Group Blog
 
All Blogs
 
สังคมศรีธนชัย

เมื่อหลายวันก่อนผมอ่านข่าวชิ้นหนึ่ง เป็นข่าวเล็กๆซ่อนอยู่หน้าในของหนังสือพิมพ์ แต่เชื่อไหมครับว่า ข่าวเล็กๆชิ้นนี้ทำให้ผมอดรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่า

“...เออ หรือเมืองไทยจะกลายเป็นเมืองแห่งศรีธนชัยกันแล้ว…”

เหตุที่ทำให้ผมต้องรำพึงเช่นนี้ เนื่องจากข่าวชิ้นนี้เขารายงานเกี่ยวกับผลสำรวจของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือที่นิยมเรียกกันว่า เอแบคโพล

ครั้งนี้เอแบคโพลทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำรวจเรื่อง “สถานภาพคุณธรรมของประชาชนในสังคมไทย: กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

โพลนี้เก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20-26 กันยายน 2550 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 2,687 ตัวอย่าง

ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่เอแบคโพลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 53.2 มีคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ต่ำ โดยมีความเอนเอียงจะยอมรับหากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข และตัวอย่างร้อยละ 50.7 มีความเอนเอียงที่จะไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเอง

นอกจากนั้น เอแบคโพลยังระบุอีกว่า ตัวอย่างที่สำเร็จการศึกษาสูงสุดในชั้นประถมศึกษากลับมีคะแนนคุณธรรมโดยรวมสูงกว่าตัวอย่างที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นคะแนน 71.5 และ 68.8 คะแนน ตามลำดับ

เอาละ...ถ้าโพลครั้งนี้ถูกต้อง กลุ่มตัวอย่างของการสำรวจสามารถแทนค่าคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้จริง มันแปลว่าอะไรครับ...

มันสามารถตีความได้ว่า ตอนนี้คนเมืองหลวงกว่าครึ่งได้โยนหลักคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ทิ้งไปแล้ว คนจำนวนนี้หวังผลสำเร็จมากกว่าวิธีการ

ประเภทว่า จะใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ จะผิดกฎหมาย ผิดกฎระเบียบบ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้บรรลุผลสำเร็จเป็นพอ

เพราะฉะนั้น คนเมืองเหล่านี้จึงมีความคิดว่าการโกงบ้านกินเมือง การคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมือง ขอให้พวกตนได้ผลประโยชน์ด้วยเป็นพอ

สิ่งน่าหวั่นวิตกคือ คนที่คิดและกระทำเช่นนี้ดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย

ไม่ต้องมองอื่นไกล...ในรอบรั้วสถาบันการศึกษา ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผองเพื่อนในฐานะครูบาอาจารย์จากหลายสถาบันทั้งของรัฐและของเอกชน พวกเราได้ข้อสรุปว่า เดี๋ยวนี้เหล่านิสิต นักศึกษา ซึ่งถือได้ว่าเป็นอนาคตของชาติมีพฤติกรรมในเรื่องทุจริตมากขึ้น แถมยังไม่รู้สึกผิดที่กระทำเช่นนี้เสียด้วย

อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งเขาเล่าว่า ”...ไปคุมสอบมา เจอเด็กนักศึกษาคนหนึ่ง นั่งมีพิรุธ คนอื่นเขาก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบกัน แต่เด็กคนนี้นั่งยุกยิกๆไปมา เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหา เห็นเขารีบเอาอะไรสักอย่างซ่อนยัดใส่กระเป๋า เลยขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นกระดาษโพยคำตอบจดเนื้อหาวิชาที่กำลังสอบอยู่ เขาจดมาตัวเล็กๆถี่ยิบไปหมด...

...เลยหยิบหลักฐานกระดาษโพยชิ้นเล็กๆเดินกลับมาที่หน้าห้องสอบ ตั้งใจว่าจะมาเขียนรายงานว่าพบเด็กนักศึกษาทุจริตในการทำสอบ ระหว่างก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอยู่ เด็กคนนี้เดินมาถึงหน้าห้องคว้ากระดาษโพยคำตอบที่วางอยู่บนโต๊ะวิ่งออกนอกห้องสอบพร้อมทั้งยัดโพยกระดาษเข้าปากกลืนลงคอไปเลย...”

