Group Blog
 
All Blogs
 
ชีวิตราคาถูก ?!?

จอห์น เป็นเพื่อนชาวออสซี่ที่ดูจะคลั่งไคล้เมืองไทยเอามากๆ โดยเริ่มต้นจากการติดใจเสน่ห์สาวไทย ก่อนจะไล่เรื่อยหลงใหลไปถึงอาหารไทย วัฒนธรรมไทย รวมทั้งภาษาไทย เขาวางแผนเที่ยวเมืองไทยมานานนับปี หัดไหว้ หัดพูดภาษาไทย ประเภท ซา-หวัด-ดี-คับ, ขอบ-คุณ-คับ, ลด-หน่อย-นะ ฯลฯ...

และแล้วเมื่อต้นปีนี้ จอห์นใช้เวลาร่วมสองเดือนตะลอนเที่ยวทั่วเมืองไทย พอกลับมาได้ไม่กี่วัน ผมแวะไปหาเขาที่บ้าน เพื่อพูดคุยถามไถ่ถึงเรื่องการเดินทางท่องทั่วไทย จอห์นบอกว่าประทับใจในมิตรไมตรีของคนไทยมาก แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาหงุดหงิดใจ...

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงชอบใช้ชีวิตแบบเสี่ยงๆ ขับรถหวาดเสียวมากๆ แถมนั่งรถยนต์ก็ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัย นั่งรถมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อค... ฯลฯ ” จอห์นบ่นยาวเชียวครับ

คำพูดของเขาทำให้ผมอดฉุกคิดทบทวนถึงคุณภาพชีวิตของคนไทย เด็กไทย เปรียบเทียบกับคนออสซี่ไม่ได้

เริ่มกันตั้งแต่เกิดทีเดียวครับ กฎหมายของออสเตรเลียกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดว่า ถ้าจะพาทารกน้อยแรกเกิดออกจากโรงพยาบาล พ่อแม่จะต้องมี Baby capsule มาด้วย ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้รับตัวเด็กออกไป

สำหรับเจ้า Baby capsule รูปร่างหน้าตาจะคล้ายๆกับตะกร้า มีหูหิ้วมั่นคงแข็งแรง ในตะกร้าสามารถรองรับน้ำหนักตัวเด็กทารกแรกเกิดถึงประมาณ 6 เดือน มีเข็มขัดนิรภัยรัดอย่างมั่นคง เวลาเดินทางโดยรถยนต์ กฎหมายออสซี่บังคับให้เด็กทารกต้องอยู่เฉพาะที่เบาะด้านหลัง นอนอยู่ใน Baby capsule หันหน้าไปทางด้านกระจกหลัง แต่พอเด็กโตขึ้นมาหน่อยถึงนั่ง Car seat เก้าอี้นิรภัย หันหน้ามาทางกระจกหน้า ใครฝ่าฝืน จับได้โทษหนัก

ด้วยเหตุที่ Baby capsule มีอายุใช้งานแค่ประมาณ 6 เดือน พ่อแม่ชาวออสซี่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเช่าจากร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้, ของเล่นเด็ก แต่มาในระยะหลังผู้ผลิต Car seat เก้าอี้นิรภัยได้ผนวก Baby capsule เข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่า ซื้อมาครั้งเดียวใช้ได้คุ้มตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนโตสอง-สามขวบเลยทีเดียว

หันย้อนกลับมามองเมืองไทย พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมอุ้มลูกทารกแรกเกิดไว้แนบอกขณะเดินทางด้วยรถยนต์ ตรงประเด็นนี้มีงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยจำนวนมากชี้ชัดว่า เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้น เด็กทารกในอ้อมกอดอาจพุ่งทะลุกระจกหน้าออกไป อันเนื่องมาจากความเร็วของรถ

ตัวอย่างประเภทนี้ยังดีนะครับ เพราะผมเคยเห็นคนขับรถจักรยานยนต์ ซ้อนท้ายด้วยหญิงสาวนัยว่าคงเป็นคุณแม่ลูกอ่อน เพราะอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมกอด ส่วนด้านหลังสุดยังมีเด็กตัวน้อยๆ อายุไม่น่าจะเกิน 4 ขวบ นั่งคร่อมอยู่ปลายเบาะ มือเกาะเอวแม่แน่น

เฮ้อ....เห็นภาพแบบนี้แล้ว อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร

พูดถึง Car seat เก้าอี้นิรภัยสำหรับเด็ก ในระยะหลัง เมืองไทยเราเริ่มมีพ่อแม่เข้าใจถึงโทษภัยของการปล่อยให้เด็กเล็กโดยสารรถยนต์ โดยไม่นั่งในเก้าอี้นิรภัยมากขึ้น

แต่แน่นอนครับว่า ยังมีพ่อแม่อีกจำนวนมากคิดว่า เก้าอี้นิรภัยเป็นอุปกรณ์แพงเกินความจำเป็น บ้างบอกว่าเคยลองให้ลูกนั่งเก้าอี้นิรภัยแล้ว แต่ลูกไม่ยอมนั่ง โวยวายร้องไห้ตลอด เลยไม่ใช้เก้าอี้นิรภัย

