Group Blog
 
All Blogs
 

สนามเด็กเล่นอันตราย

คุณยังจดจำความสนุกระคนตื่นเต้นสมัยเด็กๆที่ได้โย้ชิงช้า ได้ลื่นไถลลงมาทางกระดานลื่น หรือได้ปีนป่ายห้อยโหนเครื่องเล่นนานาชนิดในสนามเด็กเล่นไหมครับ

สำหรับผม...ความทรงจำเหล่านี้ยังแจ่มชัดอยู่เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

สมัยเด็กเวลาอยู่ในสนามเด็กเล่น ผมมักจิตนาการว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์ เป็นจอมยุทธ์ หรือแม้แต่เป็นนักผจญภัยแบบทอม ซอร์เยอร์ แล้วแต่ว่าช่วงนั้นผมจะคลั่งไคล้อะไรอยู่ เวลาปีนป่ายลื่นไถลเครื่องเล่นผมจะขยายจิตนาการว่ากำลังไล่ล่าสัตว์ประหลาด หรือหนีสัตว์ร้ายน่าสะพึงกลัว ฯลฯ

สนามเด็กเล่น...สำหรับผมจึงเป็นเหมือนดินแดนเทพนิยาย เป็นอาณาจักรแห่งรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

แม้ว่าผมจะเดินผ่านช่วงวัยเด็กไปแล้วก็ตาม แต่ทุกครั้งที่เห็นสนามเด็กเล่นไม่ว่าจะอยู่ในสวนสาธารณะหรือตามห้างสรรพสินค้า ผมมักแวะชื่นชมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆที่สนุกสนานกับเครื่องเล่น

แต่ใครจะคิดละครับว่า สถานที่เล็กๆเปี่ยมสุขอย่างสนามเด็กเล่นจะเต็มเปี่ยมไปด้วยภัยอันตราย อย่างวันก่อนผมพาลูกชายคนโตวัยสองขวบปลายไปวิ่งเล่นที่สวนวชิรเบญจทัศ หรือที่รู้จักดีกันในชื่อสวนรถไฟ...สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

ระหว่างเจ้าแสบน้อยกำลังเพลิดเพลินกับการไต่สะพานไม้เพื่อขึ้นไปเล่นไม้ลื่น ผมเหลือบเห็นรูแตกขนาดใหญ่อยู่ตรงฐานของไม้ลื่น เลยรีบตะโกนห้ามลูกไม่ให้ลื่นไถลลงมา เดชะบุญที่ลูกชายจอมซนยอมหยุดชะงัก ไม่เช่นนั้นมีหวังได้แผลจากรูแตกนี้แน่นอน

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมฉุกคิดถึงข่าวเด็กประสบอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นว่ามันเกิดขึ้นมากมายแทบทุกวัน บางคนแค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่เด็กบางคนโชคร้ายบาดเจ็บสาหัส และบางคนถึงกับเสียชีวิต

ผมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกับลูกศิษย์ที่กำลังทำข่าวลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พวกนักศึกษาสาขาวิชาวารสารศาสตร์ประชุมกองบรรณาธิการแล้วตกลงใจกันว่าจะลองสำรวจดูสนามเด็กเล่นในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย โดยเริ่มที่ชุมชนเคหะดินแดง หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า “แฟลตดินแดง”

หลังการลงสำรวจพื้นที่ ลูกศิษย์พิราบน้อยของผมรายงานว่า...

“เครื่องเล่นของแฟลตดินแดงส่วนใหญ่มีสภาพเก่าทรุดโทรม เครื่องเล่นหลายอย่างชำรุดเสียหาย ไม่มีใครมาซ่อมแซม อย่างพื้นไม้สำหรับนั่งของม้ากระดก และม้าหมุนก็แตกหัก น็อตซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อบนคานม้ากระดกก็หลวม พร้อมที่จะหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ ที่จับสำหรับม้ากระดกหลายอันหัก ทำให้ไม่มีที่จับสำหรับให้เด็กเกาะทรงตัว...

...โซ่คล้องชิงช้าขึ้นสนิมรอยต่อระหว่างข้อของโซ่ไม่เชื่อมติดกัน เสี่ยงต่อการขาด เครื่องเล่นจำนวนมากไม่มีการฝังฐานไว้ให้แน่นหนา ทำให้ง่ายต่อการโค่นล้มทับเด็ก โดยเฉพาะชิงช้ามีการนำหินมาวางทับฐานเอาไว้อย่างหมิ่นเหม่ต่อการโค่นล้ม...

...เครื่องเล่นบางส่วนในบริเวณแฟลตดินแดงถูกดัดแปลงมาใช้ผิดประเภท แทนที่จะมีไว้ให้เด็กเล่นอย่างสนุกสนาน กลับถูกดัดแปลงเป็นที่เก็บสัมภาระ พ่อค้าแม่ขายบางคนใช้เครื่องเล่นเป็นที่ผูกเปลนอน หรือกางร่มขายของแทน...”

