Group Blog
 
All Blogs
 

หนอนหนังสือ

ผมยอมรับว่าเป็นคนขาดหนังสือไม่ได้ !

ไม่ว่าจะไปไหนมักจะมีหนังสือพกติดตัวอยู่เสมอ พอว่างเมื่อไหร่จะหยิบหนังสือขึ้นมาพลิกอ่านอย่างเพลิดเพลินใจ หลายครั้งถึงกับลืมเลือนเรื่องราวรอบข้าง ใจจดจ่ออยู่แต่ความเป็นไปของตัวอักษรในหนังสือ

โชคดีว่า สาวข้างกายผม เธอเป็นคนประเภทเดียวกัน ทำให้เราเดินเข้าออกร้านหนังสือมากกว่าแหล่งบันเทิงอื่นๆ ไม่แปลกที่แต่ละเดือน ค่าซื้อหนังสือของเราจะสูงกว่าค่าซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับตกแต่งกาย

ผมเคยคิดถามตัวเองว่า ทำไมถึงติดนิสัยรักการอ่านหนังสือ

ปมปัญหานี้กระตุ้นให้ภาพอดีตอันลางเลือน แจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง

จำได้ว่า ตอนเรียนอยู่ประมาณชั้นประถมสอง มีนักศึกษาฝึกสอนสาวคนหนึ่งมาสอนแทนครูประจำชั้นที่ลาคลอดลูก พอพวกเราซน พูดคุยเสียงดัง ไม่ตั้งใจเรียน เธอจะงัดไม้เด็ดออกมา บอกว่า ถ้าตั้งใจเรียน ตอนท้ายชั่วโมงจะเล่านิทานให้ฟัง

พวกเราพร้อมใจกันเงียบกริบโดยฉับพลัน ตั้งอกตั้งใจเรียนอย่างน่าอัศจรรย์ พอท้ายชั่วโมง ครูฝึกสอนแสนสวยหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เล่าถึงเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น สนุกสนาน

ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า เป็นเรื่อง “พระอภัยมณี”

ขณะฟังอย่างเพลิดเพลิน ไม่ทันไรเสียงสัญญาณหมดเวลาเรียนพลันดังขึ้น ครูฝึกสอนทิ้งท้ายการเล่านิทานว่า ถ้าอยากฟังต่อ วันต่อไปให้ตั้งใจเรียนเช่นนี้อีก

วิธีหลอกล่อของเธอได้ผลครับ พวกเราตั้งใจเรียนวิชาของครูฝึกสอนคนนี้เป็นพิเศษ ด้วยต้องการฟังตอนต่อไปของพระอภัยมณี

เรื่องราวดำเนินไปอย่างสนุกสนาน ภาพของพระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร นางเงือก สุดสาคร ม้านิลมังกร โลดแล่นเด่นชัดในจิตนาการของเด็กๆอย่างพวกเราในตอนนั้น แต่ภาพแห่งความฝันเหล่านี้กลับหยุดชะงักลงเมื่อครูฝึกสอนต้องกลับไปมหาวิทยาลัยของเธอ เนื่องจากจบคอร์สการฝึกสอน

ผมหงุดหงิดใจมาก เพราะเรื่องราวของพระอภัยมณีกำลังดำเนินเรื่องมาถึงตอนสนุก ผมตัดสินใจเข้าห้องสมุดโรงเรียนยืมหนังสือ “พระอภัยมณี” ฉบับร้อยแก้ว เล่มเดียวกับครูฝึกสอนใช้เล่าให้กับพวกเราฟังมาอ่าน ค่อยๆแกะตัวหนังสืออ่านไปอย่างช้าๆ พออ่านจบตอนก็จำเอามาเล่าให้เพื่อนๆในห้องฟัง เพื่อนตัวน้อยๆต่างล้อมหน้าล้อมหลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ผมมีความสุขยิ่ง

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมมักจะแวะเวียนไปห้องสมุด อ่านหนังสือสารพัดอย่าง เรื่องโปรดในวัยเด็ก อย่างพล นิกร กิมหงวน เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งที่อ่าน นิทานเรื่องเจ้าชายน้อย จากดินแดนดวงดาวอันไกลโพ้น เรื่องราวของทาซาน หรือ เมาคลีลูกหมาป่า คดีอันซับซ้อนของเชอร์ล็อคโฮมม์ เหล่านี้ล้วนยังโดดเด่นในความทรงจำ

ผมคิดว่า มูลเหตุหลักที่ทำให้ติดนิสัยรักการอ่าน คงเป็นเพราะหนังสือทำให้ผมมีความสุข สามารถปล่อยจิตนาการให้โลดแล่นไปกับตัวละครและเรื่องราวในหนังสือ

นี่คงเหมือนกับสิ่งที่นักวิชาการด้านหนังสือเด็กคนหนึ่งของออสเตรเลียแนะพ่อแม่ชาวออสซี่ว่า การกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านคือ การสร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกว่า อ่านหนังสือแล้วสนุก มีความสุข

การบังคับให้เด็กนั่งอ่านหนังสือ หรือขู่เด็กว่า ถ้าไม่อ่านหนังสือจะถูกลงโทษอย่างโน้นอย่างนี้ นอกจากจะไม่กระตุ้นให้เด็กรักการอ่านแล้ว ยังเป็นการผลักให้เด็กเกลียดหนังสือด้วยซ้ำไป

กระบวนการเล่านิทานให้ลูกน้อยฟัง การกระตุ้นและสร้างบรรยากาศให้เด็กมีความสุขและสนุกกับการอ่านหนังสือ ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ตามห้องสมุดชุมชน หรือในร้านหนังสือใหญ่ๆของประเทศออสเตรเลีย มักจะจัดอบรมเกี่ยวกับการเล่านิทานให้ลูกฟัง ครั้งหนึ่งผมเข้าร่วมฟังการอบรม ปรากฏว่านอกจากจะมีพ่อแม่มือใหม่มาร่วมฟังการอบรมแล้ว ยังมีครูโรงเรียนอนุบาล และอาสาสมัครนักเล่านิทานมาร่วมฝึกอบรมด้วย

