Group Blog
 
All Blogs
 

อาการปวดท้อง จากโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ โรคเก่า โรคเดิมที่จูนคุ้นเคยมาหลายปี โดยตัวจูนเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเริ่มมีอาการของโรคนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่.....


จำได้ว่าจูนปวดท้องบ่อยมาก บ่อยจนที่บ้านเริ่มรำคาญกับอาการปวดท้องของจูน พ่อแม่เองก็คะยั้นคะยอให้ไปพอหมอเพื่อทำการรักษา แต่จูนก็บ่ายเบี่ยงไปเรื่อย เพราะอาการของโรคกระเพาะนี้จะเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ถ้าเมื่อไหร่ที่จูนท้องว่าง ทานข้าวไม่ตรงเวลา หรือเวลาที่หิวมากๆ แล้วยังไม่ได้หาอะไรทาน พอทานอะไรไปสักพัก ก็จะเริ่มมีอาการปวดท้องแล้ว ปวดจุกๆ เสียดๆ แน่นบริเวณท้องส่วนบน บางทีปวดมากจนต้องนอนตัวหงิกมะก้องด้อง งอเป็นกุ้งกันเลยทีเดียวเชียว Smiley






*** วิธีระงับอาการปวด ***

ที่จูนใช้ส่วนมากจะเป็นการทานยาธาตุน้ำขาว ยาลดกรดยาเคลือบกระเพาะซะมากกว่า แต่พฤติกรรมการทานนี่แทบจะไม่ค่อยได้ปรับเลย ถือได้ว่าจูนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะ อย่าได้คิดเลียนแบบ จริงๆ แล้วคนที่เป็นโรคกระเพาะ พฤติกรรมการทาน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!!! และควรที่จะพึงระลึกไว้เสมอว่า โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆหายๆ ไม่หายขาดตลอดชีวิต จำเป็นต้องได้รับยารักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หลักในการปฏิบัติตัวของผู้ที่มีอาการของโรคกระเพาะคือ





*** ควรทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และที่สำคัญต้องทานให้ตรงตามเวลาทุกมื้อ
*** ทานอาหารจำนวนน้อยๆ แต่ทานให้บ่อยมื้อ ไม่ควรทานจนอิ่มมากเกินไปในแต่ละมื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
*** งดการดื่มสุรา เบียร์ ชา กาแฟ น้ำอัดลม งดสูบบุหรี่ งดยาแก้ปวด แอสไพริน ยาแก้โรคกระดูก และข้ออักเสบทุกชนิด
*** ผ่อนคลายความเครียด ความกังวล และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
*** กินยาลดกรด หรือยารักษาแผลในกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์
*** ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อนต้องรีบไปพบแพทย์





รู้ทั้งรู้ว่าควรที่จะลด ละ เลิกอะไร แต่จูนก็ยังทำไม่ได้สักที จนในที่สุด.....พ่อแม่เริ่มทนไม่ไหว จึงได้พาจูนไปตรวจให้รู้สักทีว่าเป็นโรคกระเพาะ หรือว่าเป็นโรคอื่นกันแน่ เนื่องจากเพื่อนของแม่คนหนึ่งมีอาการปวดท้องแบบจูนนี่หล่ะค่ะ ไปตรวจที่ไหนๆ ก็ว่าเป็นโรคกระเพาะ ทานยารักษาเท่าไหร่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย จนได้ไปตรวจอย่างละเอียด จึงได้ทราบว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร แต่ก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ทันท่วงที เพราะอาการของมะเร็งในตอนนั้นก็ลุกลามมากแล้ว.....


*** แผลในกระเพาะอาหาร ***
ในบางรายที่เป็นโรคกระเพาะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณกระเพาะอาหาร แต่ที่สำคัญควรจำไว้ก็คือ โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็นๆ หายๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากแผลนั้นจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว


*** อาการของผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอุดตัน ***
จะทานอาหารได้น้อย ถึงแม้ก่อนทานจะรู้สึกหิวมากก็ตาม อิ่มเร็ว และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนหลังอาหารมื้ออาหาร เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และที่น่ากลัวมากที่สุดคือ กระเพาะอาหารทะลุ จะมีอาการปวดท้องช่วงบนเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดแล้วจะมีอาการเจ็บมาก


