Free to read , to write , Free to live, live it free!! - เพื่ออิสรภาพทางการเงิน**
Group Blog
 
All Blogs
 

ทำไมต้องทยอยซื้อทยอยขาย...วินัยนั้นสำคัญไฉน

ทำไมต้องทยอยซื้อทยอยขาย...วินัยนั้นสำคัญไฉน


//www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=2822





เหตุผลคือการขึ้นลงของหุ้นไม่ได้เป็นเส้นตรง
ดังนั้นการเกิดสัญญานซื้อหรือขายจึงทยอยกันเกิด....โดยหลักการคือ
....ไล่จากกราฟสั้นไปกราฟยาว /ไล่จาก
indicator ที่ไวที่สุดไป indicatorที่ช้ากว่า
....




  • ในกรณีที่ท่านใช้
    indicator
    เดียวเป็นสัญญานซื้อขายอาจไล่กราฟสั้นไปยาวซึ่งก็ต้องทยอยซื้อทยอยขาย
    เช่น
    ท่านใช้ ema5 ตัด ema10 ตัดขึ้นซื้อหุ้น...ถ้ามี trend จะเกิดการตัดของ
    ema5/ema10 ไล่ไปตั้งแต่กราฟสั้นไปยาว(เช่น กราฟ 15 นาที ไปกราฟ
    ชม.ไปกราฟวัน ไปกราฟweek
    เป็นต้น)....

  • แต่ถ้าท่านใช้กราฟเดียวในการเล่นเช่นใช้กราฟวัน
    การเกิดสัญญานซื้อขายจะไล่จาก indicator ที่ไวสุด
    คือ...การเกิดภาวะ
    divergence...ตามด้วยการตัดของ ssto...ตามด้วยการตัดของ
    rsi...ตามด้วยการตัดของ ema5/10 หรือ
    macd....ซึ่งในทางปฏิบัติเราจึงเข้าซื้อขายเป็นไม้ๆ เช่นกราฟ 15 นาที
    15%port...กราฟ 60 นาที 30%port...กราฟวัน 65% port
    เป็นต้น......กรณีใช้กราฟเดียวเราอาจเข้าเมื่อ ssto ตัดขึ้น 30% port
    ..ema5 ตัด ema10/macd ตัดขึ้น 20%port ...ทำ new high(new low ) 15% port
    เป็นต้น....

ด้วยระบบจะช่วยเราลดความเสี่ยงไปในตัว
แต่สำคัญคือท่านต้องมีวินัย(เปรียบเหมือนไฟจราจร)





Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:08:48 น.
Counter : 376 Pageviews.  

วัฏจักร"นักเล่นหุ้น"ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

วัฏจักร"นักเล่นหุ้น"ที่ไม่ประสบความสำเร็จ



ชื่อ:  Cycle.gif<br>ครั้ง: 1452<br>ขนาด:  44.3 กิโลไบต์



//www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=2867




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:03:18 น.
Counter : 937 Pageviews.  

หลักการซื้อขายหุ้นของโจเซฟ แกรนด์วิลล์


หลักการซื้อขายหุ้นของโจเซฟ แกรนด์วิลล์

(Grandvill’s BUYING AND SELLING RULES)



หลักการซื้อขายของโจเซฟ แกรนด์วิลล์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างในวง
การลงทุน ของประเทศอเมริกา เป็นกลยุทธ์ในระดับ “แม่บท”
ของบรรดานักลงทุนมืออาชีพ
ที่จะต้องทำความเข้าใจและนำไปใช้ชี้นำการตัดสินใจซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะ
มีทั้งหมดเพียง 8 ข้อเท่านั้น

หลักการซื้อ

1. หากปรากฏชัดเจนแล้วว่า ตลาดได้เข้าสู่ภาวะ “ขาขึ้น” แน่นอนแล้ว จงเข้าซื้อทุกครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลง


“หลักฐาน” ที่แสดงให้รู้ว่าตลาดรวมขึ้นแน่ ไปยาวแน่
ถ้าใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือ เส้นราคารายวันได้เจาะทะลุ
(จากเบื้องล่าง) ผ่านเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น (อาจเป็น 10 วัน)
ขึ้นไปได้สำเร็จ ในแง่คิดนี้ หมายความว่าถ้าเส้นฯ 10 วันสามารถตัดเส้นฯ 25
วันขึ้นไปจนสามารถยืนเหนือเส้นฯ 75 วันได้ ตลาดหุ้นจะมีทิศทางเป็นขาขึ้น



แกรนด์วิลล์ไม่ได้ให้หลักสังเกตุด้านวอลุ่ม การซื้อขายประจำวันแต่ตรงนี้
ขอตั้งสังเกตุส่วนตัวเสนอแก่คุณ พิจารณาประกอบ
ซึ่งอาจจะไม่ถึงกับเป็นหลักการมาตรฐาน เป็นเพียง “ข้อสังเกตุ” เท่านั้น
คือในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันนี้
กลุ่มกองทุนรวมมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางของตลาดรวม ดังนั้น
หากช่วงไหนเราสังเกตุได้ว่าแรงซื้อหลักมาจากบรรดากองทุนรวมหรือกองทุนจาก
ต่างประเทศ โอกาสที่ตลาดจะไปต่อก็มีมาก
แต่หากช่วงไหนที่แรงซื้อหลักมาจากนักลงทุนรายย่อยที่ “แห่”
กันเข้ารับของจากการเทขายของกองทุน
โอกาสที่ตลาดจะปรับตัวลงอย่างฮวบฮาบก็เป็นไปได้มาก


วิธีการสังเกตุทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องยากเลย


กรณีแรกที่กลุ่มกองทุนรวมพากันเข้าซื้อ จะเป็นช่วงที่ตลาดยังเย็นอยู่
นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ยังไม่ “อยาก” ที่จะเข้าซื้อ แต่จู่ๆ
ระดับราคาหุ้นก็แกร่งขึ้น โดยมีวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นพอสมควร
(แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพอง) ส่วนกรณีหลังนั้น
ราคาหุ้นขึ้นแบบร้อนแรงและหวือหวา แบบไม่มีเหตุผล (อาจถึงกับ “บ้าคลั่ง”)
และนักลงทุนส่วนใหญ่พากัน “อยาก” เข้ากันเต็มแก่ วอลุ่ม “พอง” สุดๆ
ทำสถิติใหม่ ทุกวันดังนั้น ถ้าเราจับ “กระบวนท่า” ของบรรดากองทุนรวม
“บิ๊กๆ” ได้ โอกาสที่เราจะเล่นหุ้นแล้วรวยก็เป็นไปได้มาก

จงซื้อเมื่อพบว่าแรงซื้อหลักมาจากกองทุนรวมต่างชาติ


2. หากภาวะตลาดรวมยังไม่ได้บอกชัดว่า ได้เป็นตลาดขาลงแล้ว
จงเข้าซื้อหุ้นทุกครั้งที่มันปรับตัวลง

ข้อนี้ถ้าใช้เส้นราคารายวันกับเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่มาวัด ก็หมายถึงว่า
ตราบใดที่เส้นราคารายวันยังอยู่เหนือเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น
ก็จงเข้ารับซื้อทุกครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลง (ภาษาห้องค้าเรียกว่า
“ช้อนซื้อ”)
ในการปรับตัวช่วงกลางของตลาดขาขึ้น
มักจะดำเนินไปอย่างรุนแรงมาก
ถึงกับทำให้เส้นราคารายวันตกทะลุเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นลงมาได้
แต่ในที่สุดก็จะดีดกลับ และเดินหน้าต่อไป


หลักการขาย

3. หากปรากฎชัดแล้วว่า ตลาดรวมได้เปลี่ยนจาก “ขาขึ้น” มาเป็น “ขาลง”
แน่นอนแล้ว จงขายทุกครั้งที่ราคาหุ้นดีดกลับ

ถ้าวิเคราะห์ด้วยเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่
ก็คือเส้นราคารายวันได้เจาะทะลุเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ลงมาแล้ว
และเส้นราคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น ก็ได้เจาะทะลุเส้นระยะกลางลงมาแล้ว
ยิ่งเส้นระยะสั้นเจาะทะลุเส้นระยะกลาง ระยะยาวลงมาแล้ว
ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าภาวะตลาดได้ “ลงหลุม” เรียบร้อยแล้ว
มีแต่ต้องขายออกอย่างเดียว ในทุกครั้งที่ราคาดีดขึ้น


4. ตราบใดที่ตลาดยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นตลาด ขาขึ้น
จงขายออกทุกครั้งที่ราคาหุ้นเด้งขึ้น
การเด้งขึ้นของราคาหุ้นในระยะนี้
เป็นเพียงการสว่างวาบขึ้นของแสงหิ่งห้อยในความมืดมิด
เหมาะสำหรับผู้ที่เกาะติดห้องค้า ซื้อขายหุ้นเป็นอาชีพ ทำกำไรรายวันได้
แต่ไม่ถึงกับรวย (จะรวยหุ้นก็ต้องรอเข้าซื้อในจังหวะที่เป็นตลาดขาขึ้น โดย
“โถม” สุดตัวรอจนราคาหุ้นไต่ขึ้นไปสุดๆ จึง “ถอน” ทั้งยวง)


ข้อควรระวัง

5. ตราบใดที่ภาวะตลาดยังไม่ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นตลาด “ขาขึ้น”
จริงๆ ก็ไม่ควรเข้าไปรับซื้อหุ้นที่ราคากำลังปรับตัวต่ำลงมา
เพราะราคาที่ว่าต่ำแล้ว อาจจะยิ่งต่ำลงไปอีก
(หากตลาดยังอยู่ในภาวะขาขึ้น
แต่เป็นช่วงของการปรับตัวลงเท่านั้น
ก็สามารถเข้าช้อนซื้อได้และควรเข้าช้อนซื้อเป็นอย่างยิ่ง)

6. ภายหลังจากที่ตลาดได้เข้าสู่ภาวะ “ขาลง” แน่นอนแล้ว
อย่าเข้าตลาดซื้อหุ้นเด็ดขาด
จงอย่า “ฝืน” ตลาด อย่า “อวดดี” กับตลาด อย่า
“ท้าทาย” ตลาด

7. ตราบใดที่ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ “ขาลง”
เวลาเห็นราคาหุ้นพุ่งก็อย่าขาย กอดหุ้นไว้ให้แน่น ถือต่อไป อดทนและ
“เหนียว” จนถึงที่สุด
ไม่ยอม “หลุด” ให้กับราคาอันแสนสวยนั้นง่ายๆ
แล้วคุณก็จะรวยอย่างไร้ขีดจำกัด

8. หากตลาดเข้าสู่ภาวะ “ขาขึ้น” แน่นอนแล้ว
จงอย่าขายหุ้นทิ้งแม้แต่หุ้นเดียว
(เว้นแต่ทำการเปลี่ยนตัวหุ้น
จากตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่งซึ่งประเมินว่าจะต้องดีกว่าแน่)



หลักการทั้ง 8 นี้
จะเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการผลักดันให้คุณสนใจในการมอง “ภาพรวม”
ตลาดหุ้น มองทิศทางใหญ่ของตลาด มีความสำคัญระดับ “ยุทธศาสตร์”
ยิ่งถ้าคุณมีความรู้ความชำนาญในด้านการใช้วิธีการเหล่านี้ได้คล่องแคล่วแพรว
พราว (ยุทธวิธี) สองด้านนี้รวมกันเข้า เสริมกันเข้า
คุณก็จะอยู่ในฐานะนักลงทุนหุ้นผู้ยิ่งยงได้