ครับ...นี่เป็นเพียงตัวอย่างของสนามเด็กเล่นในชุมชนกลางเมือง ผมเชื่อว่าสนามเด็กเล่นในชุมชนอีกหลายๆแห่งทั่วประเทศไทยคงมีสภาพไม่แตกต่างกัน

แล้วผู้ปกครองอย่างเราๆท่านๆจะช่วยเหลือลูกหลานของเราได้อย่างไรละครับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของเด็กหลายคนฟันธงสรุปความคิดเห็นตรงกันว่า

วิธีสังเกตว่าเครื่องเล่นนั้นปลอดภัยหรือไม่นั้น ก่อนอื่นต้องดูที่ความแข็งแรงของเครื่องเล่นเป็นอันดับแรกครับ เครื่องเล่นที่ดีจะต้องไม่ชำรุดเสียหาย อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ใช้การได้ ถ้าเป็นเครื่องเล่นที่ใหญ่จะต้องฝังฐานรากของเครื่องเล่นให้มั่นคง ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือไม่ให้เอนล้มลงมาทับเด็กได้

ระยะของความสูงของเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นไม่ควรสูงเกิน 1.20-1.80 เมตร ถ้าเครื่องเล่นที่มีความสูงเกินกว่า 50-70 เซนติเมตรจะต้องมีราวกันตกหรือผนังกันตกด้วย

พวกเครื่องเล่นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นรูหรือเป็นช่องจะต้องเล็กเกินกว่าศีรษะของเด็กจะลอดเข้าไป หรือใหญ่พอที่ศีรษะเด็กไม่เข้าไปติดค้างอยู่ รวมทั้งช่องรูต่างๆต้องมีขนาดที่สามารถป้องกันนิ้วเด็กไม่ให้เข้าไปติดด้วย เพราะเด็กในวัยนี้ชอบสำรวจ จอมซนบางคนอดใจไม่ได้ที่จะแหย่นิ้วเข้าไปตามรูตามช่องต่างๆ

อุปกรณ์เคลื่อนไหวอย่างชิงช้าจะต้องทำด้วยวัสดุที่แข็ง ป้องกันการกระแทกได้ดี สีที่ทาต้องไม่หลุดลอกติดมือ รวมทั้งไม่เป็นสนิมอีกด้วย

พื้นสนามเด็กเล่นที่ดีควรปูลาดด้วยทรายหนาไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร หรืออาจทำด้วยยางสังเคราะห์ เวลาเด็กหกล้ม หรือตกลงจากเครื่องเล่นจะได้ไม่บาดเจ็บมากจนเกินไป

อันที่จริง มาตรฐานเครื่องเล่นเด็ก รวมทั้งความปลอดภัยของเด็กเหล่านี้ หน่วยงานของรัฐน่าจะมีมาตรการที่จริงจังเข้มงวด ไม่ให้เด็กไทยต้องเสี่ยงภัยรายวัน

แต่นั่นแหละครับ...จะมัวรอให้ภาครัฐเขามาดูแลแก้ไขปัญหา เราสู้ช่วยกันดูแลป้องกันอุบัติเหตุจากสนามเด็กเล่นให้กับลูกหลานเราก่อน จะง่ายกว่ากันเยอะ...เนอะ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 28เดือน เมษายน 2550




 

Create Date : 20 มีนาคม 2551    
Last Update : 30 มีนาคม 2551 11:40:49 น.
Counter : 485 Pageviews.  

อึ๊...สิครับลูก อึ๊......

ความขี้วิตกกังวล ดูเสมือนจะเป็นอาการที่มาพร้อมกับความเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะนับตั้งแต่รู้ว่ามีเจ้าตัวเล็กแอบซ่อนอยู่ในครรภ์ของสาวข้างกาย ผมอดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่าน ห่วงโน่น กังวลนี่ ไล่มาตั้งแต่ เอ...ลูกจะเป็นหญิงหรือชาย...ลูกจะมีอวัยวะครบหรือไม่หนอ...จะเป็นโรคปัญญาอ่อนไหม...ฯลฯสารพัดละครับจะหยิบมาเป็นข้อห่วงกังวล

แต่เชื่อไหมครับ ไม่มีสักเสี้ยวหนึ่งในห้วงความคิดที่ผมจะห่วงกังวลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของลูก

จนกระทั่งเมื่อแสบน้อยเบอร์หนึ่งของผมคลอดออกมา ผมถึงเริ่มเครียดเรื่อง อึของลูก !?!

โธ่...จะไม่เครียดได้อย่างไรละครับ เจ้าหนูของผมคลอดออกมาแล้ว แกเล่นไม่ถ่ายหนักเลย มีแต่ฉี่อย่างเดียวเท่านั้น

วันสองวันแรกยังพอทำเนา แต่เมื่อผ่านไปจนห้า...หก...วัน เอาละสิ ความเครียดเริ่มทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อมให้แสบน้อย ผมอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองว่า แกมีรูขับถ่ายหรือเปล่า คอยลุ้นตลอดเวลาว่าจะเห็นก้อนอุนจิในผ้าอ้อมหรือไม่

จนกระทั่งเช้าวันที่เจ็ดหลังการคลอด เปิดผ้าอ้อมมา เห็นอึเจ้าหนูสีออกเขียวเข้มเกือบคล้ำดำ เท่านั้นแหละ...ผมร้องเฮลั่นบ้านด้วยความดีใจ

เกิดมาไม่เคยคิดเลยว่า จะร้องดีใจที่เห็นอึ !

