Free to read , to write , Free to live, live it free!! - เพื่ออิสรภาพทางการเงิน**
Group Blog
 
All Blogs
 
"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"

"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"


นำมาจาก Bangkok Biz Week

ใน กูรูหุ้นพันล้าน : ตอนที่ 13 และตอนที่ 14

"วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค"

วิชัย วชิรพงศ์


กฎเหล็กข้อหนึ่ง ที่ "เสี่ยยักษ์" วิชัย วชิรพงศ์ ยึดถือในการลงทุน
นั่นคือ "วอลุ่มพีค" เท่ากับ "ราคาพีค" และอีกข้อ ถ้าหุ้นปรับฐาน
"รีบาวนด์" แล้ว แต่ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่..."มันต้องลง"



"ถามว่าแน่จริงยังไง ถึงไม่ขายหุ้น ปตท.ทั้งๆ ที่ราคาขึ้นมา กว่า 190 บาท
ทำไมต้องไปขายถูก ที่ราคากว่า 170 บาท เพราะเราคิดว่ามันจะต้องขึ้นต่อ
ขณะที่หุ้น ปตท.มันมีการปรับตัวลงมา 10-15% ผมอดใจรอ...ไม่ขาย
นี่เคล็ดลับของผมคนเดียว"


วิชัย บอกว่า หุ้นมันต้องมีการปรับตัว ถูก "Profit Taking" หรือ
ตัดเอากำไร ถ้าราคาปรับลง แล้ว "รีบาวนด์" ขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ)
ได้ มันจะ "รัน" (วิ่งไกล) เราต้องเสี่ยง "วัดดวง"
นี่มันเป็นพฤติกรรมของหุ้นขาขึ้น แทบทุกตัว



แต่เมื่อไรก็ตาม ถ้าหุ้น "รีบาวนด์" แล้ว ไม่ทำ "นิวไฮ" ใหม่ ก็ต้องขายทิ้งออกไป


หลักการของมันคือ ถ้าหุ้นตัวไหนก็ตาม ที่รีบาวนด์แล้ว แต่ไม่ทำนิวไฮใหม่ "มันต้องลง"


แต่จุดมั่นใจ เราต้องดู "วอลุ่ม" ประกอบ "เวฟแรก" ที่หุ้น ปตท.ขึ้นไปกว่า
190 บาท มีวอลุ่มหนุน "สูงปรี๊ด" ช่วงปรับตัวลงมาวอลุ่มต่ำ "ไม่แปลก"
ขณะที่ หุ้นรีบาวนด์ขึ้นไป "เวฟสอง" วอลุ่มไม่สูงเท่าเวฟแรก หรือ
วอลุ่มไม่ทำนิวไฮ


"...ความหมาย คือ เวฟแรกถ้า "วอลุ่มพีค" แสดงว่า "ราคาพีค" ไปแล้ว
ผมเป็นคนใช้เคล็ดลับนี้เป็นลำดับต้นๆ ของวงการ (เซียนหุ้น) กล้าพูดได้เลย"

เสี่ยยักษ์ ย้ำว่า คุณจำเอาไว้เลยนะ "วอลุ่มพีค" คือ "ราคาพีค" ท่องไว้เลย!!!


แปลความหมายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า ถ้าวันไหนวอลุ่มการซื้อขายสามารถทำ
"จุดสูงสุด" (วอลุ่มสูงมากๆ จนผิดปกติ) ราคาหุ้นวันนั้นก็จะเป็น
"จุดสูงสุด" ของรอบนั้นด้วย หรือถ้าหุ้นขึ้นต่อได้
ก็ไปได้อีกไม่ไกล...นี่ไม่ใช่ทุกกรณี แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น


ส่วน "เทคนิคการขายหุ้น" วิชัย อธิบายเคล็ดลับส่วนตัวไว้ว่า...

