Group Blog
 
All Blogs
 
ลงโทษอย่างสร้างสรรค์

จำได้ว่า สมัยเด็กทุกครั้งที่ผมซนหรือดื้องอแงจะต้องแลกมาด้วยรอยไม้เรียวปรากฏเป็นแนวยาวแสบร้อนแก้มก้นยิ่งนัก

“ความเจ็บ” และ “ความหวาดกลัว” คืออาวุธสำคัญของคนรุ่นก่อนในการควบคุมพฤติกรรมของเด็ก ด้วยความเชื่อว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” หรือ “ไม้เรียวสร้างคนให้เป็นรัฐมนตรี” ฯลฯ

แต่มาถึงวันนี้ หลายๆสังคมได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กจนมีข้อสรุปคล้ายกันว่า การใช้ความรุนแรงกับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่หนทางแห่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี

เนื่องเพราะเด็กส่วนใหญ่ที่ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกเฆี่ยนตีเพื่อเป็นการลงโทษนั้น มักคิดว่า พวกเขาได้ชดเชยการกระทำผิดของตนด้วยการถูกทำโทษอย่างรุนแรงไปแล้ว ดังนั้นเด็กจึงไม่คิดจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรืออุปนิสัยใดๆ

อีกทั้ง เด็กบางคนยังมีทัศนคติว่า “การใช้ความรุนแรงถือเป็นสิ่งปกติธรรมดา” เพราะพ่อแม่ หรือครูบาอาจารย์ใช้กระทำกับพวกเขาอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นหลายประเทศจึงถือว่าการทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ เป็นการกระทำทารุณกรรมต่อเด็ก (Child Abuse) มีความผิดตามกฎหมาย แม้แต่ในประเทศไทยก็มี พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ระบุไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 26 ว่า “...ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้บุคคลใด... กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก...”

แต่ถึงกระนั้น เราๆท่านๆคงเคยผ่านตา เรื่องการเฆี่ยนตี ทำร้ายร่างกายและจิตใจของเด็ก ภายใต้ข้ออ้างว่า “เป็นการสั่งสอน หรือลงโทษ ไม่ให้เสียผู้ เสียคน”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกชายของผมถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ เนื่องเพราะความแสบ ซน ดื้อ ของเขานั่นเอง ยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ดูคลิปสารคดีเชิงข่าวเกี่ยวกับครูโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งทำร้ายร่างกายเด็กนักเรียนตัวน้อยๆด้วยแล้ว ผมยิ่งใจคอไม่ค่อยดี

แต่โชคดีครับว่า โรงเรียนของเจ้าแสบ โดยเฉพาะคุณครูประจำชั้นมีวิธีลงโทษเจ้าทโมนน้อยของผมอย่างสร้างสรรค์

อืม...ลองมาดูวิธีลงโทษของคุณครูกันดีกว่าครับ

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่เพื่อนตัวน้อยๆในห้องกำลังนอนพักกลางวันอย่างมีความสุข เจ้าลิงน้อยชวนเพื่อนซี้คู่ใจป่วน...ปลุกเพื่อนๆมาเล่นกระโดดโลดเต้น สร้างความโกลาหลไปทั่วห้อง จนกระทั่งคุณครูเข้ามาห้ามปราม แล้วเรียกสองหัวโจกคุยเครียด

“...ถ้าพวกหนูกำลังนอนหลับอย่างมีความสุข แต่ถูกเพื่อนคนอื่นมาปลุก หนูจะรู้สึกอย่างไร”

“ ไม่ชอบครับ “ เด็กทั้งสองตอบโดยทันที

“ถ้าหนูไม่ชอบ เพื่อนๆของหนูที่นอนอยู่ก็ไม่ชอบเหมือนกัน ยิ่งปลุกมาเล่น เอะอะโวยวายแบบนี้ คิดว่าทำถูกต้องไหม”

“ไม่ถูกครับ”

“เมื่อรู้ตัวก็ดีแล้ว แต่ต้องมีการลงโทษ คราวหน้าจะได้ไม่ทำอีก ตกลงไหม”

“ตกลงครับ” คราวนี้เสียงของเจ้าหนูเริ่มอ่อย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องถูกลงโทษอย่างไร