วิทยากรผู้ฝึกอบรม เป็นนักเขียนเรื่องเด็กที่โดดเด่นมากคนหนึ่งของออสเตรเลีย อายุร่วมแปดสิบปี...ใช่ครับ ผมพิมพ์ไม่ผิด อายุขนาดเป็นปู่ หรือปู่ทวดของเด็กๆที่อ่านหนังสือของเขาได้เลย แทบไม่น่าเชื่อว่า คนแก่ขนาดนี้ยังสามารถเขียนเรื่องราวสื่อสารกับเด็กตัวน้อยๆได้อย่างมีพลัง

เขาแนะนำว่า ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องหาหนังสือที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจอยากรู้ของลูกมาให้อ่าน เด็กอ่อนวัยอ้อแอ้...หัดพูด ควรจะใช้หนังสือผ้า หรือหนังสือภาพ มากระตุ้นให้เด็กอยากรู้ อยากสัมผัส พอเด็กโตขึ้นมาถึงหาหนังสือเด็กที่มีรูปภาพและตัวหนังสือเรื่องราวมากขึ้น

นอกจากนั้น พ่อแม่อาจเลือกใช้หนังสือเด็กบางเล่มมาเป็นสื่อช่วยสอนให้ลูกน้อยได้เรียนรู้จักชีวิต และสังคม เช่นในช่วงที่แม่กำลังจะมีน้องคนใหม่ ควรจะหาหนังสือเด็ก หรือหนังสือภาพเกี่ยวกับการตั้งครรภ์มาให้ลูกดู เพื่อเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมต้อนรับน้องคนใหม่ของบ้าน

เวลาเล่าเรื่องราว หรือนิทานในหนังสือให้ลูกหรือเด็กตัวน้อยๆฟัง ไม่ควรอ่านแบบเนิบนาบ ยืดเยื้อ น่าเบื่อหน่าย แต่ควรเพิ่มน้ำเสียงและท่าทางให้เด็กรู้สึกสนุกสนานไปกับตัวละครของเรื่อง น้ำเสียง ลีลา บุคลิกในการเล่านิทานของแต่ละคนไม่จำเป็น ต้องเหมือนกัน

การเล่านิทานให้ลูกฟัง ไม่จำเป็นต้องผูกขาดการเล่าเรื่องไว้เพียงคนเดียว แต่อาจจะให้ลูกช่วยแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามข้อเท็จจริงบางอย่างกับลูก อย่างเช่น “ลูกคิดว่าหมาป่าทำถูกต้องไหมที่ไปรังแกลูกแกะ” “ถ้าลูกถูกรังแกแบบลูกแกะ ลูกจะทำอย่างไร” “ลูกแกะในรูปมีกี่ตัว...ช่วยกันนับหน่อยสิ” ฯลฯ

หรืออาจจะให้ลูกเล่านิทานที่เพิ่งได้รับฟังไป ต่อมาอาจจะพัฒนาให้ลูกช่วยแต่งนิทานให้ใหม่ ตามจิตนาการของลูก เป็นต้น

เหล่านี้ ล้วนเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยสำหรับการสร้างบรรยากาศให้ลูกรักการอ่าน

ตอนนี้ ผมคงต้องขอตัวไปเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนะครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 13 เดือน มกราคม 2549




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2550    
Last Update : 25 ธันวาคม 2550 10:03:50 น.
Counter : 356 Pageviews.  

วันนี้คุณทารุณเด็กหรือเปล่า?

หลายคนคงเข้าใจว่า ประเทศพัฒนาโดยเฉพาะซีกโลกตะวันตกคงไม่มีปัญหาทำร้าย ทารุณเด็กเหมือนเช่นที่เราพบเห็นกันอยู่ในสังคมไทย แต่ช้าก่อนครับ....

ในประเทศออสเตรเลีย หน่วยงานรัฐบาล อย่าง Australian Institute of Health and Welfare ประกาศอย่างชัดเจนว่า การกระทำทารุณกรรมต่อเด็กเป็นปัญหาสังคมระดับชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานนี้ได้รับรายงานเกี่ยวกับการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กถึงปีละ 200,000 ราย ในจำนวนนี้พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่ามีเด็กถูกทำร้ายจริงถึง 40,000 ราย

นี่เฉพาะที่ได้รับรายงานนะครับ เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณกรรมแล้วไม่ได้มีในรายงาน หรือไม่ได้แจ้งความ ดำเนินคดียังมีอีกมาก

เขามีตัวเลขสถิติว่าในจำนวนเด็กหญิงชาวออสซี่ทุก 4 คนจะมีเด็ก ถูกทำร้ายทารุณกรรม 1 คน และในเด็กชายทุก 8 คนจะมีผู้ถูกทำร้ายทารุณกรรมอยู่ 1 คน

และที่น่าตกใจคือ ผู้ทำร้ายเด็กถึงร้อยละ 63 คือ พ่อแม่บังเกิดเกล้าของเด็กนั่นเองครับ !

