Group Blog
 
All blogs
 

Just to Hear You Say

“แม่จ๋า หนูมีข่าวดีมาบอก” ฉันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาแม่ด้วยความดีใจอย่างที่สุด เพราะข่าวดีที่ได้รับมาวันนี้ และหวังว่าคนที่ฉันกำลังจะบอกข่าวดีของฉันให้ฟัง เขาจะร่วมแสดงความยินดีกับฉันด้วย

“แม่จ๋า หนูสอบวัดความรู้ภาษาไทยได้ที่สามของประเทศแน่ะ” ฉันยิ้มแก้มแทบปริ เมื่อบอกในสิ่งที่ฉันต้องการให้แม่รับรู้ออกไปแล้ว

“อืม...ทั้งประเทศมีสอบกันแค่สามคนเหรอ” น้ำเสียงของแม่ราบเรียบ ปราศจากความรู้สึกใดๆ อีกทั้งสีหน้าก็ไม่ได้แสดงความขัดแย้งต่อน้ำเสียงและคำพูดแต่อย่างใด มันทำให้ฉันเข้าใจได้ว่า ข่าวดีแสนดีของฉันในวันนี้ไม่ได้ทำให้แม่รู้สึกยินดีด้วยเลยแม้แต่น้อย ทำเอาหน้าที่แทบจะเรียกได้ว่าบานเป็นกระด้งของฉันลดขนาดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือไม่ถึงสองนิ้ว

“แม่ไม่ดีใจเลยเหรอ คนเขาชมกันทั้งโรงเรียนว่าลูกแม่เก่ง”

“ก็คนอื่นเขาชมกันเยอะแล้ว แม่ไม่ชมแค่คนเดียวไม่เห็นเป็นอะไรเลย” ว่าแล้วแม่ก็เดินจากไป

อะไรกัน! นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีอีกหรือ แม้จะผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็ได้แปลกใจมากนัก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นกับฉัน

เราอยู่ด้วยกันแค่สองคนแม่ลูกอย่างนี้มานานแล้ว ตั้งแต่พ่อตายเมื่อหลายปีก่อนก็เหมือนสื่อกลางที่เชื่อมความแตกต่างระหว่างเราสองคนก็หายไปด้วย แม่ไม่เคยแสดงความชื่นชมยินดีกับฉันเลยไม่ว่าเรื่องใดๆ แต่กับคนอื่นน่ะ ใครๆ ก็ดีและเก่งกันหมดทั้งนั้น คงมีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่ทำอะไรไม่ได้เรื่องได้ราว

แม่ไม่เคยไปงานโรงเรียนของฉันเลย ซึ่งฉันพอจะเข้าใจเหตุผลหลักที่แม่ไม่ยอมไป นั่นคือแม่ไม่แข็งแรง เนื่องจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่แม่ได้รับหลังจากพ่อตายได้เพียงเจ็ดเดือน แต่ฉันก็ไม่อยากกราบเก้าอี้เปล่าในวันแม่ ไม่อยากไปช่วยต้อนรับผู้ปกครองของคนอื่นเพียงเพราะเหตุผลที่ว่าผู้ปกครองของฉันไม่มา ฉันแค่อยากให้แม่ไปกับฉันในงานโรงเรียนเหมือนแม่ของคนอื่นบ้าง แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่หวัง ทุกครั้งที่ฉันจำเป็นต้องมีผู้ปกครองไปที่โรงเรียน ก็จะมีเพียงแต่น้ามาแทนแม่เท่านั้น

ฉันจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่แม่ยอมไปงานโรงเรียนของฉัน ในวันปัจฉิมนิเทศเมื่อฉันจบม.ต้น วันนั้นฉันร้องไห้ไม่ยอมหยุดด้วยความดีใจ จนครูถามว่าฉันเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันได้แต่ยิ้มทั้งที่น้ำตายังไหลเป็นทางแล้วตอบไปว่า

“แม่หนูมาค่ะครู” เป็นคำตอบที่ใครฟังก็คงงง เรื่องแค่นี้มันน่าตื้นตันใจขนาดน้ำตาไหลได้เชียวหรือ นั่นสิ! ใครเล่าจะเข้าใจความรู้สึกของฉัน

คงยากที่จะมีใครเข้าใจว่าคำชมของแม่ หรือความต้องการอยากให้แม่ไปเห็นเราในวันที่น่ายินดี จะมีความสำคัญ หากว่าใครคนนั้นได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ แต่กับคนที่ไม่เคยได้รับเลย นี่คือเรื่องที่ทำให้ดีใจได้มากกว่าได้รางวัลจากการชนะการประกวดแข่งขันเสียอีก

