Group Blog
 
All Blogs
 
ทำไมหนูต้องเรียนเหมือนใคร

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยเชื่อหรอกครับเวลามีคนบอกว่า“...พี่น้องคลานตามกันมามีอุปนิสัย ความชอบ ความถนัด ความสนใจแตกต่างกัน...” ด้วยผมทึกทักเอาเองว่าการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันน่าจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาคล้ายคลึงกัน

แต่นั่นเป็นความเขลาส่วนตัวของผมครับเพราะทันทีที่มีลูกชายคนที่ 2 ผมเริ่มเรียนรู้แล้วว่ามนุษย์แต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน เหมือนกับว่าเราเกิดมาพร้อมกับ”กรรม”ส่วนตนกำหนดเอาไว้แล้ว

อย่างลูกชายทั้ง 2คนของผมเลี้ยงดูแบบเดียวกัน แต่นิสัยใจคอ ความสนใจ ความถนัดแตกต่างกันมากเจ้าสายน้ำ”ผู้พี่วัย 7 ขวบเป็นคนใจเย็น ง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่ความเป็นคนง่ายๆของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนเรื่อยเฉื่อยเขาชอบทานอาหารฝรั่งประเภทพิซซ่า มักกะโรนี เค้ก ฯลฯ มากกว่าอาหารประเภทข้าวบะหมี่ สามารถขลุกกับการประดิษฐ์ การต่อเลโก้ ได้เป็นวันๆ โปรดปรานการต่อหุ่นยนต์มากกว่าการขีดเขียนคิดเลขตามหลักสูตรการเรียนการสอนปกติ

ส่วน “สายเมฆ”คนน้องวัย 4 ขวบมีนิสัยใจร้อนชอบเอาชนะเป็นเด็กตั้งใจทำอะไรต้องทำให้ได้ บางครั้งเจอเกมปริศนาเขาวงกตยากๆเจ้าแสบเล็กจะจมอยู่กับการแก้ปัญหานั้นจนกว่าทำได้นิสัยการกินต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง เพราะเจ้าหนูชอบทานข้าวหรือบะหมี่เป็นหลักพอเป็นอาหารฝรั่งจะชิมนิดๆหน่อยๆแล้วเบือนหน้าหนี ส่วนความสนใจดูเหมือนทโมนผู้น้องจะชอบด้านภาษาด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่เล็ก

ความแตกต่างด้านนิสัยใจคอ ความถนัดความสนใจทำให้ผมและภรรยาต้องปรับใช้วิธีการสั่งสอนพวกเขาแตกต่างกัน หลายเรื่องสามารถหยิบยกมาใช้สอนพี่ชายแต่ไม่สามารถนำไปสอนน้องชายหรือบางอย่าง เช่นภาษาจีน ผู้เป็นน้องชายสนใจ ใคร่เรียนรู้ เขาชอบถาม”อาม่า”หรือ“ย่า”ให้สอนอ่านสอนเขียนเองแทบทุกคืนในขณะที่พี่ชายเมยเฉยไม่สนใจใยดี

เหล่านี้ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามว่า“การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทำไมต้องให้ออกแบบให้เหมือนๆกันโดยมีข้ออ้างว่าเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน”

ยิ่งผมเป็นคนประกอบอาชีพสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยยิ่งเห็นชัดว่าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการศึกษาของไทย นิยมออกแบบให้การศึกษาไทยให้เป็นเสมือนโรงงานผลิตบัณฑิตป้อนเข้าสู่สายพานการผลิตในวิชาชีพต่างๆมากกว่าจะเน้นสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ใฝ่รู้ และสามารถเรียนรู้ศึกษาไปตามความสนใจหรือความถนัดส่วนตน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของSirKen Robinson ในเรื่อง “Personalization Learning” หรือ “การเรียนรู้ส่วนบุคคล”

Sir Ken Robinson เป็นนักวิชาการชื่อดังระดับโลกในด้านการพัฒนาการศึกษาด้านแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แถมยังเป็นนักพูดระดับแถวหน้าของโลก หากใครได้ชมคลิปวีดีโอของเขาในการพูดรายการTED หัวข้อ “Bing on the learning revolution!” จะพบว่าเขาวิพากษ์ระบบการศึกษาของโลกได้อย่างตีแสกหน้าทีเดียว (สามารถชมได้ในYouTube)