"...เวลาที่จะขายหุ้นเกือบทุกครั้ง ผมจะต้องรอให้มันปรับตัว
พอมันปรับตัวแล้วมีรีบาวนด์ ถ้ารีบาวนด์แล้วมีนิวไฮ ผม "รัน" (Let The
Profit Run) ถือต่อ...
ตอนหุ้นปตท.ขึ้นมาจากกว่า 70 บาท ราคามันขึ้นไป 110
บาท ปรับตัวลงมาที่ 100 บาท แต่หลังจากนั้นมันก็ทำนิวไฮขึ้นไปต่อได้อีก
แทนที่จะรีบขาย...ผมก็ถือต่อ"


วิชัย อธิบายสูตรการเล่นหุ้นว่า คุณไม่มีทางรู้จุดสูงสุด
และจุดต่ำสุดของมัน ขายเร็วเกินไปก็เสียโอกาส เพราะฉะนั้น "จุดขาย" คือ
จุดกลับตัว เราจะรู้จุดกลับตัวก็ต้องรู้ว่ารีบาวนด์แล้วไม่ทำนิวไฮ
ราคามันต้องปรับลง


"ถ้าไปดูกราฟราคาหุ้นทุกตัว มันไม่มีหุ้นตัวไหนขึ้นไปตลอดทาง
(ยกเว้นหุ้นปั่นแบบม้วนเดียวจบ) ระหว่างทางมันต้องปรับตัวลง
เพื่อลดความร้อนแรง และสะสมพละกำลังใหม่ ถึงจะไปต่อได้
เราต้องคิดทุกอย่างให้เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วเราจะเข้าใจ"



เสี่ยยักษ์ อธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองต่อว่า "ผมจะล็อกล่าง" (กำหนดจุด
Stop Loss) ไว้ตลอดเวลา ถ้าหุ้นตัวไหนซื้อเข้าพอร์ตไปปุ๊บ! แล้วมันเกิดลง
ผมให้มันลงได้มากที่สุด 15% เกินจากนี้ "ผมทิ้ง"
อาจจะต่างจากของเซียนหุ้นคนอื่น ถ้าซื้อไปแล้วหุ้นลง 2-5% เขาขาย
หลักการตรงนี้จะต่างกัน

"วิธีการเล่นหุ้นต่อ 1 รอบ จำไว้เลยนะว่า คุณต้องเตรียม "ขาดทุน" ไว้ 10%
ของพอร์ต ของคุณเสมอ...
ผมกล้าพูดได้เลยว่า ต่อให้เป็นเซียน
เป็นโคตรเซียนแค่ไหนก็ตาม คุณมี 100 ล้าน คุณต้องเตรียมขาดทุนไว้ 10 ล้าน
ไว้สำหรับ Cut Loss (ยอมขาดทุน) แน่นอนที่สุด...เชื่อผม!!


"...ไม่งั้นคุณไม่สามารถไปรอขายถึงยอด (พีค) ของรอบได้หรอก เพราะในแต่ละยอดของหุ้นมันจะต้อง "ปรับตัว" นี่มันเป็นกฎธรรมชาติ"



ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว วิชัยบอกว่า ขายหุ้น ปตท.
ล็อตนี้ออกไปที่ราคาเฉลี่ยกว่า 170 บาท ช่วงที่หุ้นรีบาวนด์ขึ้นมา 182 บาท
แล้วไม่ทำนิวไฮ


"รอบนี้รอบเดียว ผมได้กำไร ปตท.กว่า 400 ล้านบาท...นี่ผมเล่าชีวิตจริงๆ
ให้ฟังเลย ขายราคาเฉลี่ยกว่า 170 บาท แล้วมาซื้อกลับอีกที ที่ราคากว่า 140
บาท


เชื่อผมเถอะ! จริงๆ ไม่มีเซียนหุ้นคนไหน ซื้อหุ้นต่ำสุด
แล้วไปขายที่ราคาสุดยอดได้หรอก ถ้าผมทำได้ ก็ต้องเปลี่ยนชื่อจาก "วิชัย"
เป็น (เก่ง) "ปานเทพ" แล้ว ใครจะไปรู้ ไม่มีใครรู้หรอก
พอรีบาวนด์แล้วไม่นิวไฮ...ผมก็ขาย นี่คือหลักการ"

กรณีที่ราคาหุ้นถูกขายทำกำไรออกมา แล้วราคาปรับฐานลงมา
โดยเฉพาะกรณีของหุ้น ปตท. สาเหตุที่วิชัยมาซื้อกลับที่ราคากว่า 140 บาท
เขาให้เหตุผลว่า ที่กล้าซื้อเพราะพื้นฐานของ ปตท.ไม่ได้เปลี่ยนเลย
ถึงราคาลงมา แต่ "กราฟรายเดือน" มันยังดีอยู่