ในดินแดนดาวน์อันเดอร์ คำว่า Child Abuse หรือ การกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก มีความหมายค่อนข้างกว้าง...คำนี้ ครอบคลุมทั้งการกระทำ หรือการละเว้นการกระทำใดๆของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สถาบันองค์กรใดองค์หนึ่ง หรือแม้แต่กระบวนการการกระทำใดๆที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมในการทำร้ายเด็ก

เชื่อไหมครับว่า การกระทำหลายอย่างที่สามารถทำกับลูกหลานในเมืองไทย แต่ถ้าทำแบบเดียวกันในประเทศออสเตรเลีย มีหวังโดนข้อหา Child Abuse แน่นอน

อย่างเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยในซิดนีย์ เล่าให้ฟังว่า กำลังถูกตำรวจเล่นงานข้อหา Child Abuse เหตุเพราะลูกสาววัยเจ็ดขวบเศษโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจว่าถูกพ่อแม่ทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน ไม่มีคนคอยดูแล

เพียงแค่นี้ละครับ ตำรวจออสซี่วิ่งแจ้นบุกมาบ้านของเขาพร้อมนักสังคมสงเคราะห์ พูดคุยซักถามเด็กเป็นการใหญ่ ว่าโดนพ่อแม่ทิ้งให้อยู่คนเดียวในบ้านบ่อยแค่ไหน เคยถูกตีไหม ฯลฯ

ลูกสาวแสนดี ตอบตามประสาเด็กว่า...เธอถูกตีบ่อย เพราะซน ! พ่อแม่ชอบทิ้งให้เธออยู่คนเดียว...เธอเหงา...เธอกลัว

คุณครูที่โรงเรียนสอนว่า ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูแล ให้โทรศัพท์หาตำรวจทันที เธอเลยทำตาม

กรณีเช่นนี้ เกิดขึ้นไม่จำเพาะกับคนไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมการเลี้ยงดูเด็กแตกต่างจากคนออสเตรเลียนะครับ คนออสซี่เองถูกตั้งข้อหานี้อยู่เป็นประจำ ทุกวัน

อย่างเมื่อเร็วๆนี้มีรายงานข่าวในรายการโทรทัศน์ว่า คุณแม่ชาวออสซี่คนหนึ่งถูกพนักงานและลูกค้าของห้างซุปเปอร์มาเกตโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจให้มาจับโทษฐาน...

เฆี่ยนตีลูกด้วยอารมณ์โกรธอย่างรุนแรง กลางที่สาธารณะชน
เหตุที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับปัญหา Child Abuse หรือ การกระทำทารุณกรรมต่อเด็กมาก เนื่องเพราะเขาคำนึงว่า เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณกรรม เมื่อเติบใหญ่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่บกพร่อง

บางคนมีปัญหาทางอารมณ์ รู้สึกขาดรัก ขาดความอบอุ่น ขาดการไว้เนื้อเชื่อใจในเพื่อนมนุษย์ บางคนมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ร่างกาย อันเนื่องมาจากการถูกทำร้ายในวัยเด็ก บางคนมีปัญหาทางพฤติกรรม กลายเป็นคนต่อต้านทางสังคม ชอบใช้ความรุนแรง อันจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาในอนาคต

หน่วยงานด้านเด็กของออสเตรเลีย ได้แบ่งประเภทของการกระทำทารุณกรรมต่อเด็กออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆได้แก่

1. การทารุณกรรมทางด้านร่างกาย

อันนี้ชัดเจนครับ หมายถึงการตบ ตี ทำร้ายร่างกายเด็ก แม้ว่าหลายครั้งพ่อแม่ผู้ปกครองจะอ้างว่าใช้เพื่อสั่งสอนให้เด็กมีวินัยก็ตามเถอะ

เรื่องนี้นักวิจัยต่างชาติเขาทำวิจัยจนรู้แจ้งแทงตลอดแล้วว่า การตีลูกหลานเพื่อสั่งสอนนั้น ไม่ช่วยให้เด็กปรับเปลี่ยนนิสัยหรอกนะครับ เพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกทำร้ายร่างกายเพื่อการลงโทษนั้น เขาคิดว่าได้จ่ายค่าชดเชยการกระทำความผิดของเขาไปแล้วด้วยการถูกทำโทษด้วยความรุนแรง เลยไม่รู้สึกว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอุปนิสัยใดๆ อีกทั้งเด็กยังจะมีทัศนคติว่า การใช้ความรุนแรงนั้นเป็นสิ่งปกติธรรมดา !

แต่นั่นละครับ สำหรับคนไทยเราแล้ว สุภาษิตว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ยังคงเป็นหลักประจำใจ หลายคนจึงเลือกใช้วิธีการเฆี่ยนตี อบรมลูกหลาน

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะลงไม้ลงมือกับลูกหลาน เซียนจอมดื้อนั้น ขอให้ฉุกคิดสักนิดว่า

คุณชอบไหมที่คนอื่นจะทำโทษ ด้วยวิธีรุนแรงกับคุณเช่นนี้...คุณมั่นใจหรือว่าวิธีลงโทษของคุณเช่นนี้จะทำให้เด็กเปลี่ยนนิสัยพฤติกรรม

2. การทารุณกรรมทางอารมณ์ความรู้สึก

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย นิยมการใช้วาจาด่าทอ ดุตะคอก ตวาด เย้ยเยาะ เหยียดหยามลูกหลานของตนเอง

เชื่อไหมครับว่า การกระทำดังกล่าวไม่ช่วยให้เด็กปรับเปลี่ยนนิสัยหรอกครับ ตรงกันข้าม มันกลับจะเป็นตราบาปในหัวใจบริสุทธิ์ของพวกเขาต่างหาก

3. การเพิกเฉย ละเลย เด็ก

ประเด็นนี้ ครอบคลุมถึงการขาดความสนใจ ใยดี ปล่อยปละละเลยเด็กจนเกิดอันตราย รวมถึงเรื่องขาดการเตรียมการพื้นฐานสำหรับเด็ก อาทิ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน หยูกยา รวมถึงเรื่องการศึกษา

4. การทำร้ายทารุณกรรมทางเพศ

เด็กจำนวนไม่น้อยต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยตัณหา ความใคร่ของผู้ปกครอง และคนใกล้ชิด

เหล่านี้เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของคนออสซี่ในปัจจุบัน พวกเขาตระหนักว่ามันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะครอบครัวเท่านั้น

หากแต่มันเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องเร่งแก้ไข

แล้วเมืองไทยเราละครับ...ข่าวฆ่าข่มขืนเด็ก การทุบตีทำร้ายเด็ก การทอด่าเด็ก ฯลฯ เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

ไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขหรอกหรือ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 12 เดือน ธันวาคม 2548




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2550    
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 12:21:22 น.
Counter : 441 Pageviews.  