เจ้ากากสีเขียวเข้ม ออกเหนียวๆนี่แหละ ชาวบ้านเขาเรียกว่าขี้เทา หรือ Meconium เป็นอึชุดแรกของเบบี๊

เจ้าหน้าผดุงครรภ์สาว ชาวซิดนีย์ บอกผมว่า ขี้เทาเป็นผลผลิตชิ้นเอกของลูกชายผมตลอดระยะเวลาที่อยู่ในท้องแม่ มันคือซากน้ำคร่ำ น้ำดี น้ำมูก เมือก เสมหะ ที่กลืนสะสมอยู่ในลำไส้

โอ้...ถึงว่า มันเก็บสะสมมานานหลายเดือนนี่เอง ถึงได้เหนียวไม่ยอมออกมาจากทวารลูกชายผมได้ง่ายๆ

หลังจากผ่านการขับถ่ายขี้เทาไปเซทใหญ่ อึชุดหลังๆของเจ้าแสบมาบ่อยและถี่ขึ้น คราวนี้สีเหลืองทองสวยอร่ามเชียว เพราะได้รับอนิงสงค์จากน้ำนมแม่นี่เองทำให้หมดปัญหาเรื่องขับถ่าย

ไม่เหมือนเจ้าตัวน้อยของเพื่อนผม เขาป้อนลูกด้วยนมวัว โหย...ขานั้นบอกว่า ลูกอึยากอึเย็น เรียกว่าต้องลุ้นดูอึลูกทุกเช้า

กุมารแพทย์ในประเทศออสเตรเลีย มักจะแนะนำพ่อแม่ชาวออสซี่ให้คอยเฝ้าสังเกต อึของทารกตัวน้อยๆว่ามีสีสันแบบไหน แข็งหรือเหลวอย่างไร

เขาแนะนำว่า...ถ้าอึเหลวแบบน้ำ ไหลกระฉูดออกมาจากทวาร แถมยังปริ๊ดออกมาถี่ๆ ไม่ยอมหยุด อันนี้พึงระวังว่าลูกท้องเสีย

โดยปกติลูกที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่ มักจะเกิดอาการท้องเสียได้น้อยกว่าเบบี๊ที่เลี้ยงด้วยนมผสม เพราะนอกจากในนมแม่จะมีสารยับยั้งจุลินทรีย์บางประเภทที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียแล้ว การเลี้ยงลูกด้วยนมผสมใส่ขวดให้ลูกดื่ม อาจมีการเตรียมขวดนมไม่สะอาดเพียงพอ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

ถ้าอึแข็งมีเลือดปน อันนี้น่าเครียดไม่น้อย เพราะอาจจะเกิดขึ้นเพราะเบบี๊มีแผลบริเวณร่องก้น อาจเป็นเลือดออกจากลำไส้ หรือเกิดจากอาการแพ้โปรตีนในอาหารของแม่หรือลูก

ถ้าลูกอึสีออกแดงๆ แข็ง และค่อนข้างออกยาก แบบนี้ลูกอาจจะมีอาการท้องผูก โดยทั่วไปหากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มักจะไม่ค่อยประสบปัญหาเช่นนี้

ถ้ามีอาการต่างๆข้างต้น หมอเขาแนะนำให้ปรึกษาหมอด่วน

ครับ...ผมนึกว่า ตัวเองไม่ต้องผจญกับปัญหาเรื่องอึลูกเสียแล้วสิ แต่พอลูกชายคนที่สองคลอด คราวนี้ผมต้องกลับมาลุ้นระทึกใหม่อีกรอบ ยังดีว่าเจ้าแสบคนเล็กไม่หวงขี้เทาเหมือนผู้พี่ แค่ข้ามวันก็ปล่อยพรวดออกมาเต็มผ้าอ้อม...โล่งอกไป

แต่เมื่อสองอาทิตย์ก่อนสิครับ เจ้า “สายเมฆ” เบบี๊วัยสองเดือนเศษของผมดันเกิดงกกากนมแม่ ไม่ยอมอึมาเป็นเวลาสี่วันติด

ตอนวันแรกๆผมยังเย็นใจ เพราะสาวข้างกายเธอป้อนลูกแต่นมแม่ ปกติไม่เกินวันที่สองก็พรวดออกมาหมดท้อง แต่เมื่อย่างเข้าเช้าวันที่สี่นี่สิ ผมกับคนข้างตัวเริ่มมองหน้ากันไปมา อาการเครียดเริ่มจับที่หัวคิ้ว

ผมพยายามนวดท้องเบบี๊ พลางพูดข้างหูเจ้าตัวน้อยเบาๆว่า “อึ๊...สิครับลูก อึ๊...ไม่ต้องประหยัดเก็บออมไว้หรอกลูก”

ผ่านไปอีกวัน ผ้าอ้อมลูกเปื้อนเฉพาะฉี่ คราวนี้ผมโทรศัพท์ถามหาผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กวุ่นเลยครับ กูรูผู้รู้รอบ แนะนำผมว่า ให้เบบี๊ลองทานน้ำ หรือน้ำส้มก็ได้ ถ้ายังไม่ออกให้ใช้มาตรการโหดขั้นสุดท้าย