"คนที่เล่นกราฟ เขาใช้ระดับ 15 นาที 20 นาที หรือ Day แต่จริงๆ
ผมชอบใช้กราฟระดับ Month (อาทิเช่น MACD) คือ ผมจะเล่นรวย ผมไม่เล่นเอามัน
ถ้ากราฟ MACD มันตัดลงมา เรารอให้มันบีบพร้อมที่จะตัดขึ้น
ถึงวันนั้นเราค่อยมานั่งดูหุ้น นั่นคือการเล่นหุ้นเป็นรอบๆ ใหญ่
" วิชัย
กล่าวสรุป


ตอนที่ 14
หุ้นขึ้น วอลุ่มหาย

ระหว่างที่ “หุ้นขึ้น” อยู่ดีๆ แล้วมีแรงขาย “ทุบฮวบ” กดหุ้น “หล่น”
ลงมาพร้อม “วอลุ่ม” ที่หนาแน่นเป็นการยืนยันว่า หุ้นตัวนั้น “หมดรอบ” แล้ว



การทำศึกในตลาดหุ้น เรื่องของ “วอลุ่ม” ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรบ
“เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิรพงศ์ แนะนำเคล็ดลับในการดู “วอลุ่ม” เพิ่มเติมว่า
ถ้า “หุ้นขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” ให้สงสัยไว้ก่อนว่า “มันกำลังจะวิ่ง”

แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาลง” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่เป็นตามธรรมชาติ แต่ถ้าหุ้นเป็น “ขาขึ้น” แล้ว “วอลุ่มหาย” นี่มันผิดกฎธรรมชาติ


“แสดงว่ามีรายใหญ่เก็บหุ้นตัวนี้อยู่ จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดมันหายไป อย่างนี้สัญญาณดี ต้องเข้าไปดูแล้วว่า หุ้นตัวนี้มันมีดีอะไร”


เสี่ยยักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ของ “วอลุ่ม” กับ “ราคา”
จะต้องดูควบคู่ไปพร้อมกับการอ่าน “แนวโน้ม” ของดัชนี SET
ว่าจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน

“ผมจะบอกสูตรสุดยอดของหุ้นให้ฟังนะ ถ้าเราอ่านว่าหุ้นตัวนี้กำลังเป็น
“ขาขึ้น” แต่วอลุ่มมัน “หาย” (วอลุ่มเทรดลดลง) หมายความว่า รายใหญ่กำลัง
“เก็บของ” ไม่ปล่อยหุ้นออกมาหมุนเวียนในตลาด

สภาพคล่องของหุ้นตัวนั้นจะค่อยๆ ลดลง”



… ลองคิดต่อให้เป็นหลักการวิทยาศาสตร์ ถ้าคน “ดูดหุ้น” เข้าไปในกระเป๋าหมด
นักเก็งกำไรไม่ได้เข้ามาเล่น (รอบ) ไม่ได้เอาหุ้นมาหมุนวนในตลาด
ทุกคนดูดเก็บ!! ทุกคนดูดเก็บ!! ปริมาณหุ้นในตลาดก็จะหายไป


“…เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปเจอ “หุ้นขึ้น วอลุ่มหาย” นี่คือ สุดยอดหุ้น ใครหาพบคนนั้นรวย”


วิชัย เน้นว่า เวลาเราอ่านกราฟ และวอลุ่มประกอบกัน
เราต้องเข้าใจความสัมพันธ์ให้มันเป็นหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ให้ได้
จะทำให้เราเข้าใจว่า ฝ่ายตรงข้ามเขากำลังคิดอะไรอยู่
มันจะทำให้เรารู้เท่าทัน



ยกตัวอย่างเช่น หุ้นปตท.ขึ้นจาก 70 กว่าบาท ขึ้นไปใกล้ๆ 100 บาท ทำไม! “นายวิชัย” ถึงไม่ยอมขาย ทั้งๆ ที่ได้กำไรเยอะแล้ว