Toy Library...ของเล่นเพื่อมวลชน

ผมเป็นคนมีปมเรื่องของเล่นครับ !

จำได้ว่า สมัยเด็กมีอยู่ครั้งหนึ่ง พ่อพาผมและน้องๆไปเที่ยวย่านประตูน้ำ พอเดินผ่านร้านขายของเล่นเด็กอิมพอร์ตชื่อดัง สีสันและรูปทรงของเล่นหลากชนิด ดึงดูดให้พวกเรา...พี่น้องตัวน้อยๆผลักประตูกระจกวิ่งเข้าร้านอย่างรวดเร็ว ไม่ฟังเสียงห้ามปรามจากพ่อที่ดังไล่หลัง

พวกเราหยิบจับของเล่นหลากชนิด ผลัดกันเอาของเล่นชิ้นโปรดไปอ้อนวอนขอให้พ่อซื้อกลับไปเล่นที่บ้าน

ผมถึงกับบอกว่าจะขยัน ตั้งใจเรียน ไม่ดื้อ ไม่ซน เพื่อแลกกับหุ่นยนต์เดินได้

น้องสาวยอมให้ตัดค่าขนมแลกกับตุ๊กตาผมทอง

วันนั้นผมเห็นพ่อมีสีหน้าแปลกๆ พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “อยากได้อันไหน ก็เล่นซะที่นี่ วันไหนอยากเล่นอีกค่อยมาใหม่...”

แน่นอนว่า ด้วยวัยไม่ถึงเจ็ดขวบ พวกเรา...พี่น้องย่อมไม่เข้าใจว่า ทำไมพ่อถึงไม่ยอมซื้อของเล่นให้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อผมเติบใหญ่เปลี่ยนสภาพจากเด็กชายตัวน้อยเป็นพ่อของเจ้าหนูจอมซนวัยขวบเศษ ผมถึงรู้ซึ้งว่าแววตาและสีหน้าของพ่อในวันนั้นแปลความว่าอย่างไร

วันนั้น พ่อคงอยากซื้อของเล่นให้พวกเรา อยากเห็นพวกเรามีความสุข สนุกกับเครื่องเล่นนานาชนิด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านฐานะการเงิน ทำให้ไม่สามารถซื้อหาของเล่นราคาแพงอย่างที่พวกเราต้องการ

ด้วยปมเรื่องของเล่นนี่เองครับ ทำให้ทันทีที่รู้ว่าหญิงสาวคู่ชีวิตตั้งครรภ์ ผมรีบตรงดิ่งไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางเมืองซิดนีย์ซื้อของเล่นเด็กสะสมเอาไว้หลายชิ้น จนคนข้างกายอดเย้าผมไม่ได้ว่า “เห่อลูก”

ผมได้แต่ตอบเสียอ่อยๆไปว่า “....ซื้อของเล่นมาไม่กี่ชิ้นเอง ซื้อเพราะหนังสือประเภทพัฒนาการเด็กหลายเล่มเขาบอกว่า ของเล่นเด็กสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา และจินตนาการ...”

คู่ชีวิตของผมแหย่ต่อว่า “นี่ขนาดท้องไม่กี่เดือนยังซื้อของเล่นมาห้าหกชิ้น กว่าจะคลอดไม่เต็มบ้านหรือ”

ผมได้แต่ยิ้ม แหะ...แหะ...

และแล้วก็จริงอย่างที่เธอคาดเอาไว้ ถึงวันนี้ เจ้าตัวเล็กของผมมีของเล่นอยู่เต็มห้อง ระเกะระกะไปหมด ช่วงเดือนแรกๆ เจ้าหนูยังไม่สามารถเล่นของเล่นที่ผมสะสมเอาไว้ให้ ผมได้แต่รอว่าเมื่อไหร่เขาจะเล่นของเล่นพวกนี้ซะที

กว่าจอมซนน้อยจะหยิบจับ เขย่า กด ตีของเล่นได้เองปาเข้าไปสี่ห้าเดือนโน่นแน่ะครับ พอเริ่มควบคุมกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวได้คล่องมากขึ้น เขาเริ่มเลือกเล่นของเล่นบางชนิด บางชิ้น พอเบื่อ หรือเจอชิ้นไม่โปรด ไม่ถูกใจ จะโยนปาทิ้ง

พูดแต่คำว่า “โน...โน...”

ของเล่นหลายสิบชิ้น เจ้าแสบน้อยของผมเล่นจริงๆอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น !?!

