Group Blog
 
All Blogs
 
เมื่อเจ้าตัวเล็กไปโรงเรียน

คุณยังจำวันแรกที่ไปโรงเรียนได้ไหมครับ สำหรับผม...ภาพวันแรกของการเป็นเด็กนักเรียนยังแจ่มชัดในห้วงความทรงจำ ประมาณว่าเหมือนเซพไฟล์เม็มไว้ในสมองยังไง ยังงั้น

ตอนนั้นผมอายุ 4 ขวบ พ่อแม่คงเหนื่อยระอากับความซนของผมแล้วกระมังจึงยื่นคำขาดว่าจะพาผมไปโรงเรียนอนุบาล แถวสี่แยกบ้านแขก ฝั่งธนบุรี ไม่ไกลจากบ้านในวัยเด็กมากนัก

แรกๆผมยังเห่อกับอุปกรณ์การเรียน จำพวก กระเป๋านักเรียน กระติกน้ำ กล่องดินสอ จำได้ว่าผมหยิบมาเล่นอย่างสนุกสนาน เลยไม่รู้สึกอะไรมากนักเรื่องไปโรงเรียน

แล้ววันสำคัญก็มาถึง...วันนั้นพ่อแม่พาผมไปโรงเรียนแต่เช้า พอไปถึงทั้งคู่หลอกล่อให้ผมไปดูกระต่ายในกรงริมรั้วโรงเรียนพร้อมกับคุณครูสาวสวยคนหนึ่ง “ดูสิลูก...กระต่ายสีขาวกินผัก ลูกกระต่ายตัวสีเทากระโดดไปมา ฯลฯ” ผมมองดูอย่างเพลิดเพลิน เผลอแป๊บเดียวพ่อแม่วิ่งหนีหายไปไหนไม่รู้ เหลือแต่คุณครูคนเดียวอยู่ข้างกาย

เท่านั้นแหละครับ...ต่อมน้ำตามันแตก ผมรู้สึกเหมือนโดนพ่อแม่เอามาทิ้งในสถานที่แปลกตา เลยฉลองศรัทธาด้วยการร้องโฮลั่นโรงเรียนเลยครับ

ครูคนสวยต้องปลอบโอ๋ผมใหญ่ว่า เดี๋ยวพ่อแม่มารับ แต่ผมไม่เชื่อหรอก...จะหาแม่ จะหาพ่ออย่างเดียวเท่านั้น มีแรงเท่าไหร่ก็แหกปากร้อง จนครูสาวเริ่มใจเสีย รีบจูงมือผมไปหาเพื่อน

เพื่อนคนแรกในโรงเรียนเป็นเด็กผู้หญิงหน้ายิ้มระรื่นคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก จำได้ดีว่าเป็นเด็กหน้าหมวยๆไว้ผมเปียสองข้าง

เด็กหญิงคนนั้นจับมือผมบอกว่า “เธอ...อย่าร้องไห้นะ..อย่าร้องไห้นะ” แต่ตอนนั้นผมไม่ฟังใครแล้วละครับ ร้องไห้เสียงดังลั่น จนเด็กหญิงน่ารักเริ่มเปลี่ยนสีหน้า จากยิ้มแป้นเป็นหน้าแบะ แล้วในที่สุดเธอก็ร้องไห้โฮประสานเสียงกับผม ทีนี้เด็กคนอื่นๆในห้องต่างพร้อมใจกันร้องไห้ลั่นห้อง

แหม๋....ช่างโกลาหลดีแท้ หึ...หึ...

ครับ...ด้วยเหตุความทรงจำวันแรกที่ไปโรงเรียนของผมชุ่มด้วยน้ำตานี่แหละ ทำให้เมื่อถึงคิวตัวเองสวมบทบาทเป็นคุณพ่อ ซ้ำยังต้องพาเจ้าตัวเล็ก..."สายน้ำ" วัยสามขวบไปโรงเรียนอนุบาลในวันแรกด้วยตัวเอง ผมถึงเครียดหนัก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมทำได้คือการเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจของลูก ให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆในโรงเรียน

ด้านร่างกาย สิ่งที่เตรียมคือการฝึกเรื่องของการขับถ่าย โชคดีครับว่า เจ้าลิงน้อยของผมเขาสามารถบอกอึบอกฉี่ได้ตั้งแต่สองขวบ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ต้องกังวลใจมากนัก เพียงแต่ย้ำกับเขาว่าถ้าปวดให้บอกคุณครูหรือพี่เลี้ยงทันที

