านเลือกเสนอหัวข้อที่อยากเรียน พร้อมทั้งให้มานำเสนอชักชวนเพื่อนๆอยู่หน้าห้องเรียน

แน่นอนครับว่า หัวข้อย่อมมีหลากหลายตามความสนใจของเด็กๆ อย่างลูกชายผมเสนอเรียนเรื่อง “รถทัวร์ 2 ชั้น” เพราะยังประทับใจกับรถยักษ์ที่พาเขาไปทัศนศึกษา หรือเพื่อนๆเขาสนใจเรียนรู้เรื่อง “งู” เรื่อง “ของเล่น” เรื่อง “หุ่นยนต์”

เมื่อได้หัวข้อต่างๆแล้วครูให้เด็กยกมือเลือกเรื่องที่อยากเรียน ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่อยากเรียนเกี่ยวกับขนม คุณครูจึงมีกิจกรรมให้เด็กนำเสนอชื่อขนมที่ตนเองสนใจอยากเรียนรู้ให้เพื่อนและครูทราบ คราวนี้มีเด็กเสนอชื่อขนมอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ ขนมครก ขนมบัวลอย ขนมทองหยอด ขนมชั้น และขนมถ้วยฟู

จากนั้นครูได้นำวิธีการลงคะแนนเลือกขนมที่เด็กๆสนใจอยากเรียนรู้ด้วยการใช้กระดานลงคะแนน ด้วยการให้เด็กแต่ละคนเขียนเลขที่ของตนเองลงในกระดาษรูปวงกลมสีเหลืองเด่น แล้วให้นำไปติดในช่องว่างท้ายชื่อขนมที่ตนอยากเรียนรู้ เมื่อลงคะแนนเสร็จเด็กๆช่วยกันนับคะแนน ปรากฏว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นครับ

เนื่องเพราะคะแนนของขนมครก และขนมทองหยอด ได้คะแนนสูงสุดเท่ากัน ครูจึงเปิดโอกาสให้เด็กช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหาว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้ได้ขนมที่เด็กอยากเรียนเพียงชนิดเดียว

หลังจากเด็กๆยกมือเสนอความเห็นกันมากมาย สุดท้ายต่างเห็นพ้องกับวิธีการให้ทุกคนยกมือลงคะแนนเลือกขนมอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้คะแนนของขนมครกชนะขาดลอย

ครับ...ถือว่าเป็นการเรียนรู้หลักการประชาธิปไตย เรียนรู้เรื่องการเลือกตั้ง การเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นตั้งแต่ยังเล็ก

หลังจากได้หน่วยการเรียนแล้ว วันต่อมาคุณครูให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับขนมครกผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เริ่มจากให้เด็กดมกลิ่นปริศนาในกล่องกระดาษปิดทึบ แล้วให้เด็กบอกความรู้สึกและคิดว่าเป็นกลิ่นของอะไร จากนั้นเมื่อเฉลยว่าเป็นขนมครกในห่อใบตอง คุณครูให้ขนมครกกับเด็กคนละชิ้น พร้อมแนะนำให้เด็กสังเกตลักษณะต่างๆของขนมครกด้วยการมอง แล้วให้เด็กพูดถ่ายทอดลักษณะของขนมครกที่เห็น แล้วถึงให้เด็กลองสัมผัสและชิมรสชาติอันแสนอร่อยของขนมครก พร้อมบรรยายสื่อสารความรู้สึกของตนเองออกมา

ขั้นตอนต่อไปครูให้เด็กตั้งประเด็นคำถามที่ตนเองอยากเรียนรู้เกี่ยวกับขนมครก และร่วมกันคัดเลือกคำถามที่น่าสนใจเพื่อนำมาเป็นประเด็นในการเรียนรู้ ซึ่งเด็กๆสรุปว่าอยากรู้ว่าขนมครกมีวิธีทำอย่างไร

ครูจึงให้เด็กๆแต่ละคนวาดภาพและเขียนบันทึกการตั้งสมมุติฐานขั้นตอนการทำขนมครกตามความคิดเห็นของตนเองลงไปในสมุดบันทึกที่ครูเตรียมไว้

เมื่อได้สมมุติฐานขั้นตอนการทำขนมครกแต่ละคนแล้ว เด็กๆได้นำสมมุติฐานของตนแลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่ม แล้วให้วาดภาพและเขียนบันทึกสมมุติฐานขั้นตอนการทำขนมครกประจำกลุ่มของตนเอง

แล้วคุณครูให้พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยกันจัดหาอุปกรณ์การทำขนมครกต่างๆให้เด็กแต่ละกลุ่ม เมื่อถึงวันทดลองทำขนมครก เด็กๆสนุกสนานกับการทำขนมตามขั้นตอนของตนเอง

บางกลุ่มปั้นแป้งเป็นก้อนกลมขนาดกำมือเด็กก่อนจะหยอดลงหลุมขนมครก เมื่อครูถามว่าทำไมต้องปั้นก้อนกลมลงไปในหลุม เด็กน้อยตอบว่า “พอเสร็จแล้วผ่าครึ่งวงกลมก็จะได้ขนมครก 2 ชิ้นประกบกันพอดีไงครับ...” บางคนหยอดช็อคโกแลทไว้ในหลุมขนมครก เพราะทั้งกลุ่มชอบทานช็อคโกแลท บางกลุ่มหยอดน้ำตาลลงในหลุมเป็นช้อนๆ เพราะเรียนรู้ว่าขนมครกมีรสหวาน ฯลฯ

เมื่อทำเสร็จครูให้เด็กมีโอกาสลองทานขนมครกของทุกกลุ่ม แล้วช่วยกันสรุปผลว่าทำไมขนมครกจึงออกมารสชาติเป็นเช่นนั้น คราวหน้าต้องปรับแก้ไขอย่างไร

ต่อจากนั้นให้เด็กไปสอบถามขั้นตอนที่ถูกต้องจากแม่ค้าขนมครก หรือถามจากคุณแม่ แล้วมาลองทำขนมครกสูตรใหม่จากการค้นคว้า สอบถาม คราวนี้มีคุณแม่อาสาบางคนมาช่วยลูกๆทำขนมครกในห้องเรียนด้วยครับ

ผลออกมาเด็กๆ ต่างบอกว่า เป็นขนมครกที่หอมอร่อยที่สุดในโลก

จากขั้นตอนต่างๆที่เล่ามา จะเห็นว่าครูพยายามใช้กระบวนการวิจัยมาประยุกต์สอดใส่ในการเรียนรู้ของเด็ก นับตั้งแต่การสำรวจข้อมูล ข้อเท็จจริง การตั้งประเด็นคำถาม การลองตั้งสมมุติฐาน การทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน การสรุปผลการทดลอง ฯลฯ

ถือว่าเป็นการเรียนรู้ทักษะการคิดทางวิทยาศาสตร์ผ่านการะละเล่นที่น่าสนใจยิ่ง

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 64 เดือน เมษายน 2553





 

Create Date : 09 เมษายน 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2553 21:34:25 น.
Counter : 528 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.