a woman of strength has faith that it is in the journey...that she will become strong...
Group Blog
 
All blogs
 

รุ้งทอฝัน# 10 เรื่อง โดย ฝากรักฟากฟ้า




ในตอนสายวันนั้น หลังจากกลับจากวัด ปราชญ์และครูทอรุ้งก็ได้พาน้องฝันไป ที่โรงเรียนประจำบ้านหมู่บ้านตามที่ได้นัดหมายไว้กับผู้อำนวยการ โรงเรียน ซึ่งต้องทำความเข้าใจอย่างมากกับครูที่จะขอให้รับน้องเข้าเรียนใน ชั้นเรียนปกติ ด้วยทางโรงเรียนยังไม่เคยรับเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียน
“จะเป็นไรมั๊ยคะ ถ้าหากช่วงแรกๆ คุณปราชญ์จะช่วยคุณทอรุ้งมาช่วยดูแลน้องฝันถึงห้องเรียนด้วย”
ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนหญิงเอ่ยปากเชิงขอความคิดเห็น
“ได้ครับ ยินดีเลยครับ”
“อย่าง นั้นขอเวลาให้ทางโรงเรียนได้ศึกษาแนวทางที่จะจัดกิจกรรมให้น้องนะคะ” ท่าน หันมาทางทอรุ้ง “ยังไงคงต้องขอคุณแนะนำด้วยนะคะ”
“ค่ะ”
“วันนี้จะชมห้องเรียนก่อนมั๊ยคะ อนุบาลหนึ่ง”
ท่าน ผู้อำนวยการหันกลับมาถามปราชญ์ เขาพยักหน้ารับอย่างสุภาพ ท่านจึงให้ครู ที่กำลังสอนในชั้นเรียนติดกับห้องสำนักงานช่วยพาทั้งสามไปที่ห้องเรียน อนุบาล
ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยน้องฝันได้พบกับคุณครูที่จะดูแลตอนเข้าเรียน และเพื่อนๆ ท่าทางที่ไม่ยอมคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าของน้องจะมากขึ้น
“น้องฝันไม่งอแงหรอกค่ะ” ทอรุ้งบอกกล่าว “แต่แรกๆ คงต้องทำความคุ้นเคยมากๆ หน่อย”
หากเมื่อมีกิจกรรมร้องรำทำเพลงเธอยืนมองด้วยความสนใจขยับตัวไปด้วย
“น้องฝันจะชอบดนตรีนะคะ เวลาทำอะไรด้วยเสียงเพลงจะทำได้เร็ว”
ทอ รุ้งแนะนำ และก่อนถึงเวลาอาหารกลางวันทั้งสามจึงลากลับพร้อมกับบอกจะนำน้อง ฝันมาเข้าเรียนในเทอมที่สอง แต่การเข้าเป็นนักเรียนจริงๆ คงเป็นปีการ ศึกษาต่อไป
ปราชญ์รู้สึกพึงพอใจในการจัดการเรื่องรี ยนให้ลูกสาวเป็นที่เรียบร้อย ไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารหลักฐาน นึกดีใจและ ขอบคุณที่หมอแนะนำทอรุ้งมาให้ ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ หากไม่ได้ทอรุ้ง เขา เองอาจไม่สามารถจัดการอะไรได้อย่างนี้

เมื่อกลับถึงสวนก็พบว่าป้าพรรณเตรียมมื้อกลางวันสำหรับเลี้ยงเด็กเล็กลูกคน งานในสวน ซึ่งทอรุ้งขออนุญาตเขาไว้เพื่อให้น้องฝันได้มีโอกาสได้คุ้นเคยกับ เด็กรุ่นเดียว
ตอนนี้มีเด็กๆ มารออยู่ที่สนามหญ้าด้านหลังบ้านประมานสิบคน แสงจิ่งมารับ เด็กน้อยไปร่วมวง นายหรุ่งทำหน้าที่คอยแจกลูกโป่งแก่เด็กๆ
ปราชญ์ ไปนั่งที่เก้าอี้สนามอีกด้าน ดูลูกสาวเล่นกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียว กัน เขาไม่เคยคิดที่จะทำแบบนี้มาก่อนนอกจากการเก็บลูกไว้แต่ในบ้าน ด้วย ความคิดที่ว่าน้องฝันไม่เหมือนคนอื่น ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เขามี หน้าที่ปกป้องคุ้มครองเธอแทนแม่ที่ตายไป
ทอรุ้งเข้าร่วม กลุ่มเด็กๆ นำเล่นเกมสนุกๆ โดยการเปิดเพลง น้องฝันยืนมองคนนั้นทีคนนี้ ที ไม่ห่างนักมีเจ้าพูห์คอยวิ่งเล่นล่อหลอกกับเด็กๆ ไปทั่วสนามด้วย หลาย ครั้งที่ทอรุ้งต้องจูงมือเธอเข้ามาร่วมเล่นกับเพื่อนๆ ...ผู้หญิงคนนี้ให้ ความหมายกับชีวิตเขาทีละน้อย....
“นายระวังอย่าเป็นสมภารซะล่ะ”
ปราชญ์นึกถึงคำพูดของผู้เป็นเพื่อนและหมอประจำตัวลูกสาว
“คุณทอรุ้งเขาเป็นคนดี ใครอยู่ใกล้จะอดรักไม่ได้”
“นายด้วยรึป่าว หมอ”
“ไอ้หมาหวงราง” หมอธีรินทร์ตอบกลับไม่ตรงคำถาม
ปราชญ์เคยนึกสงสัยความสัมพันธ์ระหว่างครูทอรุ้งกับหมอธีรินทร์ หากทั้งสอง ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นที่จะได้พบกันแต่อย่างไร เขารู้สึกพอใจอยู่ เงียบๆ แต่คำพูดของเพื่อนกลับทำให้เขาต้องคิดระวังตัว
“แหมมมม! พี่ปราชญ์ มองไม่กระพริบตาเชียวเหรอ”
น้ำเสียงไม่พอใจของวัสสิกาดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ เรียกเขาละสายตามาจากลานสนามหญ้า
“สนุกกันใหญ่เชียว”
หญิงสาวพูดพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับลากเข้ามานั่งชิดกับ เขา วางกระเป๋าหนังราคาแพงบนโต๊ะกับตุ๊กตาตัวใหญ่เท่าขนาดตัวน้องฝัน
“ของขวัญวันเกิดน้องฝันค่ะ”
“ขอบคุณแทนลูกสาวครับ”
“อะไรกันคะ วันนี้มีเด็กเงี้ยวมาด้วยเหรอ สกปรกจัง”
เธอทำเสียงขึ้นจมูก ที่โรงคัดส้มเธอจะมีห้องสำนักงานเฉพาะไม่ให้คนงานเข้ามายุ่งเกี่ยว
“ไม่หรอก พวกนี้เขาสะอาดครับ”
ทอ รุ้งหันมาเห็นผู้มาร่วมงานคนใหม่จึงก้มลงพูดอะไรบางอย่างกับน้องฝัน สัก ครู่แสงจิ่งจึงพาน้องฝันเดินมาโดยในมือน้อยทั้งสองค่อยประคองแก้วน้ำหวานสี แดงสดใส วัสสิกาเขม้นมองแต่ยังฝืนส่งยิ้มให้เมื่อรู้ว่าชายที่ตนหมายใจไว้ มองดูอยู่เช่นกัน
“น้องฝัน น้าส้มเอาตุ๊กตาเป็นของขวัญค้วยครับ”
จะ ด้วยอะไรก็ตามเด็กน้อยวางแก้วน้ำอย่างร้อนรนแล้วโผหาผู้เป็นพ่อ ทำให้แก้ว น้ำนั้นล้มลงน้ำหวานสีแดงหกไหลเลอะเทอะจากโต๊ะส่วนหนึ่งหยดลงที่กางเกงยีนส์ ของวัสสิกา
เธอลุกพรวดพราดชนขอบโต๊ะแก้วน้ำกลิ้งตกลงบนพื้นสนามแตก ปราชญ์อุ้มน้องฝันขึ้นจากพื้นสนาม
“ต๊าย กางเกงส้มเลอะน้ำแดงหมดแล้ว” เสียงเธอแหลมเกรี้ยวกราด “ดูสิ ผู้ใหญ่มีก้อไม่ให้ยกมา ใช้เด็กยกมาแทน”
ปราชญ์มองดูกางเกงของเธอ
“เลอะไม่มาก จิ่ง!” เขาหันไปบอกแสงจิ่งที่ยืนมองอย่างตกใจเช่นกัน “พาคุณส้มไปล้างน้ำหวานก่อนไป”
“ไม่เป็นไรค่ะ ส้มไปเอง”
เธอยังค้อนขวับไปที่ทอรุ้งซึ่งกำลังวิ่งมารับน้องฝันจากปราชญ์ เธอกล่าวขอ โทษแทนเด็กน้อยที่ยังทำหน้างงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ราวกับไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองสักนิด
แสงจิ่งเองยังนึกขยาดคุณส้มเพราะรู้ว่าแม่เลี้ยงคนนี้ถือตัวแค่ไหน จะให้ตามไปดูแลส่วนตัวจริงๆ เธอคงไม่กล้าหรอก
วัสสิการู้สึกว่าตนกำลังโกรธและไม่พอใจอย่างยิ่ง หากวันนี้เธอไม่เข้ามาใน สวนด้วยตนเอง ปราชญ์คงจะลืมไปแล้วว่าได้บอกให้เธอมาร่วมงานวันเกิดวันนี้ ด้วย
ความจริงเธอได้เสนอให้พาลูกสาวไปกินอาหารที่ร้านอาหารในตัวอำเภอ แต่ปราชญ์ กลับบอกว่า ครูทอรุ้งเตรียมการไว้เสร็จสรรพแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรเดี๋ยว นี้ปราชญ์มักจะออกชื่อครูทอรุ้งบ่อยขึ้น จากสายตาที่เธอเห็นในวันนี้เธอก็ พอรู้ว่าปราชญ์กำลังเปลี่ยนไป สายตาที่เขาจับจ้องมองไปที่ครูสาวใหญ่ดูแช่ม ชื่นและอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยมองเธอแบบนั้นบ้างเลย
ตลอดเวลาที่รู้จักกันมาแม้เธอจะแสดงออกว่าเธอรู้สึกอย่างไรต่อเขาเพียงใด ระยะห่างยังคงเท่าเดิม
...จะทำอย่างไรดี ไม่อยากจะสูญเสียเขาไป....
วัส สิกามองดูภาพสะท้อนในกระจกเงา เธอสาวกว่า เปรียบไปแล้วยังสวยกว่าครูทอ รุ้งที่อายุมากกว่า หน้าตาจืดๆ นั้น ฐานะรึก็ไม่ได้น้อยหน้าใครในถิ่น นี้ เธอจะยอมเสียเขาไปให้แม่ครูสาวใหญ่คนนั้นละหรือ เธอยิ้มให้กับตน เองอย่างมั่นใจและต้องการเอาชนะให้ได้

คืนนี้ฝนตกอีกแล้ว ดูท่าทางจะไม่ยอมหยุดตกง่ายๆ เสียแล้ว บ้านเงียบเชียบได้ยินแต่เสียงสาดซ่าของสายฝนที่มีลมพัดมาเป็น ระยะๆ นับตั้งแต่วันเกิดของน้องฝันฝนก็ตกมาตลอด
นางซอมา เล่าให้ฟังว่ามีดินที่ไหลถล่มตามเส้นทางบนดอยหลายแห่ง หากป้าพรรณบอกว่า เป็นอย่างนี้เสมอของที่นี่ ไม่มีอะไรมากนัก
ทอรุ้งรู้สึก เยือกๆ ในอก คงเป็นเพราะฝนตกมากจนอากาศเย็นกว่าปกติ เสียงประกาศแจงงาน วัดดังมาเป็นระยะๆ พร้อมกับเสียงเพลงการแสดงที่แสงจิ่งไปร่วมงาน
ตอนหัวค่ำนายหรุ่งขับรถออกไปส่งป้าพรรณเพื่อเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มแม่บ้าน เกี่ยวกับการจัดอาหารโรงทานที่ปราชญ์รับไว้เป็นเจ้าภาพ แสงจิ่งจึงออกไป พร้อมกับนางซอที่ขอตามไปดูการฝึกซ้อมด้วย
“แม่ครูอยู่คนเดียวได้ก่อ” นางซอถามอย่างเป็นห่วง
“ได้สิคะ เป็นไรไป” ทอรุ้งหัวเราะท่าทีละล้าละลังของนางซอ “บางทีคืนนี้ จะให้น้องฝันนอนด้วย ถ้าหากคุณปราชญ์กลับดึก”
ปราชญ์ลงไปเชียงใหม่กับวัสสิกาเมื่อตอนบ่ายด้วยงานแสดงความยินดีการเปิดสาขาใหม่ของวัสสิกาเอง
คง เป็นเพราะฝนตกพรำจึงทำให้บ้านดูเงียบเหงา หลังจากที่พาน้องฝันเข้านอนแล้ว เธอจึงเปิดโน้ตบุค พิมพ์งานไปได้สักพักรู้สึกง่วงงุนอย่างมากจนไปสามารถฝืน รอให้คนอื่นๆ กลับมา เธอจึงปิดเครื่องและเข้านอน โดยมีเจ้าพูห์วิ่งตาม เข้ามาซุกตัวอยู่ข้างเตียง ท่าทีหวาดระแวง ตื่นๆ
“เป็นรัย พูห์ กลัวฝนตกเหรอ หือ”
เธอเอาผ้ามาปูข้างเตียงแล้วอุ้มมันนอนหน้าเตียง ก่อนจะปิดไฟนอน