ส่วนการนอนกลางวัน อันนี้มีปัญหานิดหน่อย เพราะเดิมเจ้าตัวเล็กกว่าจะยอมงีบตอนบ่ายก็ต้องหม่ำให้อิ่ม ต้องวิ่งเล่นจนเหนื่อย กว่าจะกล่อมนอนได้ปาเข้าไปบ่ายสองบ่ายสาม แต่ถ้าไปโรงเรียนคุณครูจะให้นอนช่วงเที่ยงเศษๆ ดังนั้นต้องปรับเวลานอนกลางวันของเขาให้ร่นเร็วขึ้น เช่นเดียวกับการนอนตอนกลางคืนต้องร่นให้นอนเร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น

การทานอาหาร จากการวิ่งป้อนไปรอบบ้าน ต้องหัดให้เจ้าตัวเล็กหัดทานอาหารเอง
พฤติกรรมการละเล่นจากเคยหวงข้าวของ ก็ต้องพยายามสอนให้รู้จักแบ่งปัน (อืม...อันนี้ยังทำไม่ค่อยสำเร็จ)

สำหรับด้านจิตใจของเด็ก สิ่งที่ลูกจำเป็นต้องได้รับคือกำลังใจในการไปโรงเรียน ดังนั้นผมจึงพยายามสร้างทัศนคติด้านบวกเกี่ยวกับโรงเรียนให้กับเขา ด้วยการเล่าเรื่องสนุกสนานของโรงเรียน พร้อมทั้งหาหนังสือเด็กเกี่ยวกับความสนุกในโรงเรียนมาอ่าน มาเล่าให้ฟังอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังพาลูกไปวิ่งเล่นในโรงเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคย

และแล้ววันสำคัญก็เวียนมาถึงอีกครั้ง...คราวนี้โชคดีครับว่า โรงเรียนอนุบาลที่ลูกชายผมเรียนคือ “โรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ” ที่นี่เขาตระหนักดีถึงความโกลาหลในวันเปิดเทอมวันแรก จึงจัดให้เด็กได้คุ้นเคยกับโรงเรียนในช่วงซัมเมอร์ก่อนโรงเรียนเปิดเทอมจริง

วันแรกของการเรียนซัมเมอร์...ผมตัดสินใจลางานเพื่อพาลูกไปโรงเรียนด้วยตนเอง โรงเรียนอนุบาลในวันแรกมีพ่อแม่ผู้ปกครองกระเตงลูกตัวน้อยมาโรงเรียนกันอย่างคึกคัก เด็กบางคนร้องไห้โฮ บ้างคนแค่ฮึดฮัด กระฟัดกระเฟียด

ครูเจี๊ยบ...ทิพย์สุคนธ์ วิชัยดิษฐ กับครูกุ๊ก...พณารัตน์ แสงคำ ครูประจำชั้นของลูกชายผมแนะวิธีช่วยไม่ให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกว่าถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไว้ที่โรงเรียนว่า...

“วันแรกอยากจะให้พ่อแม่อยู่กับลูกทั้งวัน ให้เล่นสนุกกับลูกในห้องเรียนด้วยกัน บ่ายๆค่อยพากลับบ้าน

...วันที่สองถึงจะปล่อยให้เด็กอยู่โรงเรียนคนเดียว แต่พ่อแม่ต้องบอกลูกก่อนนะคะว่าไปทำงาน ตอนบ่ายๆจะมารับกลับบ้าน แล้วอยากให้คุณพ่อคุณแม่รักษาสัญญากับลูก รักษาเวลาให้ดี รีบมารับกลับบ้านเร็วๆหน่อย วันต่อๆไปค่อยขยับเวลามารับให้ห่างออกไปจนมารับในเวลาเลิกเรียนปกติ...”

อืม...ไม่น่าเชื่อครับว่า วิธีนี้จะได้ผล เพราะเจ้าลิงทโมนตัวน้อยๆของผม ไม่ร้องไห้เลย (แหะ...แหะ...เก่งกว่าพ่อตอนเด็กๆเสียอีก) แต่ต้องยอมรับครับว่า...เครียดมาก โดยเฉพาะวันที่สองที่ต้องเริ่มปล่อยให้ลูกอยู่โรงเรียนเองคนเดียว

วันนั้น...ผมต้องตัดใจบอกลาลูกแล้วเดินออกจากห้องเรียนทันที ก่อนจะวนกลับมาแอบมองลูกผ่านหน้าต่างห้องเรียน เห็นลูกสนุกกับของเล่นในห้อง ไม่ร้องไห้ก็โล่งใจแล้วละครับ

เฮ้อ...หนทางการศึกษาของลูกยังอีกยาวไกล...นี่แค่การเริ่มต้นเท่านั้น...ผมได้แต่รำพึงกับตัวเอง
........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 30 เดือน มิถุนายน 2550



Create Date : 30 มีนาคม 2551
Last Update : 30 มีนาคม 2551 11:41:52 น. 10 comments
Counter : 521 Pageviews.