กระนั้นก็ตาม หลักการทั้ง 8 ของแกรนด์วิลล์นี้
ถ้าวัดกับภาวะเปลี่ยนแปลงจริงของตลาดหุ้นไทยในทุกวันนี้ ก็ยังมีส่วนที่
“ขาด” อยู่บ้าง อย่างเช่นเวลาหุ้นพุ่งขึ้นรุนแรงนั้น แทบจะไม่เห็นการ
“ปรับตัวลง” เกิดขึ้นเลย จะมีเพียงบางวันที่ราคาหุ้น “ชะงัก” หรือ
“ทรงตัว” อยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาปิดวันก่อนเท่านั้น
แม้ในที่สุดจะถึงวันที่ราคา “วูบ” ลงมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นเขต
“ร้อนแรง” จนน่ากลัวเสียแล้ว
มีแต่ผู้ที่ไม่กลัวความสูงเท่านั้นที่กล้าเข้าซื้อ



ที่เห็นๆ กันจนชินตาก็คือ พอราคาหุ้นเริ่มออกวิ่ง
ก็พากันกระโดดเกาะกันเป็นแถว ทำตัวเป็นเสือปืนไว
ราคายิ่งวิ่งก็ยิ่งไล่เกาะ ไม่รอให้ราคาปรับตัวลงมาหรอก ถือว่า
“ไม่ทันกิน” แน่นอนวิธีการ “ลงทุน” เช่นนี้
ย่อมมีความเสี่ยงสูงเป็นเงาตามตัว ทำไงจึงจะใช้วิธีที่เป็นแม่บทของ
แกรนด์วิลล์ได้ดี ก็จึงเป็นหน้าที่ของคุณเองแล้ว


และน่าจะเป็นคติประจำใจสำหรับคุณว่า
ในการใช้วิธีหรือกลยุทธ์ลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น
จะต้องสามารถนำหลักการพื้นฐานที่สรุปมาแล้วเรียบร้อยนั้น
ประสานกับสภาพเป็นจริงของตลาดหุ้นบ้านเรา และตัวคุณเอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจักต้องไม่ลืมการใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้น
นั้นๆ มาประกอบด้วย

เปรียบเทียบจำนวนหุ้นขึ้นกับหุ้นลงในแต่ละวัน
(DAILY HIGH/LOW INDICATOR)


เวลาหุ้นตก เชื่อว่าคุณจะพลอยใจคอวูบวาบตกตามไปด้วย
และอยากรู้เหลือเกินว่า อีกนานเท่าไรมันจึงหยุดตก แล้วเชิดหัวขึ้นมาใหม่
หรือบางระยะ ตลาดขึ้นๆ ลงๆ วับๆ แวมๆ ก็ไม่รูว่าเมื่อไหร่มันจะ “จริง”
ส่วนใหญ่แล้วจะ “เบลอ” อาจต้อง “รอดูก่อน” ไปอีกสักระยะหนึ่ง อาจทำให้เสีย
“โอกาส” ไปอย่างน่าเสียดาย วิธีนี้อาจสามารถช่วย “ถม”
ช่องว่างนี้ให้แก่คุณได้บ้าง


โจเซฟ แกรนวิลล์ (Joseph Granville) คือผู้คิดค้นวิธีนี้
วิธีการของโจเซฟ ง่ายชนิดที่คนทั่วไปคาดไม่ถึง
เขาเพียงแต่คัดเลือกหุ้นที่ขึ้นและลงต่อในแต่ละวันมาเปรียบเทียบกันว่าส่วน
ไหนจะมากกว่ากัน และสะสมเพิ่ม ในอัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
หากปรากฏว่าจำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาขึ้น “เพิ่มมากขึ้น” ก็แสดงว่าตลาด
“ขึ้น” แน่ แต่หากจำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาตก “เพิ่มมากขึ้น”
ก็แสดงว่าตลาดตกแน่



เขาเปรียบเทียบตลาดหุ้นว่าเหมือนกับอ่างอาบน้ำ
จำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นลงอย่างต่อเนื่องเป็นเหมือนน้ำในอ่าง
ถ้าหากระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เราก็ตักตวงได้เต็มที่ ตรงกันข้าม
หากระดับน้ำลดลงจนเหือดแห้งเราก็ไม่มีน้ำอาบ หมดโอกาสทำกำไร
หรือแม้ทำได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ


จากสมมติฐานดังกล่าว เมื่อใดที่ภาวะตลาดปรับตัวสูงขึ้น
จำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาขยับสูงขึ้นต่อเนื่องจากวันก่อน ก็จะ
“เพิ่มมากขึ้น” ด้วย เป็นเงาตามตัว ตรงนี้คุณจะต้องระวังด้วยว่า
ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นนั้น จะต้องเป็นตัวเลข “เพิ่มสะสม”
ไม่ใช่เฉพาะตัวเลข “มากกว่า” หรือ “น้อยกว่า”

อย่างเดียว หมายความว่า จะต้องสะท้อนให้เห็นความต่อเนื่องของภาวะตลาดอย่างชัดเจน ถ้าจับตรงนี้ได้ คุณก็จับกระแสใหญ่ของตลาดได้