ผมเปรยถึงเรื่องนี้ให้เพื่อนออสซี่คนหนึ่งฟัง เธอแนะนำว่า แทนที่จะซื้อของเล่นมากมายหลายชนิดให้ลูก ทำไมไม่ไปใช้บริการห้องสมุดของเล่น (Toy Library)

ห้องสมุดของเล่นในเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย มีอยู่ตามชุมชนต่างๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกับห้องสมุดชุมชน ของเล่นเหล่านี้ได้รับการบริจาคจากคนในชุมชน และจากงบประมาณส่วนหนึ่งของรัฐบาลท้องถิ่น

หลังจากตรวจสอบข้อมูลจากเพื่อนเกี่ยวกับห้องสมุดของเล่นในชุมชนแถวบ้าน ผมกับหญิงสาวคู่ชีวิตตัดสินใจอุ้มเจ้าตัวเล็กใส่รถเข็นพาไปห้องสมุดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของพวกเรานัก

ในห้องสมุดท้องถิ่น จัดแยกส่วนหนึ่งเป็นมุมเด็กเล็ก ปูพื้นด้วยแผ่นรองกันกระแทกลายการ์ตูนสีสวยสดใส โต๊ะขนาดเล็กพร้อมของเล่นหลากชนิดวางปะปนอยู่กับหนังสือภาพเด็กนับสิบเล่ม

ชั้นวางของโดยรอบมีของเล่นเด็กกว่าสามร้อยชิ้น แยกใส่ในถุงตะข่าย สีแดงสด ชิ้นละถุง ของเล่นแต่ละถุงมีป้ายแจกแจงรายละเอียด พร้อมระบุว่า เหมาะสมสำหรับเด็กวัยใด

วันที่ผมกับครอบครัวไปห้องสมุด มีหญิงสาววัยกลางคนกำลังอ่านนิทานให้เด็กๆนับสิบคนฟัง หนูๆตัวน้อยๆเหล่านี้นั่งฟังนิทานอย่างตั้งอกตั้งใจ ประกายตาแป๋วจินตนาการไปตามเนื้อหาของนิทาน ในตอนแรกผมเข้าใจว่าคนเล่านิทานคงเป็นเจ้าหน้าคนหนึ่งของห้องสมุด แต่มารู้ภายหลังว่า เธอเป็นอาสามัครมาเล่านิทานให้เด็กฟัง ด้วยความรักและอยากเห็นรอยยิ้มอิ่มสุขของเด็กๆ

ห้องสมุดแห่งนี้นอกจากจะมีของเล่นเด็กแล้ว ยังมีหนังสือเด็กแบ่งแยกแยะอย่างละเอียดว่า เหมาะสมสำหรับเด็กวัยใด สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่นี่ยังสะสมหนังสือ และวีดีโอคู่มือการเลี้ยงดูเด็กไว้มากมาย มีกระทั่งเทป และซีดีเพลงกล่อมเด็ก เพลงเต้นรำของเด็กให้บริการ

ถ้าใครยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะยืมของเล่นชิ้นไหนไปดี หรือมีปัญหาเรื่องพัฒนาการของลูกน้อย บรรณารักษ์ห้องสมุดเธอพร้อมจะช่วยเหลือตอบปัญหาไขข้อข้องใจ

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่คนไหนสนใจจะยืมของเล่นเหล่านี้ไปให้ลูกน้อยที่บ้านเล่น สามารถสมัครเป็นสมาชิกของห้องสมุดชุมชนได้ฟรี เพียงนำซองจดหมายที่มีจ่าหน้าซองถึงตัวเอง ระบุว่าอยู่ในเขตบริเวณใกล้เคียงกับห้องสมุดมายืนยัน แค่นี้ก็สามารถยืมหนังสือ ของเล่น รวมถึงเทป วีซีดี ไปได้

วันนั้น พวกเราออกมาจากห้องสมุดพร้อมของเล่นชิ้นใหม่ๆของเจ้าตัวเล็ก แถมด้วยหนังสือภาพเด็ก และเทปเพลงอีกกองใหญ่

ถึงวันนี้ ผมมีคำตอบให้ตัวเองแล้วว่า ควรจะทำอย่างไรดีกับของเล่นที่ลูกเล่นจนเบื่อ หรือของเล่นที่พ้นวัยของเขา

ใช่ครับ...ผมจะบริจาคให้ห้องสมุดของเล่น

มันคงดีไม่น้อยที่ของเล่นเหล่านี้จะสามารถสร้างความสุข เติมรอยยิ้มให้กับชีวิตของเด็กๆอีกมากมาย

คุณละครับ...จัดการกับของเล่นที่ลูกเลิกเล่นไปแล้วอย่างไร


........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 11 เดือน พฤศจิกายน 2548




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2550    
Last Update : 21 ธันวาคม 2550 12:28:20 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ชีวิตราคาถูก ?!?

จอห์น เป็นเพื่อนชาวออสซี่ที่ดูจะคลั่งไคล้เมืองไทยเอามากๆ โดยเริ่มต้นจากการติดใจเสน่ห์สาวไทย ก่อนจะไล่เรื่อยหลงใหลไปถึงอาหารไทย วัฒนธรรมไทย รวมทั้งภาษาไทย เขาวางแผนเที่ยวเมืองไทยมานานนับปี หัดไหว้ หัดพูดภาษาไทย ประเภท ซา-หวัด-ดี-คับ, ขอบ-คุณ-คับ, ลด-หน่อย-นะ ฯลฯ...

และแล้วเมื่อต้นปีนี้ จอห์นใช้เวลาร่วมสองเดือนตะลอนเที่ยวทั่วเมืองไทย พอกลับมาได้ไม่กี่วัน ผมแวะไปหาเขาที่บ้าน เพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงเรื่องการเดินทางท่องทั่วไทย จอห์นบอกว่าประทับใจในมิตรไมตรีของคนไทยมาก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาหงุดหงิดใจ...