ปราชญ์ เริ่มกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูกกับงานเลี้ยงที่ไม่ยอมเลิกราแบบนี้ นึก เสียใจที่น่าจะเอารถยนต์มาคนละคันกับวัสสิกาก้อสิ้นเรื่อง สาขารับซื้อผล ผลิตทางการเกษตรและขนส่งสินค้า วัสสิกาเร่งเปิดให้ทันฤดูกาลนี้
“พี่ปราชญ์ไปกับส้มนะคะ” เธอออดอ้อน “ในฐานะลูกค้า..คนสำคัญของส้ม”
งาน นี้ล้วนแล้วแต่มีแขกเหรื่อพ่อค้านักธุรกิจมากมาย จนปราชญ์คิดว่าบางคนนั้น ถูกเชิญมาทำไม เขายกนาฬิกาดูเวลาอย่างกระวนกระวาย เพราะอย่างไรเสียเขา ต้องเดินทางกลับคืนนี้
เขาพยายามโทรกลับไปบ้าน แต่ไม่ มีคนรับสาย เครื่องของป้าพรรณก็ติดต่อไปได้ โทรเข้าเครื่องของครูทอรุ้งก Hไม่รับสายอีก
‘สงสัยจะเล่นเนตเพลินสิท่า’ เขาคิดอย่างหงุดหงิด จนแทบไม่อยากอยู่ในงานต่อไป
“พี่ปราชญ์เป็นอะรัยคะ”
ส้ม เดินเข้ามาที่โต๊ะ เอามือเกาะไหล่เขาและก้มลงพูดด้วยอย่างสนิทสนมราวกับจะ ประกาศให้ทุกคนในโต๊ะได้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเขา
“สัญญาแล้วนี่คะว่าจะไม่งอแงกลับบ้าน”
“ป่าวครับ ไม่มีอะไร”
เขาพยายามรักษามารยาทอย่างยิ่งที่จะไม่แกะมือเธอออกจากไหล่
“แล้วก้อสัญญาว่าจะกลับฝางพร้อมส้มด้วย”
ปราชญ์ นิ่งเฉยด้วยไม่รู้จะตอบอย่างไร วัสสิกาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินไปคุยกับแขก โต๊ะอื่น ปราชญ์จึงขอตัวลุกไปโทรศัพท์อีกครั้งด้านนอกงาน เขาแทบจะขว้าง โทรศัพท์ทิ้งไปด้วยยังไม่สามารถติดต่อใครได้
เมื่อเขากลับไปนั่งที่โต๊ะเดิม เขาจึงดื่มเครื่องดื่มแอลกอร์ฮอล์ที่แขกร่วมโต๊ะชงส่งมาให้ ด้วยความฉุนเฉียว
“ตายจริง พี่ปราชญ์ เมาแล้วเหรอคะนั่น”
เจ้าภาพสาวโฉบมาดูแลเขาอีกที เขาก็ดื่มจนเมามายนั่งตาปรือ เขาส่งโทรศัพท์ให้วัสสิกา
“ช่วยโทรเข้าเบอร์นี่หน่อยสิ”
เสียงเขาอ้อแอ้ วัสสิการับมาดูแต่พอเห็นเบอร์ที่เขาให้โทออก เธอเม้มปากแน่นถือไว้เฉยๆ หากบอกกับเขาว่า
“รู้สึกจะปิดเครื่องไปแล้วค่ะ”
เธอก้มลงกระซิบข้างหูเขา
“พี่ปราชญ์ไปพักแปบมั๊ยคะ”
“ไม่เป็นไร”
“อือ พักหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวงานก้อเลิกแล้วยังไงก้อต้องกลับฝางค่ะคืนนี้”
เธอพยักหน้าให้เด็กช่วยงานที่ยืนอยู่ไม่ห่างพาเขาเข้าไปพักในห้องสำนักงาน ด้านใน เธอกดปิดเครื่องโทรศัพท์ก่อนที่จะหย่อนลงกระเป๋าเสื้อของเขา

ทอรุ้งพยายามจะลืมตาขึ้น คิดมาได้ยินเสียงโทรศัพท์แว่วมาแต่ยังเคลิ้มหลับ ไปอีก คราวนี้คล้ายเธอได้ยินเสียงหวีดร้อง หรือเสียงลมฝน เธอพยายามลืมตา ขึ้น เธอไม่แน่ใจว่าเธอลืมตาหรือยังด้วยทุกอย่างรอบตัวมืดมิด แต่เธอรู้ ว่าเธอตื่นแล้ว
......เสียงอะไร....ลมฝนเหรอ ......
เสียง สาดซัดที่รุนแรงบนหลังคาดังสนั่น เรือนเล็กไหวยวบ เธอผวาลุกขึ้นนั่ง ทันที เธอไม่ได้หลับ! เธอลืมตาแล้วแต่เธอมองไม่เห็นอะไร เสียงครางหงิงๆ และลิ้นนุ่มๆ ที่มันเลียมือเธอ ทำให้ทอรุ้งตื่นตัวเต็มที น้องฝันพลอยสะดุ้งตื่นด้วย ร่างเล็กเบียดเข้ามาหา เธอรู้สึกถึงความหวาด กลัวจากอาการสั่นเทา
โครม!
เสียงอะไรสัก อย่างกระแทกเข้ากับเรือนเล็ก เธอสะกดไม่ให้ส่งเสียงร้องออกไป แขนข้าง หนึ่งเธอโอบกอดน้องฝันไว้ สิ่งหนึ่งที่เธอคิดได้คือโทรศัพท์มือถือ ทอรุ้ง ควานมือไปในความมืดไปยังตำแหน่งที่เธอคิดว่าวางเครื่องอยู่ โชคดีที่หาเจอ แต่เธอยังไม่มีเวลาที่จะกดดูเครื่อง
...วู้ๆ! ....
เธอคิดว่าเธอได้ยินเสียงกู่ร้อง ทอรุ้งลุกขึ้นพร้อมกับอุ้มเด็กน้อย
“พูๆ ม๊ะ พู”
เธอ ร้องบอกเมื่อได้ยินเสียงเห่าเล็กๆ ทอรุ้งต้องความนลงบนเตียงเพื่อหาร่าง นั้น พอคว้าได้เธอพยายามจดจำทางออกนอกห้องให้ได้
มีอะไร บางอย่างกระแทกกับตัวบ้านอีก จนเธอเซไปปะทะกับฝาผนังห้องเธอกอดรัดอีกสอง ชีวิตไว้แนบอก พอเธอสามารถเปิดประตูได้เธอต้องปะทะกับสายฝนที่กระหน่ำ และ เธอต้องตกใจกับคลื่นน้ำที่สาดปะทะตัวเธอเต็มๆ
“ม๊ะ! ม๊ะ!”
น้องฝันกอดคอเธอแน่น ทอรุ้งพยายามลืมตาท่ามกลางเม็ดฝนที่กระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“ไม่ ต้องกลัวลูก ไม่ต้องกลัวนะคะ” เสียงที่ปลอบโยนสั่นกึกกัก เธอคิดว่าเธอเห็นแสงไฟจากสวน ไม่รู้จะเป็นแสงไฟจากอะไรแล้วนี่ทุกคนไป ไหน ป้าพรรณ นางซอ แสงจิ่ง
...โครม! !!!
เสียงดังสนั่นขึ้นอีกพร้อมกับคลื่นน้ำที่สาดขึ้นมา โดยสัญชาตญาณที่เธอนึกขึ้นได้นั่นคือ
น้ำป่า!!!!!!!!







 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:51:35 น.
Counter : 126 Pageviews.  

รุ้งทอฝัน# 9 เรื่อง โดย ฝากรักฟากฟ้า





ฝนยังคงตกอยู่ ดูเหมือนจะชุกมาก อาจจะเป็นเพราะอยู่ติดเชิงเขาด้วยทำให้ฝน ตกแทบไม่เว้นวัน กิจกรรมของน้องฝันจึงขลุกอยู่ในห้องเป็นส่วนใหญ่ เจ้า พูห์กำลังซนเป็นเพื่อนเล่นที่ดีของแม่หนูน้อย
วันนี้ทอรุ้ง ต้องพลอยวุ่นไปกับการเตรียมของทำบุญวันเกิดให้น้องฝัน ทั้งยังจะมีงาน เลี้ยงเล็กๆ ให้เจ้าตัวอีกด้วย ป้าพรรณอยากจะทำเค้กวันเกิดด้วย จึงต้องเตรียมการกัน สนุกสนานแสงจิ่งถึงกับยอมไม่ไปงานวัดอื่น ทอรุ้งให้น้องฝันนั่งอยู่อีกมุม หนึ่ง แต่บางครั้งหนูน้อยก็จะเดินมาดูด้วยความสนใจ
“ม๊ะ รายค๊า”
ถึงแม้จะพยายามเปลี่ยนการเรียกแต่ดูเหมือนไม่เป็นผล เธอจึงต้องปล่อยเลยตามเลย
“ครูกำลังทำขนมให้น้องฝันไงคะ”
“หนม ชอบๆ”
เด็กน้อยยิ้มฟันหลอเกาะโต๊ะใหญ่กลางห้องครัว พยายามจะเอามือคว้ากาละมังแป้ง ทอรุ้งต้องคอยเลื่อนหนีให้พ้นมือ
“น้องฝันอย่าซนสิคะ”
“ดูๆๆๆ”
เธอพยายามที่จะเอื้อมให้ได้ มีอย่างเดียวคือต้องอุ้มขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ทอ รุ้งแบ่งแป้งให้เล่นจึงพอจะหยุดความอยากรู้ไปได้บ้าง สุดท้ายเมื่อหันไปดู ก็ตอนที่ได้ยินเสียงเจ้าพูห์เห่าวุ่นวายอีกตัว ปรากฎน้องฝันเอาแป้งละเลง ตัวเจ้าพูห์แล้ว ผงแป้งร่วงฟุ้งกระจายไปทั่วตั้งแต่ผม หน้าตา เสื้อผ้า มอมแมมพอกัน
“ป้าว่าครูพาน้องไปเปลี่ยนเสื้อแล้วเอานอนเถอะค่ะ”
ป้า พรรณคงจะทนไม่ได้ต่อไป ทอรุ้งจำต้องพาหนึ่งคนกับหนึ่งตัวออกจากครัว ไป เดินสวนกับปราชญ์และหญิงสาวเจ้าของโรงคัดส้มคนเดิมที่ห้องโถงก่อนจะขึ้น ไปชั้นบน
“ป๊ะ” เธอทำท่าจะโผไปหาพ่อทันที
“น้องตัวเปื้อนค่ะ กำลังจะพาไปอาบน้ำ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ปราชญ์เอื้อมมือไปรับร่างลูกสาวอุ้มหอมแก้มอย่างรักใคร่ หากหญิงสาวที่ยืน เยื้องไปด้านหลังกลับเบะปากอย่างไม่เกรงใจครูผู้ดูแล
“ชื่นใจๆๆๆ อาบน้ำแล้วหลับนะครับคนเก่งของป๊ะ”
“เก่งๆ น้องเก่ง” น้องฝันพูดเลียนคำพูดของพ่อ พลางเอามือดึงหนวดเฟิ้มเล่น
“ทำอะไรกันเหรอครับ”
“ก้อเตรียมของไปวัดพรุ่งนี้ ป้าพรรณจะทำขนมเค้กด้วยค่ะ”
“มีอะไรเหรอคะ” วัสสิกาถามปราชญ์
“วันเกิดน้องฝันครับ พรุ่งนี้”
“เหรอคะ มีอะไรให้ช่วยมั๊ยคะ”
“ไม่รู้สิ ต้องถามครูรุ้ง”
สายตาวาววามคู่นั้นตวัดมามองทอรุ้งแวบหนึ่งหากไม่เอ่ยปากถามแต่อย่างใด ทอ รุ้งได้แต่บอกให้ไปหาป้าพรรณที่ครัวก่อนที่จะรับร่างบางจ้อยคืนมา เธอพา น้องฝันขึ้นไปบนห้องตามที่ตั้งใจไว้โดยมีเจ้าพูห์วิ่งตามขึ้นไปติดๆ