ด้วยเหตุนี้เอง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอุบัติเหตุทางรถยนต์จำนวนไม่น้อยในเมืองไทย ถึงมีเหยื่อเป็นเด็กตัวน้อยๆ

ไหนๆ พูดถึงเรื่องอุบัติเหตุด้านการเดินทางสัญจรแล้ว ขอแถมหน่อยว่า เมืองไทยเรายังขาดความใส่ใจเรื่องการป้องกันอุบัติภัยในด้านนี้มาก

ยกตัวอย่างง่ายๆที่เราๆท่านเห็นเป็นประจำนะครับ ประเภทรถโดยสารประจำทางขับขี่อย่างมาเฟียเจ้าถนน นึกปาดซ้ายแซงขวาก็ทำ นึกอยากจอดรถรับส่งผู้โดยสารกลางถนนก็ทำ นึกอยากกระชากรถออกทั้งที่คนยังขึ้นลงไม่เรียบร้อยก็ทำ...ฯลฯ

หากเป็นออสเตรเลีย คนขับรถโดยสารประเภทนี้นอกจากจะถูกจับกุมแล้ว ดีไม่ดียังถูกฟ้องเรียกเงินค่าเสียหายจากผู้ประสบเคราะห์ภัยจนหมดเนื้อหมดตัวแน่นอน
ครับ...นอกจากประเด็นเรื่องอุบัติเหตุจากการเดินทางแล้ว เรื่องง่ายๆใกล้ตัวอย่างเรื่องการนอนคว่ำ นอนหงายของเด็กทารกก็เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตอีกเช่นกัน

ในออสเตรเลีย รัฐบาลโดยหน่วยงานราชการและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พยายามรณรงค์ ให้พ่อแม่จับเด็กให้นอนหงาย เนื่องจากการวิจัยพบว่า เด็กทารกที่นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นที่นอนจำนวนมากตายด้วยโรคไหลตาย หรือ Sudden Infant Death Syndrome (SISD)

ขณะที่เมืองไทย พ่อแม่จำนวนมากยังเชื่อว่า หากให้ลูกนอนคว่ำหน้าจะทำให้รูปกะโหลกทุยสวยงาม โดยละเลยถึงอันตรายของโรคไหลตายในเด็ก เนื่องจากขาดความรู้ ความเข้าใจ

แน่นอนครับ...ไม่ใช่ว่าเด็กที่นอนคว่ำหน้าทุกคนจะตายด้วยโรคไหลตาย แต่ถ้าเลือกได้ พ่อแม่ทุกคนย่อมไม่อยากให้ลูกเกิดความเสี่ยงที่จะประสบภัยอันตรายใดๆ ไม่ใช่หรือ ?

เรื่องอาหารการกินเป็นปัญหาใหญ่ในด้านคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยเหมือนกัน

ใช่หรือไม่ว่าครับ วันนี้เราบริโภคผักผลไม้อาบสารพิษ ยาฆ่าแมลงสะสมในร่างกายแทบทุกวัน

ใช่หรือไม่ว่า เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัวที่วางขายตามท้องตลาด หรือแม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตชื่อดังจำนวนไม่น้อย มีสารเร่ง สารแปลกปลอมเจือปน

เช่นเดียวกับ อาหารทะเล ประเภท กุ้ง หอย ปู ปลา ล้วนมีสารเคมีอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของผู้บริโภค

แล้วเราจะทำอย่างไรดีกับปรากฏการณ์เช่นนี้ละครับ

จะปล่อยให้ราคาชีวิตของคนไทยถูกกว่าคนชาติอื่นๆกระนั้นหรือ

ผมคิดว่าเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดี จะต้องเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม


ในภาคประชาสังคม ผู้ประสบกับปัญหาคุณภาพชีวิตโดยตรง คงต้องรวมกลุ่มกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างจิตสำนึกสาธารณะ

ในส่วนของภาครัฐเอง ผมยังฝันเห็นองค์กรระดับชาติ ที่เฝ้าระวัง เตือนภัย สร้างจิตสำนึก และทำหน้าที่ในเชิงรุกด้านการคุ้มครอง ปกป้องสิทธิของประชาชน ในด้านคุณภาพชีวิต

แต่ขอร้องเถอะนะครับ...อย่าเป็นองค์กรประเภท ต้องรอให้เกิดเหตุร้ายขึ้นก่อนถึงขยับเป็นข่าวกันสักที

องค์กรแบบนี้เราๆท่านๆเห็นกันอยู่จนเอียนแล้วไม่ใช่หรือ

หรือคุณว่าอย่างไรครับ...


........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 10 เดือน ตุลาคม 2548








Create Date : 18 ธันวาคม 2550
Last Update : 18 ธันวาคม 2550 11:53:42 น. 1 comments
Counter : 338 Pageviews.

 
อึ้งเลยค่ะ
ใช่แล้ว
เห็นประจำเลยค่ะ

เมืองไทยน่าจะออกกฎหมายบังคับ


โดย: เอ๊กกี่ วันที่: 18 ธันวาคม 2550 เวลา:13:16:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.