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงชอบใช้ชีวิตแบบเสี่ยงๆ ขับรถหวาดเสียวมากๆ แถมนั่งรถยนต์ก็ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัย นั่งรถมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อค... ฯลฯ ” จอห์นบ่นยาวเชียวครับ

คำพูดของเขาทำให้ผมอดฉุกคิดทบทวนถึงคุณภาพชีวิตของคนไทย เด็กไทย เปรียบเทียบกับคนออสซี่ไม่ได้

เริ่มกันตั้งแต่เกิดทีเดียวครับ กฎหมายของออสเตรเลียกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่า ถ้าจะพาทารกน้อยแรกเกิดออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่จะต้องมี Baby capsule มาด้วย ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้รับตัวเด็กออกไป

สำหรับเจ้า Baby capsule รูปร่างหน้าตาจะคล้ายๆกับตะกร้า มีหูหิ้วมั่นคงแข็งแรง ในตะกร้าสามารถรองรับน้ำหนักตัวเด็กทารกแรกเกิดถึงประมาณ 6 เดือน มีเข็มขัดนิรภัยรัดอย่างมั่นคง เวลาเดินทางโดยรถยนต์ กฎหมายออสซี่บังคับให้เด็กทารกต้องอยู่เฉพาะที่เบาะด้านหลัง นอนอยู่ใน Baby capsule หันหน้าไปทางด้านกระจกหลัง แต่พอเด็กโตขึ้นมาหน่อยถึงนั่ง Car seat เก้าอี้นิรภัย หันหน้ามาทางกระจกหน้า ใครฝ่าฝืน จับได้โทษหนัก

ด้วยเหตุที่ Baby capsule มีอายุใช้งานแค่ประมาณ 6 เดือน พ่อแม่ชาวออสซี่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเช่าจากร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้, ของเล่นเด็ก แต่มาในระยะหลังผู้ผลิต Car seat เก้าอี้นิรภัยได้ผนวก Baby capsule เข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่า ซื้อมาครั้งเดียวใช้ได้คุ้มตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนโตสอง-สามขวบเลยทีเดียว

หันย้อนกลับมามองเมืองไทย พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมอุ้มลูกทารกแรกเกิดไว้แนบอกขณะเดินทางด้วยรถยนต์ ตรงประเด็นนี้มีงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยจำนวนมากชี้ชัดว่า เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น เด็กทารกในอ้อมกอดอาจพุ่งทะลุกระจกหน้าออกไป อันเนื่องมาจากความเร็วของรถ

ตัวอย่างประเภทนี้ยังดีนะครับ เพราะผมเคยเห็นคนขับรถจักรยานยนต์ ซ้อนท้ายด้วยหญิงสาวนัยว่าคงเป็นคุณแม่ลูกอ่อน เพราะอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมกอด ส่วนด้านหลังสุดยังมีเด็กตัวน้อยๆ อายุไม่น่าจะเกิน 4 ขวบ นั่งคร่อมอยู่ปลายเบาะ มือเกาะเอวแม่แน่น

เฮ้อ....เห็นภาพแบบนี้แล้ว อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร

พูดถึง Car seat เก้าอี้นิรภัยสำหรับเด็ก ในระยะหลัง เมืองไทยเราเริ่มมีพ่อแม่เข้าใจถึงโทษภัยของการปล่อยให้เด็กเล็กโดยสารรถยนต์ โดยไม่นั่งในเก้าอี้นิรภัยมากขึ้น

แต่แน่นอนครับว่า ยังมีพ่อแม่อีกจำนวนมากคิดว่า เก้าอี้นิรภัยเป็นอุปกรณ์แพงเกินความจำเป็น บ้างบอกว่าเคยลองให้ลูกนั่งเก้าอี้นิรภัยแล้ว แต่ลูกไม่ยอมนั่ง โวยวายร้องไห้ตลอด เลยไม่ใช้เก้าอี้นิรภัย

ด้วยเหตุนี้เอง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอุบัติเหตุทางรถยนต์จำนวนไม่น้อยในเมืองไทย ถึงมีเหยื่อเป็นเด็กตัวน้อยๆ

ไหนๆ พูดถึงเรื่องอุบัติเหตุด้านการเดินทางสัญจรแล้ว ขอแถมหน่อยว่า เมืองไทยเรายังขาดความใส่ใจเรื่องการป้องกันอุบัติภัยในด้านนี้มาก

ยกตัวอย่างง่ายๆที่เราๆท่านเห็นเป็นประจำนะครับ ประเภทรถโดยสารประจำทางขับขี่อย่างมาเฟียเจ้าถนน นึกปาดซ้ายแซงขวาก็ทำ นึกอยากจอดรถรับส่งผู้โดยสารกลางถนนก็ทำ นึกอยากกระชากรถออกทั้งที่คนยังขึ้นลงไม่เรียบร้อยก็ทำ...ฯลฯ

หากเป็นออสเตรเลีย คนขับรถโดยสารประเภทนี้นอกจากจะถูกจับกุมแล้ว ดีไม่ดียังถูกฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายจากผู้ประสบเคราะห์ภัยจนหมดเนื้อหมดตัวแน่นอน
ครับ...นอกจากประเด็นเรื่องอุบัติเหตุจากการเดินทางแล้ว เรื่องง่ายๆใกล้ตัวอย่างเรื่องการนอนคว่ำ นอนหงายของเด็กทารกก็เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตอีกเช่นกัน

ในออสเตรเลีย รัฐบาลโดยหน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พยายามรณรงค์ ให้พ่อแม่จับเด็กให้นอนหงาย เนื่องจากการวิจัยพบว่า เด็กทารกที่นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นที่นอนจำนวนมากตายด้วยโรคไหลตาย หรือ Sudden Infant Death Syndrome (SISD)

ขณะที่เมืองไทย พ่อแม่จำนวนมากยังเชื่อว่า หากให้ลูกนอนคว่ำหน้าจะทำให้รูปกะโหลกทุยสวยงาม โดยละเลยถึงอันตรายของโรคไหลตายในเด็ก เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจ

แน่นอนครับ...ไม่ใช่ว่าเด็กที่นอนคว่ำหน้าทุกคนจะตายด้วยโรคไหลตาย แต่ถ้าเลือกได้ พ่อแม่ทุกคนย่อมไม่อยากให้ลูกเกิดความเสี่ยงที่จะประสบภัยอันตรายใดๆ ไม่ใช่หรือ ?