หลังจากป้อนน้ำ ป้อนน้ำส้ม ทุกอย่างดูไร้ค่า ผมจำต้องสวมวิญญาณทมิฬ เพราะสาวข้างกายปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมเป็นมือเพชฌฆาต

ผมกัดฟันใจแข็ง ควักกระปุกวาสลินมาเปิด พร้อมหยิบคัทต้อนบั๊ตมาจ้วงวาสลิกจนชุ่ม ก่อนจะค่อยๆเปิดซิงทะลวงรูทวารของเบบี๊ผู้เคราะห์ร้ายอย่างแผ่วเบา

ไม่เชื่อ อย่าหลบลู่ครับ...เพียงแค่ผ่านรูทวารน้อยๆของเจ้าแสบ ไอ้หนูถึงกับปล่อยอึสีเหลืองทองพรวดออกมา ชนิดที่ผมหลบอาวุธร้ายของเขาเกือบไม่ทัน

และแล้วทั้งผมและหญิงสาวข้างกายต่างร้องเฮ เสียงลั่นบ้าน

ดีใจครับ...ดีใจที่ได้เห็นอึลูก อีกครั้ง

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 27 เดือน มีนาคม 2550




 

Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 30 มีนาคม 2551 11:39:59 น.
Counter : 397 Pageviews.  

ความแตกต่าง

ผมเพิ่งกลายสภาพเป็นคุณพ่อลูกสองเมื่อไม่นานมานี้เองครับ

ลูกคนโตของผมคลอดและใช้ชีวิตขวบปีแรกในเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย พูดได้ว่าลูกคนนี้เป็น “Made in Australia” ของแท้ ส่วนเจ้าตัวเล็กคนใหม่คลอดและเติบใหญ่ในมหานครชื่อว่ากรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร

ด้วยความที่ลูกชายทั้งสองของผมเกิดแตกต่างสถานที่กันนี่แหละ ทำให้ผมอดเปรียบเทียบในเรื่องต่างๆไม่ได้ ไล่เรียงมาตั้งแต่เรื่องการฝากครรภ์ การดูแลครรภ์ ตลอดจนการคลอด แม้กระทั่งการการดูแลทารกแรกเกิด พบว่าล้วนมีความแตกต่างกัน

อย่างในช่วงของการฝากครรภ์ ดูแลเจ้าตัวน้อยๆในท้องนั้น ฝั่งออสเตรเลียรวมทั้งประเทศทางซีกโลกตะวันตกจะให้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับ “ว่าที่คุณแม่” อ้อ...จะแอบปรึกษาถามไถ่ความเห็นของพ่อบ้านบ้างก็ไม่เป็นไรนะครับ

บุคลากรทางการแพทย์ของเขามีหน้าที่ให้ข้อมูล เสนอทางเลือก ส่วนจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นอยู่กับคนตั้งครรภ์

แต่ของไทยเราจะหวังพึ่งบุคลากรทางการแพทย์เสียเป็นส่วนใหญ่ ประเภทว่าหมอบอกให้ทำอะไรก็ทำตามหมด หมอบอกให้กินยาบำรุงประเภทไหน ให้เจาะเลือด เจาะน้ำคร่ำ อุตราซาวด์ ผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ ฯลฯ คนท้องได้แต่ทำตามตาปริบๆ

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทยเราจำนวนไม่น้อยยังมีทัศคติว่า หมอคือผู้รู้ดีที่สุด อึม...ตรงประเด็นนี้ผมขอยกไว้ไม่ขอถกเถียง ณ ที่นี้นะครับ

แต่ที่ติดใจผมมากที่สุดและอยากหยิบขึ้นมาพูดคุยในฉบับนี้คือ เรื่องการรณรงค์เกี่ยวกับนมแม่

เนื่องเพราะผมและหญิงสาวข้างกายต่างเชื่อว่านมแม่มีคุณประโยชน์ต่อลูกน้อยมากกว่านมผสม เราจึงศึกษา ถามไถ่ เสาะหาโรงพยาบาลฝากครรภ์ให้กับลูกคนที่สอง เลือกเอาเฉพาะที่ประกาศตัวว่าสนับสนุนการให้นมแม่

ทุกครั้งที่ไปตรวจครรภ์ ผมอดไม่ได้ที่จะย้ำกับหมอและนางพยาบาลว่า จะให้ลูกทานแต่นมแม่ ซึ่งพวกเขาต่างยิ้มแล้วสนับสนุนว่า การให้นมแม่ดีที่สุด

ครับ...แต่ในวันคลอด หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความสุข เมื่อทารกน้อยๆร้องไห้รับโลกใหม่ของเขา นางพยาบาลเธอรีบพาเจ้าตัวเล็กไปตรวจสุขภาพในห้องบริบาลเด็กอ่อนพร้อมกับป้อนนมกระป๋องให้เสร็จสรรพเรียบร้อย โดยไม่ถามไถ่ใดๆกับผู้เป็นแม่ ซึ่งนอนรอลูกอยู่ในห้องพักฟื้น

ผมจำได้ว่า สมัยลูกชายคนโตของผมคลอดที่ออสเตรเลีย นางพยาบาลจะให้ลูกคลอเคลียดูดนมแม่กระตุ้นน้ำนม พร้อมกับให้ลูกอยู่ใกล้แม่ให้มากที่สุด เมื่อลูกร้องไห้ก็จะให้ผู้เป็นแม่ให้นม ในตอนนั้นหญิงสาวข้างกายผมเธอมีน้ำนมไม่เพียงพอกับการป้อนลูก เธอจึงร้องขอนมผสมเนื่องเพราะกลัวลูกจะหิว แต่นางพยาบาลพูดด้วยเสียงหนักแน่น พร้อมทั้งให้กำลังใจว่า...

