แม่จะเข็มแข็งเพื่อหนู/ที่หนึ่งในหัวใจ
Group Blog
 
All blogs
 

เครียดจัง...ย้ายโรงเรียนให้ลูก(5)

แม่ปรึกษากับพ่อว่าจะให้หนูเข้าเรียนโรงเรียนอะไรดีในปีการศึกษาหน้าเมื่อหนูขึ้น อนุบาล 1 ซึ่งไม่ใช่แค่คิดว่าจะเรียนแนวไหนดี แต่ต้องคิดไปถึงเรื่องที่จะต้องเรียนในชั้น ป 1 ด้วย แม่บอกตรงๆว่า ยิ่งแม่อ่านหนังสือเยอะ ศึกษาหาข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้แม่สับสนและรู้สึกไม่มั่นใจในระบบการเรียนการสอนในแต่ละโรงเรียนที่แม่เลือกเลย และเมื่อแม่มาตั้งสติ คิดโดยรวบรวมเอาตัวหนูเป็นที่ตั้ง โดยเริ่มจากบุคลิกของหนู ความชอบ แล้วค่อยๆแตกไปยังแนวทาง หลักสูตรของโรงเรียนต่างๆที่แม่เลือกไว้

โรงเรียนแรกเป็นโรงเรียน ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับลูกพี่ลูกน้องหนูมาถึง 2 คน เป็นโรงเรียนที่เน้นแนววิชาการมากๆ มีแค่ชั้น อนุบาล 1-3 เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ไปสอบต่อยังโรงเรียนในเครือคาทอลิกเสียเป็นส่วนใหญ่ และในจำนวนนั้นลูกพี่ลูกน้องหนูก็สามารถฝ่าฟัน เข้าเรียนโรงเรียนคอทอลิกชื่อดังได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อได้เข้าไปเรียนแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าการเรียนการสอนของที่โรงเรียนนี้ไม่ธรรมดาเพราะเด็กๆที่จบมาแทบไม่ต้องปรับตัวเพื่อรับวิชาการที่เพิ่มขึ้นในชั้น ป 1 เลย ข้อดีของโรงเรียนนี้ คือ ค่าเทอมไม่แพงมากนัก เมื่อเทียบกับโรงเรียนในละแวกเดียวกัน ใกล้บ้าน จำนวนเด็กในห้องน้อย ทำให้ครูสามารถดูแลได้ทั่วถึง ครูเอาใจใส่เป็นอย่างดี หากเด็กไม่ทำการบ้าน ครูจะโทรแจ้งผู้ปกครองทันที ส่วนข้อเสีย คือ โรงเรียนเล็กมากๆ ทำให้ไม่ค่อยมีพื้นที่สำหรับวิ่งเล่น ครูออกจะมีแนวการสอนแบบสมัยเก่า ไม่ค่อยมีจิตวิทยากับเด็กๆเท่าไหร่(ซึ่งข้อนี้สำหรับแม่ถือว่าสำคัญสำหรับหนู เพราะหนูไม่ค่อยเหมือนเด็กคนอื่นเท่าไหร่นัก) และเข้มงวดมากๆ

โรงเรียนที่สอง เป็นโรงเรียนแนวเตรียมความพร้อม เด็กๆส่วนใหญ่สอบเข้าโรงเรียนเครือสาธิต เน้นการเข้าสังคม การเรียนรู้ด้วยตัวเอง และมีไหวพริบปฎิภาณรอบด้าน ข้อดี เป็นโรงเรียนที่ใครๆก็อยากจะให้มาเรียน แสดงให้เห็นว่าคุณภาพของโรงเรียนดีในระดับหนึ่ง ใกล้บ้าน มีกิจกรรมให้เลือกทำหลายอย่าง ข้อเสีย ค่าเทอมค่อนข้างแพง ซึ่งแพงกว่าโรงเรียนแรกถึงสองเท่า รถติดมาก บรรยายกาศในโรงเรียนแออัดไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ได้วิ่งเล่น