เมื่อใดที่คุณคำนวณได้ว่า จำนวนสะสมของหุ้นที่ราคาสูงขึ้น
(ผลรวมในแต่ละวันของจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังหักจำนวนหุ้น
ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว) เริ่มเพิ่มมากขึ้น คือเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้น
แสดงว่าภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวแล้ว และหากเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปอีก
ในลักษณะนั้น ก็เป็นอันชัดเจนว่า ตลาดได้ก้าวเข้าสู่ระยะ “ขึ้น” แล้ว
กระทิงเริ่มส่ายหัวไปมา หายใจฟืดฟาด ทำท่าจะออกวิ่งแล้ว
สามารถชี้ลงไปได้เลยว่า ตลาด “ไป” แน่ ตรงข้าม
เมื่อใดที่จำนวนหุ้นที่ราคาตกมีมากกว่าหุ้นที่ราคาขึ้น และ
“สะสมเพิ่มขึ้น” ก็หมายความว่า ตลาด “ลง” แน่


ด้วยวิธีการนี้ เราสามาถจับกระแสตลาดได้ทั้งหมด 4 ทางด้วยกันคือ


1. ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาขึ้น เพิ่มมากขึ้น ตลาดไปแน่


2. ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาตก เพิ่มมากขึ้น ตลาดลงแน่


3. ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาขึ้น เพิ่มมากขึ้น แต่เพิ่มในอัตราที่ต่ำลง
(ส่วนต่างระหว่างจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องกับที่ตกอย่างต่อเนื่อง
หดแคบลงเรื่อยๆ ) แสดงว่าตลาดที่มาแรงนั้นเริ่มแผ่วใกล้ถึงจุดหักเห
อาจพลิกไปเป็นตลาดขาลงในอีกไม่นานนัก


4. ถ้าจำนวนสะสมของหุ้นราคาตก เพิ่มมากขึ้น แต่เพิ่มในอัตราที่ต่ำลง แสดงว่าตลาดหมีกำลังจะสิ้นสุดลง ตลาดจะไม่ตกต่อไปอีกแล้ว


หลักการใช้


ถ้าจะใช้วิธีการนี้ได้ดี คุณต้องลงแรง
ทำสถิติจำนวนหุ้นที่ราคาขึ้นและตกต่อในแต่ละวัน
หาจำนวนแตกต่างของหุ้นสองชนิดนี้และรวมรวมสะสมเป็นดัชนีชี้นำการวิเคราะห์
ภาวะตลาดด้วยตนเอง
ไม่นานก็จะใช้เป็นใช้คล่องสร้างโอกาสทำกำไรให้แก่ตนเองมากขึ้นกว่าเดิมได้
อีกด้วย



บทความทั้งหมดนี้คัดจากหนังสือแม่ไม้หุ้น ของลุ้น พารวย ผลงานกลุ่มเบี้ยฟ้า







Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 22:42:07 น.
Counter : 1090 Pageviews.  

มิติแห่งเวลา

เรื่องราวของเวลา เป็นเรื่องที่ต้องเล่าขานกันมาก
ทั้งส่วนที่เป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์
และส่วนที่ยังไม่รู้ว่าจริงเท็จตามหลักศาสตร์อื่น


วิทยาศาสตร์ได้แก่.....เวลาตามที่มนุษย์ตกลงกันเป็นสากล ตั้งแต่หน่วยใหญ่
เช่น 1 ปี คือเวลาที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ลงมาจนถึง เศษ 1
ส่วนล้านของวินาที และยังมีเรื่องประกอบของเวลาที่มีให้ต้องอธิบายกัน
กินเวลาเป็นวัน เป็นเดือน ทีเดียว


ศาสตร์อื่นได้แก่....เวลาตามไสยศาสตร์ เช่นการข้ามภพ
การก้าวย่างของภพอื่นๆ เทวดา ใช้เวลามากแต่ผลน้อย เช่น เทวดากินข้าว 1
มื้อ อาจต้องใช้เวลาของมนุษย์ 20 เดือน ฯลฯ เวลาตามศาสตร์อื่นๆ
เราจะไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่หยั่งรู้และหมดทางพิสูจน์ชัดเชื่อได้


กลับมาที่เรื่องประกอบของเวลา... ในเวลาของมันเองจะมีคุณสมบัติ
และคุณภาพแตกต่างกัน เช่น เวลากลางวัน สัตว์โลกจะตื่น
ส่วนกลางคืนสัตว์โลกจะนอน (ส่วนหนึ่ง) เวลาเช้าจะเป็นช่วงที่อาทิตย์ขึ้น
แสงจะส่องมาที่พื้นที่(แสง)
กลางวันจะร้อนกว่าตอนเย็นหรือกลางคืน(อุณหภูมิ) วันเพ็ญ น้ำทะเลสูงขึ้น
(ระดับ) ความจริงรายละเอีดยมาก ๆ ๆๆ จนเล่าได้ทั้งวันทั้งคืน
จนถึงเรื่องของหยินหยาง ก็เกี่ยวกับมิติแห่งเวลาทั้งสิ้น
แล้วก็มาเกี่ยวกับร่างกายคน ส่วนต่างๆ มีหยินมีหยาง ลองดูสันมือที่นิ้วชี้
จะเห็นว่ามีสีที่ถูกแบ่งจากหยาง(ส่วนครึ่งของสันนิ้วด้านนอกที่อยู่ข้างนิ้ว
หัว จนถึงหลังข้อนิ้ว) จะมีสีเข้มกว่าด้านฝ่านิ้ว(หยิน) ฯลฯ


เล่าไปเล่ามาเรื่องจะยาวขึ้น เมื่อยนิ้วตาลาย 555


การเล่นหุ้นนั้น เวลาก็มีความหมายมาก มากกว่าที่หลายคนคิดหรือตั้งใจศึกษามันเสียอีก

ส่วนหนึ่งของเวลาหุ้น ถูกกำหนดโดยมนุษย์ คือ กฎของตลาด เช่นเปิดตลาด เวลา
10.00น พักเที่ยง และเปิดบ่าย และปิดตลาดตามเวลาที่กำหนด
ลองเปลี่ยนเป็นเปิด 08.00 ปิด 24.00 น ดู กลยุทธการเล่นอาจเปลี่ยนไป
แล้วลองหนึ่งวันตั้งกฎว่าเวลาเปิดคือ 14.00 -16.00 น ดู
มันจะส่งผลต่อหลักการคิดวเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานทันที
และกราฟก็เชื่อถือไม่ได้ 555 แต่ไม่มีใครบ้ากำหนดเช่นนั้น
แต่ถ้าลองกำหนดว่าตลาดหุ้นเปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีพัก
ทุกวันแล้วให้หยุดเฉพาะวันอาทิตย์ ดู ไม่คนเล่นประสาท ก็มาร์ต้องบ้าแน่ๆ
555