เหตุการณ์แบบเดิมที่เคยเกิดขึ้นและยังคงวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกครั้งที่ฉันมีข่าวดีมาบอก แม่มักจะนิ่ง ไม่มีคมชม ไม่มีแม้ใบหน้าที่ยิ้มอย่างยินดี แต่มันก็แปลกที่สิ่งเหล่านี้ มันทำให้เพียรพยายามทำเรื่องดีๆ มากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงหวังว่าสักวัน แม่คงชื่นชมยินดีกับลูกคนนี้บ้าง

แต่ดูเหมือนแม่จะไม่เข้าใจความต้องการของฉัน จนวันนั้น วันที่ฉันมีข่าวดี(อีกแล้ว)มาบอกแม่ ฉันตัดสินใจที่จะเล่าถึงความรู้สึกรวมถึงความต้องการที่ฉันหวังอยากจะได้จากแม่

“แม่ไม่ดีใจเลยเหรอ” นี่เป็นประโยคที่ฉันใช้ประจำแทบจะทุกครั้ง หลังบอกข่าวดีกับแม่

“แม่ก็ดีใจ” แม่ตอบแต่หน้านิ่ง เสียงเรียบ

“ดีใจแล้วทำไมไม่ชมหนูบ้างล่ะ”

“ไม่ชมหรอก เดี๋ยวชมแล้วแกจะมัวแต่หลงคำชม” แม่ตอบพร้อมเหตุผลของแม่

“ไม่หรอกแม่ หนูแค่อยากให้แม่ชมหนูบ้าง แค่บอกว่า เก่งลูกหรือดีแล้วลูก แค่นี้ก็พอ หนูไม่ได้ต้องการคำชมเพื่อจะได้เลิศลอย แต่หนูอยากได้คำชมเพื่อจะได้เป็นกำลังใจให้หนูมีแรงมากพอที่จะทำความดี ทำเรื่องดีๆ ต่อไปต่างหาก” ฉันบอกออกไปทั้งที่น้ำตาปริ่มจวนจะไหลเต็มที

“ก็คนอื่นเขาชมกันเยอะแยะแล้วไม่ใช่เหรอ ขาดคำชมของแม่คนเดียวจะเป็นไรไป”

“แม่รู้มั้ย ว่าคำชมจากคนอื่นต่อให้เป็นแสนเป็นล้านคนมันเทียบกันไม่ได้เลยกับคำชมของคนคนเดียวที่เราแคร์ที่สุดบนโลกใบนี้ แม่จ๋า แค่แม่พูดเพียงคนเดียวเท่านั้น ขอแค่สักครั้งเดียวก็ได้นะแม่ ทำให้หนูรู้หน่อยว่าแม่ก็ดีใจกับลูกคนนี้อยู่บ้างเหมือนกัน” เหมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อสิ่งที่อัดอั้นตันใจของฉันถูกระบายออกด้วยคำพูดและน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุด

ฉันไม่รู้ว่าฉันทำถูกหรือเปล่า เพราะหลังจากพูดจบแม่ก็ไม่พูดอะไรแต่ฉันเห็นแม่ร้องไห้ ฉันคงเป็นลูกที่แย่มากจริงๆ มีลูกดีๆ ที่ไหนเขาทำให้แม่ร้องไห้กันบ้าง
.......................................................................

“แม่จ๋า หนูมีข่าวดีมาบอก” ฉันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาแม่ด้วยความดีใจอย่างที่สุด

“หนูประกวดเขียนเรียงความ ได้เข้ารอบสามคนสุดท้ายด้วย” ฉันยิ้มกับแม่อย่างภูมิใจ “เขาบอกให้พาแม่ไปในวันตัดสินด้วย เพราะว่าต้องอ่านให้กรรมการฟังอีกที” ฉันตื้อสุดชีวิตอยากให้แม่ไปให้ได้ แม้ในใจจะรู้คำตอบของแม่ดี เพราะนี่เป็นเรียงความระดับจังหวัด ประกวดกันในหัวข้อเกี่ยวกับแม่

ฉันสารยายรายละเอียดให้แม่ฟัง แต่แม่ก็ต่อรองให้ฉันอ่านให้ฟังที่บ้านว่าฉันเขียนอะไรไปบ้าง แต่ฉันไม่ยอมหรอก