“ผมฟลุ้ครึเปล่า! ที่ไปขาย 170 กว่าบาท เพราะผมมองว่า “ซัพพลาย”
(ปริมาณหุ้นหมุนเวียน) ในตลาดมันลดลง แต่ “ดีมานด์” (ความต้องการ)
มันเพิ่มขึ้น เราอ่านออกว่า “รายใหญ่” กำลังเก็บของอยู่ ที่รู้ก็เพราะ
“วอลุ่มมันหาย” ในระหว่างทางที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้น”


พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ คำว่า “วอลุ่มหาย” หมายความว่า รายใหญ่อยู่ในช่วงสะสมหุ้น เก็บหุ้น “ใส่ปี๊บ” ไม่เอาหุ้นมาหมุนในตลาด

แต่ถ้าเป็นกรณี “ตรงกันข้าม” สมมติว่า “หุ้นขึ้น” อยู่ดีๆ แล้วมีแรงขาย
“ทุบฮวบ” กดให้ราคาหุ้น “หล่น” ลงมาพร้อม “วอลุ่ม” ที่หนาแน่น
เป็นการยืนยันว่า หุ้นตัวนั้น “หมดรอบ” แล้ว คุณต้องขายทิ้ง
ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นกำลังจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็น “ขาลง”



นอกจากนี้ วิชัย ยังแนะนำด้วยว่า การเล่นหุ้นให้ได้กำไรก้อนใหญ่
ปีหนึ่งเราควรเล่นหุ้นแค่ 2 เดือน ก็รวยมหาศาลแล้ว ไม่จำเป็นต้องเล่น
(เทรด) หุ้นทั้งปี แต่ถ้าอยากเล่นเป็นรายวัน
ก็ให้คิดว่าเล่นเป็นค่ากับข้าว ไม่ใช่ทุ่มสุดตัว เพราะถ้าอยากจะรวยจริงๆ


บอกได้เลยครับว่า…คุณต้องเล่นรอบใหญ่ เท่านั้น เชื่อผมเถอะ!!!


“ในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นไม่ดีเป็น Bearlish Trend สำหรับตัวผม
จะเหลือหุ้นอยู่ในพอร์ตน้อยมาก จะเล่นแค่สนุก เล่นเพื่อให้เราอยู่ในกระแส
ระหว่างนี้ก็จะกลับมาศึกษาเยอะๆ แล้วพยายามหาหุ้นในดวงใจให้เจอ”



เพราะถ้าอยากจะเล่นเกมให้ชนะ เราต้องศึกษา เราต้องรอบรู้ เราต้องมีเพื่อน
เราต้องคอยอ่านความคิดคนอื่นว่าเขามองยังไง
จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนวิธีการ “จับปลาใหญ่” เสี่ยยักษ์ ชี้แนะว่า คุณต้องนิ่งๆ
รอให้หุ้นลงต่ำๆ ค่อยเข้าไปเล่น ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อหุ้นไม่ได้
ถ้าคุณมีเงินเย็นอยู่ในกระเป๋าจะมีหุ้นดีๆ วิ่งมา “ชน” คุณเอง


ส่วนใหญ่ของคนที่ “ติดหุ้น” เพราะถูกอารมณ์ของตลาดหุ้นพาไป (ขาดทุน) ชอบไปซื้อหุ้นตอนที่ตลาดใกล้วาย ลองกลับไปทบทวนดูว่าจริงมั้ย!





Create Date : 24 กรกฎาคม 2552
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 19:22:08 น. 0 comments
Counter : 758 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

MakotoN
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ

เพิ่งเริ่มเล่นหุ้น มือใหม่ฝากตัวด้วยครับ
กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่


บลอกแห่งนี้มีไว้แปะข้อมูล บทความต่างๆ ที่ผมพบเจอในเว็บไซต์ต่างๆ
ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์ และรวมรวมมาจากที่ต่างๆ มากมาย

บทความทั้งหมด ผมจะพยายามใส่เครดิตที่มาไว้นะครับ
บทความไหนถ้ามีลืมใส่ไปก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ บางทีรีบแล้วลืมใส่


...



อาจจะมีแปะเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ นะครับ รับรองว่าได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน *-*
Friends' blogs
[Add MakotoN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.