“...คุณจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกคุณหรือเปล่าละ การให้นมแม่แก่ลูก โดยเฉพาะน้ำนมเหลืองในช่วงแรกคลอดจะเป็นภูมิต้านทางโรคให้กับทารกตัวน้อยๆ ยังเป็นการเพิ่มเรื่องของไอคิว ความฉลาดของลูกด้วยนะ...

...ตอนแรกให้นมแม่ก็ลำบากอย่างนี้แหละ ทั้งแม่ทั้งลูกต่างต้องเรียนรู้วิธีดูดนมและให้นมเหมือนกัน...

....อย่าเพิ่งท้อนะ ให้นมกระป๋อง นมผสมกับลูกน่ะมันง่าย แต่คุณประโยชน์ต่างกับนมแม่แบบเทียบไม่ติดเลยนะ....

...ถ้าคุณยังยืนยันจะให้เราป้อนนมกระป๋องกับทารกที่น่าสงสารคนนี้ก็ได้นะ แต่คุณจะต้องกรอกใบอนุญาตและเซ็นชื่อในแบบฟอร์มยินยอมให้นมกระป๋องกับเด็กก่อน...

...แต่ถ้าถามความเห็นฉัน ฉันว่าคุณให้นมแม่กับลูกเถอะ คุณทำได้อยู่แล้วละ...”

ด้วยกลวิธีทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งให้กำลังใจของนางพยาบาลชาวออสซี่ รวมถึงการเคี่ยวเข็ญสอนวิธีให้นมแม่กับเบบี๋ ทำให้ลูกคนโตของผมเติบใหญ่ได้ด้วยนมแม่

ช่างแตกต่างกับนางพยาบาลที่ผมเจอในการคลอดลูกคนที่สอง เธอให้เหตุผลกับการป้อนนมกระป๋องกับลูกผมว่า...

“...เห็นว่าคุณแม่นอนหลับอยู่ เลยอยากให้คุณแม่ได้พักผ่อนเยอะๆ ไม่อยากพาลูกมากวน…”

ผมกับหญิงข้างกายจึงต้องยืนยันไปว่า พร้อมให้ลูกกวน ถ้าลูกร้องไห้หิวนมให้พามาให้นมแม่ที่ห้องพักฟื้นได้ตลอดเวลา

คุณแม่ลูกอ่อนข้างตัวผมเล่าว่า หลังจากกำชับเรื่องให้นมแม่ ปัญหาเรื่องการให้นมกระป๋องกับเบบี๋ของเราก็ไม่เกิดขึ้นอีก เพียงแต่ในชั่วโมงอบรมคุณแม่มือใหม่นางพยาบาลบอกกับคุณแม่ทุกคนที่เข้าร่วมอบรมว่า...

“...การให้นมแม่เป็นสิ่งที่ดีนะคะ แต่ถ้าลูกยังร้องไห้อยู่ ยังไม่อิ่ม ให้คุณแม่ชงนมกระป๋องเสริมได้...”

พูดพลางสอนวิธีการชงนมกระป๋อง พร้อมโชว์ยี่ห้อนมกระป๋องให้คุณแม่มือใหม่เห็นอย่างชัดเจน ประหนึ่งเซลแมนขายนมกระป๋องก็ไม่ปาน

เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ตอนออกจากโรงพยาบาลในกระเช้าของขวัญจากโรงพยาบาลนอกจากจะมีของชำร่วยและอุปกรณ์สำหรับเด็กอ่อนแล้ว ยังมีซองตัวอย่างนมผสมแถมมาด้วย มิหน่ำซ้ำยังมีขวดนมบรรจุนมผสมชงเอาไว้แล้วอย่างเรียบร้อย โดยนางพยาบาลผู้อารียังบอกกับพวกเราว่า

“...หนูเตรียมนมชงไว้ให้น้อง เผื่อหิวระหว่างทางนะคะ”

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 26 เดือน กุมภาพันธ์ 2550




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2551 17:17:02 น.
Counter : 377 Pageviews.  

ห้องดูดนมแม่

คุณแม่ๆเคยมีประสบการณ์อีหลักอีเหลื่อ ต้องคอยหลบๆซ่อนๆให้ลูกดูดนมแม่ตามมุมอับของอาคาร หรือในรถยนต์ส่วนตัว ติดฟิล์มมืดทึบไหมครับ

ดูอย่างกับกำลังประกอบอาชญากรรมก็ไม่ปาน…เฮ้อ !!!