โรงเรียนที่สามโรงเรียนแนววิถีพุทธ อันนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับแม่ แม่ไม่เคยรู้จักหรือเคยได้ยินมาก่อน จนเมื่อเราได้ย้ายบ้านใหม่แล้วบังเอิญอยู่ใกล้กับโรงเรียนนี้ แบบชนิดที่ว่ารั้วติดกัน แม่เลยลองไปหาข้อมูลดู แม่บอกตรงๆว่าแม่ชอบแนวคิดและวิธีการเรียนการสอน ชอบสิ่งแวดล้อม บรรยากาศ ชอบที่เด็กๆไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียน ชอบที่โรงเรียนสอนให้เด็กรู้จักคุณค่าของสิ่งของต่างๆ ชอบที่สอนให้เด็กคิดริเริ่มค้นหาข้อมูลจากความอยากรู้ของตัวเองไปจนกระทั่งเจอคำตอบ แต่ปัญหาคือพ่อหนูคัดค้านไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดการเรียนแบบนี้ ออกจะแตกต่างจากระบบการเรียนการสอนของบ้านเราโดยทั่วไป หลายคนว่าหากเรียนที่นี่เมื่อจบแล้วต้องไปเรียนต่อเมืองนอก หรือหากเรียนต่อที่เมืองไทย บางวิชาจะตามเพื่อนๆไม่ค่อยทัน ซึ่งอันนี้แม่ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากแม่ยังไม่เคยคิดว่าจะส่งหนูไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา โรงเรียนนี้เลยต้องตัดออกไปโดยปริยาย

ส่วนโรงเรียนสุดท้ายที่แม่เลือก เป็นโรงเรียนสองภาษา ซึ่งตอนแรกแม่ไม่ได้สนใจโรงเรียนแนวนี้เลย เพราะคิดว่าถึงให้หนูเรียนไปแล้วไม่ได้ต่อจนจบ มัธยม 6 แม่ก็คิดว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไรแล้วก็จะเสียค่าเทอมแพงๆไปเสียป่าว แต่แม่ก็ต้องกลับมาคิดใหม่ โรงเรียนนี้เป็นเครือโรงเรียนเดียวกับที่แม่เคยเรียนสมัยประถม สมัยก่อนยังไม่มีโรงเรียนสองภาษา เป็นโรงเรียนเอกชนธรรมดา ในสมัยนั้นโรงเรียนนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียวทั้งวิชาการและกิจกรรมต่างๆ แม่ต้องกลับไปหาข้อมูลใหม่ เมื่อมีคนรู้จักใกล้ชิดมาช่วยยืนยันว่าโรงเรียนสองภาษานี้ดีมากในละแวกนั้น และลูกของคนรู้จักก็จบมาจากที่โรงเรียนนี้ ถึงแม้น้องเค้าจะเอ็นทรานซ์ไม่ได้ในคณะที่ชอบแต่ก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนภาคภาษาอังกฤษได้อย่างสบายๆ และแนวทางการเรียนของโรงเรียนนี้จะเป็นแนวผสมระหว่างวิชาการกับแนวเตรียมความพร้อมเสียมากกว่า อาจจะเป้นเพราะต้องมีการสื่อสารกันสองภาษาเลยทำให้เร่งเรียนมากไม่ได้ ข้อเสียของโรงเรียนนี้คือ เด็กต่อห้องค่อนข้างเยอะทีเดียว รถติด และค่าเทอมก็แพงกว่าโรงเรียนธรรมดาเสียด้วยสิ

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกแม่พาพ่อและหนูตระเวนไปตามโรงเรียนที่แม่ได้เลือกไว้ เพื่อพูดคุยกับครูอีกครั้ง ดูระยะทาง ระยะเวลาไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเรียน บรรยากาศโดยรวมๆ ดูปฏิกิริยาของหนู เสร็จแล้วเราก็กลับมาพูดคุยกันที่บ้านอีกครั้ง....




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2549 22:57:37 น.
Counter : 378 Pageviews.  

ดื้อ......

