Group Blog
 
All Blogs
 
ศูนย์เลี้ยงเด็กในออฟฟิต

น้องอ้อย หวานเจี๊ยบ เป็นเพื่อนรุ่นน้องสมัยผมเรียนปริญญาโทที่ซิดนีย์ เธอเป็นสาวมั่น แกร่งและเก่งไม่แพ้ใคร พอเรียนจบอ้อยบินกลับมาเมืองไทยทำงานในองค์กรธุรกิจการสื่อสารระดับยักษ์ เธอตกหลุมรักและแต่งงานกับหนุ่มวิศวกรร่วมบริษัท

ล่าสุด...น้องอ้อยโทรศัพท์มาแจ้งข่าวดีว่า ตอนนี้เธอกลายเป็นคุณแม่ป้ายแดงเพราะเพิ่งคลอดลูกสาวตัวน้อยๆได้เดือนเศษ หลังจากพูดคุยแสดงความยินดีและซักถามเกี่ยวกับแม่เทพธิดาตัวเล็ก อ้อยได้ปรึกษากึ่งบ่นให้ผมฟังว่า

“...พี่ ช่วงนี้อ้อยเครียดมากเลย ไม่ได้เครียดเรื่องของยายหนูนะคะ แกกินง่าย นอนง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ หนูเครียดเพราะวันหยุดลาคลอดกำลังจะหมด ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายายหนูไปฝากเลี้ยงที่ไหนดี แฟนอ้อยเขาอยากให้อ้อยลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกอย่างเดียว แต่อ้อยยังสนุกกับงาน ยังอยากทำงาน อีกอย่างลำพังอาศัยแค่เงินเดือนแฟนอ้อยคนเดียวไม่พอเลี้ยงยายหนูแน่...”

“อ้าว...ทำไมไม่เอาลูกไปฝากให้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายเขาช่วยเลี้ยงละ หรือไม่ก็ให้ญาติพี่น้องช่วยเลี้ยงดีกว่าฝากให้คนอื่นเขาดูแลลูกเรานะ” ผมเอ่ยถามขึ้นพร้อมแสดงความเห็นไปในตัว

“พ่อแม่ของแฟนหนูเขาอยู่ต่างจังหวัดคะ หนูไม่อยากทิ้งลูกไปไกลหรอกคะ ส่วนพ่อแม่ของหนูท่านแก่มากแล้ว ท่านบอกว่าช่วยเลี้ยงหลานให้แป๊บๆไม่เป็นไร แต่จะให้เลี้ยงยาวๆนานๆคงไม่ไหว หนูเข้าใจนะคะ เพราะสุขภาพของท่านไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ญาติคนอื่นๆไม่มีใครว่างพอจะมาช่วยเลี้ยงหรอกคะ แต่ละคนก็มีภาระของตัวเอง...

...ตอนแรกอ้อยคิดจ้างพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงลูกที่บ้าน แต่คิดไปคิดมา รู้สึกไม่ไว้ใจที่จะปล่อยลูกไว้กับใครที่ไม่รู้จัก ยิ่งปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวด้วยยิ่งกังวลใหญ่ ตอนนี้เลยมองหาเนิร์สเซอรี่ เลี้ยงเด็กอ่อนอยู่ แต่เท่าที่เจอมันไกลจากที่ทำงานหนูมาก”

“เออ...ทำไมไม่หาใกล้บ้านละ ไปหาใกล้ที่ทำงานทำไม” ผมสงสัย

อ้อยอธิบายว่า “ปกติหนูกับแฟนทำงานเสร็จประมาณห้าหกโมงเย็น ถ้าให้ลูกอยู่เนิร์สเซอรี่ใกล้บ้าน กว่าจะฝ่าการจราจรไปรับลูกได้คงทุ่มสองทุ่มพอดี”

ครับ...ปัญหาหนักอกของอ้อย คงเป็นประสบการณ์ร่วมของ Working Mom จำนวนไม่น้อยในสังคมไทย ประเภทพอคลอดลูกไม่ทันไรก็ต้องวิ่งวุ่นหาศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนทันที

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปถึงสมัยเรียนปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นเรามีกิจกรรมลงพื้นที่สัมผัสพบปะพูดคุยกับกรรมกรในย่านอุตสาหกรรมหลักๆในกรุงเทพและปริมณฑล ปัญหาร่วมอย่างหนึ่งของคนงานหญิงคือ ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกอ่อนของเธอที่ไหนดี

คนงานหลายคนจำใจเอาลูกกลับไปฝากให้พ่อแม่เลี้ยงที่ต่างจังหวัด เรียกว่าลูกห่างอกพ่อแม่ตั้งแต่เป็นเบบี๊เลย ส่วนคนงานก่อสร้างตามไซด์งานต่างๆ มักจะปล่อยให้ลูกเล็กเด็กแดง คืบคลาน วิ่งเล่นอยู่บริเวณก่อสร้าง ทำให้หลายครั้งเกิดอุบัติเหตุอันน่าสลดใจยิ่ง

ดังนั้นหนึ่งในข้อเรียกร้องของกรรมกรหญิงคือ อยากให้สถานประกอบการมีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนในสถานประกอบการหรือในชุมชนของตนเอง

ข้อเรียกร้องนี้ในที่สุดได้รับการขานรับจากกระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กเพื่อผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบกิจการและชุมชนขึ้น นัยว่าโครงการนี้จะมุ่งรณรงค์ให้สถานประกอบการทั่วประเทศกว่า 300,000 แห่ง จัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กด้วยความสมัครใจ

แน่นอนครับว่า สถานประกอบการที่จะจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กย่อมต้องมีความพร้อมด้านสถานที่ บุลากร และอุปกรณ์ต่างๆก่อน ไม่ใช่ว่าคิดอยากจะจัดตั้งก็ทำได้เลย

เรื่องการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทำงาน โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องควรสนับสนุนและควรรณรงค์ให้กว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กในที่ทำงานทำให้พ่อหรือแม่สามารถใกล้ชิดลูกได้มากขึ้น

ช่วงว่างจากการทำงาน หรือช่วงพักกลางวัน แม่อาจจะแวะมาให้นมแม่กับลูกน้อยด้วยตนเอง หรืออาจจะแวะเข้ามากอด มาหอม มาพูดคุย ฟัดลูกน้อยเล่นก่อนกลับไปทำงาน เป็นการชาร์ทแบต เติมพลังในการทำงานที่ดีเยี่ยม

ทารกที่ใกล้ชิดพ่อแม่ ได้รับการส่งเสริมการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญาอย่างถูกต้องจากพี่เลี้ยงเด็กที่มีมาตรฐาน ย่อมมีโอกาสพัฒนาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต

หากมองในแง่ของสถานประกอบการเอง การสร้างศูนย์เลี้ยงเด็กขึ้นในสถานประกอบการนอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กับพนักงาน เพื่อนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรเองอีกด้วย

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจหลายแห่งพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ของตนเองโดยอิงกับหลักการตลาดแนวเพื่อสังคม หรือที่รู้จักกันดีในนามของ “Corporate Social Responsibility (CSR)” ผมคิดว่า การทำ CSR ที่ใกล้ตัวที่สุดน่าจะเริ่มได้จากการทำประโยชน์ให้กับพนักงานในองค์กรตนเอง เช่นโครงการนี้

แต่แน่นอนครับ ลำพังถ้าจะให้สถานประกอบการเอกชน ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กเองคงมีเถ้าแก่ใหญ่ เจ้าของกิจการ หรือ ซีอีโอ หลายคนคิดว่าเป็นการกระทำที่สิ้นเปลือง ไม่ได้ผลตอบแทนอย่างเห็นรูปธรรม