ในตลาดเวลายังถูกกำหนดโดย รายใหญ่ เช่นพวกใหญ่เทียม
ก็จะมาปั่นตอนใกล้ปิดตลาด 16.00-16.30 น หรือพวกใหญ่มหึมา
ก็มาปั่นหุ้นตลอดวันให้ดู ซื้อตลอดเหมือนมันจะยึดธุรกิจนั้นให้ได้
บ้าจริงๆ ถ้าไม่มีรายใหญ่มากำหนด ตลาดก็เป็นหง่อย หงอยเหงา สิ้นท่าใดๆ
รายย่อยก็ได้แต่ซื้อธูปภวานารายใหญ่มาหน่อยมาช่วยซื้อให้ข้าน้อยลงจากดอย
ด้วย 555 666

มิติเวลาในระบบตลาดหุ้น เราจึงเรียกอีกแบบว่า จังหวะซื้อ จังหวะขาย
มันสำคัญมากจนถึงขั้นทำให้คนที่ไม่รู้ไม่เป็น หรือซื่อบื้อ เจ๊งบ้ง
หมดตัวเอาเลย
คนเก่งจึงคิดกราฟขึ้นมาช่วยเหลือคนที่ไม่รู้
แต่กราฟที่นำมาใช้บ้านเราเป็นกราฟที่เกิดจากการคิดจากประเทศที่เขาพัฒนามา
นาน
ตลาดเขาใหญ่วอลุ่มเขามากจนนำมาเข้าสูตรคำนวณเป็นรูปร่างกราฟจนน่าเชื่อถือ
ได้

ส่วนตลาดไทยหากจะนำสูตรเขามาใช้ก็ต้องปรับแต่งให้เหมาะสมกับธรรมชาติของเรา ที่เรียกว่าการตั้งค่า parameter หรือค่าของมิติเวลา


นอกจากเรื่องมิติเวลาในกราฟ
คนเล่นหุ้นยังต้องรู้มิติเวลาของวงจรจิตใจคนปั่นที่ยึดหลักทางสมเหตุสมผล
ด้วย เช่นรอบขึ้นลงของหุ้น
หมายถึงความสัมพันธ์ของจำนวนเงินที่จะปั่นกับจำนวนหุ้นที่ไหลในตลาดที่ราย
ใหญ่คำนวณว่าสู้ได้กับสะตังในกระเป๋าของเขา ฯลฯ นั่นคือรายใหญ่คุณภาพ
แต่พวกรายใหญ่เกเร คือพวกที่มีเงินแต่ไม่สนใจใครไม่สนใจใดๆ
คิดว่าตลาดคือบ่อน ก็กหเข้ามาแล้วก็เลือกหุ้นที่จะปั่น จากนั้นก็ปั่น ๆ ๆ
ๆ ให้เพลินใจ บางรายก็กำไร อื้อ บางรายก็เจ๊งในเวลาสั้นๆก็มี
นั่นขึ้นกับโชคของเขาผู้นั้นจริงๆ (ไม่ใช่ฝีมือ)
รายใหญ่จึงต้องรู้แล้วอ่านเกมเวลาของคนรายใหญ่ทั้งหลายให้ออก
ซึ่งยาก(เพราะง่ายก็มีแต่รายย่อยรวย รายใหญ่เจ๊ง แต่นี่
มีแต่รายย่อยเจ๊งรายใหญ่รวย เอ้อ...)

ในหนึ่งวันทำการจะมีเวลา 270 นาที
หลังจากนั้นก็มีเวลาให้คุณกลับบ้านไปคิดอีก 1050 นาทีว่าที่ซื้อขายมาใน
270 นาทีนั้นกำไรหรือขาดทุนเพราะเหตุใด จะแก้ไขอย่างใด เวลา 1050
นาทีจึงไม่มีปรากฎในกราฟ
ฉนั้นใน 1 รอบเวลาซื้อขายรวมจะเท่ากับ 1350 นาที
แต่ไม่มีใครตั้งparameter เป็นเช่นนั้น อย่างคุณหมอสวัสดี มักตั้ง 120
นาที เป็นต้น
เมื่อเอามิติของเวลาที่คิดด้วยหน่วยแตกต่างกันแต่เท่ากันมาเปรียบเทียบดู
เช่น ตั้งเป็น day กับ 270 นาที หรือ 1050 นาที ทันทีจะเห็นแตกต่าง
(หยุดแค่นี้ไม่อธิบายต่อ เพราะผมยังศึกษาอยู่) 555


มีบางคนเช่น ชาวญี่ปุ่น หรือชาวจีน จึงแบ่งเวลาของตลาดใน 1 วันทำการเป็น 4 คาบเวลาแล้วลองคิดหากราฟมาดูก็จะแตกต่างไปอีก

ดังนั้นใครคิดเล่นหุ้นให้มีกำไร ให้ปลอดภัยต้องเรียนรู้และคิด หา
จังหวะลงมือให้ดี บางท่านถึงขนาดดูฤกษ์ยาม ยามอุบากองก็มี ก็ช่างเถิด
ขอให้มีกำไรก็พอ