ในที่สุดคุณครูตัดสินใจลงโทษคู่หูจอมซนด้วยการให้ออกมาหน้าห้องเล่านิทานจากหนังสือให้เพื่อนๆฟัง แต่ปัญหาคือ เด็กทั้งสองคนยังอ่านหนังสือไม่ออก ครูจึงให้พวกเขาใช้จินตนาการเล่าเรื่องจากรูปภาพที่เห็นในหนังสือ

แน่นอนครับว่า มันเป็นการกระตุ้นให้เด็กต้องปะติดปะต่อเรื่องเอาเองจากภาพที่เห็น ซึ่งสร้างความลำบากให้กับเด็กพอสมควร แต่ในที่สุดเจ้าลิงน้อยของผมก็สามารถมั่วเล่านิทานไปจนจบ แต่เพื่อนสนิทของเขายังทำไม่ได้ จึงต้องนำหนังสือนิทานเล่มนั้นกลับบ้านไปให้พ่อแม่อ่านให้ฟัง แล้วจำมาเล่าให้เพื่อนๆฟังในวันรุ่งขึ้น

ความซนของลูกชายผมยังไม่หมดครับ เย็นวันหนึ่ง ไม่รู้เขานึกหมั่นไส้เพื่อนอะไรขึ้นมา หยิบรองเท้าข้างหนึ่งของเพื่อน ซึ่งวางอยู่หน้าห้อง โยนลงไปบนระเบียงด้านนอก

พฤติกรรมของจอมเกเรน้อยถูกจับได้ หลังจากโดนคุณครูเทศนาชุดใหญ่ เขาก็ถูกทำโทษให้กลับบ้านไปคิดหาวิธีเอารองเท้าของเพื่อนขึ้นมาจากระเบียงให้ได้ พร้อมทั้งให้เขียนวิธีการ ขั้นตอนต่างๆอย่างละเอียดและวาดรูปมาประกอบด้วย

ตอนแรกเจ้าแสบมีไอเดียบรรเจิดมากครับ

“...เออ...ต้องเอารถดับเพลิงมาที่โรงเรียน เพราะรถดับเพลิงมีบันไดยาวๆ สูงๆ มาถึงก็ปีนบันไดขึ้นไปเอารองเท้าลงมา..

...เอารถเครนยกของมาก็ได้ครับ เอามาหิ้วตัวขึ้นไปบนระเบียงเอารองเท้าลงมา...”

แต่สุดท้ายหลังจากถกเถียงถึงความเป็นไปได้ และความเหมาะสมกับแม่ของเขา เจ้าหนูตัดสินใจใช้วิธีการหาไม้มาต่อให้ยาวๆเพื่อเขี่ยรองเท้าจากระเบียงให้ตกลงมาบนสนาม

คืนนั้น เมื่อได้ข้อสรุป เจ้าหนูมีหน้าที่คัดลอกเขียนแผนการ พลางวางรูปประกอบ

ครับ...แม้ว่าสุดท้ายวิธีการนี้จะไม่ได้นำมาใช้จริง เพราะคุณครูได้ชิงกระโดดลงไปบนระเบียงหยิบรองเท้าขึ้นมาก่อนแล้ว แต่ผมคิดว่าวิธีการลงโทษของคุณครูน่าสนใจยิ่ง

ถือว่า เป็นการลงโทษแบบสร้างสรรค์ (Creative punishment)

เพราะใช้โอกาสที่เด็กทำผิด สร้างเงื่อนไข กระตุ้นให้เด็กได้คิด ได้ใช้จินตนาการในการแก้ปัญหา แก้ไขสิ่งที่ตนทำผิดด้วยตนเอง ขณะเดียวกันเด็กก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองไปด้วย

วิธีการลงโทษเช่นนี้ เหมาะอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะลองนำมาประยุกต์ใช้ปราบเจ้าวายร้ายตัวน้อยประจำบ้าน

แหะ...แหะ..ว่าแต่ลูกไม่ต้องถูกทำโทษแบบสร้างสรรค์บ่อยๆก็ได้นะ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 61 เดือน มกราคม 2553





Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2553 22:29:27 น. 1 comments
Counter : 479 Pageviews.

 
แวะมาเยี่ยม...ลงโทษอย่างสร้างสรรค์ ดีมากครับ


โดย: **mp5** วันที่: 16 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:22:56:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.