เย็น นั้นวัสสิกาจึงเป็นแขกอาหารมื้อเย็นไปด้วยโดยปริยาย เธอพยายามช่วยจัด เตรียมของ ในขณะที่ป้าพรรณจะคอยปฏิเสธในเรื่องที่เธอจะจัดการ
“พรุ่งนี้ไปวัดแต่เช้าเลยเหรอคะ พี่ปราชญ์” วัสสิกาชวนคุยระหว่างมื้ออาหาร
“ครับ” “แล้วจะพาน้องไปไหนรึป่าวคะ”
“คง ไม่ครับ พรุ่งนี้ไปวัดแล้วก้อจะพาน้องไปโรงเรียนด้วย” เขาหันกลับมาถามทอรุ้งต่อ “ครูเตรียมเอกสารของน้องฝันรึยังครับ”
“ยังนี่คะ ไม่ทราบว่าเอกสารของน้องอยู่ที่ไหน” เธอตอบ
“ต้องใช้อะไรบ้างครับ”
“ก้อมีใบสูติบัตร สำเนาทะเบียนของพ่อกับแม่”
“ใบเกิดคงไม่มีปัญหา แต่หลักฐานของพ่อกับแม่คงหายากล่ะ” วัสสิกาแทรกขึ้นมา “อาหลินก้อตายไปแหละ แล้วยังพ่อ...”
“คุณส้ม!” ปราชญ์เรียกชื่อเพื่อนหญิงต่างวัยเสียงเข้มเชิงห้ามปราม คิ้ว ขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจ “เรื่องต่างๆ ผมรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง”
“แหม ไม่เห็นต้องทำเสียงแบบนี้เลยนี่คะ” วัสสิกาสะบัดเสียง
ทอรุ้งรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องมานั่งอยู่กับคนทั้งสอง โดยไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
“ความจริงตาของน้องฝันก้อยังอยู่ พี่ปราชญ์ไม่เห็นต้องมารับภาระอะไรแบบนี้” วัสสิกาพูดออกมาอย่างอัดอั้น
“น้องฝันไม่ได้เป็นภาระอะไร”
“นั่นสิคะ” คิ้วเรียวที่ได้รับการตกแต่งมาอย่างสวยงามขมวดขึ้ง “ส้มบอกแล้วว่าน่าจะส่งไปอยู่โรงเรียนประจำก้อสิ้นเรื่อง”
“พี่เปลี่ยนใจแล้ว ไม่อยากส่งลูกไปอยู่กับคนอื่น” เขาอธิบายเรียบๆ อย่างสะกดอารมณ์
...อีกแล้ว เรื่องแม่ของน้องฝันอีกแล้ว... ทอรุ้งรู้สึกว่าเขาไม่สบายใจบ่อยขึ้นเมื่อพูดถึงผู้หญิงที่ล่วงลับไปหลายปี
“พี่คิดว่า คุณส้มไม่ควรพูดนะครับ”
“ตายจริง ลืมไปค่ะ” เธอจีบปากจีบคอพูด “ไม่ควรพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่นนะคะ”
วัสสิกาเน้นเสียงคำว่า ‘คนอื่น’ จนทอรุ้งรู้สึกหน้าชาขึ้นมาเฉยๆ เธอยกแก้วน้ำขึ้นดื่มช้าๆ หลังจากรวบช้อนไว้
“ม๊ะ ฟังนิทาน ม๊ะ”
น้อง ฝันพูดขึ้นพร้อมวางช้อนบ้าง เธอไถลตัวลงจากเก้าอี้ ทอรุ้งจึงถือโอกาสนี้ ขอตัวลุกจากโต๊ะอาหาร น้องฝันค่อยๆ เดินไปหาพ่อ เธอเหลือบมองวัสสิกา อย่างหวาดๆ ปราชญ์ก้มตัวลงกอดลูกสาว ก่อนที่จะให้ครูรุ้งพาลูกสาวไปฟัง นิทานตามต้องการ ก่อนที่จะพ้นห้องมายังได้ยินเสียงของวัสสิกาพูดไม่เบา นัก
“ครูทอรุ้งเธอไม่รู้เหรอคะว่า พ่อของน้องฝันเป็นใคร”
ทอ รุ้งใจหายวาบ อะไรกัน...กำลังพูดกันเรื่องอะไร..... เธอเดินพ้นออกมาเสีย ก่อนที่จะได้ยินคำตอบ ปราชญ์จะตอบหญิงสาวว่าอะไร เธออดที่จะนึกสงสัยไม่ได้ น้องฝันกลับไม่สนใจเรื่องราวที่แม้ว่าพวกเขา กำลังพูดถึงเธอแท้ๆ การที่ไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆ คงเป็นสิ่งที่ดี อย่างหนึ่ง ไม่ต้องเสียใจ

เสียงฝนที่มา ตั้งแต่ช่วงเย็นเริ่มเบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงหยดเผาะเปาะแปะ อากาศ เย็น ชื้น เธอต้องเหน็บชายผ้าห่มกับที่นอน เมื่อแน่ใจว่าร่างน้อยๆ หลับสนิทเธอจึงดับไฟดวงใหญ่เหลือแต่ไฟดวงเล็กเหนือเตียง เธออุ้มเจ้าพูห์ ขึ้นเพื่อเอากลับไปนอนที่เรือนพักของเธอ ปิดประตูห้องเบาๆ
ห้องข้างล่างเงียบเชียบ คงจะกลับกันแล้ว ทอรุ้งเดินย่องลงบันได ไฟที่ ห้องโถงดับเหลือแต่ไฟดวงเล็กพอให้เห็นทาง ขณะเธอกำลังเดินผ่านโต๊ะทำงานตัว ใหญ่ พลันโคมบนโต๊ะก็สว่างขึ้น ทอรุ้งยืนตัวแข็งจ้องมองผู้ที่อยู่หลัง โต๊ะทำงาน
“ดูเหมือนคุณชอบซุ่มอยู่อย่างนี้เหลือเกินนะคะ”
พอรู้ว่าเป็นใครเธอก็อดที่จะตำหนิเขาไม่ได้
“ดูเหมือนคุณครูชอบตกใจง่ายๆ จริงๆ นะครับ” เขาพูดล้อคำพูดของเธอหน้าตาเฉย “ผมลืมไปว่าคุณอยู่บนห้องน้องฝัน”
“บังเอิญคืนนี้น้องหลับยากค่ะ” ทอรุ้งชี้แจง “กว่าจะหลับได้เล่านิทานจบไปสามเรื่อง”
“ครูง่วงรึป่าวครับ” เขาถามไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทอรุ้งนิ่งมองคนถามก่อนที่จะตอบอย่างระมัดระวัง
“คุณปราชญ์ มีอะไรจะฝากไปทำหรือเปล่าคะ”
“วันนี้ไม่มีหรอกครับ แต่อยากคุยด้วยหน่อย”
ปราชญ์ขยับนั่งตัวตรง เชื้อเชิญให้เธอนั่งที่เก้าอี้นวมหน้าโต๊ะ มีซอง เอกสารสีน้ำตาลซองใหญ่วางอยู่ มีลายมือที่หนักแน่นเขียนชื่อบนหน้าซอง
‘เด็กหญิงอาเหม่ย (น้องฝน)’
“ของน้องฝนครับ”
“ค่ะ พรุ่งนี้คงต้องเอาติดไปด้วยนะคะ”
ใบหน้าเขามีแววกังวลบางอย่างจนทอรุ้งต้องเอ่ยปากถาม
“มีปัญหาอะไรรึป่าวคะ”
เขาถอนใจเฮือกก่อนจะตัดสินในพูดออกมา
“น้องฝน ความจริงไม่ใช่ลูกผมจริงๆ หรอก...”
“คะ!” ทอรุ้งอุทานเบาๆ “ล่ะ...แล้วมาบอกดิ...เอ่อ รุ้งทำไมคะ”
“ถ้าครูอ่านหลักฐานของน้อง ครูก้อต้องสงสัยอยู่ดี” ปราชญ์จ้องมองครูทอรุ้งคล้ายต้องการความจริงใจ “ในใบเกิด......”
ทอรุ้งเพียงเหลือบมอง ปราชญ์จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังที่เกิดขึ้นหลายปีก่อนที่น้องฝนจะลืมตามาดูโลก....

อา หลิน...แม่ของน้องฝัน... เป็นลูกสาวของคนในหมู่บ้านบนดอยสูงที่เขาสนิทสนม คุ้นเคยเป็นอย่างดีคนหนึ่ง เนื่องเพราะเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขในการเดินหลงป่า กันแล้ว
อาหลินเด็กสาวที่น่ารักที่มีความตั้งใจจะเรียนต่อใน ตัวจังหวัด ด้วยคิดว่าสักวันหนึ่งเธอจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชน เผ่าของเธอ ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนต่อ หากวันหนึ่งเรื่องร้ายแรงของชีวิตก็เกิดขึ้นอย่างไม่น่าให้อภัย ผู้ชายที่ มาหลงรักหมายปองเธอทำลายเธอจนย่อยยับ
อาหลินเสียใจและรู้สึก อับอายจนถึงขนาดพยายามจะฆ่าตัวตาย ยิ่งเมื่อรู้ว่าเธอกำลังท้องกับไอ้ทรชน นั้น อาหลินแทบไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ พ่อและแม่ของอาหลินทั้งรักทั้ง สงสารลูกถึงกับต้องมาขอร้องกับปราชญ์ซึ่งอาหลินให้ความนับถือเป็นญาติ ผู้ใหญ่คนหนึ่ง ให้รับอาหลินมาอยู่ที่บ้านสวนข้างล่าง
ปราชญ์รับปากจะดูแลอาหลินเป็นอย่างดี เขากำชับไม่ให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ ออกไป แต่ก่อนที่น้องฝันจะได้ออกมาดูโลก ผู้ชายคนที่ทำอาหลินก็ได้มา สารภาพบาปทั้งหมดที่ทำลงและขอให้อาหลินยกโทษให้ อาหลินไม่สามารถทำใจได้ เลย
เป็นแผลลึกในใจของเด็กสาว เธอทั้งอับอาย หวาดกลัว และเมื่อเขายืนยันจะรับผิดชอบลูกที่จะเกิดมา อารมณ์โกรธแค้นที่รุนแรงทำให้ เธอตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกับเด็กในท้อง หากปราชญ์ช่วยเหลือได้ทันแต่ไม่ สามารถเยียวยาหัวใจเธอได้อีก
ไม่นานน้องฝันก็ลืมตาดูโลก แต่ด้วยสภาพจิตใจที่อ่อนแอ บอบช้ำมาโดยตลอดทำ ให้อาหลินไม่แข็งแรงเพียงพอและเสียชีวิตลงหลังจากคลอด ผู้เป็นพ่ออ้อนวอนขอรับน้องฝันไปเลี้ยงดู แต่พ่อของอาหลินไม่ยอมกลับยกน้องฝันให้ปราชญ์ ปราชญ์จึงขอได้เพียงให้ผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่าเป็นพ่อในใบเกิดเท่านั้น หาก มีเงื่อนไขที่ต้องลงชื่อมอบน้องฝันให้อยู่ในการปกครองของเขาตลอดไปโดยไม่ เรียกร้องสิ่งใดอีก
...มิน่าเล่า น้องฝันถึงมีอาการผิดปกติทางด้านสมอง เป็นเพราะการพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งนี่เอง....
ยิ่งได้มารับทราบปัญหาเหล่านี้ทอรุ้งยิ่งรู้สึกสงสารเด็กน้อย เห็นใจปราชญ์ ที่ต้องมารับผิดชอบชีวิตที่เขาไม่ได้เป็นผู้กระทำ ทอรุ้งคิดว่าวัสสิกาน่า จะเข้าใจชายที่ตนหมายปองมากกว่าจะทำท่ารังเกียจน้องฝันแบบนี้
“ผมคงต้องไปจดทะเบียนรับน้องฝันเป็นลูกบุญธรรมซะแล้ว”
เขากล่าวเมื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมด ท่าทางสบายใจขึ้นมากกว่าเดิม
“ดีค่ะ แต่ก้อน่าจะลองปรึกษาคุณส้มด้วยนะคะ” ทอรุ้งให้คำแนะนำ
“ทำไมครับ ปรึกษาทำไม” เขาย้อนถาม
“อ้าว! ก้ออีกไม่นานคุณทั้งสองก้อจะแต่งงานกันนี่คะ”
“ฮ่าๆๆๆๆ!!!!” เขาหัวเราะเสียงดัง แววตาวิบวับ “ใครที่ไหนบอกคุณล่ะนี่ โธ่เอ๊ย!”