แต่อยากฝากไว้อย่างหนึ่งคือ
อะไรก็ตามที่ต้องลงทุนศึกษาจนถึงเหน็ดเหนื่อยล้มป่วยแล้วทำกำไรได้แต่ได้
น้อยมากจนไม่คุ้มค่าชีวิต เครื่องมือนั้นๆ
ก็ไร้ประโยชน์ไร้ค่าต่อเวลาแห่งชีวืตที่ต้องสูญไป



ค้นหาไปเถิดเพื่อนๆ จนกว่าจะเจอสิ่งที่จะมาหาจังหวะได้ ไม่ว่าจะเชื่อวิธีการใด พื้นฐาน หรือ เทคนิค หรือหมอดู ก็ตาม 555



มีความจริงในเรื่องของเวลามาฝาก(เกี่ยวกับหุ้น
ซึ่งยังมีเรื่องเกี่ยวกับอื่นๆ เช่นความรัก การเงิน เทสะ วินัย การทหาร
การเรียน ฯลฯ)


.....เวลาคือตัวทำละลายความเสี่ยง แต่ต้องชั่งน้ำหนักกับเวลาของชีวิตที่ถูกเวลากินไปด้วย


.....เวลาคือตัวช่วยที่สำคัญของการหาจังหวะลงมือ ATO ATC FOC OPEN MP H SP



Nowya




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 22:26:24 น.
Counter : 237 Pageviews.  

"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"

"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"




นำมาจาก Bangkok Biz Week

ใน กูรูหุ้นพันล้าน : ตอนที่ 13 และตอนที่ 14

"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"

วิชัย วชิรพงศ์


กฎเหล็กข้อหนึ่ง ที่ "เสี่ยยักษ์" วิชัย วชิรพงศ์ ยึดถือในการลงทุน
นั่นคือ "วอลุ่มพีค" เท่ากับ "ราคาพีค" และอีกข้อ ถ้าหุ้นปรับฐาน
"รีบาวนด์" แล้ว แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่..."มันต้องลง"



"ถามว่าแน่จริงยังไง ถึงไม่ขายหุ้น ปตท.ทั้งๆ ที่ราคาขึ้นมา กว่า 190 บาท
ทำไมต้องไปขายถูก ที่ราคากว่า 170 บาท เพราะเราคิดว่ามันจะต้องขึ้นต่อ
ขณะที่หุ้น ปตท.มันมีการปรับตัวลงมา 10-15% ผมอดใจรอ...ไม่ขาย
นี่เคล็ดลับของผมคนเดียว"


วิชัย บอกว่า หุ้นมันต้องมีการปรับตัว ถูก "Profit Taking" หรือ
ตัดเอากำไร ถ้าราคาปรับลง แล้ว "รีบาวนด์" ขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ)
ได้ มันจะ "รัน" (วิ่งไกล) เราต้องเสี่ยง "วัดดวง"
นี่มันเป็นพฤติกรรมของหุ้นขาขึ้น แทบทุกตัว



แต่เมื่อไรก็ตาม ถ้าหุ้น "รีบาวนด์" แล้ว ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่ ก็ต้องขายทิ้งออกไป


หลักการของมันคือ ถ้าหุ้นตัวไหนก็ตาม ที่รีบาวนด์แล้ว แต่ไม่ทำนิวไฮใหม่ "มันต้องลง"


แต่จุดมั่นใจ เราต้องดู "วอลุ่ม" ประกอบ "เวฟแรก" ที่หุ้น ปตท.ขึ้นไปกว่า
190 บาท มีวอลุ่มหนุน "สูงปรี๊ด" ช่วงปรับตัวลงมาวอลุ่มต่ำ "ไม่แปลก"
ขณะที่ หุ้นรีบาวนด์ขึ้นไป "เวฟสอง" วอลุ่มไม่สูงเท่าเวฟแรก หรือ
วอลุ่มไม่ทำนิวไฮ


"...ความหมาย คือ เวฟแรกถ้า "วอลุ่มพีค" แสดงว่า "ราคาพีค" ไปแล้ว
ผมเป็นคนใช้เคล็ดลับนี้เป็นลำดับต้นๆ ของวงการ (เซียนหุ้น) กล้าพูดได้เลย"

เสี่ยยักษ์ ย้ำว่า คุณจำเอาไว้เลยนะ "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" ท่องไว้เลย!!!


แปลความหมายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า ถ้าวันไหนวอลุ่มการซื้อขายสามารถทำ
"จุดสูงสุด" (วอลุ่มสูงมากๆ จนผิดปกติ) ราคาหุ้นวันนั้นก็จะเป็น
"จุดสูงสุด" ของรอบนั้นด้วย หรือถ้าหุ้นขึ้นต่อได้
ก็ไปได้อีกไม่ไกล...นี่ไม่ใช่ทุกกรณี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น


ส่วน "เทคนิคการขายหุ้น" วิชัย อธิบายเคล็ดลับส่วนตัวไว้ว่า...

"...เวลาที่จะขายหุ้นเกือบทุกครั้ง ผมจะต้องรอให้มันปรับตัว
พอมันปรับตัวแล้วมีรีบาวนด์ ถ้ารีบาวนด์แล้วมีนิวไฮ ผม "รัน" (Let The
Profit Run) ถือต่อ...
ตอนหุ้นปตท.ขึ้นมาจากกว่า 70 บาท ราคามันขึ้นไป 110
บาท ปรับตัวลงมาที่ 100 บาท แต่หลังจากนั้นมันก็ทำนิวไฮขึ้นไปต่อได้อีก
แทนที่จะรีบขาย...ผมก็ถือต่อ"


วิชัย อธิบายสูตรการเล่นหุ้นว่า คุณไม่มีทางรู้จุดสูงสุด
และจุดต่ำสุดของมัน ขายเร็วเกินไปก็เสียโอกาส เพราะฉะนั้น "จุดขาย" คือ
จุดกลับตัว เราจะรู้จุดกลับตัวก็ต้องรู้ว่ารีบาวนด์แล้วไม่ทำนิวไฮ
ราคามันต้องปรับลง