แม้ว่าที่ผ่านมาสังคมไทยจะมีกลุ่มรณรงค์ทางสังคมที่ชื่อ “กลุ่มนมแม่” ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ห้างสรรพสินค้า สถานที่สาธารณะ สถานที่ราชการ และสถานที่ทำงานเอกชน จัดมุมให้นมแม่ขึ้น

แต่ดูเหมือนข้อเรียกร้องนี้จะได้รับการขานรับจากองค์กรเพียงบางแห่งเท่านั้น

จำได้ว่าเมื่อปีก่อนผมพาเจ้าตัวเล็กของผมในวัยไม่หย่านมแม่ บินข้ามฟ้าจากซิดนีย์ ออสเตรเลียมาเมืองไทย ระหว่างทางเจ้าแสบน้อยไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร เพราะแม่ของเขาคอยปรนเปรอนมแม่อย่างอิ่มเอม หลับสบาย

แต่พอเครื่องบินแลนด์ดิ้งลงแผ่นดินไทย ช่วงรอขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินดอนเมืองนี่สิ...ปัญหาเริ่มเกิดขึ้น เพราะเจ้าหนูเริ่มมีอาการฮึดอัด อึดอัด งอแง ผมมองหาห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หรือห้องให้นมแม่ แต่เชื่อไหมครับว่า หาร่วมครึ่งชั่วโมง หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่าห้องดังกล่าวหลบซ่อนอยู่ซอกหลืบไหน

หญิงเหล็กข้างกายผมตัดสินใจอุ้มลูกเข้าห้องน้ำหญิง เปลี่ยนผ้าอ้อมและให้นมลูกเสร็จสรรพในห้องสุขาเล็กๆนั่นแหละครับ...ทุลักทุเล ดีแท้

ผมไม่แน่ใจว่าห้องดังกล่าวจะมีอยู่ในสนามบินระดับชาติของไทยหรือไม่ และไม่รู้ว่าสนามบินใหม่ของไทย...สุวรรณภูมิ...จะมีห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หรือห้องให้นมแม่อย่างพอเพียงกับขนาดอันโอ่อ่า ทันสมัยของสนามบินหรือไม่

แต่ในช่วงเวลานั้นผมอดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่าที่ประเทศออสเตรเลียและอีกหลายๆประเทศ ตามสนามบิน ห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่สาธารณะใหญ่ ๆ มักจะมีห้องดูดนมจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน

แล้วห้องดูดนมในเมืองใหญ่ อย่างซิดนีย์เป็นอย่างไรละ...

ห้องดูดนมหรือห้องเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กส่วนมากจะถูกจัดไว้ไม่ห่างไกลกับห้องสุขา แต่ประตูเข้าห้องดูดนมส่วนใหญ่จะแตกต่างกับประตูเข้าห้องน้ำปกติ

นั่นคือ...ประตูห้องน้ำมักจะเป็นประตูแบบผลักหรือดึง แต่ประตูห้องดูดนมจะเป็นประตูเลื่อน มีปุ่มให้กดเปิดอย่างง่ายดาย

สอบถามผู้รู้เขาบอกว่า เหตุที่ต้องดีไซน์ประตูเช่นนี้ เนื่องจากคุณแม่ชาวออสซี่ส่วนใหญ่จะเข็นรถเข็นเด็กใส่ลูกออกนอกบ้าน ครั้นจะให้มาดึงหรือมาผลักประตูหนักอึ้ง มันดูไม่สะดวก เขาเลยออกแบบประตูแบบเลื่อนเปิดได้ง่ายดายพอให้รถเข็นเข้าออกได้อย่างสบายๆไม่ทุเรศทุรัง

ในห้องดูดนมเขาจัดที่เป็นสัดส่วน มิดชิด ให้คุณแม่สามารถควักนมส่วนตัวมาให้ลูกดูดได้อย่างไม่เขินอาย บางที่เป็นห้องหับเล็ก ๆ ซอยย่อย มีประตูปิดกั้นอย่างดีอีกชั้นหนึ่ง บางแห่งแบ่งซอยเป็นซอกเล็กๆมีแค่ม่านรูดปิด

แต่ละห้องจะมีเก้าอี้เบาะนวม ให้คุณแม่นั่งให้นมลูกได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งมีที่เปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างถูกสุขอนามัย

ห้องดูดนมบางแห่งถึงกับมีกระดาษรองให้คุณแม่ดึงฉีกมาปูบนพื้นเบาะ ก่อนนำเจ้าตัวเล็กนอนลงเปลี่ยนผ้าอ้อม

ส่วนผ้าอ้อมใช้แล้วหรือครับ เขามีถังขยะใส่ผ้าอ้อมปิดมิดชิด มีพนักงานดูแลทำความสะอาดมาตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ

ห้องดูดนมไม่ใช่ว่าจะจัดให้สำหรับคุณแม่อย่างเดียวนะครับ คุณพ่อลูกอ่อนหลายคนก็เข้าไปใช้บริการ (คือ...ไปให้นมสำเร็จรูปกับลูก หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกนะครับ) ได้เหมือนกัน เพราะเขาเรียกห้องนี้ว่า

“Parents Room”