“ถ้าแม่อยากรู้ว่าหนูเขียนอะไร แม่ต้องไปให้ได้นะ” ฉันยิ้มด้วยความหวัง แต่แม่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด

แล้วปาฏิหาริย์ก็มีจริง เมื่อแม่มาในวันตัดสินรอบสุดท้าย ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา เพราะอีกสักพักก็จะต้องขึ้นไปอ่านเรียงความต่อหน้าคณะกรรมการและแขกผู้ร่วมงานทั้งหลายแล้ว

เมื่อฉันอ่านเรียงความจบลง สายตาของฉันมองตรงไปยังแม่ที่รับฟังด้วยสีหน้านิ่งเฉย แม้จะผิดหวังเล็กๆ ที่แม่ไม่ไดแสดงออกว่าซาบซึ้งกับเรียงความของฉัน แต่ก็ยังดีใจที่วันนี้แม่ยอมมา

“แม่จ๋า ขอบคุณมากที่แม่มาในวันนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนูอาจจะไม่ใช่ลูกที่ดีมากนัก หนูขอโทษนะ ที่บางครั้งหนูดื้อ เอาแต่ใจ ไม่ยอมเข้าใจเหตุผลของแม่ แต่หนูจะพยายามทำให้มันดีขึ้น สุดท้ายที่อยากจะบอกกับแม่คือ หนูรักแม่ ภูมิใจและดีใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่ค่ะ” ฉันพูดพร้อมน้ำตาผ่านไมโครโฟนให้แม่ได้ฟัง แต่เมื่อพูดจบฉันก็เดินเข้าไปหาแม่ นั่งลงที่พื้นและกราบที่ตักท่านซึ่งบัดนี้ก็กำลังร้องไห้เช่นกัน

“ทำดีแล้วลูก” แม่พูดพร้อมลูบหัวฉันเบาๆ ท่ามกลางเสียงปรบมือของคนทั้งห้องประชุม แต่สำหรับฉันไม่มีเสียงใดเด่นชัดเท่ากับคำชมอันแผ่วเบาของแม่ ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของฉัน

นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับคำชมจากแม่ด้วยท่าทางที่แม่แสดงออกให้เห็นว่า แม่ยินดีกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตของลูกคนนี้จริงๆ




 

Create Date : 02 กันยายน 2551    
Last Update : 2 กันยายน 2551 11:49:36 น.
Counter : 121 Pageviews.  

คุณเคยรู้สึกแบบนี้รึเปล่า

1. อยาก... ทำอะไรให้ ใครสักคน โดยไม่หวังว่า เขาคนนั้น จะต้องรับรู้และตอบแทนคุณ

2. แอบดีใจ... แค่ได้คุยกับ ใครสักคน แล้ว เขาคนนั้น บอกกับคุณว่า “คุณคือคนที่เขาสามารถคุยด้วยได้ทุกเรื่อง”

3. ประทับใจ... กับพฤติกรรมของ ใครสักคน ที่หลายครั้งมันทำให้ดูเหมือนว่า เขาคนนั้น ใส่ใจคุณอยู่

4. เคว้งคว้าง... เมื่อคิดว่าจะได้เจอ ใครสักคน ที่คุณตั้งใจจะเจอ แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้เจอ เขาคนนั้น

5. กระวนกระวาย... เมื่อวันนี้ ใครสักคน ไม่ทำได้ในสิ่งที่ เขาคนนั้น เคยทำให้คุณในทุกๆวัน

6. นึกถึง... เหตุการณ์ในวันเก่าๆ กับ ใครสักคน เมื่อในวันนี้คุณอยู่ในสถานที่เดิม แต่ เขาคนนั้น ไม่ได้อยู่กับคุณ

7. ไว้ใจ... ใครสักคน และเชื่อว่า เขาคนนั้น จะสามารถพาคุณข้ามผ่านสิ่งที่คุณกลัวไปได้

8. อิ่มใจ... แค่ได้เห็น เขาคนนั้น ยิ้ม

9. อุ่น... เวลาอยู่ใกล้ ใครสักคน เพียงแค่ได้รู้ว่า เขาคนนั้น ยังไม่ได้ไปไกลจากชีวิตคุณ

10. อมยิ้ม... เวลาที่คุณนึกถึงเรื่องราวของ ใครสักคน และ เขาคนนั้น คือคนที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณ

11. แปลกๆ... เมื่อรู้ว่าเขามีแฟน (ที่ไม่ใช่คุณ) ก็ไม่ได้เสียใจอะไร แต่ข้างในก็ร้อนเป็นไฟใช่เล่น และเมื่อเขาคนนั้น เลิกกับแฟน คุณก็ไม่ได้รู้สึกยินดีสักนิด ตรงกันข้ามคุณกลับรู้สึกว่าโลกใบนี้มันช่างหม่นๆ ชอบกล

12. ไม่อยาก... เดินจับมือเคียงข้าง เขาคนนั้น แต่คุณยินดีที่จะยืนอยู่ข้างหลังมากกว่า โดยไม่หวังให้เขาเห็นคุณในวันนี้ แต่ในวันที่เขาสะดุดหรือเดินไปเจอทางตัน ถ้าเขาหันกลับมา เขาก็จะเห็นคุณที่พร้อมจะช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ (ข้อนี้ต้องตีความนะคะ)

13. น้อยใจ... ว่าทำไมคนบนฟ้าขีดเส้นมาให้คุณรู้จัก ใครสักคน แต่ต้องเว้นที่ว่างระหว่างเรา (เพลงที่ว่าง
วง pause เก่าซักหน่อย แต่ลองหาฟังดูนะ)

14. สงสัย... ว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับ เขาคนนั้น กันแน่ (ฮ่ะแน่!!!)

ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ เชื่อเถอะว่าคุณตกหลุมรักเขาคนนั้นเข้าแล้วล่ะ อ๊ะ...แต่มันไม่ใช่ poppy love หรอกนะ มันเป็นความรักที่ยากจะเข้าใจ และน้อยคนนักที่จะได้สัมผัสกับความรักรูปแบบนี้ (ถ้าไม่เชื่อก็ลองกลับไปอ่านข้อ 11-13 อีกรอบซิ) คุณรักเขาคนนั้นมากนะ แต่...เขาอาจจะไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณในวันนี้หรอก ก็เพราะคุณไม่คิดจะครอบครองเขาไว้ แล้วคุณล่ะเคยรู้สึกแบบนี้...รึเปล่า

หมายเหตุ ในแต่ละข้อต้องเป็นคนคนเดียวกันนะคะ




 

Create Date : 17 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 13:30:09 น.
Counter : 89 Pageviews.  

คำสาป

ใกล้ถึงเวลานัดแล้วสินะ อีกไม่กี่นาทีเธอก็คงจะมาพบผมที่สระน้ำตรงนี้ตามที่เรานัดกันเอาไว้

แสงแดดอ่อนๆ ของยามเย็น กับลมพัดเอื่อยๆ พอโยกกิ่งไม้ให้เอนไปตามแรงลม แต่ใจของผมกลับสั่นไหวไปด้วย อาจเป็นเพราะคำบางคำที่ผมจะบอกกับเธอวันนี้มันยากจะรวบรวมความกล้าให้มากพอที่จะเอื้อนเอ่ยออกมาจริงๆ

ใครสักกี่คนนะที่จะรู้ว่าจริงๆ แล้วผมเป็นคนยังไง ทุกคนรู้จักผมเพียงแต่ว่าผมชื่อ เป็นหนึ่ง หนึ่งในสี่จตุรเทพของคณะวิศวะฯที่สาวๆ หมายปอง แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าชีวิตผมไม่ได้สมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องของหัวใจ

ผมเคยมีแฟนมาแล้วสามคน ตลอดเวลาที่คบกันผมพยายามดูแลเขาให้ดีที่สุด ทุ่มเทให้เขาทั้งหัวใจ แต่สุดท้ายมันก็จบแบบเดิมๆ ทุกคนบอกเลิกผมด้วยเหตุผลงี่เง่าเหตุผลเดียวกันคือ ผมดีเกินไป

แต่มันผิดด้วยเหรอ ที่ผมจะทำดีกับคนที่ผมรัก เพื่อจะรั้งให้เขาอยู่กับผมนานๆ ทั้งที่ผมก็รู้สึกว่าเราอาจจะไปด้วยกันไม่รอดก็เถอะ เฮ้อ! จะมีใครรู้บ้างไหมนะว่าผมถูกผู้หญิงบอกเลิกมาตั้งสามครั้งแล้ว

ผมไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร หรือคนบนฟ้าจะนึกสนุกแกล้งสาปให้ผมต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดและความเหงา สัมผัสกับความรักได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องถูกคำสาปพรากความสุขไปจากหัวใจผมเสียทุกครั้ง จนผมแทบไม่หวังว่าจะพบกับรักแท้อีกแล้ว