ดังนั้น หากฝ่ายรัฐคิดจะรณรงค์โครงการนี้อย่างจริงจัง ควรจะจับมือร่วมกับหลายภาคส่วน ทั้งในองค์กรของรัฐเอง รวมถึงองค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และในส่วนของกรรมกร พนักงาน ลูกจ้าง ร่วมกันสนับสนุน ผลักดัน สร้างความเข้าใจและความตระหนักร่วมกันในการก่อตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กให้เกิดขึ้นในสถานประกอบกิจการและชุมชน

ในส่วนของภาคการเมืองไหนๆก็ใกล้เลือกตั้งเข้ามาแล้ว พรรคการเมืองควรจะตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ควรมีนโยบายสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม เช่นอาจจะใช้เงื่อนไขการลดหย่อนทางภาษี หรืออื่นๆ มาช่วยกระตุ้นให้โครงการนี้ขยายผลจากการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก 67 แห่งเช่นในปัจจุบัน เป็น 300,000 แห่ง ตามเป้าหมาย

แต่ถ้านักการเมืองไทยไม่อยากให้ประชากรในอนาคตเป็นคนมีคุณภาพ ก็ลืมเรื่องนี้ไปเถอะครับ !

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 31 เดือน กรกฏาคม 2550







Create Date : 07 เมษายน 2551
Last Update : 7 เมษายน 2551 12:51:37 น. 8 comments
Counter : 495 Pageviews.

 
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ ควรจะมีเพราะตอนนี้ก็ส่งลูกไปอยู่เนอสเซอรี่เหมือนกัน แต่ก็ดีหน่อยที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน ไปรับลุกได้เร็วค่ะ แต่ก็คิดถึงเหมือนกันช่วงกลางวัน นี่ถ้าได้เจอกลางวันก็จะดีไม่น้อย


โดย: นู๋จ๋ายเจ้าขา วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:14:46:51 น.  

 


โดย: หนังสือมือสอง (AngelTomorrow ) วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:22:39:11 น.  

 
อาจารย์ขา แนะให้ไปทำที่รักลูกคะ เค้าอนุญาติให้เอาลูกมาเลี้ยงที่ออฟฟิศได้คะ อิอิ


โดย: ลูกสมุน วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:22:49:21 น.  

 
ทุกอย่างจะเป็นจริงได้แน่นอนค่ะ ถ้าทุกส่วน หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนให้ความสำคัญ และตั้งใจจริง

แต่ในความเป็นจริง ทุกส่วน ทุกหน่วยงาน ห่วงแต่ผลประโยชน์

กรรมจึงตกอยู่กับอนาคตของชาติ... เห็นภาพเลยค่ะ ว่าอนาคตต่อ ๆ ไปจะเป็นเช่นไร ถ้ายังไม่มีใครให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม


โดย: viji (viji ) วันที่: 9 เมษายน 2551 เวลา:11:56:24 น.  

 
เมื่อไหร่ที่ ม. เราจะมีครับ?
ไม่ใช่สำหรับอาจารย์นะ

สำหรับนักศึกษา!!!

ผมมองโลกแง่ร้ายเกินไปรึเปล่านะ

คิคิ


โดย: Dinner31 วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:9:45:53 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ไทย คร้าบบบบบบ....


โดย: friendlymitt IP: 58.147.56.134 วันที่: 14 เมษายน 2551 เวลา:18:14:59 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ไทยครับคุณ friendlymitt ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ


โดย: สายน้ำกับสายเมฆ วันที่: 16 เมษายน 2551 เวลา:10:28:45 น.  

 
กระทรวงแรงงานดูแลคนทำงานทั่วประเทศ อยากให้ดูแลเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานบ้างจังเลย น่าจะเปิดศูนย์เลี้ยงเด็กในกระทรวงแรงงานบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่ก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน เห็นให้กรอกแบบสอบถามหลายรอบแล้ว


โดย: mom IP: 172.16.10.31, 115.31.138.2, 117.121.208.2 วันที่: 30 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:58:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.