เช้าวันนี้น้องฝันถูกปลุกเร็วกว่าปกติด้วยต้องไปวัดทำบุญวันเกิด เด็กน้อย ตัวจ้อยดูเล็กกว่าอายุจริง แต่งตัวชุดสีชมพูลายการ์ตูนแบบผู้หญิงกับรองเท้าสีที่เข้าชุดกัน ทั้งยังมี ที่คาดผมเล็กๆ สีเหลืองสดใส
เธอเดินเกาะกุมมือครูทอรุ้ง ตลอดเวลา คนที่มาวัดต่างพากันหันมองราวกับเป็นคนแปลกถิ่น หากหลายคนยังพอ รู้จักกับปราชญ์ก็จะเข้ามาทักอย่างคุ้นเคย
“วันนี้ป้อเลี้ยงมาวัดกั๋นตึงบ้านแต้”
ท่านเจ้าอาวาสเอ่ยทักทายเมื่อทั้งกลุ่มเดินเข้าไปในห้องโถงกุฎิวัด มีชาว บ้านที่นำอาหารมาทำบุญรับพรจากท่านแล้ว บ้างก็กำลังขยับออกมาให้กลุ่มอื่น ที่กำลังรออยู่ด้านหลังได้เข้าไป ปราชญ์ยิ้มแย้ม ทักทายราวกับผู้แทนฯ หาเสียง
“ครับท่าน วันนี้วันเกิดลูกสาวด้วย”
“จะอั้นกา เข้ามาๆ ตุ๊ลุงจะผูกมือหื้อ”
ท่านพูดอย่างมีเมตตากวักมือเรียกกลุ่มของเขาพร้อมกับหันไปหยิบกลุ่มด้ายที่วางบนพานหน้าโต๊ะหมู่บูชาที่อยู่เบื้องหลัง
ปราชญ์ นั่งลงเดินเข่าเข้าไปถึงด้านหน้ากลุ่มคนอย่างเรียบร้อย ทอรุ้งต้องอุ้มน้อง ฝันเดินเข่าตามไปเพราะเธอเกิดอาการไม่ยอมรวมกลุ่มกับคนแปลกหน้าอีก ป้า พรรณ นางซอและเด็กแสงจิ่งพากันยกตะกร้าอาหารและเครื่องสังฆทานตามมา
“ป้อเลี้ยงเปิ้นปาแม่เลี้ยงมาตวยแต้วันนี้”
เสียงกระซิบ ไม่เบานักแว่วมาจากกลุ่มชาวบ้าน ทอรุ้งก้มหน้างุดขณะที่ปราชญ์กลับหันมา ยิ้มกว้างให้กับกลุ่มคนที่นั่งอยู่เต็มห้องโถงนั่ง ผู้ติดตามทั้งสาม ค่อยๆ ส่งของให้ปราชญ์ประเคนของ ป้าพรรณบอกใหครูรุ้งคอยส่งมือบางๆของน้อง ฝันแตะของที่มือผู้เป็นพ่อด้วย
“น่าเอ็นดูแต้” เสียงพึมพำชื่นชมจากแม่อุ๊ยที่นั่งข้างๆ
“เอ้า! ฮับ ปอนกั๋นเน้อ” หลวงลุงกระแอมไอบอกศรัทธาญาติโยมก่อนกล่าวสวดมนต์ให้พรอย่าง ยืดยาวเป็นพิเศษเอ่ยชื่อน้องฝันเจ้าของวันเกิด หลังจากนั้นท่านจึงผูกข้อ มือรับขวัญวันเกิด
“อายุมั่นขวัญยืนเน้อ หล้า อือ! ปันใหญ่ปันสูง บ่มีเคราะห์บ่มีโศกล่ะหล้าเหย”
ปราชญ์ ก้มกราบอย่างนอบน้อม น้องฝันยังนั่งซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของครูมองดูด้ายผูก ข้อมืออย่างประหลาดใจ ครูรุ้งจึงต้องสวมมือพนมไหว้หลวงลุงพร้อมกับมือน้อง ฝัน
“กำเดียวป้อเลี้ยงฝั่งปิ๊กก่อ” ท่านท้วงถามเมื่อเห็นเขาขยับตัวจะถอยออก
“ไม่ครับท่าน จะอยู่ใส่บาตรด้วยครับ”
“อั้นก่อดีล่ะ กำเดียวตุ๊ลุงจะได้อู้เรื่องงานสลากวัดเฮา”
“ครับท่าน”
เขารับคำก่อนจะเดินเข่าคลานออกไปพร้อมคณะ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยหลายคนลูบผมเด็ก น้อยให้พรวันเกิด ทอรุ้งต้องคอยกระซิบบอกน้องฝัน
“ธุจ้านะคะ”
เธอทำตามอย่างเอียงอายหากยิ่งเบียดเข้าหาตัวครูมากขึ้น จนเมื่อออกมายืน อยู่อยู่ใต้ต้นพิกุลต้นใหญ่ หรือตามที่คนเมืองเรียกต้นดอกแก้วนั่นเอง ดอก เล็กๆ ร่วงกระจายเกลื่อนใต้ต้น แสงจิ่งเลือกเก็บดอกที่ไม่ช้ำฝนใส่ลงใน สลุงเงิน
“ปี้จิ่งจะเอาไปฮ้อยเป๋นสร้อยคอฮื้อเนาะ”
เป็น กิจกรรมที่น่าสนใจของเด็กน้อยที่นั่งลงเก็บกับพี่เลี้ยง ป้าพรรณกับนางซอนำ ของที่ถวายขึ้นไปไว้บนโรงฉัน วันนี้เป็นวันพระที่คึกคักกว่าปกติ ด้วยต่าง พากันมาประชุมเตรียมงานสลากภัตประจำปี
ทอรุ้งไม่ได้มาวัด บ่อยนัก ดูเหมือนจะเป็นเพียงครั้งที่สองตั้งแต่มาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ เธอ ยืนถือสลุงให้เด็กทั้งสองเอาดอกพิกุลมาใส่ มองชาวบ้านมากหน้าหลายตาที่แต่ง ชุดพื้นเมืองแบบคนเมือง นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยอย่างไทยใหญ่บ้าง ลาฮู่ บ้างแต่งชุดพื้นเมืองประจำชนเผ่าของตน
ปราชญ์ยืนคุยอยู่ไม่ ไกลกับกลุ่มผู้ชายท่าทางจะเป็นเจ้าของสวนส้มเช่นกัน ป้าพรรณและนางซอตามมาสมทบกับเธอรอเวลาตักบาตร เขามักจะแอบชำเลืองมองดูร่าง อ้อนแอ้นในชุดพื้นเมืองแทบไคลาดสายตา
วันนี้เธอดูแปลกตากว่า ทุกวัน ผมที่เคยรวบเฉยๆ มวยมุ่นไว้ด้านหลัง เหน็บช่อเอื้องสีเหลือง สด ใบหน้าแต่งเติมเครื่องสำอางค์บางๆ สวมเสื้อป้ายทับแบบไทยลื้อสีดำ หาก นำเอาแถบผ้าปักไขว้ของชาวเขามาขลิบขอบเสื้อรอบตัวเสื้อด้วย นุ่งผ้าซิ่น ผ้าฝ้ายทอสีดำ ชายซิ่นเป็นแถบผ้าปักใข้วเช่นกัน แต่มีขนาดกว้างกว่า
ปราชญ์ไม่รู้ตัวหรอกว่าใบหน้าและแววตาของตนอ่อนโยนเพียงใดยามทอดมองเธอ แต่ ป้าพรรณมองเห็นบ่อยๆ ใจหนี่งรู้สึกพึงพอใจที่นายจ้างมีความรู้สึกที่ดีต่อ ครูทอรุ้ง แต่ใจหนึ่งยังตะขิดตะขวงกับหญิงสาวที่ติดพันกันมา ยังไม่รู้จะลงเอยอย่างไร ตนเองก้อเป็นเพียงแม่บ้านถึงแม้เขาจะให้ความสนิท สนมดั่งญาติผู้ใหญ่เพียงใด นางยังไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกไป





 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:48:47 น.
Counter : 114 Pageviews.  