นอกจากเขาจะจัดที่สำหรับคุณแม่ให้นมลูกแล้ว ห้องดูดนมแทบทุกที่จะจัดเตาไมโครเวฟ ไว้ให้อุ่นนมขวด รวมทั้งมีซิงค์น้ำอุ่น น้ำเย็น หนังสือ นิตยสารเกี่ยวกับเด็กบริการอย่างเพียบพร้อม

บางแห่งมีห้องน้ำสำหรับคุณพ่อแม่ในตัวเสียด้วยซ้ำ

อ้อ...บางแห่งมีเกมส์ มีของเล่นเอาไว้หลอกล่อเด็กเล็กด้วย เพราะพ่อแม่บางคนไม่ได้มีแค่ลูกอ่อนเบบี๋ที่ต้องให้นมอย่างเดียวนี่ครับ บางครอบครัวยังมีลูกวัยซนอีกด้วย เมื่อจำต้องให้นมลูกอ่อน ก็ต้องหลอกล่อไม่ให้ลูกคนพี่ต้องร้องไห้โวยวายไปก่อน

ในห้องดูดนมนี่แหละครับ เป็นสังคมเล็กๆ อีกสังคมหนึ่งที่คุณแม่ และนานๆครั้งจะมีคุณพ่อมาร่วมแจมพูดคุยปรึกษา ทักทายแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับเจ้าเล็กกัน

เห็นตัวอย่างเมืองนอกเมืองนาแล้ว คุณๆคิดว่า ถึงเวลาหรือยังละครับ...ที่เมืองไทยเราควรจะมีกฎหมายบังคับให้สถานที่สาธารณะ สถานที่ราชการ หรือที่ทำงานเอกชนต่างๆจัดห้องหับให้กับ กิจกรรมการให้นมลูกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เหมือนเช่นอารยประเทศเขา


ภาพแรก เป็นบรรยากาศห้องให้นมที่ สะอาด ถูกสุขอนามัย มีห้องซอยย่อยให้คุณแม่ลูกอ่อนให้นมได้อย่างไม่เคอะเขิน
ภาพที่สอง จะเห็นว่าในห้องให้นม มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพียบพร้อม ทั้งเตาไมโครเวฟ อ่างน้ำร้อน น้ำเย็น และห้องน้ำ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 25 เดือน มกราคม 2550




 

Create Date : 27 มกราคม 2551    
Last Update : 27 มกราคม 2551 16:00:25 น.
Counter : 1364 Pageviews.  

คุณพ่อยุคดิจิตอล

เมื่อหลายวันก่อนขณะที่ผมกำลังท่องอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ต พลันพบกระทู้น่าสนใจจาก Parenting Website ของประเทศออสเตรเลีย ผู้ตั้งกระทู้โยนประเด็นคำถามว่า “คุณคิดว่าการเป็นพ่อในยุคนี้ยากลำบากกว่าการเป็นพ่อในอดีตหรือไม่”

แน่นอนครับ คำถามแบบนี้ย่อมนำมาซึ่งคำตอบที่หลากหลาย บางคนแสดงความเห็นว่า การเป็นพ่อในสมัยนี้สะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน เนื่องเพราะมีข้อมูลและองค์ความรู้ในการเลี้ยงดูลูกมากกว่า ทั้งจากหนังสือนิตยสารที่วางขายเกลื่อนแผง หรือจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กซึ่งคอยตอบคำถามผ่านทางคลื่นวิทยุโทรทัศน์หลากหลายรายการ รวมทั้งข้อมูลอย่างมากมายจากอินเตอร์เน็ต ฯลฯ

แต่บางคนมองว่าการเป็นคุณพ่อคุณภาพในยุคดิจิตอล เป็นเรื่องหนักและยุ่งยากซับซ้อนกว่าในอดีต

คนกลุ่มนี้มีความเห็นว่า เมื่อก่อนบทบาทของผู้เป็นพ่อคือการออกไปนอกบ้าน ทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวแต่เพียงฝ่ายเดียว ถ้าจะมีส่วนในการอบรมเลี้ยงดูลูก บทบาทหน้าที่ส่วนใหญ่จะออกไปในทางกำกับ ฝึกฝนให้บุตร ธิดา รู้จักและทำตามกฎ ระเบียบ วินัย ในขณะที่ผู้เป็นแม่ส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านอยู่ดูแลเลี้ยงดู เอาใจใส่ลูกน้อย

พูดง่ายๆคือ พ่อในอดีตต้องสวมบทดุ เข้มงวด จริงจังกับลูก ในขณะที่แม่จะเล่นบทนางฟ้าใจดี คอยปลอบโยน ดูแลเทคแคร์ ดูแลลูกทุกอย่าง

แน่นอนครับว่า ระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกย่อมมีมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก

อย่างไรก็ตาม สังคมทุกวันนี้ได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสังคมในโลกตะวันตกเท่านั้น แม้กระทั่งในเมืองไทย คนเป็นแม่จำนวนมากจำต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อร่วมหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ดังนั้นบทบาทของคนเป็นพ่อแม่ย่อมต้องปรับเปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นไปทางสังคม