 
ลูกก็กำลังเข้าเรียนเหมือนกัน ดีจังจะลองใช้วิธีนี้ดูนะคะ
Photobucket
ผมจะไปโรงเรียนแล้วคร๊าบบบบ


โดย: nUtTyOsAt (te@ ) วันที่: 30 มีนาคม 2551 เวลา:15:53:31 น.  

 
เอาใจช่วยครับคุณ nUtTyOsAt

วันแรกของการเรียนลูก คนเป็นพ่อแม่ลุ้นระทึกกว่าอีก


โดย: สายน้ำกับสายเมฆ วันที่: 30 มีนาคม 2551 เวลา:22:22:17 น.  

 
ผ่านมาค่ะ เพิ่งเข้ามาครั้งแรก มีเทคนิดการไปโรงเรียนของเจ้าตัวเล็กที่น่าสนใจ เดี๋ยวพฤษภานี้จะพาเจ้าตัวเล็ก ไปโรงเรียน เหมือนกัน ค่ะ จำได้ว่าตอนคนโตไปโรงเรียนครั้งแรก แม่นี่แหละที่จะร้องไห้ก่อนลูก ส่วนคนที่สองนี้แม่คงไม่ร้องแล้วล่ะ ลูกก็ดูพี่ไปโรงเรียนทุกวัน ไม่รู้จะออกหมู่หรือจ่า


โดย: แม่น้องสองพี วันที่: 31 มีนาคม 2551 เวลา:7:30:34 น.  

 
คุณพ่อเตรียมการณ์มาอย่างดี

จะลองมาประยุกต์ใช้ดูบ้างค่ะ ว่าจะให้ลูกเข้าเรียนปีหน้า


โดย: viji (viji ) วันที่: 31 มีนาคม 2551 เวลา:14:13:35 น.  

 
โห ตอนอาจารย์ 4 ขวบ ก็ 50 กว่าปีแล้วสิครับเนี่ย



โดย: Dinner31 วันที่: 1 เมษายน 2551 เวลา:8:47:37 น.  

 
เจ้าแบงค์ อ้อ...นาย Dinner31 แซวหรือ...เดี๋ยวเรียนไม่จบหรอก..5555


โดย: สายน้ำกับสายเมฆ วันที่: 1 เมษายน 2551 เวลา:13:33:47 น.  

 
ขอโทษคร๊าบ :D


โดย: Dinner31 วันที่: 2 เมษายน 2551 เวลา:9:29:46 น.  

 
นึกว่าอายุ 50 ฝ่าจริงๆซะอีก เหอ.. เหอ
ไม่ได้แวะมาซะนาน อาจารย์สบายดีนะครับ
ลีลาการนำเสนอยังสุดยอดเหมือนเดิม...
....กว่าผมจะมีลูกไปโรงเรียน ผมคงไม่กล้าไปส่งลูกแล้ว
หละมังครับ กลัวคุณครูถามว่า ' คุณตามาส่งหลานหรือคะ '
เพราะจนป่านนี้ยังหาแควนมะได้เลยอะครับ


โดย: friendlymitt IP: 58.147.56.134 วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:13:40:02 น.  

 
คุณ friendlymitt สบายดีนะครับ

ไอ้ที่บอกว่ายังไม่มีแฟนนี่ มุขนี้เอาไว้หลอกเหยื่อหรือเปล่าครับ...5555


โดย: สายน้ำกับสายเมฆ วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:16:55:26 น.  

 
สบายดีครับอาจารย์...
สงกรานต์ไปเที่ยวไหนครับ

เปล่าครับ... ไม่ใช่มุขครับ.. เรื่องจริง...555 ( ดังกว่า)
นี่ก็ยังหวั่นๆอยู่ว่า สายน้ำ - -สายเมฆ จะโตทันแล้ว
แซงหน้าไปก่อน เหอ เหอ


โดย: friendlymitt IP: 58.147.56.134 วันที่: 8 เมษายน 2551 เวลา:13:05:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.