รุ้งทอฝัน# 8 เรื่อง โดย ฝากรักฟากฟ้า






หลังเข้าพรรษามาได้เกือบสองเดือน เด็กแสงจิ่งเริ่มตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ นั่นคืองานเทศกาลสลากภัตของวัดในหมู่บ้าน เป็นงานประเพณีที่สำคัญงานหนึ่ง ของท้องถิ่นอยู่ไม่น้อย ฟังจากแสงจิ่งที่มักจะมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟัง ตลอด และที่เธอตื่นเต้นมากกว่านั่นคือการที่เธอได้เป็นนางรำของกลุ่มเยาวชน ในหมู่บ้าน
“แม่ครู เจ้าได้เป๋นจั่งฟ้อนโตยเน้อปี๋นี้”
“เอ็งไม่ได้สวยอะไรหรอกนะ นังจิ่ง แค่เขาขาดคนเท่านั้นเอง”
ป้าพรรณแกล้งขัดคอ ทำเอาแสงจิ่งค้อนขวับ
“จ้างเต๊อะ เจ้าตึงจะไปฟ้อน”
“ไปยังไงละคะ” ทอรุ้งถาม ด้วยความสนใจ
“ไปกับหัววัดนา แม่ครู”
เธอตั้งใจอธิบาย ขณะน้องฝันกำลังนั่งทำท่ารำอย่างที่แสงจิ่งเคยรำให้ดู ท่าทางมีความสุขไม่แพ้กัน
“วัดบ้านเฮาจะได้ไปหลายวัดอยู่ แผวไชยปราการตวยเน้อ”
เธอหมายถึงอำเภอใกล้เคียงซึ่งแยกจากอำเภอฝางออกเป็นอำเภอใหม่ร่วมยี่สิบปีมาแล้ว
“งานนี้สนุกค่ะ ครูรุ้ง ชาวบ้านรอให้ถึงงานนี้กัน” ป้าพรรณเล่าเสริมอีก
เป็น งานบุญตามประเพณีเดือนสิบของคนเหนือ ที่จะได้ทำบุญถึงผู้ล่วงลับไปซึ่งจะทำ กันพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน หรือหากวัดใดมีหลายหมู่บ้าน พระสงฆ์ในวัดจะไม่ เพียงพอต่อการรับถวายของจากศรัทธายาติพี่น้อง แต่ละวัดจึงต้องนิมนต์พระ ภิกษุสามเณรจากวัดอื่นๆ มาร่วมงาน กลายเป็นการแลกเปลี่ยนกันไปในตัว การ กำหนดวันงานประเพณีจะไม่ตรงกันทั้งหมด ดังนั้นระยะเวลาของเทศกาลจะยาวนาน ร่วมเดือน
“ของปี้น้องไตเปิ้นเป๋นงานปอยเตียน” นางซอเล่าเสริม
“เป็นยังไงคะ”
“เป๋นงานอย่างเดียวกั่บสลากของคนเมือง แต่เปิ้นมีตอนเมื่อคืน”
“ม่วนขนาด คนมากั๋นจ๊าดนัก” แสงจิ่ง ‘ม่วน’ อย่างเดียว “น้องฝัน มา ปี้จิ่งจะสอนฟ้อน”
เธอ ชวนเด็กน้อยที่นั่งฟังตาแป๋วให้ลุกตาม แสงจิ่งร้องเพลงด้วยภาษาไทยใหญ่ที่ แปลกหู แต่ทำนองเพลงกลับคุ้นๆ เพราะนำเพลงจากนักร้องยอดนิยมมาดัดแปลงเนื้อเพลง น้องฝันมองดูแล้วทำท่าทาง ตามเก้ๆ กังๆ รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าบอกถึงความพึงพอใจ
“เอาอิ๊ แม่ครูตี๋ก๋องแบบอีก้อเน้อ”
ปุบปับเธอก็เปลี่ยนใจไปเฉยๆ ทอรุ้งงงเพราะไม่รู้จัก
“อะไร เขาทำยังไง ครูจะรู้มั๊ยเนี่ย”
“บ่ายากๆ จะอิ๊นา”
แล้วสาวจิ่งก้อร้องเลียนเสียงกลองเป็นจังหวะให้เธอฟัง
“อี่จิ่งสึงตึง มันใคร่นุ่งซิ่นสั้นเต้น” ผู้เป็นแม่กล่าวพร้อมกับหัวเราะ
“อ่ะๆ ครูอยากดู” ทอรุ้งรับปากอย่างเอาใจพร้อมกับตบมือตามจังหวะที่เธอบอก “ยังงี้ได้ป่าว ถูกยังล่ะ”
“แม่นนะๆ แม่ครูหลวก เป๋นโว่ย” แสงจิ่งชม
ป้าพรรณเอาตะกร้าผักที่จะทำอาหารมื้อต่อไปมาร่วมวง นางซอจึงหันไปช่วยเด็ด
“มันชมเหรอคำนี้” ป้าพรรณถามประชดกับนางซอ
นางซอไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างขบขันลูกสาวตัวเอง แสงจิ่งไม่สนใจยังคงตั้งใจสอนลูกศิษย์ทั้งสอง
“ท่ากำเดว เจ้าจะไปเอาก๋องหน้อยมา”
พูดจบเธอก็วิ่งปรู๊ดออกไปจากครัวไม่ฟังคำตอบจากใคร น้องฝันยังคงยืนรำอยู่คนเดียว ไม่สนใจใคร
ทอ รุ้งมองดูเงียบๆ ฟังเสียงอืออาที่หนูน้อยพยายามส่งเสียงให้เป็นเพลงอย่าง ที่แสงจิ่งร้องให้ฟัง น่าทึ่งมากที่น้องฝันสามารถจำได้และทำได้แม้จะไม่ถูก ต้องทั้งหมดก็ตาม
“มาละๆ”
เสียงแปร่งๆ ในภาษาดังขึ้นก่อนตัว ในมือแสงจิ่งมีกลองใบเล็กซึ่งเป็นของเล่นที่ทอรุ้งหามาสำหรับให้น้องฝันเล่นนั่นเอง
“แม่ครู ตี๋จะอี้เน้อ”
‘ครูดนตรี’ สอนตีกลองตามจังหวะแม้จะเพี้ยนไปบ้างแต่เธอก็มั่นใจว่าถูกต้อง ทอรุ้งพอจะจับจังหวะได้
“แม่ครูตี๋ เจ้าจะฟ้อนอีก้อหื้อผ่อ”
‘ครู’ มอบหมายหน้าที่ให้ ทอรุ้งรับกลองใบเล็กมาทดลองตี น้องฝันหัวเราะด้วยความ พอใจ เมื่อพอเป็นจังหวะ แสงจิ่งก็เริ่มแสดง ‘ฟ้อนอีก้อ’ ให้ดู น้องฝัน ยืนดูสักพักด้วยความสนใจก่อนจะขยับตาม ป้าพรรณและนางซอเป็นคนดูพร้อมกับการ เตรียมอาหาร
“แม่ครูมาหยะโตยบ๋อ”
แสงจิ่งชวนเมื่อแสดงจบ ทอรุ้งหัวเราะกับคำชวน
“ครูเต้นไม่เป็น”
“ง่ายจ่ะต๋าย น้องฝันยังเต้นได้” ดูหล่อนว่า
ไม่พูดเปล่ายังเดินมาดึงมือเธอให้ลุกด้วย ทอรุ้งจึงยอมร่วมกิจกรรม
“ ลีๆ ก่อ ส่งแม่ครูไปเป๋นจ้างฟ้อมแหมคน” นางซอบอกทั้งที่ยังไม่เห็นฝีมือ
“คงโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกมั้ง ซอ”
ทอรุ้งพูดปนหัวเราะขำๆ และเมื่อคนสอนตั้งใจสอน ทอรุ้งจึงต้องตั้งใจเรียน โดยมีน้องฝันทำท่าตาม จังหวะที่เต้นไม่ยากสำหรับเธอที่เคยผ่านการเต้นรำ จังหวะสากลมาแล้ว แต่ออกจะขัดเขินอยู่บ้างกับการที่ต้องทำท่าร่ายรำไปด้วย ขณะเต้น
“แม่ตี๋ก๋องหื้อกำ”
แสงจิ่งหันไป ‘สั่ง’ ผู้ดู
“โฮ๊ะ! อีนี่ ฮาหยะบ่จ้าง” นางซอโวยวาย
“ง่ายจะต๋าย แม่ครูยังจ้าง” เธอไม่ฟังเสียงส่งกลองพร้อมไม้ตีให้
“เอ้า! ช่วยๆ มันหน่อย กำลังสนุก”
ป้า พรรณช่วยคะยั้นคะยอ นางซอจึงยอมวางมือจากการหั่นผักมาเป็นมือกลองจำเป็น ให้ แสงจิ่งสอนผู้เป็นแม่ตีให้เป็นจังหวะให้ได้ ทอรุ้งมองดูแล้วคิดว่าแสง จิ่งออกจะเป็นเด็กสาวที่มีความตั้งใจอย่างยิ่งคนหนึ่ง
หลัง จากที่นางซอสามารถทำได้ตามความต้องการของแสงจิ่ง คณะผู้แสดงทั้งสามก็เริ่ม แสดงโดยมีแสงจิ่งเป็นผู้นำ สิ่งที่ทอรุ้งพึงพอใจนั่นคือการที่น้องฝันเข้า ร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกสนาน แก้มบางใสแดงระเรื่อ หายใจเหนื่อยๆ เพราะต้องกระโดดโลดเต้นตามจังหวะกลอง
ถึงแม้จะยังไม่สามารถทำตามได้เหมือนคนนำ รอยยิ้มและแววตาที่เลื่อนลอยเริ่ม ฉายแววของความรู้สึก เธอแอบบันทึกสิ่งที่เธอสังเกตเหล่านี้ไว้ในใจ ป้า พรรณยิ้มขำๆ ให้เธอ
“โอ่ย... เหนื่อย พอแหละ”
ทอ รุ้งอุธรณ์ หายใจหอบๆ หยุดฝึกเต้นหันกลับมานั่งร่วมวงกับแม่บ้าน แต่ต้อง ชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ยืนกอดอกอิงประตูห้องครัว ท่าทางสบายๆ มีรอย ยิ้มอย่างครึกครื้นหลังใบหน้าที่รกเครา
“เสียดายจัง เพิ่งมาดูได้แป็บเดียว”
...มิน่าล่ะ ป้าพรรณถึงแอบขำเรา... ทอรุ้งได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้ ไม่รู้เขาจะคิดอย่างไรเมื่อได้มาเห็นเธอออกไปกระโดดโลดเต้นอย่างเด้กๆ แบบนั้น
“ป๊ะ!” น้องฝันเรียกและวิ่งไปหาอย่างดีใจ เขาก้มตัวลงอุ้มร่างน้อยไว้แล้วชูขึ้นสุดแขน หมุนไปรอบๆ
“โอ้ๆๆๆๆ หนักๆๆๆๆ ปุยนุ่นกลายเป็นลุกหมูแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ”
น้องฝันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ เขาอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนราวกับกับอุ้มตุ๊กตา
“ทำอะไรเหรอครับ เห็นสนุกกัน”
“ซ้อมฟ้อนเจ้า ป้อเลี้ยง” คนรายงานกลับเป็นแสงจิ่ง
“ฟ้อนรัยล่ะเรา” เขาหันไปคุยด้วยอย่างใจดี “ได้ยินข่าวปีนี้ได้เป็นจ้างฟ้อนกับเขาด้วยนี่ ใช่ป่าว”
“แม่นล่ะเจ้า” เธอตอบพร้อมกับยิ้มหน้าบานอย่างภูมิใจ
“โห ยังงี้ก้อเป็นสาวล่ะสิ”
“โฮะ ป้อเลี้ยง ว่าไปเรื่อย” แสงจิ่งหน้าแดง อายม้วนต้วน
“มันแห้นนะป้อเลี้ยง” นางซอขัดคอ
“ไม่เป็นไรหรอก ...แล้วครูล่ะครับ” เขาหันมาถามครูทอรุ้ง
“เปล่าค่ะ แค่ฝึกเล่นตามแสงจิ่งเท่านั้นเองค่ะ”
“ม๊ะ เต้ง” น้องฝันบอกพ่อเสียงแจ๋ว
“น้องฝันชอบมั๊ยคะ” ปราชญ์ก้มลงพูดกับลูกสาวด้วยน้ำใจที่อ่อนโยน
“น้อง เต้งกะม๊ะ”
“น้องฝันกับแม่ครูหลวก สอนกำเดวก้อจ้างล่ะ” แสงจิ่งอวดลูกศิษย์
“แล้วจะไปออกงานเมื่อไหร่ล่ะ จิ่ง” เขาหันไปถามแสงจิ่ง
“แหมสองติ๊ดจะได้ไปฟ้อนล่ะ”
แสงจิ่งตอบพร้อมขออนุญาตนายจ้างไปช่วยงานวัด
“ช่วงนี้มันท่าจะได้ไปบ่อยเน้อเจ้า ป้อเลี้ยง” นางซอช่วยพูดให้ลูกสาว
“ไปเถอะ ช่วยงานวัดมั่ง” เขาอนุญาต “แล้ววัดเราจะมีงานเมื่อไหร่กัน”
“เห็นนายหรุ่งบอกเดือนตุลานะคะ คุณปราชญ์” ป้าพรรณตอบแทน
”อือ ช่วงส้มจะสุกพอดี งานยุ่งๆ หน่อย” เขารับทราบ “ทางวัดมีอะไรจะให้ช่วยก้อบอกนะครับ ป้าพรรณ”
“งั้นรับต้นสลากโชคไว้ต้นนึงสิคะ”
ป้าพรรณเสนอซึ่งเขารับปากทันที แสงจิ่งยิ้มกว้างอย่างสนุกสนานไปตามประสา
“ปี๋นี้สวนเฮาท่าจะม่วน”
“ทำไมล่ะ”
“ก่อป้อเลี้ยงฮับต้นสลากโจ้ก เขาก่อมาฮอม ล่ะคนทางบ้านใต้ของป้อเลี้ยงแฮ่มลอ”
แสง จิ่งสาธยาย ทำให้รู้ว่างานนี้จะมีญาติพี่น้องของปราชญ์จากสุพรรณบุรี ... บ้านเกิดของเขา.... จะขึ้นมาเที่ยวด้วย ทอรุ้งรับฟังไปเงียบๆ ด้วยไม่ ค่อยรู้เรื่องอะไร แต่ละคนต่างคุยกันถึงเรื่องงานวัดบ้าง ของที่ต้องเตรี ยมบ้าง
ดูจะเป็นงานที่สำคัญอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แต่เพียงแสง จิ่งเท่านั้น คนงานในสวนล้วนแต่คุยกันเรื่องนี้ ช่วงกลางคืนตอนหัวค่ำหลัง จากรับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย แสงจิ่งก็จะไปฝึกการแสดงที่วัดในหมู่ บ้านร่วมกับบารรดาสาวๆ ของหมู่บ้าน โดยมีนายหรุ่งขับรถรับส่งตามที่ปราชญ์ มอบหมายให้รับผิดชอบ ทั้งยังมักจะมีหนุ่มๆ สาวๆ ในสวนติดรถออกไปที่วัดด้วย แสงจิ่งจะมาเล่าให้ฟังบ่อยๆ

ทุกคืนจะได้ยินเสียงเพลงลอยแว่วมาจากวัด บางคืนก็เป็นการแจ้งข่าว ต่างๆ จากทางวัดเกี่ยวกับงาน นายหรุ่งจะเป็นตัวแทนของปราชญ์ไปโดยปริยาย ที่จะรับงานตามที่วัดขอมา
“วันพระหน้า คุณปราชญ์ไปวัดนะ” ป้าพรรณกำชับขณะมื้ออาหารในเย็นวันหนึ่ง
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“คุณปราชญ์จำไม่ได้เหรอ”
ป้าพรรณมองมาอย่างตำหนิ เขายังทำหน้างง
“วันเกิดน้องฝันค่ะ”
“โอ... ผมลืมไปจริงๆ”
ทอรุ้งมองดูเขาอย่างแปลกใจ ...ลืมวันเกิดลูกสาวเนี่ยนะ...
“ป้าช่วยเตรียมของไว้ด้วยก้อแล้วกัน”
“ค่ะ” ป้าพรรณรับปาก
“เต็มสี่ขวบแล้วใช่ป่าวเนี่ย” ปราชญ์พูดเบาๆ คล้ายพูดกับตัวเองมากกว่า
“ใช่ค่ะ สี่ปีแล้ว”
เขามองดูลูกสาวตัวจ้อยที่กำลังตักอาหารกินเอง ครุ่นคิดบางอย่างก่อนที่จะ มองเลยไปยังรูปของผู้แม่ที่วางอยู่หลังโต๊ะทำงาน ป้าพรรณเข้ามาตักข้าว เพิ่มในจานให้แต่เขาโบกมือปฏิเสธ
“อิ่มล่ะครับ ป้า”
เขาขยับตัวลุกจากโต๊ะอาหาร ก่อนจะบอกกับทอรุ้ง
“ผมขอตัวก่อนนะครับ ตามสบายเถอะ”
“ค่ะ”
ทอ รุ้งตอบ เธอคงยังลุกไปไม่ได้จนกว่าน้องฝันจะรับประทานอาหารอิ่ม นึกแปลกใจ ที่เรื่องวันเกิดของน้องฝันทำให้บรรยากาศในโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปได้ ทั้งที่ ก่อนหน้าเธอกำลังฟังเขาพูดถึงงานในสวนส้มอย่างภูมิใจ ป้าพรรณเองเหมือนมี เรื่องสะเทือนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน
เท่าที่ทอรุ้งเคย รับทราบมาเพียงว่า แม่ของน้องฝันเสียชีวิตในวันที่คลอดน้องฝัน เรื่องนี้ คงทำให้หัวใจเขาแหลกสลาย ทั้งยังต้องเลี้ยงดูลูกสาวผู้พิการมาตามลำพัง อีก
...อาการไม่รับรู้ทุกข์ใดของน้องฝัน อาจจะเป็นโชคดีก็ได้....