เรื่องอาหารการกินเป็นปัญหาใหญ่ในด้านคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยเหมือนกัน

ใช่หรือไม่ว่าครับ วันนี้เราบริโภคผักผลไม้อาบสารพิษ ยาฆ่าแมลงสะสมในร่างกายแทบทุกวัน

ใช่หรือไม่ว่า เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัวที่วางขายตามท้องตลาด หรือแม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตชื่อดังจำนวนไม่น้อย มีสารเร่ง สารแปลกปลอมเจือปน

เช่นเดียวกับ อาหารทะเล ประเภท กุ้ง หอย ปู ปลา ล้วนมีสารเคมีอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของผู้บริโภค

แล้วเราจะทำอย่างไรดีกับปรากฏการณ์เช่นนี้ละครับ

จะปล่อยให้ราคาชีวิตของคนไทยถูกกว่าคนชาติอื่นๆกระนั้นหรือ

ผมคิดว่าเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี จะต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม


ในภาคประชาสังคม ผู้ประสบกับปัญหาคุณภาพชีวิตโดยตรง คงต้องรวมกลุ่มกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างจิตสำนึกสาธารณะ

ในส่วนของภาครัฐเอง ผมยังฝันเห็นองค์กรระดับชาติ ที่เฝ้าระวัง เตือนภัย สร้างจิตสำนึก และทำหน้าที่ในเชิงรุกด้านการคุ้มครอง ปกป้องสิทธิของประชาชน ในด้านคุณภาพชีวิต

แต่ขอร้องเถอะนะครับ...อย่าเป็นองค์กรประเภท ต้องรอให้เกิดเหตุร้ายขึ้นก่อนถึงขยับเป็นข่าวกันสักที

องค์กรแบบนี้เราๆท่านๆเห็นกันอยู่จนเอียนแล้วไม่ใช่หรือ

หรือคุณว่าอย่างไรครับ...


........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 10 เดือน ตุลาคม 2548








 

Create Date : 18 ธันวาคม 2550    
Last Update : 18 ธันวาคม 2550 11:53:42 น.
Counter : 390 Pageviews.  

แก็งค์รถเข็นเด็ก

ช่วงสายของวันทำงาน ตามร้านกาแฟในย่านชุมชนของประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะในเขตเมืองซิดนีย์ แม่บ้านชาวออสซี่จำนวนหนึ่งเข็นรถเด็กอ่อนจอดเป็นแถว เป็นกลุ่มร่วมสิบคันอยู่ใกล้โต๊ะกาแฟ พวกเธอเดินไปสั่งน้ำชา กาแฟ แล้วกลับมานั่งคุยถึงเรื่องราวต่างๆบนโต๊ะอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ บางคนอุ้มลูกน้อยให้ดูดดื่มนมจากเต้า พลางซดกาแฟ สลับกับการพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะ

แรกๆ ผมยังสงสัยว่า บรรดาคุณแม่ลูกอ่อนเหล่านี้ เป็นไงมาไงถึงได้มารวมกลุ่มเป็นแก็งค์รถเข็นเด็กตามร้านกาแฟ พวกเธอพูดคุยและหัวเราะถึงเรื่องอะไรกันนะ ถึงได้ดูมีความสุขเสียจริง

ผมได้แต่เก็บข้อสงสัยนี้คาใจเอาไว้ จนกระทั่งผมมีเจ้าตัวเล็กมาร่วมแจมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตครอบครัวนี่ละครับ ปมปัญหาเหล่านี้ถึงได้รับการคลี่คลาย
................................

วันที่สาม...วันสุดท้ายของการอยู่โรงพยาบาล หลังการคลอดซึ่งเจ็บปวด ยาวนาน และเหนื่อยล้า พยาบาลสอบถามหญิงสาวคู่ชีวิตของผมว่า ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ต้องการให้นางพยาบาลและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์แวะไปตรวจสุขภาพของแม่และลูกถึงบ้านพักต่อเนื่องกัน 3 วันหรือไม่ บริการนี้เป็นบริการพิเศษให้กับคุณแม่มือใหม่ ซึ่งอยู่พักฟื้นในโรงพยาบาลไม่นานนัก

เมื่อซักถามรายละเอียดของบริการพิเศษนี้ ทราบว่าเป็นบริการฟรีของรัฐบาลออสเตรเลีย พวกเรา-เด็กนักเรียนโข่งจากประเทศไทยมีหรือจะปฏิเสธความปรารถนาดีเช่นนี้

หลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ทีมนางพยาบาลใจดีผลัดกันแวะเวียนมาตรวจสุขภาพของเทวดาตัวน้อยกับแม่ของเขาถึงบ้านพัก พร้อมทั้งแนะนำ พร่ำสอนถึงวิธีให้นมแม่อย่างถูกวิธี อีกทั้งยังตอบข้อสงสัย ข้อวิตกกังวลสารพัดสารเพของคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่เช่นพวกเรา

นางพยาบาลผู้อารี บอกว่า “การเลี้ยงลูกอ่อนจำเป็นต้องมีผู้ช่วยสนับสนุนให้กำลังใจ ยิ่งเป็นคุณแม่มือใหม่ ยิ่งต้องผจญกับการเครียดสูง เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน โครงการตรวจเยี่ยมสุขภาพของแม่และลูกอ่อนถึงที่พัก นอกจากจะต้องการตรวจสุขภาพของแม่และเด็กแล้ว ยังมีเจตนาเป็นเหมือนเพื่อน คอยให้กำลังใจ และช่วยชี้แนะผ่อนคลายความกังวลของคนเป็นแม่ในช่วงแรกคลอด แต่หลังจากนั้นถ้าคุณแม่มือใหม่ต้องการเพื่อนปรึกษาเรื่องการเลี้ยงดูลูก ควรจะไปปรึกษาที่ศูนย์เด็กอ่อน Early Childhood Health Service แถวบ้าน”
................................