Sir Ken Robinsonมีความคิดเห็นว่า การศึกษาควรเป็น”การเรียนรู้ส่วนบุคคล”มากกว่าการเรียนรู้ไปตามระบบมาตรฐานการศึกษาเช่นในปัจจุบัน

เนื่องเพราะเด็กทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจกมีความแตกต่างเฉพาะตัว เด็กแต่ละคนมีความถนัด ความสนใจความปรารถนาใฝ่ฝันแตกต่างกัน

แล้วทำไมเราต้องจัดการศึกษาให้เหมือนกันด้วยเล่า

ระบบการศึกษาทั่วโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน Sir KenRobinson อธิบายว่าเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ทำให้ระบบการศึกษามีลักษณะเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมกล่าวคือเป็นเส้นตรง เช่นต้องเริ่มต้นเรียนจากอนุบาลแล้วเรียนต่อระดับประถมศึกษาต่อด้วยระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโทและเอกเน้นความเป็นมาตรฐานให้เหมือนๆกันในทุกแห่ง

เขาวิพากษ์ระบบการศึกษานี้ว่าเป็นเหมือนอาหารFastfood อาหารขยะที่มีลักษณะสำเร็จรูปกินที่ไหนทั่วโลกก็มีรสเช่นเดียวกัน

แต่โลกในศตวรรษที่ 21แตกต่างจากโลกยุคเดิม SirKen Robinson มองว่า จำเป็นต้องปฏิวัติระบบการศึกษาเสียใหม่เพื่อให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจใหม่ ทั้งยังต้องดำรงวัฒนธรรมชุมชนที่หลากหลายของแต่ละเชื้อชาติเน้นความการเรียนส่วนบุคคลเพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในสังคม

แน่นอนครับว่าการเรียนรู้ส่วนบุคคลเช่นนี้จำต้อง “ยกรื้อ”ระบบการศึกษาตั้งแต่แนวคิดปรัชญาการศึกษา ตลอดจนหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน

ต้องเน้นใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วยให้เด็กทุกคนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ไปตามความถนัดความสนใจหรือความใฝ่ฝันส่วนตน

เช่นถ้าเด็กสนใจเรื่องปลูกต้นไม้ชอบเลี้ยงสัตว์ เขาก็สามารถไปเรียนเรื่องเหล่านี้เป็นการเฉพาะผ่านการสื่อสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องเรียนเหมือนเพื่อนๆในวัยเดียวกันหรือเด็กสามารถลงไปฝึกฝนกับชาวนา ชาวสวน ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นพัฒนาองค์ความรู้เรื่องที่เขาถนัดและชื่นชอบเด็กไม่จำเป็นต้องมานั่งทุกข์ระทมกับการเรียนการสอนในห้องสี่เหลี่ยม

บางคนอาจยั่วแย้งว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กถนัด หรือสนใจเรื่องอะไร ตรงนี้ผมมองว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในการสังเกต และช่วยดึงศักยภาพของเด็กออกมา ให้เด็กสามารถพัฒนาตนเองไปตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่มากกว่า

อย่างไรก็ตามในยุคสมัยที่เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาอันเนื่องมาจากการยึดกุมอย่างเหนียวแน่นของรัฐราชการไทย

เราในฐานะพ่อแม่ครูบาอาจารย์คงต้องช่วยกันพัฒนา สร้างเสริมบรรยากาศการเรียนรู้หรือสร้างเงื่อนไขให้ลูกหลาน หรือลูกศิษย์สามารถพัฒนาเรียนรู้ไปตามศักยภาพของแต่ละคนโดยไม่จำเป็นต้องให้เหมือนใคร


.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 83 เดือน พฤศจิกายน 2554





Create Date : 26 มีนาคม 2557
Last Update : 26 มีนาคม 2557 22:31:46 น. 0 comments
Counter : 359 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.