 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:45:40 น.
Counter : 67 Pageviews.  

รุ้งทอฝัน#7 เรื่อง โดย ฝากรักฟากฟ้า





“อุ๊ยตาย! ทำอะไรกันมาคะนั่น พี่ปราชญ์”
เสียงแหลมๆ ดังขึ้นทันทีที่ทั้งสองเข้ามาถึงบ้าน สายตาสี่คู่ที่มองมาบอก ความรู้สึกแตกต่างกัน โดยเฉพาะเจ้าของเสียงทักทายบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย ใบหน้าบึ้งตึง
ปราชญ์ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาแบกร่างครูทอรุ้งไว้บนหลังลงมาจากป่าหลังบ้านภายหลังการบังคับให้เธอยินยอม
“ครูเดินไม่ได้ ท่าผมอุ้ม ผมก้อเดินลงดอยไม่ได้ มีอย่างเดียวคือครูต้องขี่หลังผมไป”
“ค่อยเดินลงไปก้อได้นี่คะ แค่นี้เอง”
“แค่นี้อะไร ยืนยังไม่ไหว จะเดินลงไปแบบไหน มา...ขึ้นหลังนี่”

เขาค่อยๆ วางทอรุ้งลงบนเบาะเก้าอี้นั่งเล่นในห้องโถง แสงจิ่งมองดูด้วยความชื่นชมนาย จ้างและเข้ามาช่วยประคองพร้อมกับป้าพรรณที่นั่งอยู่ไม่ห่างน้องฝัน ทอรุ้ง ทำหน้าเหยเก
“หกล้มตกดอยค่ะ ป้าพรรณ” เธอบอกแม่บ้านเบาๆ
“รั้นมากเลยนะ แม่ครูของป้าพรรณน่ะ”
ปราชญ์เล่าเสริมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคร่าวๆ
“มะ รัยก๊ะ” เสียงแจ้วๆ ของน้องฝันแทรกขึ้นมา แววตาใสจับจ้องผู้เป็นครู
“มะของน้องฝันดื้อพ่อค่ะ เลยหกล้ม น้องฝันอย่าดื้อแบบมะนะคะ”
เขามีแก่ใจพูดล้อเลียนเธอโดยไม่ได้สนใจหญิงสาวอีกคนสักนิด หากทอรุ้งกลับรู้อึดอัดใจกับสายตาที่มองมาคุ่นั้น
“ครูรุ้งค่ะ...” ทอรุ้งทักท้วง "ไม่ใช่ ม๊ะ"
หากหญิงสาวคนนั้นยืนหันรีหันขวางด้วยความรู้สึกว่าตนกำลังจะกลายเป็นคนนอก เธอจึงข่มใจออกปากบ้าง
“คราวหลังครูรุ้งก้อระวังบ้างนะคะ ทางเส้นไหนไม่ชินก้อไม่ควรออกไปเดินเล่น”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
คำขอบคุณนั้น ทอรุ้งเองก็ไม่รู้ขอบคุณเรื่องอะไร แต่ก็เพื่อไม่ให้เข้าใจกันเลยเถิดมากไปกว่านี้
“ป้าพรรณคะ รุ้งอยากกลับไปที่ห้องนะคะ”
“เดี๋ยวผมจะพาไปหาหมอที่อนามัยก่อน” ปราชญ์ไม่ยินยอม
“พี่ปราชญ์คะ แล้วที่นัดกับส้มล่ะคะ”
“รออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา”
ปราชญ์หันไปบอกสั้นๆ ทอรุ้งยิ่งรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ให้นายหรุ่งไปส่งก้อได้ค่ะ”
“นั่นสิคะ” ส้มเธอรีบเอออวยทันที
“ผมจะพาไปเอง”
ปราชญ์ย้ำหนักแน่น ฝ่ายหนึ่งทำหน้าปั้นยาก อีกฝ่ายหนึ่งทำหน้าบึ้งตึงมากขึ้น แต่คนพูดไม่ได้สนใจ
ไม่ นานนักนายหรุ่งก็เข้ามาบอกว่ารถมาจอดเตรียมให้แล้ว ทอรุ้งขยับตัวจะลุกแต่ ต้องล้มทิ้งตัวตามเดิม ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด ปราชญ์ทำท่าจะเข้ามา อุ้มหากป้าพรรณถึงตัวก่อน
“เดี๋ยวป้าพยุงไปกับแสงจิ่งเอง คุณปราชญ์ไปที่รถก่อนเถอะค่ะ”
แสงจิ่งเข้ามาประคองอีกข้าง
“ป่ะๆ!”
น้อง ฝันเกาะกุมมือผู้เป็นพ่อเดินออกไปด้วย แม่เลี้ยงสาวโรงคัดส้มใหญ่แห่งหนึ่ง ในเมืองฝางต้องนั่งลงที่เก้าอี้ไม้สักชุดรับแขกหรูอย่างไม่สบอารมณ์ จะ อาละวาดออกไปอย่างไรก็ใช่ที่ รู้สึกอึดอัดขัดใจบอกไม่ถูก

ระหว่าง ความสัมพันธ์ของเธอกับปราชญ์ที่ไม่มากขึ้นหรือลดน้อยกว่าเดิม ทั้งๆ ที่ เธอเป็นฝ่ายแสดงออกตลอดเวลาที่ได้รู้จักกันมาว่าต้องการให้มีความก้าวหน้า ขึ้นไปจนถึงการแต่งงาน หากท่าทีของปราชญ์ไม่เคยมากไปกว่านี้
......จะเป็นเพราะลูกสาวคนโปรดหรือเปล่านะ....
จะ เป็นเพราะคิดมากไปเองหรือไม่ ตั้งแต่ทราบมาว่าเขาได้รับครูพิเศษมาช่วยดูแล ลูกสาวผู้พิการถึงบ้าน เมื่อแรกนั้นก็เบาใจว่าเป็นครูอายุมากแล้ว ผ่านการ มีครอบครัวมีลูกถึงสองคน ไม่น่าจะต้องกังวล อย่างไรเสียฝ่ายชายก็ไม่เคยมีข่าวคบหากับหญิงใดเป็นพิเศษนอกจากเธอ
ถึง แม้ว่าส่วนใหญ่จะมาจากธุรกิจระหว่างเขากับเธอก็ตามที หากเมื่อได้มาพบกับครูทอรุ้งแล้วเธอเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ทั้งการที่ เขาเริ่มห่างหายจากการพบปะเธอ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานแล้วเขาแทบจะไม่มีเวลาออก ไปพบเธอเลย
‘คิดมากไปหรือเปล่านะ อาจจะไม่มีอะไร’ วัสสิกานึกปลอบใจตน
วันนี้ ทั้งที่เขารับปากไว้เป็นมั่นเหมาะที่จะไปตกลงเรื่องผลผลิตส้มปีนี้ ทั้งยัง รับปากจะไปรับประทานอาหารมื้อค่ำด้วย หากความใจร้อนที่ทำให้เธอไม่สามารถรอ อยู่กับที่ได้ จึงต้องเข้ามาถึงสวนส้ม
หญิงสาวนั่งรออยู่นาน ดูเหมือนจะมีแต่นางซอที่บังเอิญผ่านมาบนเรือนใหญ่จึงรู้ว่ามีแขกมารอพบเจ้า ของบ้าน เธอจึงได้มีน้ำและผลไม้สดรับประทานเป็นของว่างระหว่างที่รอ
นาง ซอเองอดที่จะนำผู้หญิงสองคนที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิแตกต่างกันไม่ได้ แสง จิ่งมักจะพูดถึงแม่เลี้ยงคนนี้ว่า เธอไม่ค่อยชอบน้องฝันและทำท่ารังเกียจ เสมอเวลาที่น้องฝันเข้ามาพูดคุยอย่างไร้เดียงสา นางได้แต่ห้ามไม่ให้ลูกสาว ของตนเอาเรื่องนี้ไปพูดให้คนอื่นฟัง
"เฮาบ่ไจ้เป๋นอะหยังเปิ้น อู้ไปบ่าดี ดักปากเหียเน้อ"

การ รอคอยมักจะดูเนิ่นนานเสมอกว่าทั้งหมดจะกลับมา ปราชญ์เดินเข้ามาท่าที เนือยๆ วัสสิกาอยากจะต่อว่าแต่ก็ต้องสะกดคำไว้ด้วยรู้จักนิสัยของเขาดี
“ไปกันรึยังครับ ต้องขอโทษนะครับที่ให้มารอ”
“ไม่ เป็นไรค่ะ ดีก้อใช้ ไข้ก้อรักษาเป็นธรรมดาค่ะ” ใบหน้าผ่อง เนียนด้วย เครื่องสำอางค์ยิ้มหวาน “ไม่เป็นอะไรมากใช่ป่าวคะ”
“ข้อเท้าพลิกครับ”
“อ่อ ค่ะ เราไปธุระของเรากันเถอะค่ะ” เธอตัดบทอย่างไม่แยแส
“ครับ”
แต่ ก่อนจะออกไปกันจริงๆ เขาก็ยังไม่วายที่ต้องไปกำชับกำชาเรื่องการดูแลผู้ ป่วยอีกหนกับป้าพรรณ วัสสิกาเดินคล้องแขนเขาไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้กับอาการ ขืนตัวเล็กๆ จากเขาและสายตาที่เขม้นมองของคุณแม่บ้าน

ทอรุ้งคลี่ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ออกห่มคลุมให้ร่างน้อยๆ ที่นอนหลับสนิทบนเตียง ของเธอ สองสามวันหลังจากที่เธอได้รับอุบัติเหตุจนยังไม่สามารถเดินได้ ปกติ ลูกศิษย์คนเดียวของเธอก็จะลงมาคลุกอยู่ที่เรือนพักด้านหลังมากกว่า
“หมอถามหาครูด้วยนะครับ ฝากความคิดถึงมาให้ด้วย”
ปราชญ์ บอกเมื่อกลับมาจากการพาน้องฝันไปตรวจร่างกายและพัฒนาการที่ศูนย์พัฒนา เด็กฯ จำได้กับสายตาที่จับจ้องหาความผิดปกติของผู้รับฟัง
“แล้วเรื่องที่จะพาน้องไปโรงเรียนล่ะคะ”
ทอรุ้งต้องทำไม่สนใจกับข่าวฝากมา ถามไถ่เพียงเรื่องราวของลูกศิษย์
“คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้องฝันปรับตัวได้ดีมากขึ้นแล้ว”
“ท่ายังงั้นเทอมหน้า น่าจะลองพาน้องไปโรงเรียนดูนะคะ” ทอรุ้งเสนอความคิด
“กลัวแกจะโดนเพื่อนแกล้ง”
“คง ไม่หรอกค่ะ อย่ากังวลเลยเรื่องนั้นเลยค่ะ” เธอแย้ง “การที่น้องได้อยู่ กับเพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน จะช่วยน้องได้มากกว่าหลายเรื่องนะคะ”
“น้องฝันเป็นแบบนี้ จะมีใครเล่นด้วยเหรอ” ปราชญ์ยังไม่วายกังวลไปทุกเรื่อง
“คุณ ปราชญ์คะ น้องฝันต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่นนอกจากครอบครัวด้วยนะคะ” ทอ รุ้งยืนยัน “คุณจะเก็บน้องไว้อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้นะคะ การปรับตัวเข้ากับ คนอื่นและการยอมรับจากสังคมจะช่วยให้น้องมีความสุขนะคะ”
ปราชญ์นิ่งมองก่อนจะตัดสินใจออกปากให้เป็นงานของครูทอรุ้งต่อไป