คุณพ่อยุคใหม่ไม่สามารถเว้นระยะห่างของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกได้เหมือนเช่นอดีต

คุณพ่อยุคใหม่ไม่สามารถโยนภาระการดูแล เลี้ยงดู อบรมบุตร ธิดาให้เป็นบทบาทของคุณแม่แต่ฝ่ายเดียว

คุณพ่อยุคใหม่จำต้องจัดสรรเวลาให้กับลูก เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจกันและกัน

ในหนังสือ “Parenting: the most important job in the world” ของ The Department of Community Services ประเทศออสเตรเลีย แนะนำสิ่งที่คุณพ่อยุคใหม่ควรทำไว้ดังนี้

-ควรแสดงให้ลูกชายตัวน้อยๆของคุณเห็นว่า คุณต้องการให้เขาเป็นคนอย่างไรเมื่อเขาเติบใหญ่ขึ้น การจะเรียนรู้เช่นนี้ลูกจำเป็นต้องใกล้ชิดสนิทสนม คลุกคลีและใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับพ่อให้มากที่สุด เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ผ่านการกระทำของพ่อไม่ใช่ผ่านการพร่ำสอนด้วยวาจาเท่านั้น

-ถ้าเป็นไปได้ควรพาลูกๆไปเที่ยวที่ทำงานของคุณบ้าง ให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้ว่าในช่วงที่คุณไม่ได้อยู่ร่วมกับเขานั้น คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ทำอะไร

-พยายามใช้เวลาอย่างสนุกสนานร่วมกับลูกของคุณให้มากที่สุด

-ถ้าคุณมีลูกสาว ควรใช้เวลาอยู่ร่วมกับเธอให้มากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะคุณคือผู้ชายคนแรกที่เธอคุ้นเคยและสนิทสนมมากที่สุด การใกล้ชิดจะช่วยให้นางฟ้าตัวน้อยๆของคุณเรียนรู้ว่า เมื่อเติบใหญ่แล้วควรจะคาดหวังกับผู้ชายให้ปฏิบัติต่อเธออย่างไร

-พยายามให้ลูกๆมีส่วนร่วมกับกิจกรรมหรืองานอดิเรกของคุณ

-ช่วยลูกๆเกี่ยวกับกีฬาหรืองานอดิเรกของพวกเขา

-แสดงความรักของคุณที่มีต่อลูกในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าคุณเอ่ยปากว่า “รักลูก” ได้ไม่ถนัดปากนัก คุณก็ควรจะแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ อย่างเช่นช่วยลูกทำการบ้าน พาลูกไปถีบจักรยาน ฯลฯ

-สอนลูกให้เรียนรู้จักกฎ ระเบียบและวินัย ผ่านการกระทำของคุณ อาทิ คุณไม่ฝ่าฝืนกฎจราจร ไม่พูดคำหยาบคาย จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ เป็นต้น

-ส่งเสริมให้ลูกแก้ปัญหาต่างๆแม้ว่าปัญหานั้นจะยากเย็นก็ตาม

-ควรภูมิใจกับลูกเมื่อเจ้าตัวเล็กทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งประสบผลสำเร็จ ขณะเดียวกันแม้ว่าจะทำไม่สำเร็จ หรือทำผิดพลาดก็ควรจะภูมิใจที่เขาได้ทำสุดความสามารถ

-พยายามเล่นกับลูกให้มากที่สุด แม้ว่าการเล่นของพ่อจะค่อนข้างโลดโผนและแรงไปบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้จะช่วยสอนให้ลูกๆให้เรียนรู้ว่า แม้ว่าจะเล่นแบบดุเดือด น่าตื่นเต้นเพียงใดแต่พ่อก็สามารถยั้งมือหรือไม่ทำร้ายผู้อื่นได้

-พยายามมีส่วนร่วมกับจังหวะชีวิตของลูก เช่น ไปรับส่งลูกที่โรงเรียน พาลูกไปสวนสาธารณะ ไปดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ

-สร้างความอบอุ่นใจให้กับลูกให้มากที่สุด

-พยายามพูด หรือสื่อสารถึงความรู้สึกของคุณ ทั้งเศร้า เสียใจ ดีใจ การกระทำเหล่านี้จะสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าไม่แปลกที่ผู้ชายจะพูดระบายความรู้สึกในใจออกมา

-อย่าผลักดันลูกให้ทำสิ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของคุณ หรือสิ่งที่คุณเคยผิดหวัง เช่น ผลักดันให้ลูกเป็นดารา นักร้อง นักแสดง ฯลฯ โดยละเลยความต้องการที่แท้จริงของลูก

-กระตุ้นและแนะนำให้ลูกได้สำรวจโลกกว้างด้วยตัวของเขาเอง

ข้อแนะนำเหล่านี้จะว่าไปก็คงเป็นแค่ Check list ให้กับคุณพ่อยุคดิติตอลได้ทบทวนตนเองว่าทำไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

เอ้อ...ว่าแต่...วันนี้คุณมีเวลาให้กับลูกหรือยังครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 24 เดือน ธันวาคม 2549




 

Create Date : 22 มกราคม 2551    
Last Update : 22 มกราคม 2551 13:30:54 น.
Counter : 352 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.