Group Blog
 
All Blogs
 
ขอคุยเรื่องสื่ออีกครั้ง

ขณะเขียนต้นฉบับ...ผู้คนในสังคมไทยกำลังถกเถียงเกี่ยวกับการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ หรือที่นิยมเรียกกันสั้นๆว่า “การจัดเรตติ้งทีวี”

กลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง นักวิชาการด้านสื่อ และคนทำงานด้านเครือข่ายครอบครัวต้องการให้กรมประชาสัมพันธ์เร่งจัดเรตติ้งทีวีให้มีประสิทธิภาพ และกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอรายการโทรทัศน์ โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้เด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสดูรายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับวัย ไม่ใช่ดูแต่รายการเกมส์โชว์ ละครน้ำเน่า

ส่วนนายทุนเจ้าของรายการ ตลอดจนดารานักแสดง คนทำรายการทีวีต่างเรียกร้องให้รัฐระงับการจัดเรตติ้งทีวี โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาในการนำเสนอรายการโทรทัศน์ ด้วยเหตุผลว่า ต้องการเสรีภาพในการนำเสนอรายการโทรทัศน์

ประเด็นข้อถกเถียงนี้ ทำให้ผมย้อนนึกถึงวันแรกที่สอนวิชา การจัดการธุรกิจในอุตสาหกรรมการสื่อสาร ให้กับนักศึกษาปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันนั้น ผมโยนคำถามให้กับนักศึกษาร่วมห้าสิบคนช่วยกันขบคิดว่า อุตสาหกรรมการสื่อสารเหมือนหรือแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ

นักศึกษาสาวสวยคนหนึ่งยกมือตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “...เหมือนกันคะ เพราะเป็นธุรกิจที่หวังผลกำไรสูงสุดเหมือนกัน...”

นักศึกษาหลายคนในห้องพยักหน้าตาม หงึกๆ ผมจึงถามต่อว่า “อย่างงั้นพวกคุณคิดว่าการทำหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทำรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ให้กับผู้บริโภค มันเหมือนกับการทำอาหาร ทำสบู่ ยาสระผมขายให้กับผู้บริโภคละสิ...”

เอาสิครับ...คราวนี้นักศึกษานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะมีเสียงจากท้ายห้องแว่วมาอย่างแผ่วเบาแบบไม่ค่อยไม่มั่นใจว่า “เออ...คิดว่าน่าจะต่างกันนะคะ เพราะสื่อมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากกว่าสินค้าอื่น”

ครับ นั่นเป็นการเปิดโหมโรงของผมก่อนจะสอนอธิบายให้นักศึกษาเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมการสื่อสารว่า...

“...แม้ว่าด้านหนึ่งของอุตสาหกรรมการสื่อสารจะเป็นการผลิตสินค้าที่มุ่งตอบสนองต่อความต้องการและความนิยมของตลาดเป็นหลักใหญ่ เหมือนกับสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆเพื่อให้ได้ตลาดที่กว้างและได้ผลกำไรมากๆ

...แต่อีกด้านหนึ่งนั้นอุตสาหกรรมการสื่อสารยังเกี่ยวข้องกับความคิด ความเชื่อ ค่านิยม อุดมคติที่แตกต่างหลากหลายของผู้คน อีกทั้งสินค้าหรือผลผลิตจากอุตสาหกรรมการสื่อสารยังเป็นสินค้าที่มีลักษณะพิเศษ นั่นคือมีมติทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกด้วย...

ด้วยเหตุนี้ ผู้อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมการสื่อสารควรตระหนักว่า ผลผลิตของตนมีพลังอย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ถูกต้องนักหากจะคำนึงแต่เพียงตัวเลขผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยขาดมติของการรับผิดชอบต่อสังคม...”

อย่างเราๆท่านๆเป็นผู้ใหญ่ ผ่านร้อนผ่านหนาวจนเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นผู้ปกครองของเด็กตัวน้อยๆ ใช่หรือไม่ว่าหลายครั้งที่หลงเคลิ้มไปกับคำโฆษณาผ่านสื่อหลากหลาย ใช่หรือไม่ว่าหลายครั้งที่หลงเชื่อคำลวงจากข่าวสารข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ

แล้วเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาละครับ ได้รับชมละครประเภทนางร้ายร้องกรี๊ดดดๆๆๆ กระโดดตบนางเอกเพื่อแย่งพระเอก หรือได้ดูแต่โฆษณาขนม อาหารขยะหลากหลายชนิดที่ประเคนโหมล่อเด็กอยู่ทุกครั้งที่เปิดโทรทัศน์ อนาคตของชาติเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