เพราะยังไม่ดึกมากและไม่ใช่เวลาหลับตามปกติ ทอรุ้งจึงค่อยๆ เดินเขยกไปนั่งทำงานที่โต๊ะเล็กๆ กับโน้ตบุ๊คตัวเก่ง หยิบเอาแฟ้มรายงานพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของน้องฝัน ออกมาอ่านพร้อมกับพิจารณาผลการตรวจร่างกายและพัฒนาการจากศูนย์พัฒนาเด็กฯ วางแผนที่จะจัดกิจกรรมต่อไปสำหรับไปเสนอให้กับผู้เป็นนายจ้าง
ดนตรี เสียงเพลงช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของน้องฝันได้มากกว่าอย่างอื่น และดู เหมือนเธอจะมีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย คงเป็นเพราะลักษณะของเด็กออทิสติค ที่ มักจะมีความสามารถที่โดดเด่นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งในขณะที่การเรียนรู้ด้าน แทบจะไม่มีพัฒนาการหรือพัฒนาไปได้ช้ามาก
“ม๊ะ เพงๆ เต้งๆ”
เด็กน้อยมักจะเรียกร้องให้เปิดเพลงมากกว่า ทันทีที่เข้า 'ห้องเรียน' เธอต้องตามใจเพื่อให้นักเรียนได้มีสมาธิและพร้อมที่จะเรียนปนเล่น ซึ่งแม่ เลี้ยงสาวคนนั้นเคยพูดให้เธอได้ยิน
"ไม่เห็นจะสอนอะไรนะคะ วันๆ เห็นมีแต่เปิดเพลงฟัง เขียนหนังสือยังไม่ได้สักตัว"
"คงไปเร่งแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ" เธอเคยอธิบายให้ฟัง
"ลำบากหน่อยนะคะ เพราะแกปัญญาอ่อนแบบนี้"
เวลาไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้เป็นพ่อ วัสสิกาจะพูดถึงอาการของน้องฝันด้วยความ รังเกียจอย่างไม่ปิดบัง ทอรุ้งเคยคิดสงสัยว่าต่อไปจะเป็นครอบครัวกันอย่าง ไร หากฝ่ายที่เป็นแม่เลี้ยงมีความรู้สึกแบบนี้ต่อลูกเลี้ยง ถึงเวลานั้น เธอเองก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
หากจากการสังเกตอย่างใกล้ชิด การพูดของน้องฝันก็เริ่มสื่อความหมายได้มาก ขึ้น ด้วยการฝึกพูดช้าๆ ควบคู่กับการบริหารลิ้นซึ่งเคยมีปัญหาเกี่ยวกับพง ผืดที่ยึดลิ้นจนไม่สามารถพูดเปล่งเสียงได้ปกติ เธอจึงต้องเรียนรู้ถึงการ ฝึกบริหารลิ้นให้น้องฝันควบคู่ไปกับการเรียนรู้ด้านอื่น แต่ที่เธอรู้สึก แปลกใจที่น้องฝันไม่เคยเรียกเธอว่าครูเลย
“อือ ..พูๆ มาๆ” เสียงเล็กๆ ร้องขึ้นเบาๆ
ทอ รุ้งหันไปมองตามเสียง ที่แท้คงละเมอถึงหมาน้อยตัวโปรด เธอลุกเขยกไปที่ เตียงทรุดนั่งลงข้างๆ ร่างบาง ใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆ แต่ดวงตาทั้งสองปิด สนิท
แว่วได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดหน้าเรือนหลังใหญ่ ทอรุ้งอดเหลือบมองนาฬิกาเรือนเล็กที่โต๊ะข้างเตียงไม่ได้
...หมู่นี้ออกไปบ่อยจริง ทิ้งลูกสาวซะแหละ...
นาฬิกา บอกเวลาที่ล่วงเลยไปจนลืมสังเกต อีกไม่กี่นาทีจะเที่ยงคืน เธอคิดว่าคงได้ เวลาพักผ่อนแล้ว อาการขัดยอกจากการหกล้มวันนั้นยังไม่หายสนิทนัก
ด้านนอกยังมีเสียงฝนตกพรำไม่ขาดสาย ฝนตกมาตั้งแต่หัวค่ำ อากาศเย็นผิดกว่าที่ที่เธอเคยอยู่
“ปี นี้รู้สึกฝนจะเยอะกว่าปีก่อน” ป้าพรรณปรารภให้ฟัง “ก้อดีไปอย่าง ส้มจะ ได้ไม่ต้องสูบน้ำมากนัก แต่ก้อต้องบำรุงกันมากหน่อย”
เธอไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ก็อาศัยป้าพรรณเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังจึงรู้กับเขาบ้าง ผลผลิตจากสวนที่นี่จะถูกส่งไปจำหน่ายทางภาคกลางและ ส่วนหนึ่งมีใบสั่งจากมาเลย์เซีย เขาแทบจะไม่ต้องรอราคาตลาดในประเทศ ราย ได้ต่อปีนับว่าไม่น้อยทีเดียว
...ติ๊ง...
เสียง สัญญาณจากอินเตอร์เนตที่เธอต่อเข้ากับมือถือดังขึ้นเบาๆ ดูเหมือนเป็นสิ่ง ที่เธอรออยู่ ทอรุ้งจึงเปลี่ยนใจที่จะเข้านอน เธอค่อยพยุงตัวไปที่โต๊ะ เล็กนั้นอีกครั้ง
ไม่ได้สังเกตแสงไฟจากห้องชั้นบนเรือนใหญ่ ซึ่งอยู่ตรงกับส่วนเรือนพักของเธอ เงาร่างเจ้าของบ้านทาบทับกับม่าน หน้าต่างห้องอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจปิดไฟก่อนที่เธอจะเข้านอน







 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:57:55 น.
Counter : 84 Pageviews.  

รุ้งทอฝัน # 6 เรื่อง โดย ฝากรักฟากฟ้า








ทิวต้นส้มที่เรียงรายสูงๆ ต่ำๆ ไล่ไปตามเนินเขา ดูกว้างใหญ่ไพศาลเรื่อยขึ้นไปตามความสูงชันของไหล่เขา ทำ ให้ทอรุ้งเกิดความสงสัยเสมอว่า เวลาเก็บส้มคนงานจะทำอย่างไร ตอนนี้ส้มยัง ไม่สุกเต็มที่ ยังเป็นสีเขียวเข้ม คนงานสวนแบ่งกลุ่มกันไล่ตัดผลส้มทิ้ง บางส่วนเพื่อช่วยลดปริมาณผลส้มในพวงและรักษาคุณภาพของรสชาด ป้าพรรณมักจะ เอาส้มนอกฤดูวางไว้ในตะกร้าผลไม้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อ
แต่ละต้น มีไม้ไผ่ที่ผ่าซีกค้ำยันประคองกิ่ง ที่หนักไม่ให้หักลง ส่วนหนึ่งของสวน เป็นเนื้อที่ของสวนลิ้นจี่ที่เพิ่งถูกเก็บผลผลิตหมดไปไม่นาน ต้นลิ้นจี่สูง ใหญ่ เป็นพุ่มหนา จนทำให้บริเวณส่วนนั้นเป็นป่ากลายๆ ร่มรื่น โชคดีที่ ในสวนมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่านจึงในทำให้มีน้ำใช้ แต่ปราชญ์เคยพูดให้เธอฟัง อยู่ว่า ต้องระวังไม่ให้เกิดปัญหาการใช้น้ำสำหรับสวนที่อยู่ถัดไป เพราะ เขาเองก้อไม่ใช่คนในพื้นที่โดยกำเนิด ไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นนายทุน
ทอรุ้งกดชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปตัวเล็กเก็บภาพสวนส้มและสวนลิ้นจี่อย่างเพลิด เพลิน เธอไม่ได้เดินเข้าไปในส่วนของสวน เพียงแต่เดินไปตามทางขึ้นเนินเขา จากด้านสนามหลังบ้าน จุดที่เธอกำลังยืนอยู่เป็นจุดที่อยู่สูงสามารถมองลง เห็นบริเวณอาณาเขตสวนตลอดไปจนถึงทั่วหมู่บ้านสุดลูกหูลูกตา เบื้องหลังเป็น เขาสูงสลับซับซ้อนกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่าด้านตะวันตกเฉียง เหนือ บริเวณบ้านจะแยกอยู่คนละส่วนของสวนโดยมีลำธารเล็กๆ กั้นส่วนไว้ บ้านถูกบดบังด้วยต้นไม้หลากหลายที่นำมาปลูกประดับได้อย่างลง ตัว
“ที่ตรงนี้คุณปราชญ์มาซื้อไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปซื้อที่สวนมาทำ”
ป้าพรรณเคยเล่าให้ฟังเป็นความรู้พร้อมกับชี้มือกวาดไปให้ดูความกว้างใหญ่ของสวน
“ช่วงที่เขาพ่นยาส้ม ครูรุ้งก้ออย่าเพิ่งเข้าไปนะคะ กลิ่นยามันเหม็น เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
กลิ่นสารเคมีที่ฉีดพ่นกลิ่นฉุน รุนแรงจริงๆ เมื่อครั้งแรกที่ได้กลิ่นเธอ ถึงกับรื้อค้นทุกซอกในเรือนพัก ด้วยเข้าใจว่ามีอะไรมาเน่าเหม็นจนเด็กแสง จิ่งมาเฉลยนั่นแหละ
ทางเดินขึ้นเล็กๆ ที่ไล่สูงขึ้นไปคล้าย ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไป แต่กลับชวนให้อยากเดินต่อ บ่ายวันนี้เป็นวันว่าง เพราะน้องฝันนอนหลับหลังมื้ออาหารกลางวัน
ในตอนแรกๆ ปราชญ์ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นักแต่เธอยืนยันที่จะให้เด็กน้อยได้พักผ่อน
“วัยนี้ต้องได้หลับกลางวัน จะดีต่อสุขภาพค่ะ ร่างกายแล้วก้อสมองเจริญเติบโตเต็มที่”
แต่ กว่าจะให้น้องฝันคุ้นเคยกับการหลับกลางวันก็ยากเอาการ เธอต้องเปิดเพลงและเล่านิทานให้ฟังเสมอ พัฒนาการของน้องฝันเป็นไปช้าๆ หากเปรียบเทียบกับเมื่อเธอมาดูแลครั้งแรก น้องฝันนับว่าดีขึ้นเป็นลำดับ
พรุ่งนี้ปราชญ์ต้องพาน้องฝันไปพบหมอที่ศูนย์ฯ อีก เธอได้จัดเตรียมรายงานพัฒนาการไว้เพื่อให้หมอประจำตัวของน้องฝันได้ อ่าน
“พรุ่งนี้ครูรุ้งคงต้องไปด้วยนะครับ เพื่อหมออยากจะได้คุยกับครูด้วย”
เขาสั่งไว้ เธอเองก็คิดอยู่ว่าจะขอตามไปในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยเช่นกัน