แม่ต้องรีบขัดจังหวะเขียนเรื่องโรงเรียนของหนูมาหัวข้อสำคัญอันนี้ก่อนเลย เรื่อง ดื้อ แม่ก็เคยคิดเล่นๆนะว่า เด็กๆเรื่องซนกับดื้อมักเป็นของคู่กัน แต่สำหรับหนูเมื่อก่อนหนูจะยังไม่ดื้อมากนัก อันนี้ตามความรู้สึกของแม่นะ หนูจะแนวซนๆเสียมากแต่ไม่ดื้อ ยังฟังที่แม่พูด ถ้าบอกให้ทำพูดกันดีดีจะรู้เรื่องจะทำตามแทบจะทุกครั้ง แต่มาช่วงหลังๆนี้ หนูออกอาการดื้อเสียมากมายและค่อนข้างหนักหนา เพราะอาการดื้อของหนูมันเต็มไปด้วยคำอ้างที่ยังหาเหตุผลดีดีให้ตัวเองยังไม่ได้(ตามประสาเด็ก) อีกทั้งยังมีท่าทางที่ทำให้แม่ไม่ค่อยสบอารมณ์อย่างมากด้วย เรื่องล่าสุดคือเรื่องทานยา แม่ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนะว่า คำว่า ขม ใครเป็นคนสอนหนู แล้วหนูรู้ได้อย่างไรว่ารสชาดของสิ่งที่มัน ขมๆ เป็นอย่างไร เมื่อก่อนเรื่องทานยาสำหรับหนูเป็นอะไรที่แม่ไม่ต้องออกแรงเลย แค่ยื่นหลอดยาให้หนูจะรับแล้วทานทันที อาจจะเพราะช่วงปีที่แล้วจนถึงกลางปีนี้ หนูกับคุณหมอและหลอดยาเป็นของคู่กัน หนูต้องมีเรื่องไปหาคุณหมอเกือบทุกเดือนเชียว จนทำให้รู้สึกชินกับรสยากระมัง แต่มาเมื่อช่วงอาทิตย์นี้หนูทานยาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ แม่ต้องเรียกเป็นสิบครั้งแถมยังไม่ยอมทานเสียอีก บอกยาขมบ้างหล่ะ สีขาวไม่ชอบบ้างหล่ะ อยากกินแต่สีแดงบ้างหล่ะ พอแม่บอกว่ายาหลอดนี้ไม่ขม หนูก็เถียงว่ามันขม หนูชิมแล้ว พอถามว่าขมๆเป็นอย่างไร หนูก็นิ่งแล้วเปลี่ยนใหม่บอกว่าหนูไม่ชอบมันไม่อร่อย แต่ยังไงแม่ก็ต้องบังคับให้หนูทานให้ได้ จนหนูรู้แน่แล้วว่ายังไงก็ต้องทาน คราวนี้ก็จะเริ่มอาการโยนข้าวของ เตะเก้าอี้ และสุดท้ายพ่นน้ำลาย แน่หล่ะว่าอาการเหล่านี้แม่ไม่ปลื้มเลยจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องพ่นน้ำลาย อาการนี้จะเป็นทุกครั้งที่ใครพูดไม่ถูกใจ หรือพูดว่ากล่าวหนู ตอนแรกๆแม่ไม่รู้ว่าหนูมีอาการเหล่านี้ได้อย่างไร แต่ในที่สุดคำเฉลยก็ปรากฎเมื่อแม่ไปแอบยืนดูหนูเรียนที่โรงเรียน แล้วบังเอิญไปพบเพื่อนๆหนู กำลังยืนพ่นน้ำลายกันใหญ่ แต่ที่เพื่อนๆทำกันเค้าทำเหมือนเล่นๆเสียมากกว่า ตัวหนูคงนำมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง แล้วยิ่งพอเห็นว่าแม่และคนรอบข้าง ว่าทุกครั้งเมื่อหนูทำ กลับกลายเป็นว่าหนูยิ่งทำมากขึ้นเป็นการเรียกร้องความสนใจไปในตัว ตอนนี้ยิ่งหนูพูดได้มากขึ้น สามารถสื่อสารและเข้าใจกันมากขึ้น หนูก็ยิ่งดื้อมากขึ้น โดยเฉพาะกับพ่อ ขนาดแม่เป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอดทนมากนัก แต่เมื่อเทียบกับพ่อหนูแล้ว กลายเป็นแม่อดทนกับหนูได้เก่งนักเชียวหล่ะ ล่าสุดตอนให้ทานยาหนูออกอาการเดิมไม่ยอมทานไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ไม่ยอมทาน จนสุดท้ายแม่ต้องไล่ทุกคนออกไปแล้วอยู่กับหนูแค่สองคน แม่บอกว่าถ้าหนูไม่ยอมทานยา แม่จะอยู่เป็นเพื่อนหนูในห้อง และจะให้คนอื่นๆที่รอหนูอยู่ไปเที่ยวกันก่อน ตอนแรกหนูยังดื้อแพ่งไม่ยอมทาน จนเห็นท่าทางที่เอาจริงของแม่ หนูจึงหยิบหลอดยาไปทานอย่างง่ายดาย เลยทำให้แม่รู้ว่า เด็กยังไงก็คือเด็ก ยังไม่รู้เท่าทันผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่เอาจริงเอาจังสักนิด เด็กที่ว่าเกเรเกตุง ก็คงแพ้ราบคาบให้กับผู้ใหญ่ที่ทันไหวพริบเด็ก ที่แม่กังวลก็คือด้วยความรัก ความสงสารที่มี บางทีทำให้เราโอนอ่อนผ่อนตาม และนั่นคืออันตรายที่เราเองมองไม่เห็น มันเหมือนเส้นผมบังภูเขาแท้ๆเชียว สำหรับหนูพฤติกรรมต่างๆคงจะมีให้แม่เขียนไม่จบสิ้น เคยมีคนบอกแม่ว่า ลูกแม่คนนี้เกิดมาเพื่อปราบแม่โดยเฉพาะ แม่ที่ว่าแน่ๆ ลูกแม่แน่กว่า 2 เท่า ตอนนั้นแม่ได้แต่นั่งหัวเราะ แต่ตอนนี้แม่เริ่มคิดว่าหรือที่เค้าว่าไว้นั้นจะกลายเป็นจริง