เรื่องอิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะพิษภัยของสื่อทีวีที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและสภาพจิตใจของเด็กและเยาวชนนั้น ได้มีการพิสูจน์ชัดแล้วจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจัดเรตติ้งทีวี โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาในการนำเสนอรายการโทรทัศน์ให้เหมาะสม

แต่การจัดเรตติ้งทีวีโดยโยนภาระการตัดสินใจให้กับหน่วยงานรัฐ อย่างกรมประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้องนัก เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการถอยหลังเข้าคลองเหมือนกรณีการเซ็นเซอร์ภาพยนต์อีก

ดังนั้นจำเป็นที่พ่อแม่ ผู้ปกครองในฐานะปัจเจกชน หรือในนามของกลุ่มองค์กรต่างๆ ต้องสร้างเครือข่าย เชื่อมโยง ประสานงานกันรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของสื่อ ขณะเดียวกันยังต้องบ่มเพาะลูกน้อยให้รู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) ให้มากขึ้น รวมทั้งต้องจับตามองรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา หรือผลผลิตจากอุตสาหกรรมการสื่อสารต่างๆว่าจะมีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อลูกหลานหรือไม่

ครับ...พลังของเครือข่ายครอบครัวเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการทัดทานอำนาจของทุนอุตสาหกรรมการสื่อสารที่มุ่งเน้นแต่เพียงผลกำไร

ปรากฏการณ์ของการทัดทานเช่นนี้ เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ในออสเตรเลีย

ตอนนี้เทรนด์ในการณรงค์เรียกร้องให้ควบคุมการโฆษณาขนมขบเคี้ยวของเด็ก กลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่ร้อนแรงเหมือนเทรนด์การควบคุมโฆษณาเหล้า และบุหรี่ในทศวรรษที่ผ่านมา

ถึงเวลาแล้วที่พวกเรา ผู้เป็นพ่อเป็นแม่จะต้องสวมบทบาทนักสืบ เฝ้าระวังสื่ออย่างใกล้ชิด ไม่กระพริบตา
........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 33 เดือน กันยายน 2550




Create Date : 09 พฤษภาคม 2551
Last Update : 9 พฤษภาคม 2551 13:22:04 น. 2 comments
Counter : 332 Pageviews.

 
เห็นด้วยอย่างยื่งยวดกับบทความของคุณค่ะ

ที่เยอรมนี รายการหนังน้ำเน่า เด็กไม่ค่ยได้ดูเพราะพ่อแม่จะดูโปรแกรมหนัง ละครที่มีสาระให้ลูก
อะไรดีให้ดู อะไรแย่ปิดเลย ที่ทราบเพราะคุยกับแม่คนอื่นๆบ่อยๆ
และแลกเปลี่ยนซีดี กันด้วย

เห็นหนังละครบ้านเราแล้ว ดูๆไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย มีนางอิจฉา มีการแกล้งกัน เป็นตัวอย่างให้เด็กเห็น
บางบ้านตกค้ำดูละครน้ำเน่าเหล่านี้บางคนเอ็นดูท่าทางตุ้งติ้งของนางอิจฉา ชมว่าแสดงดี เด็กๆที่นั้งดูแบบว่ายังไม่มีความคิดเป็นของตนเอง
จะคิดว่า เออ โก้ดีนะ และอาจจะเอาเป็นตัวอย่างเพราะคิดว่าธรรมดา

สมัยดิฉันเป็นเด็กๆ ยังมีหนังสอนใจให้คติบ้าง แบบ หุ่นไล่กา หรือ ภิภพมัจจุราช ตอนนั้นกลัวมากว่าหากแกล้งใครแล้วจะโดนแกล้งตอบ หรือจะตีแมวที่มากวนก็กลัวเมื่อตายจะกลายไปเกิดเป็นแมว
หนังรักไม่ได้ดูเลย เพราะคุณพ่อคุณแม่ห้าม ได้ดูแต่ข่าว และฟังนิทานจากวืทยุก่อนนอนเท่านั้น ท่านจะบอกว่า หนังพวกนั้นคือขยะ รกสมอง

ฟังดูอาจจะเป็นสิ่งน่าขำ แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ดิฉันได้เก็บไว้เป็นนิสัย ไม่อยากอิจฉาใคร เพราะไม่อยากโง่ทำให้ตนเองไม่สบายใจ ไมโกงใครเพราะไม่อยากถูกโกง และไม่โกหกใครเพราะเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมตาม
หนังทั้งสองเรื่องที่กล่าวมา



โดย: It-ta-tee วันที่: 21 พฤษภาคม 2551 เวลา:21:34:58 น.  

 
ใครคนเขียนอ่ะ ไม่มีชื่อ แต่เป็นบทความที่ดีมาก


โดย: tatata IP: 122.154.33.117 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:20:43:25 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.