"ถ้าไปดูกราฟราคาหุ้นทุกตัว มันไม่มีหุ้นตัวไหนขึ้นไปตลอดทาง
(ยกเว้นหุ้นปั่นแบบม้วนเดียวจบ) ระหว่างทางมันต้องปรับตัวลง
เพื่อลดความร้อนแรง และสะสมพละกำลังใหม่ ถึงจะไปต่อได้
เราต้องคิดทุกอย่างให้เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะเข้าใจ"



เสี่ยยักษ์ อธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองต่อว่า "ผมจะล็อกล่าง" (กำหนดจุด
Stop Loss) ไว้ตลอดเวลา ถ้าหุ้นตัวไหนซื้อเข้าพอร์ตไปปุ๊บ! แล้วมันเกิดลง
ผมให้มันลงได้มากที่สุด 15% เกินจากนี้ "ผมทิ้ง"
อาจจะต่างจากของเซียนหุ้นคนอื่น ถ้าซื้อไปแล้วหุ้นลง 2-5% เขาขาย
หลักการตรงนี้จะต่างกัน

"วิธีการเล่นหุ้นต่อ 1 รอบ จำไว้เลยนะว่า คุณต้องเตรียม "ขาดทุน" ไว้ 10%
ของพอร์ต ของคุณเสมอ...
ผมกล้าพูดได้เลยว่า ต่อให้เป็นเซียน
เป็นโคตรเซียนแค่ไหนก็ตาม คุณมี 100 ล้าน คุณต้องเตรียมขาดทุนไว้ 10 ล้าน
ไว้สำหรับ Cut Loss (ยอมขาดทุน) แน่นอนที่สุด...เชื่อผม!!


"...ไม่งั้นคุณไม่สามารถไปรอขายถึงยอด (พีค) ของรอบได้หรอก เพราะในแต่ละยอดของหุ้นมันจะต้อง "ปรับตัว" นี่มันเป็นกฎธรรมชาติ"



ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว วิชัยบอกว่า ขายหุ้น ปตท.
ล็อตนี้ออกไปที่ราคาเฉลี่ยกว่า 170 บาท ช่วงที่หุ้นรีบาวนด์ขึ้นมา 182 บาท
แล้วไม่ทำนิวไฮ


"รอบนี้รอบเดียว ผมได้กำไร ปตท.กว่า 400 ล้านบาท...นี่ผมเล่าชีวิตจริงๆ
ให้ฟังเลย ขายราคาเฉลี่ยกว่า 170 บาท แล้วมาซื้อกลับอีกที ที่ราคากว่า 140
บาท


เชื่อผมเถอะ! จริงๆ ไม่มีเซียนหุ้นคนไหน ซื้อหุ้นต่ำสุด
แล้วไปขายที่ราคาสุดยอดได้หรอก ถ้าผมทำได้ ก็ต้องเปลี่ยนชื่อจาก "วิชัย"
เป็น (เก่ง) "ปานเทพ" แล้ว ใครจะไปรู้ ไม่มีใครรู้หรอก
พอรีบาวนด์แล้วไม่นิวไฮ...ผมก็ขาย นี่คือหลักการ"

กรณีที่ราคาหุ้นถูกขายทำกำไรออกมา แล้วราคาปรับฐานลงมา
โดยเฉพาะกรณีของหุ้น ปตท. สาเหตุที่วิชัยมาซื้อกลับที่ราคากว่า 140 บาท
เขาให้เหตุผลว่า ที่กล้าซื้อเพราะพื้นฐานของ ปตท.ไม่ได้เปลี่ยนเลย
ถึงราคาลงมา แต่ "กราฟรายเดือน" มันยังดีอยู่


"คนที่เล่นกราฟ เขาใช้ระดับ 15 นาที 20 นาที หรือ Day แต่จริงๆ
ผมชอบใช้กราฟระดับ Month (อาทิเช่น MACD) คือ ผมจะเล่นรวย ผมไม่เล่นเอามัน
ถ้ากราฟ MACD มันตัดลงมา เรารอให้มันบีบพร้อมที่จะตัดขึ้น
ถึงวันนั้นเราค่อยมานั่งดูหุ้น นั่นคือการเล่นหุ้นเป็นรอบๆ ใหญ่
" วิชัย
กล่าวสรุป


ตอนที่ 14
หุ้นขึ้น วอลุ่มหาย

ระหว่างที่ “หุ้นขึ้น” อยู่ดีๆ แล้วมีแรงขาย “ทุบฮวบ” กดหุ้น “หล่น”
ลงมาพร้อม “วอลุ่ม” ที่หนาแน่นเป็นการยืนยันว่า หุ้นตัวนั้น “หมดรอบ” แล้ว



การทำศึกในตลาดหุ้น เรื่องของ “วอลุ่ม” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรบ
“เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ แนะนำเคล็ดลับในการดู “วอลุ่ม” เพิ่มเติมว่า
ถ้า “หุ้นขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”

แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่มันผิดกฎธรรมชาติ


“แสดงว่ามีรายใหญ่เก็บหุ้นตัวนี้อยู่ จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดมันหายไป อย่างนี้สัญญาณดี ต้องเข้าไปดูแล้วว่า หุ้นตัวนี้มันมีดีอะไร”


เสี่ยยักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ของ “วอลุ่ม” กับ “ราคา”
จะต้องดูควบคู่ไปพร้อมกับการอ่าน “แนวโน้ม” ของดัชนี SET
ว่าจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน

“ผมจะบอกสูตรสุดยอดของหุ้นให้ฟังนะ ถ้าเราอ่านว่าหุ้นตัวนี้กำลังเป็น
“ขาขึ้น” แต่วอลุ่มมัน “หาย” (วอลุ่มเทรดลดลง) หมายความว่า รายใหญ่กำลัง
“เก็บของ” ไม่ปล่อยหุ้นออกมาหมุนเวียนในตลาด

สภาพคล่องของหุ้นตัวนั้นจะค่อยๆ ลดลง”



… ลองคิดต่อให้เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ ถ้าคน “ดูดหุ้น” เข้าไปในกระเป๋าหมด
นักเก็งกำไรไม่ได้เข้ามาเล่น (รอบ) ไม่ได้เอาหุ้นมาหมุนวนในตลาด
ทุกคนดูดเก็บ!! ทุกคนดูดเก็บ!! ปริมาณหุ้นในตลาดก็จะหายไป


“…เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปเจอ “หุ้นขึ้น วอลุ่มหาย” นี่คือ สุดยอดหุ้น ใครหาพบคนนั้นรวย”


วิชัย เน้นว่า เวลาเราอ่านกราฟ และวอลุ่มประกอบกัน
เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ให้มันเป็นหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ได้
จะทำให้เราเข้าใจว่า ฝ่ายตรงข้ามเขากำลังคิดอะไรอยู่
มันจะทำให้เรารู้เท่าทัน



ยกตัวอย่างเช่น หุ้นปตท.ขึ้นจาก 70 กว่าบาท ขึ้นไปใกล้ๆ 100 บาท ทำไม! “นายวิชัย” ถึงไม่ยอมขาย ทั้งๆ ที่ได้กำไรเยอะแล้ว


“ผมฟลุ้ครึเปล่า! ที่ไปขาย 170 กว่าบาท เพราะผมมองว่า “ซัพพลาย”
(ปริมาณหุ้นหมุนเวียน) ในตลาดมันลดลง แต่ “ดีมานด์” (ความต้องการ)
มันเพิ่มขึ้น เราอ่านออกว่า “รายใหญ่” กำลังเก็บของอยู่ ที่รู้ก็เพราะ
“วอลุ่มมันหาย” ในระหว่างทางที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้น”


พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ คำว่า “วอลุ่มหาย” หมายความว่า รายใหญ่อยู่ในช่วงสะสมหุ้น เก็บหุ้น “ใส่ปี๊บ” ไม่เอาหุ้นมาหมุนในตลาด

แต่ถ้าเป็นกรณี “ตรงกันข้าม” สมมติว่า “หุ้นขึ้น” อยู่ดีๆ แล้วมีแรงขาย
“ทุบฮวบ” กดให้ราคาหุ้น “หล่น” ลงมาพร้อม “วอลุ่ม” ที่หนาแน่น
เป็นการยืนยันว่า หุ้นตัวนั้น “หมดรอบ” แล้ว คุณต้องขายทิ้ง
ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นกำลังจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “ขาลง”



นอกจากนี้ วิชัย ยังแนะนำด้วยว่า การเล่นหุ้นให้ได้กำไรก้อนใหญ่
ปีหนึ่งเราควรเล่นหุ้นแค่ 2 เดือน ก็รวยมหาศาลแล้ว ไม่จำเป็นต้องเล่น
(เทรด) หุ้นทั้งปี แต่ถ้าอยากเล่นเป็นรายวัน
ก็ให้คิดว่าเล่นเป็นค่ากับข้าว ไม่ใช่ทุ่มสุดตัว เพราะถ้าอยากจะรวยจริงๆ


บอกได้เลยครับว่า…คุณต้องเล่นรอบใหญ่ เท่านั้น เชื่อผมเถอะ!!!


“ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นไม่ดีเป็น Bearlish Trend สำหรับตัวผม
จะเหลือหุ้นอยู่ในพอร์ตน้อยมาก จะเล่นแค่สนุก เล่นเพื่อให้เราอยู่ในกระแส
ระหว่างนี้ก็จะกลับมาศึกษาเยอะๆ แล้วพยายามหาหุ้นในดวงใจให้เจอ”



เพราะถ้าอยากจะเล่นเกมให้ชนะ เราต้องศึกษา เราต้องรอบรู้ เราต้องมีเพื่อน
เราต้องคอยอ่านความคิดคนอื่นว่าเขามองยังไง
จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนวิธีการ “จับปลาใหญ่” เสี่ยยักษ์ ชี้แนะว่า คุณต้องนิ่งๆ
รอให้หุ้นลงต่ำๆ ค่อยเข้าไปเล่น ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อหุ้นไม่ได้
ถ้าคุณมีเงินเย็นอยู่ในกระเป๋าจะมีหุ้นดีๆ วิ่งมา “ชน” คุณเอง


ส่วนใหญ่ของคนที่ “ติดหุ้น” เพราะถูกอารมณ์ของตลาดหุ้นพาไป (ขาดทุน) ชอบไปซื้อหุ้นตอนที่ตลาดใกล้วาย ลองกลับไปทบทวนดูว่าจริงมั้ย!





 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 19:22:08 น.
Counter : 701 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

MakotoN
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ

เพิ่งเริ่มเล่นหุ้น มือใหม่ฝากตัวด้วยครับ
กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่


บลอกแห่งนี้มีไว้แปะข้อมูล บทความต่างๆ ที่ผมพบเจอในเว็บไซต์ต่างๆ
ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์ และรวมรวมมาจากที่ต่างๆ มากมาย

บทความทั้งหมด ผมจะพยายามใส่เครดิตที่มาไว้นะครับ
บทความไหนถ้ามีลืมใส่ไปก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ บางทีรีบแล้วลืมใส่


...



อาจจะมีแปะเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ นะครับ รับรองว่าได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน *-*
Friends' blogs
[Add MakotoN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.