 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2549 14:05:32 น.
Counter : 237 Pageviews.  

เครียดจัง...ย้ายโรงเรียนให้ลูก (4)

ทำไมถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะแม่เองเพิ่งจะรู้ว่า วิธีการเลี้ยงหนูตามความคิดของแม่เองไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง อาจจะเป็นผลมาจากการที่แม่เป็นลูกคนโต ทำให้ในชีวิตต้องคิดและตัดสินใจในหลายๆเรื่องด้วยตัวเอง มิใช่ว่าคุณยายหนูจะไม่สนใจแม่นะ แต่คุณยายหนูให้อิสระกับแม่ เหมือนที่แม่ให้กับหนูอยู่ในตอนนี้ หนูอาจจะไม่รู้ว่าหนูได้ตัดสินใจเองตั้งแต่หนูยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างเช่นเรื่องของเล่น เวลาแม่จะซื้อของเล่นให้หนู แม่จะเลือกของมาให้หนู 2-3 ชิ้น แล้วให้หนูเลือกเองว่าอยากได้ชิ้นไหน เมื่อหนูเลือกแล้วหนูก็มักจะเล่นของชิ้นนั้นได้นานกว่าปกติ ต่อมาเมื่อหนูพูดได้ แม่ก็ให้หนูเลือกอาหารที่จะทานเองอีก จนคุณพ่อบ่นบ่อยๆว่า หนูพูดได้แค่ ข้าวมันไก่ ไข่เจียว ไส้กรอก ก็กินมันแค่ 3 อย่างเนี้ยแล้วจะโตเหรอ ในความรู้สึกของแม่คือต้องการให้อิสระทั้งทางกายภาพและทางความคิด โดยที่แม่ลืมคิดไปว่าหนูยังเด็กเกินไป หนูยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ และเมื่อแม่ยังปล่อยไปแบบนี้ยิ่งทำให้หนูซนมากกว่าปกติ จนเกือบเข้าข่ายเด็กสมาธิสั้นอย่างที่คุณครูที่โรงเรียนบอก และเมื่อแม่มาคุยกับครูเจี๊ยบ ครูเจี๊ยบว่าแม่จะต้องค่อยๆเริ่มสร้างกรอบ กฎ กติกา และใช้วิธีลงโทษแบบ time out ควรงดเว้นการตี แต่เน้นการพูดคุยด้วยเหตุผลที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และทุกครั้งที่พูดคุย เราจะต้องมองหน้ากัน แม่จะต้องสบตากับหนูเพื่อเน้นย้ำว่าหนูเข้าใจที่แม่พูด ซึ่งอันนี้ย่อมมีผลกับคนรอบข้างเราด้วย เนื่องจากที่บ้านเรามีวิธีการเลี้ยงที่ค่อนข้างจะหลากหลาย เมื่ออยู่กับแม่ก็แบบหนึ่ง อยู่กับพ่อก็แบบหนึ่ง และอยู่กับคุณยายก็อีกแบบหนึ่ง ครูเจี๊ยบว่าจะต้องเลือกวิธีการเลี้ยงแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อไม่ให้หนูสับสนและเริ่มเรียนรู้กฎ กติกาที่กำลังจะสร้างขึ้นสำหรับหนู ต้องมีคนที่รับบทดุ(ซึ่งก็คงจะเป็นแม่เอง เพราะส่วนใหญ่หนูจะกลัวแม่ถ้าแม่เริ่มเสียงเข้มหรือโมโห) และคนรับบทใจดี(ก็มีคุณพ่อกับคุณยาย..