จนกระทั่งเทอมสุดท้ายของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ความหวังอันเลือนลางของผมก็ค่อยๆสว่างไสวขึ้นมา เมื่อผมได้รู้จักกับ เอย ดาวคณะบัญชี ปี 4 ที่หนุ่มๆ หลายคนใฝ่ฝันถึง

ผมทิ้งตัวลงนั่งตรงบันไดสระน้ำใต้ร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปจนให้ร่มเงาปกคลุมไปทั่วบริเวณรอบสระน้ำ สถานที่ที่คุ้นเคยทำให้ผมคิดย้อนไปถึงเรื่องราวในความทรงจำ

ใครจะคิดว่าความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาว่าถ้ามาลอยกระทงที่สระน้ำนี้คนเดียวจะได้คู่กลับไปจะเป็นจริงขึ้นมา จากวันนั้นความรักของเราก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จนหลายๆ คนบอกว่าเราเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากๆ แต่ก็ยังไม่วายมีข่าวลือมาถึงผมว่าเอยเคยหักอกผู้ชายมานับไม่ถ้วน

แต่ผมไม่สนใจหรอกนะ ก็เพราะเอยมีบางอย่างที่ต่างจากแฟนคนก่อนๆ ของผมนะซิ เอยเป็นคนสวยและมั่นใจในตัวเองเอามากๆ ผมเลยแอบหวังว่าเอยนี่แหละที่จะช่วยลบล้างคำสาปของผมได้

หลายเดือนแล้วสิที่ผมกับเอยคบกัน แม้เราทั้งคู่จะเรียนจบและได้งานทำกันคนละที่ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคำสาปจะย้อนมาทำร้ายผมได้อีก ก็เพราะเอยยังคงรักผมเสมอมา

ผมถอนหายใจ แล้วมองลงไปในสระน้ำ เจ้าเต่าตัวน้อยว่ายผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใกล้ๆ คล้ายกับตั้งใจมาทักทายผม

แล้วเมื่อไหร่เอยจะมาเสียทีนะ ผมจะได้บอกคำที่ผมอยากจะบอกกับเธอตรงสระน้ำแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ที่เราพบกันครั้งแรก

“หนึ่งคะ รอเอยนานรึเปล่า” เสียงใสๆ แว่วมาจากทางด้านหลัง จนผมต้องหันไปมองต้นเสียง

เอยยังคงสวยน่ารักเหมือนเดิมด้วยเครื่องแต่งกายที่ค่อนข้างนำแฟชั่น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเธอทำให้ดูมีเสน่ห์และน่ารักขึ้นอีกเป็นกอง แต่สำหรับผมในตอนนี้ รอยยิ้มนั่นกลับทำให้ผมใจสั่นมากขึ้นไปทุกที

“ไม่นานหรอก” ผมตอบพร้อมรอยยิ้มแถมให้ เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ แล้ววันนี้ผมจะกล้าบอกเธอมั้ยนะ

“เอ่อ..หนึ่ง..หนึ่งมี..เรื่องสำคัญจะบอกเอยนะ” ผมพูดเสียงตะกุกตะกัก พยายามทำใจไม่ให้สั่นแล้วเชียว แต่สุดท้ายมันก็ยังพูดไม่ออกอยู่ดี

“อะไรเหรอคะ เห็นหนึ่งบอกเอยตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก เอยให้พูดทางโทรศัพท์เลยหนึ่งก็ไม่ยอม เอ!เรื่องอะไรนะ อยากรู้เสียแล้วสิ” เอยยิ้มหวานพร้อมส่งสายตาช่างสงสัยแฝงมากรายๆ

“ผม.. เอ่อ” แววตาแบบนั้นของเอย มันทำให้ผมพูดไม่ออกจริงๆ จะเรียกว่าไม่กล้าพูดก็ได้ แต่เอาเถอะ ผมอยากให้วันนี้เป็นวันสิ้นสุดคำสาปนั่นเสียที ถ้าผมไม่ได้พูดออกไปวันนี้ ผมคงเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ

“เอยครับ หนึ่งจะบอกเอยว่า...” ผมก้มหน้าหลบสายตาของเอย พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง

พูดออกไปสิเป็นหนึ่ง พูดสิ่งที่แกอยากพูดออกไปเลย

“หนึ่งว่า..เรา..เลิกกันเถอะ”




 

Create Date : 02 กันยายน 2550    
Last Update : 2 กันยายน 2550 11:14:10 น.
Counter : 201 Pageviews.  


ปลายเอื้อม
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ปลายเอื้อม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.