ที่ศูนย์เด็กอ่อนไม่ไกลจากบ้านพักของผม “มาเรีย” หัวหน้าศูนย์ฯสอบถามประวัติของพวกเรา รวมทั้งตรวจสุขภาพของเจ้าตัวเล็ก วัยไม่ถึงเดือน พร้อมทั้งแนะนำเชิญชวนให้หญิงสาวคู่ชีวิตของผมเข้าร่วมกลุ่ม Mother Group โดยกลุ่มนี้จะเป็นการรวมพลคุณแม่ที่มีลูกอ่อนวัยไล่เลี่ยกันมาพบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์การเลี้ยงดูลูก อาทิตย์หนึ่งนัดหมายกันหนึ่งครั้ง

ในช่วงสัปดาห์แรกๆ “มาเรีย” ทำหน้าที่เหมือนผู้ประสานงานกลุ่ม Mother Group กลุ่มละประมาณ 10 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีนิวาสถานอยู่ใกล้ๆกัน และมีเจ้าตัวเล็กในวัยเดียวกัน

เมื่อถึงวัน-เวลานัดหมายของกลุ่ม Mother Group เหล่าคุณแม่ลูกอ่อนจะจับลูกใส่รถเข็น เข็นมาเจอกันที่ศูนย์เด็กอ่อนฯ กิจกรรมเริ่มตั้งแต่การแนะนำตัวสมาชิกของกลุ่ม บอกเล่าแลกเปลี่ยนถึงประวัติส่วนตัว ประสบการณ์คลอด ส่วนสัปดาห์ต่อๆมา เป็นกิจกรรมแนะนำถึงพัฒนาการ และวิธีเลี้ยงเด็กอ่อน รวมถึงพูดคุยถึงปัญหาข้อข้องใจเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก

หลังจากคุ้นหน้า คุ้นตากันระหว่างสมาชิกใน Mother Group บรรดาคุณแม่ลูกอ่อนจะนัดหมายกันเจอะเจอที่ร้านกาแฟ หรือร้านอาหารในย่านชุมชน สัปดาห์ละครั้ง เพื่อแลกสุข ปรับทุกข์เกี่ยวกับลูกน้อย

เจนิเฟอร์ คุณแม่ของมาร์ก หนูน้อยวัยหกเดือนเศษ ให้ความเห็นกับ Mother Group ว่า “เมื่อก่อนฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคนมีลูกแล้วถึงชอบพูดคุยแต่เรื่องของลูก แต่เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้ว...

การคุยเรื่องลูกกับคนที่ไม่เคยมีลูก มันไม่สนุกทั้งคนพูดและคนฟัง แต่ในกลุ่ม Mother Group มันคุยถูกคอกัน เพราะเราพูดเรื่องเดียวกัน ยิ่งลูกของพวกเราอายุใกล้เคียงกัน เรามักเจอปัญหาที่ใกล้เคียงกัน อย่างปัญหานมคัดเต้า ปัญหาลูกร้องงอแงตลอดคืน ลูกท้องเสีย ฯลฯ หรือเราสามารถร่วมแชร์ความรู้สึกเมื่อเห็นลูกน้อยมีพัฒนาการ อย่างการพลิกตัว การนั่ง การคลาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุยกับคนไม่มีลูกเขาไม่เข้าใจถึงความรู้สึกนี้...”

กิจกรรมของ Mother Group นอกจากนัดพูดคุยเม้าท์ซี่ในร้านกาแฟ บางครั้งยังนัดหมายไปฝึกออกกำลังโยคะลดความอ้วนสะสมจากการคลอด นัดหมายไปเที่ยวปิกนิค หรือพาลูกไปว่ายน้ำ ไปเล่นที่สวนสาธารณะ

ครับ... Mother Group นอกจากบรรดาคุณแม่จะได้เพื่อนใหม่แล้ว ลูกน้อยยังได้กลุ่มเพื่อนกลุ่มแรกของเขาด้วย ได้เล่น ได้รู้จักกัน ได้เข้าสังคมกับเด็กวัยเดียวกัน

เมื่อมี Mother Group แล้ว หลายคนอาจสงสัยว่ามี Father Group หรือเปล่า

มีครับ... อย่างที่เคยเขียนเล่าไปเมื่อฉบับที่แล้วว่า ยุคสมัยนี้มีคุณพ่อจำนวนไม่น้อยสมัครใจเป็น Stay-At-Home Dad ทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่อจะได้เลี้ยงดูลูกน้อยด้วยตนเอง

คุณพ่อกลุ่มนี้เขาจะประสานงานกันเป็น Father Group พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกเหมือนกลุ่มคุณแม่ แต่ส่วนใหญ่กลุ่มของคุณพ่อมักจะเริ่มต้นจากเครือข่ายอินเตอร์เนท ผ่านเวบไซด์ของเหล่า Stay-At-Home Dad เสียมากกว่า
................................

เมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน รถเข็นเด็กยังไม่แพร่ระบาดเช่นในปัจจุบัน ทุกวันนี้เราๆท่านๆคงคุ้นชินกับภาพพ่อแม่เข็นลูกน้อยไปมาตามห้างสรรพสินค้า หรือตามศูนย์ประชุมในงานเทศกาลต่างๆ

แต่รถเข็นของพ่อแม่คนไทยยังเข็นไปมาอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย ครอบครัวใคร ครอบครัวมัน

มีน้อยนักที่จะรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็น Mother Group หรือ Father Group

คำถามคือ เมืองไทยเราจำเป็นต้องมีแก็งค์รถเข็นเด็ก เพื่อเป็นเพื่อนเล่าทุกข์แลกสุขหรือไม่?

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 9 เดือน กันยายน 2548




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2550    
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 11:39:47 น.
Counter : 372 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.