และอีกหลายคนที่รอจะปลอบใจและเข้าข้างหนู) หน้าที่ของแม่คือบอกให้หนูรู้ถึงสิ่งที่หนูจะต้องปฏิบัติและห้ามปฎิบัติ เช่น ถ้าเล่นของเล่นเสร็จแล้วไม่เก็บจะต้องโดนทำโทษ ถ้าหนูไม่ยอมฟังแม่แล้ววิ่งไปหาคนช่วย คนที่ช่วยก็จะต้องพูดในทำนองว่าจะต้องทำตามที่แม่สั่ง ไม่ใช่พูดว่าช่างเถอะไม่ต้องเก็บหนูยังเด็กเด๋วเก็บให้เอง อย่างนี้ไม่ได้นะจ๊ะ เพราะหนูจะยิ่งได้ใจ ไม่เข้าใจหน้าที่ บทบาทของตัวเองและจะไม่เชื่อฟังแม่ เรื่องบางเรื่องผู้ใหญ่มักจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หนูยังเด็กอยู่ไม่ต้องทำก็ได้ ไว้โตก่อนค่อยทำ แต่แม่ก็คิดเหมือนครูว่าถ้าไม่ฝึกตั้งแต่เล็ก โตขึ้นจะยิ่งฝึกลำบาก และเมื่อแม่ได้มาเห็นหนูอยู่กับครูเจี๊ยบ แม่ยิ่งรู้สึกปลื้มใจมาก เมื่อครูเจี๊ยบปราบหนูเสียอยู่หมัด 2-3 อาทิตย์แรกที่หนูไปเรียน เมื่อแม่ไปรับหนูจะร้องไห้และตามด้วยเสียงเข้มๆของครูเจี๊ยบทุกครั้ง เพราะหนูไม่ยอมทำตามที่ครูเจี๊ยบบอก แต่ในระยะหลังๆหนูเริ่มเรียนรู้แล้วว่า หนูจะต้องปฎิบัติตัวอย่างไร ยิ่งทำให้หนูมีความสุขมากขึ้นทุกครั้งที่หนูไปเรียนที่โรงเรียนนี้ หนูจะพูดตลอดว่าเมื่อไหร่จะไปหาครูเจี๊ยบ อยากไปเรียนกับครูเจี๊ยบ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาทั้งแม่และหนูต่างมีความสุขในการไปเรียนกับครูเจี๊ยบมาก จนแม่คิดว่านี่หล่ะคือโรงเรียนในฝันของเรา แม่อยากจะให้หนูออกมาจากโรงเรียนเดิมและมาเรียนกับครูเจี๊ยบแบบเต็มเวลา จันทร์-เสาร์ ขณะที่แม่คิดไว้และกำลังจะไปคุยกับครูเจี๊ยบ แม่ก็ได้รับจดหมายมาว่า ทางโรงเรียนที่ครูเจี๊ยบสอนจำเป็นจะต้องปิดตัวลง จะด้วยสาเหตุอะไรแม่ก็ไม่ทราบแน่ชัด แม่ได้แต่อึ้งคิดไม่ออกว่าจะไปหาโรงเรียนแนวนี้ได้จากที่ไหนอีก และจากจุดนี้ทำให้ชีวิตหนูต้องเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทำให้แม่ต้องหันหน้าปรึกษาพ่อ ซึ่งปกติพ่อหนูจะไม่ค่อยมายุ่งมากนัก แต่แม่รู้สึกไม่มั่นใจในความคิดตัวเองและกลัวว่าหากแม่เลือกให้หนูผิดพลาด จากเด็กที่มีกำลังมีความสุขจะกลายเป็นเด็กที่มีความทุกข์ไปเสียนี่…….