ทอรุ้งคิดเพลินขณะที่เดินขึ้นไปตามทางเล็กๆ นั้น จนสุดทางเดินเป็นลานดินแคบๆ รกเรื้อด้วยต้นไม้ คงจะสูงพอประมาณเมื่อมองลงไปจะเห็นหมู่บ้านไกลๆ ได้ยิน เสียงน้ำในลำธารไม่ดังนัก เงียบสงบ
เธอยกกล้องคู่มือขึ้นเก็บภาพทิวทัศน์เบื้องล่างและต้นไม้ บริเวณนั้นจนลืม สังเกตกลุ่มเมฆสีเทาเข้มจากบนยอดดอย จู่ๆ เม็ดฝนก็โปรยปรายลงมาและมีท่าทีจะตกหนักขึ้น ทอรุ้งรู้สึกละล้าละลังด้วย ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอหันไปมองหาที่ที่พอจะหลบฝน
พลันเหลือบไปเห็นโพรงที่ถูกคลุมด้วยเถาวัลย์ที่ไม่ได้สังเกตแต่แรก เธอจึงรีบแทรกตัวไป...คงพอหลบฝนได้บ้าง..
“เดินเข้ามาอีกหน่อยก้อได้ครับ ครู”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากส่วนที่ลึกเข้าไป ทอรุ้งสะดุ้งเฮือก มือไม้เย็น เฉียบ เธอหันขวับไปจ้องมองฝ่าความมืดภายใน สักครู่เธอจึงค่อยๆ เห็นแสง สว่างที่เรื่อเรืองจากดวงไฟดวงเล็กๆ ร่างหนึ่งลุกขึ้นยืนทะมึน ทอรุ้งเซ ผงะถอยหลังออกไป
“ผมเองครับครู”
ร่างนั้นเคลื่อนตัวเข้าอย่างรวดเร็ว สายตาที่ชินต่อความมืดจึงรู้ว่าเป็นเงาร่างที่คุ้นตา
“ตกใจเหรอครับ”
“ อ่ะ เอ่อ ...ค่ะ ม่ะ..ไม่คิดว่าเป็นคุณปราชญ์” เธอพูดตะกุกตะกัก ก้าวถอยหลังออกไป อีกอย่างไม่รู้ตัว ปราชญ์เอื้อมมือมาคว้าแขนเธอดึงกลับเข้ามา
“ระวังครับ ฝนตก ถนนลื่น” เขาไม่วายพูดหยอก
เธอรู้สึกถึงลมหายใจที่รดบนเรือนผมจนต้องเบี่ยงตัวออกจากการจับกุมของ เขา หากเขาไม่ยอมปล่อยกลับเปลี่ยนเป็นจูงมือเธอเข้าไปด้านใน
แท้จริงโพรงนี้อยู่ในชะง่อนผาที่ยากจะสังเกตจากภายนอก ภายในไม่กว้าง มาก แค่พออยู่ได้สองคนสบายๆ ด้านในสุดลึกพอจะหลบฝนได้ แสงสว่างที่เรื่อ เรืองนั้นมาจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก พอให้เห็นภายใน
ปราชญ์พาเธอมานั่งลงที่เก้าอี้สนามตัวเล็ก ข้างเก้าอี้เป็นหีบใบเขื่องซึ่ง น่าจะเป็นลังไม้ เขายกฝาขึ้นค้นหาอะไรกุกกักอยู่ ก่อนจะยกเก้าอี้สนามแบบ พับอีกตัวนหนึ่งออกมากางนั่งอีกด้านหนึ่งของลังไม้
“ที่ปลีกวิเวกของผมครับ” เขาพูดแบบชวนคุย “ไม่ค่อยมีใครรู้ นอกจากผมกับป้าพรรณ”
เขาเปิดลังไม้อีก คราวนี้ส่งผ้าผืนใหญ่ นุ่มให้เธอ
“เอาคลุมตัวหน่อยครับ ตัวเปียก เดี๋ยวไม่สบาย”
น้ำเสียงเชิงสั่งกลายๆ ทอรุ้งกล่าวขอบคุณก่อนเอื้อมมือไปรับมาทำตามที่ เขา ‘สั่ง’ พลางเหลือบไปมองลังไม้ให้นึกสงสัยว่าจะมีอะไรอีก ...รถยนต์ มั้ง.... ดูเหมือนเขาจะมองเห็นความสงสัยของเธอในแววตา
“ผมเอาสัมภาระแบบเดินป่ามาเก็บในลัง บางทีผมอยากจะตัดความวุ่นวายบ้าง ผมก้อแอบมาที่นี่”
“ค่ะ”
“ป้าพรรณจะไม่ให้ใครมายุ่งแถวนี้”
“ดิฉันเดินมาเที่ยวด้านหลัง ไม่ได้ตั้งใจค่ะ” ทอรุ้งทำเสียงขุ่น
“ครับ ผมรู้”
...รู้ได้ไง....
ดูเหมือนปราชญ์จะชอบตอบคำถามในแววตาคู่นั้นเสมอ
“ผมเห็นคุณเดินขึ้นมาแล้ว ไม่คิดว่าจะขึ้นมาจนถึงข้างบน”
“ค่ะ” ทอรุ้งตอบเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น ปกติแล้วเธอกับนายจ้าง หนุ่มใหญ่วัยไล่เลี่ยกันนี้ ยังไม่เคยอยู่ตามลำพังในที่คับแคบแบบ นี้ เสียงฝนที่ตกข้างนอกยังคงกึก้องให้รู้ว่าตกหนักเพียงใด โชคดีที่โพรง นี้ลึกพอไม่ให้ละอองฝนกระเซ็นเข้ามาได้
“มาอยู่เกือบสองเดือน เริ่มคุ้นกับชีวิตในสวนรึยังครับ ครู” เขายังคงชวนคุยไปเรื่อยๆ
“ก้ออยู่ได้ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ” ทอรุ้งยิ้มขณะที่ตอบ ปราชญ์รู้สึกชอบมองกิริยานี้ของเธอเสมอ
“ทุกคนใจดีกับดิฉันมาก”
“ผม ด้วย” เขาโมเมตามหน้าตาเฉย ทอรุ้งเหลือบมองอย่างนึกฉงน “ความจริงครูน่า จะเรียกชื่อตัวเองมากกว่านะครับ อย่างเวลาคุยกับป้าพรรณ”
แต่เธอไม่ตอบด้วยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
“บางคืนผมเห็นครูรุ้งทำงานดึกจัง ไม่เหนื่อยเหรอครับ”
“ไม่หรอกค่ะ ชินค่ะ คือ..เขียนบทความส่งให้เพื่อนค่ะ”
“เป็นนักเขียนเหรอ”
“เปล่าค่ะ แค่บทความเล็กๆ เท่านั้นเองค่ะ”
“แล้วส่งยังไงครับ ไม่เห็นครูเข้าไปเวียง”
“อ๋อ! ส่งทางเมล์ค่ะ”
...ทันสมัยไม่เบาเลย ครูคนนี้...
“พรุ่งนี้เข้าเชียงใหม่ ครูจะไปธุระที่ไหนบ้างรึป่าวครับ”
“มีค่ะ ดิ..เอ่อ พอดีมีนัดค่ะ” ทอรุ้งบอกสั้นๆ ละคำเรียกชื่อตัวเองไปเฉยๆ
....สงสัยนัดเจ้าหมอแหง ยังงี้ต้องให้น้องฝันประกบไว้ก่อนดี กว่า.... ปราชญ์รู้สึกไม่เข้าใจตนเองที่ทำไมจู่ๆ จึงคิดไปอย่างนั้น
“เตรียมอะไรไปฝากคนเชียงใหม่รึป่าวล่ะครับ”
เมื่อใจเกิดเกเร น้ำเสียงของเขาจึงปิดไม่ค่อยมิด แต่อีกฝ่ายยังมีท่าทีไม่รู้สึกรู้สมอย่างใด
“ไม่หรอกค่ะ แค่ไปเจอเท่านั้นก้อพอค่ะ”
คนตอบตอบไปอย่างปกติ แต่คนฟังกลับทำหน้าบึ้งอยู่ใต้หนวดเครานั้น
“เขาคงดีใจนะครับ”
“ค่ะ ไม่ได้เจอกันนาน”
...แม่คู้ณ ดูจะดีใจจนปิดไม่ได้เชียวนะ....
ปราชญ์ นั่งจ้องดูครูของลูกสาว ผมที่เปียกฝนลุ่ยกรอบหน้าแฉล้ม เจ้าตัวไม่ได้สนใจ จะปัดหรือจะทำให้เรียบร้อยกว่านี้ ใบหน้าไร้เครื่องสำอางค์แต่ยังชวนให้มอง ไม่เบื่อตา ต่างกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง คนนั้นแทบไม่มีครั้งใดที่ปราศจาก เครื่องสำอางค์
“ดูเหมือนฝนจะหยุดแล้วค่ะ” เธอพูดอย่างกระตือรือร้นพร้อมกับลุกขึ้นพับเก็บ ผ้าผืนนุ่มนั้น ปราชญ์กลับลุกขึ้นเก็บของอย่างอ้อยอิ่ง
“ป่านนี้น้องฝันคงตื่นแหละ”
“ครับ”
เขาเก็บของลงไว้ในลังไม้เหมือนเดิม ก่อนจะดับตะเกียงน้ำมัน เขาบอกให้เธอออกไปรออยู่ที่ปากโพรง สักครู่เขาจึงเดินตามออกมา
ทอ รุ้งค่อยๆ เดินลงทางเดินป่าแคบๆ ซึ่งหลังจากฝนเพิ่งหยุดทางเดินที่เปียกชื้นยิ่งเพิ่มความเฉอะแฉะทำให้เดิน ลำบากยิ่งขึ้น เธอคอยเหนี่ยวกิ่งไม้ข้างทางขณะลงทางลาดชัน บางแห่งยังมี น้ำไหลลงมาเป็นทางเล็กๆ ดินร่วนร่วงพรูตามเท้าที่ย่ำลงไป
“ค่อยเดินลงนะครับ ทางลื่น”
ปราชญ์คอยบอกเตือนเป็นระยะ บางครั้งเขาพยายามส่งมือไปให้จับแต่ครูทอรุ้งกลับคว้าเพียงกิ่งไม้ตามทาง
...ท่าทางดื้อเอาการอยู่แฮะ....
เขามองดูทอรุ้งที่กำลังค่อยๆ ย่ำลงไปก้อนหินที่ดินรอบๆ ถูกน้ำฝนชะร่วงไปไป ตะไคร่น้ำที่คลุมเป็นเมือก ลื่น เธอขยับเท้าไปมาเพื่อหยั่งดูว่าดินรองรับนั้นจะอ่อนยุบตัวไปหรือ ไม่ ปราชญ์จึงส่งมือให้อีกครั้งเมื่อเธอเงยหน้าเหลียวมองหากิ่งไม้ที่จะ เหนี่ยวพยุงตัว
“จับมือผม เดี๋ยวลื่น”
ทอรุ้งเพียงหันมายิ้มบางๆ แต่ยังคงไม่ส่งมือให้เหมือนเดิม
“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไร พอด่ะ......!!!!”
“อ๊ะ! ทอรุ้ง ระวัง!”
ปลายมือเอื้อมไปคว้าไม่ทัน ร่างอ้อนแอ้นนั้นลื่นไถลลงไปจนได้ เขากระโจน ตามโดยไม่คิดแต่ความที่คล่องตัวในการเดินป่ากว่า ทำให้เขายังทรงตัวยืนอยู่ ได้ แต่คุณครูของลูกสาวกลับล้มนั่งกับโคลนเปียกๆ ขาข้างหนึ่งเหยียดไปข้าง หน้า อีกข้างหนึ่งงอพับ รองเท้าผ้าใบเลอะโคลนสีดำไปเต็มๆ เช่นกับกางเกง ลูกฟูกสีดำและเสื้อยืดคอกลมสีน้ำตาล ตัวเอียงโดยมีศอกข้างซ้ายยันตัว ไว้ มืออีกข้างชูกล้องถ่ายรูปไว้
“เป็นไงมั่งครับ เจ็บตรงไหน”
เขาถามอย่างเป็นห่วง แต่เจ้าตัวกลับเงยหน้าขึ้นมองยิ้มฝืนๆ
“กล้องยังอยู่ค่ะ”
“ผมไม่ได้ถามเรื่องกล้อง”
เขาทำเสียงฮึ่มฮั่มในคอทั้งฉุนทั้งขำคนรั้นที่อยู่ตรงหน้า ทอรุ้งยิ้มจืดๆ หลบตาเข้มคู่นั้น
....หนวดกระดิกเลย หว่า....
เขาคุกเข่าลงข้างตัวพร้อมกับค่อยๆ ขยับขาที่พับอยู่
“เจ็บมั๊ยครับ”
ทอรุ้งพยายามเบี่ยงตัวหลบแต่เขาไม่ได้สนใจ เธอทำได้เพียงกัดฟันไม่ส่งเสียงครางเมื่อรู้สึกแปลบที่ข้อเท้า
“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เจ็บ ล้มนิดเดียว”
“นิดเดียวอะไร ยังกะช้างตกดอยแน่ะ”
เขาตอบอย่างนึกหมั่นไส้คนปากแข็ง ผลก็คือตาคมคู่นั้นยิ่งเข้มขึ้น ริมฝีปากแดง เต็มอิ่มเม้มแน่น
“ช้างตัวเล็กๆ ครับ”
ไม่เคยคิดว่าเขาจะชอบยั่วโมโหคนได้เหมือนกันแม้ในยามนี้ ทอรุ้งใช้มือซ้าย ยันตัวขึ้น มือขวายังไม่ยอมปล่อยกล้องถ่ายรูป ทั้งยังเบี่ยงตัวออกจากการ พยุงของนายจ้างหนุ่มใหญ่
“ขอบคุณค่ะ ไม่เจ็บอะ...โอ๊ย!”
ทอรุ้งเซเกือบถลาล้มอีกแต่คราวนี้เขาคว้าตัวได้ทัน แขนที่แข็งแรงรวบร่างนั้นไว้
“อย่ารั้นนักเลย ครู”
เมื่อปราชญ์ทำเสียงเข้ม ทอรุ้งจึงได้แต่นิ่งเงียบ





 

Create Date : 10 กันยายน 2551    
Last Update : 10 กันยายน 2551 22:38:34 น.
Counter : 86 Pageviews.  

1  2  

ไม้ฝาง
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








เมื่อ....ความรัก....ทักทาย...จาก...ปลายฟ้า
ถึง...แก้วตา...จอมใจ...คนในฝัน
บินข้ามธาร....ผ่านขุนเขา...เงาตะวัน
ตามรอยจันทร์....นำทาง....ระหว่างเรา
อุ่นไอ....รัก....ถักทอ....ก่อ....เป็นผืน
ยามค่ำคืน....ห่มกาย....ใจ...คลายเหงา
ความคิดถึง....ขึงเปลน้อย....คอยนงเยาว์
จะไกวกล่อม...ขวัญเจ้า....เข้านิทรา
เพลงความรัก....ขับขาน......อาบลานฝัน
ท่ามกลาง...จันทร์...มองเมียง...เยี่ยงอิจฉา
จึง...ลับหาย...กรายเข้า..เงา...เมฆา
ปล่อยรักแนบ,,,แอบ...อุรา...อย่างเต็มใจ
เมื่อความรัก....ทักทาย.....จากปลายฟ้า
ขอแก้วตา....จอมขวัญ....อย่าหวั่นไหว
เพียง....มี...เรา...เท่าที่เห็น....ความเป็นไป
ความห่วงใย.....ที่เป็นเรา..เท่าที่มี





Google
Friends' blogs
[Add ไม้ฝาง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.