พวกผมที่นั่งฟังเพื่อนเล่าอยู่หลายคนถามขึ้นพร้อมกันว่า...”อ้าว แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรละ”

“จะทำอย่างไรได้ละ วิ่งไปถึงตัวเด็กก็กลืนกระดาษโพยคำตอบลงท้องไปแล้ว เด็กยังมีหน้ามาบอกอีกนะว่า อาจารย์ไม่มีหลักฐาน ใช่...เราไม่มีหลักฐานว่าเขาทุจริต เลยได้แต่เขียนกาไว้บนกระดาษข้อสอบวิชานี้เท่านั้นว่าเด็กทุจริต ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาให้เอฟหรือตกหรืออะไรก็ว่าไป แต่เอาผิดให้มหาวิทยาลัยสั่งพักการศึกษาเขาไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน”

เพื่อนอีกคนที่สอนอยู่มหาวิทยาลัยรัฐเล่าเสริมว่า “ของผมก็เคยเจอ แต่เคสนี้ต้องถือว่าเด็กซวยจริงๆ เพราะผมไม่ได้สงสัยอะไรเขา แต่ระหว่างสอบผมเดินไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆเขา เพราะมันอยู่หลังห้องแถมเก้าอี้มันว่างอยู่ นั่งๆไปเห็นกระดาษใบหนึ่งปลิวออกจากข้อสอบของเด็กคนนี้ ปลิวมาที่เท้าผม จะไม่หยิบก็กระไรอยู่ พอหยิบขึ้นมาดู ถึงเห็นว่าเป็นโพยคำตอบ เคสนี้พ่อแม่เขาวิ่งมาขอร้องใหญ่ไม่ให้เอาผิดเด็ก บอกว่าเด็กไม่ต้องตั้งใจทุจริต โพยที่เอาเข้ามานั้นเด็กจดไว้ท่องกันลืม แต่ลืมเอาออกจากตัว...”

หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อนอาจารย์ที่ล้อมวงพูดคุยกันอยู่ต่างหยิบยกประสบการณ์การทุจริตของเด็กนิสิต นักศึกษามาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดกัน สิ่งหนึ่งที่พวกเราเห็นร่วมกันคือ เด็กที่ทุจริตในการสอบส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กเรียนแย่ หรือเด็กหัวไม่ดี

เด็กจำนวนมากที่ทุจริตเป็นเด็กเรียนดี แต่พวกเขากลัวว่าทำสอบแล้วจะได้คะแนนน้อย จึงตัดสินใจว่าทุจริตเล็กๆน้อยๆ

ประมาณว่า...เพื่อให้ได้คะแนน เกรดเหนือเพื่อนๆ ทุจริตบ้างจะเป็นไรไป

ครับ...ไม่ใช่เพียงแต่ทุจริตในห้องสอบเท่านั้น แม้แต่การทำรายงานยังมีการลอกมาจากอินเตอร์เนท ลอกจากเพื่อน ฯลฯ บางครั้งก๊อปมาทั้งหมด ชนิดที่ว่าต้นฉบับตัวอักษรพิมพ์ผิดอย่างไร ก็พิมพ์ลอกผิดตามมาเหมือนกัน

และแน่นอนครับว่า สารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ของเยาวชนไทยในระดับปริญญาโท หรือเอกหลายสถาบันถูกตั้งคำถามถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ผู้ปกครองหลายคนแทนที่จะห้ามปรามหรือเห็นด้วยกับการลงโทษเด็กที่ทุจริต กลับเป็นเดือดเป็นแค้นอาจารย์ที่ไปจับผิด หรือไม่ก็พยายามเจรจาต่อรองให้ลดหย่อนผ่อนโทษ ให้ละเว้นการพิจารณาโทษ

อืม...น่าสนใจนะครับว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตประเทศชาติของเราจะเป็นเช่นไร

ผมเชื่อว่าเยาวชนของชาติเหล่านี้ หากเติบโตขึ้นในสังคมที่ยินยอมให้พวกเขาใช้เล่ห์เหลี่ยม แหวกช่องว่างของข้อระเบียบ กฎกติกา โดยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาสูงเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า

สังคมไทยคงกลายเป็นสังคมศรีธนชัยเข้าสักวัน

สังคมแบบนี้ คงเป็นสังคมที่น่ากลัว มากกว่าสังคมที่น่าอยู่อาศัยร่วมกัน

แล้วคุณอยากให้ลูกเป็นศรีธนชัยหรือครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 37 เดือน มกราคม 2551



Create Date : 30 มิถุนายน 2551
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 23:31:55 น. 1 comments
Counter : 331 Pageviews.

 
ใครๆก็มักจะมองแต่ผลสำเร็จ (คะแนนสอบที่สูง ทำงานได้เงินมากๆ คนมีเงินมากก็เป็นที่นับหน้าถือตา ) ถ้าไม่เปลี่ยนทัศนคติ ก็ไม่อยากคิดเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร

จะแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากที่จะเริ่มที่ตัวเราก่อน ซึ่งบางทีก็ยังต้องตามน้ำบ้างก็มี...อันนี้ยอมรับ

แต่ที่ตั้งใจคือ เลี้ยงลูกให้ดี จะแก้ไขได้ก็ต้องรุ่นเด็กๆนี่แหละค่ะ




โดย: ปลายดินสอ วันที่: 1 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:03:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.