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 16:08:05 น.
Counter : 320 Pageviews.  

เพื่อน

วันนี้แม่ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนให้หนูฟังเสียหน่อยนะ ทำไมอยู่ดีๆแม่ถึงอยากจะเขียนเรื่องนี้หน่ะเหรอ เพราะเมื่อวานแม่ไปแอบอ่านไดอารี่ของเพื่อนมา ทำให้แม่ต้องมานึกย้อนถึงเพื่อนที่แม่มีอยู่ ตั้งแต่แม่จำความได้จนถึงตอนนี้แม่มีเพื่อนสนิทๆอยู่ไม่กี่คนเอง
ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนที่คบตั้งแต่ชั้นมัธยมเสียมากกว่านับได้อย่างมากก็ ห้า คนเท่านั้นเอง พอมาถึงตอนทำงานแม่ก็มีเพื่อนสนิทอยู่แค่คนเดียว อันนี้คงยิ่งน้อยไปใหญ่ ส่วนตอนนี้เพื่อนๆที่แม่มีอีกกลุ่มจะมีทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องรุ่นเดียวกัน แตกต่างอายุกันแต่ที่เหมือนกันคือมีลูกเกิดในปีเดียวกัน หลายต่อหลายครั้งที่แม่ได้รับความรู้ ข้อมูลต่างๆ รวมทั้งความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจจากเพื่อนกลุ่มนี้ หนูรู้ไหมว่าหนูคือคนที่ช่วยเชื่อมโยงแม่กับเพื่อนๆให้ได้รู้จักกัน และทำให้แม่ได้เรียนรู้ชีวิตอีกรูปแบบที่แม่ไม่เคยรู้ ทำให้แม่ได้รู้จักโลกในมุมมองที่แปลกออกไป เพราะชีวิตของเพื่อนๆในกลุ่มนี้มีหลายเรื่องราวที่นำมาซึ่งสิ่งดีๆที่เราแม่ลูกจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันหรือเก็บไว้ใช้ในอนาคต จากตรงนี้ทำให้แม่อยากให้หนูเป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดี มีเพื่อนฝูงคบหามากมาย เมื่อหนูโตขึ้นหนูจะได้เรียนรู้ว่า ประสบการณ์บางอย่างเราไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยตัวเอง หากแต่เราสามารถซึมซับจากคนรอบข้างเราแล้วนำเอามาใช้ บางอย่างก็เป็นคติเตือนใจเรา บางอย่างเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เรามีกำลังใจต่อไป บางอย่างเป็นแบบอย่างที่ดีที่เราควรนำมาปฎิบัติ แต่อย่างไรเสียแม่ก็คิดว่าตัวหนูเองก็คงจะเป็นแบบอย่างที่ดีและอยู่ในรายชื่อเพื่อนสนิทของใครหลายคนด้วยนะจ๊ะ




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 3:27:32 น.
Counter : 256 Pageviews.  

เครียดจัง...ย้ายโรงเรียนให้ลูก (3)

โรงเรียนที่ว่านี้ แม่ไปหาเจอจากในอินเตอร์เน็ต(ส่วนใหญ่ในชีวิตแม่ก็พึ่งพาอินเตอร์เน็ตเป็นหลักเนี้ยหล่ะ) เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ รับตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป จากที่อ่านคร่าวๆบอกแต่ว่าฝึกสมาธิแล้วก็มีกิจกรรมสำหรับเด็กด้วย แม่เลยโทรไปคุยกับคุณครูก่อน คุณคุณบอกว่าที่นี่เป็นเหมือนคอร์สเรียนเพื่อฝึกสมาธิ ให้รู้จักความรับผิดชอบ รู้จักการเข้าสังคม เด็กที่มาเรียนจะมีตั้งแต่ 3 ขวบจนถึง 10 กว่าขวบก็มี สำหรับเด็กเล็กเค้ารับแค่ 6 คน เท่านั้น เพื่อที่จะได้ดูแลได้ทั่วถึง สำหรับเด็กเล็กเรียนตั้งแต่ 8.30 ถึง 13.00 หากสนใจก็ให้พาน้องมาลองเรียนดูก่อนได้ แม่ก็รีบพาหนูไปลองเรียนในวันเสาร์ พอไปถึงสถานที่เรียนเป็นเหมือนบ้านเดี่ยวเป็นบ้านไม้ ที่พื้นที่ประมาณ 200 ตารางวาได้มั้งจ๊ะ มีสนามหญ้าและของเล่นให้เด็กได้ยึดเส้นยึดสาย แล้วเค้าก็ดัดแปลงโรงจอดรถมาเป็นที่ทำกิจกรรมสำหรับตอนพักให้เด็ก ด้านหลังจะเป็นโรงครัว มีโต๊ะสำหรับให้เด็กๆนั่งทานอาหาร มีก๊อกน้ำเรียงกัน และห้องน้ำอยู่ด้านในสุด แถมยังมีตู้เย็นที่ใส่ขนมไว้ให้เด็กๆเก็บไว้ทานด้วย หนูเมื่อไปถึงก็ไม่สนใจใครๆเหมือนเดิม วิ่งลิ่วไปนั่งเล่นกับพี่โตๆ ตอนที่แม่ไปส่ง คุณครูเจี๊ยบยังไม่มา อยู่แต่คุณครูปอ แม่เลยต้องทิ้งหนูไว้ก่อนแล้วตอนเที่ยงถึงจะมารับแล้วคุยกับคุณครูอีกที แม่อยากจะเล่าให้หนูฟังก่อนว่า ตอนแรกๆที่แม่พาหนูไปยังสถานที่ใหม่ๆที่หนูยังไม่เคยไป แม่จะรู้สึกกังวลว่าหนูจะเป็นยังไงบ้าง หนูจะกลัว จะร้องไห้ จะเกเร หรือป่าว แต่ทุกครั้งหนูไม่เคยเลยที่จะวิ่งมาแอบอยู่หลังแม่หรือใครๆ ไม่เคยที่จะร้องไห้โยเยว่าไม่อยากไป ซึ่งก็ทำให้แม่คลายกังวลและแอบดีใจเล็กๆว่า ลูกแม่เก่งมากที่มีความกล้าและมั่นใจในตัวเอง ซึ่งตอนนั้นแม่ไม่รู้เลยว่ามันก็มีผลเสียเหมือนกัน จนแม่ได้คุยกับคุณครูเจี๊ยบทำให้แม่รู้เรื่องต่างๆเกี่ยวกับหนูเยอะขึ้นมาก ทั้งๆที่ครูเจี๊ยบอยู่กับหนูแค่ครึ่งวัน ครูเจี๊ยบว่าครั้งนี้ครั้งแรก หนูจะสำรวจดูว่าสถานที่ใหม่จะมีอะไรใหม่ๆบ้าง เรื่องฝึกสมาธิทำได้ไม่ดีนัก เรียกว่าต้องปรับปรุงเลยหล่ะ เพราะหนูไม่เคยโดนฝึกให้อยู่นิ่ง ในพื้นที่ที่จำกัดเลยทำให้หนูอึดอัด นั่งได้แค่พักเดียวก็เริ่มเดินไปโน่นมานี่ แต่ก็ไม่ได้ไปกวนพี่ๆที่เค้านั่งสมาธิกันอยู่ ครูเจี๊ยบว่าครั้งนี้จะยังไม่เข้มกับหนูมากนักไว้คราวหน้ามา ครูเจี๊ยบจะเริ่มปรับพฤติกรรมบางอย่างของหนูให้พัฒนาไปให้แนวทางที่ดีขึ้น บ่ายวันเสาร์นั้นเราแม่ลูกต่างกลับบ้านอย่างมีความสุข หนูขึ้นรถหลับปุ๋ย ส่วนแม่ก็มีความหวังอยู่ร่ำไรๆเลยหล่ะ ว่าหนูคงจะมีสมาธิที่ดีขึ้นและซนน้อยลง ตลอดอาทิตย์นั้นหนูจะพูดถึงแต่เรื่องโรงเรียนใหม่ที่หนูเพิ่งไปมาและบอกว่าอยากจะไปอีก เมื่อไหร่หนูจะได้ไปอีก จนกระทั่งเมื่อวันเสาร์มาถึงแม่ให้พ่อไปส่งหนูแล้วแม่จะไปรับเองในตอนบ่าย เมื่อแม่ไปถึง แม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมากแต่แม่ไม่ได้สนใจ แม่กวาดสายตามองหาหนูในกลุ่มเด็กๆไม่เห็นมี เดินขึ้นไปบนบ้านก็ยังไม่เห็น เลยเดินอ้อมไปทางด้านโรงครัว และเริ่มเดินตามเสียงร้องไห้จนไปถึงห้องน้ำ เลยเห็นหนูยืนร้องไห้แบบเอาเป็นเอาตาย พร้อมเสียงอันดังมากๆของคุณครูเจี๊ยบว่า
“ปัน ถ้าหนูไม่ล้างมือ หนูก็จะยังออกไปเล่นกับเพื่อนๆไม่ได้”
“ไม่เอา ไม่ล้าง ฮือ ฮือ ไม่อ้าว”
“ปัน ทุกคนเวลาทานข้าวเสร็จแล้วจะต้องล้างจาน ล้างมือ ทานน้ำแล้วถึงจะไปเล่นได้ หนูเข้าใจไหมครับ”
“ไม่เอาไม่ล้าง..........”
“ถ้าหนูไม่ล้างก็ยืนอยู่แบบนี้หล่ะ ครูเจี๊ยบก็จะยืนรอหนูจนกว่าจะยอมล้างมือ ถึงจะให้ไปเล่นได้”
ระหว่างที่แม่ยืนแอบดูอยู่ก็เอาใจช่วยลุ้นว่าหนูจะยอมเดินไปล้างมือแล้วหรือยัง จนสักพักหนูเริ่มอ่อนข้อ คงเพราะเห็นครูเจี๊ยบยืนคุมเชิงแบบเอาจริง เลยบอกครูว่า
“หนูจะล้างมือแล้วคับ”
“แล้วเมื่อกี้ ปัน ทำถูกไหมที่ร้องไห้และไม่เชื่อครูเจี๊ยบ”
“ทำไม่ถูกต้องคับ หนูขอโทษ”
“ดีมากครับ ไปล้างมือและทานน้ำ เสร็จแล้วไปเล่นได้ครับ”
หลังจากที่ทำตามที่ครูเจี๊ยบสั่งจนเสร็จ หนูก็รีบวิ่งรี่ไปเล่นของเล่น โดยที่หนูยังไม่เห็นแม่หรอกเพราะแม่ยังแอบดูอยู่ห่างๆ เมื่อครูเจี๊ยบเห็นแม่ก็รีบเข้ามาพูดคุย แล้วอธิบายให้ฟังว่าเรื่องราวเป็นไงมาไง หนูถึงร้องไห้และทำไมครูเจี๊ยบถึงต้องทำโทษแบบนั้น พร้อมทั้งบอกพฤติกรรมของหนูจากที่ครูเจี๊ยบได้สัมผัสมา ซึ่งมีผลให้แม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองและคนรอบข้างครั้งใหญ่ทีเดียว...




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2549 22:11:08 น.
Counter : 261 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

แม่เจ้าปัน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




ขอรหัสผ่านหลังไมค์นะค่ะ
Free Counters
Friends' blogs
[Add แม่เจ้าปัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.