จูนได้ไปทำการตรวจที่โรงพยาบาลมิชชั่นค่ะ โดยคุณหมอ Harpreet Singh Grover ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคุณหมอประจำครอบครัวกันเลย เพราะพ่อ แม่ และน้องสาวไม่สบายกันทีไรก็จะไปพบคุณหมอท่านนี้ตลอด ก่อนหน้านี้จูนก็เคยไปพบคุณหมอมาแล้ว 1 ครั้งด้วยอาการปวดท้องนี่แหละค่ะ คุณหมอสั่งยาลดกรดให้ทาน แต่ก็อาการก็ไม่ดีขึ้น เป็นๆ หายๆ ตลอด จนได้มาพบและทำการตรวจละเอียดอีกครั้ง คราวนี้คุณหมอเลยนัดที่จะทำการอัลตร้าซาวด์ช่องท้องค่ะ เพื่อที่จะดูว่าอวัยวะอื่นๆ เช่น ถุงน้ำดี ตับ ไต ไส้พุง มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เพราะอาการปวดท้องอาจเกิดได้หลากหลายสาเหตุ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้นค่ะ

ก่อนที่จะทำการอัลตร้าซาวด์ ต้องงดอาหารและน้ำดื่มหลังเที่ยงคืน หรือ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จากนั้นคุณหมอจทำการทาเจลเย็นๆ ลงไปบนพุงของเรา และใช้เครื่องมือกลิ้งไปกลิ้งมาตามจุดของอวัยวะต่างๆ ในช่องท้อง จากนั้นก็รอฟังผลค่ะ สรุปแล้วถุงน้ำดี ตับ ไตปกติดีค่ะ แต่อาการปวดท้องก็ยังมีอยู่ คงเนื่องจากยังไม่ได้ทานอาหารเช้า คุณหมอเลยได้ทำการนัดส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อดูกระเพาะอาหารอีกครั้งในวันถัดไปค่ะ แล้วจูนจะเล่าถึงการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารให้ฟังทีหลังนะคะ

*** ข้อสำคัญ ***
อาการปวดท้องอาจจะไม่ได้เกิดจากโรคกระเพาะอย่างเดียวนะคะ อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ภายในช่องท้องได้อีกมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินน้ำดี โรคตับอ่อน ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและจะได้ทำการรักษาได้อย่างตรงจุด

ข้อมูลของอาการปวดท้องบางส่วนจูนได้อ่านเจอมาจากเวบ //www.thaihealth.or.th/node/1813 ค่ะ หวังว่าข้อมูลทั้งหมดจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2553    
Last Update : 9 มิถุนายน 2553 13:54:06 น.
Counter : 1917 Pageviews.  

:: การสอบประมวลความรู้ หรือ การสอบ Comprehensive ::


การสอบประมวลความรอบรู้ (Comprehensive Examination)

1. นักศึกษาหลักสูตรปริญญามหาบัณฑิตที่เลือกศึกษาในแผน ข. ต้องสอบการสอบประมวลความรอบรู้ (แผน ก. คือการเลือกทำวิทยานิพนธ์จ้า)

2. มหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการจัดสอบข้อเขียน และควบคุมการสอบให้ได้มาตรฐาน

3. มหาวิทยาลัยจะจัดให้มีการสอบประมวลความรอบรู้ปีละ 3 ครั้ง ในเดือนกันยายน พฤศจิกายน และ เมษายน โดยจะประกาศ วัน เวลา และสถานที่สอบให้นักศึกษาทราบล่วงหน้าก่อนวันสอบอย่างน้อย 2 เดือน

4. นักศึกษาจะทำการสอบประมวลความรอบรู้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

- ศึกษาวิชาครบตามหลักสูตร
- ได้คะแนนเฉลี่ยสะสมของลักษณะวิชาทั้งหมดที่ศึกษามาไม่ต่ำกว่า 3.00

5. นักศึกษาจะสอบประมวลความรอบรู้ในส่วนที่เป็นข้อเขียนได้ไม่เกิน 3 ครั้งและการสอบผ่านจะต้องสอบได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 อนึ่ง ถ้าการสอบแบ่งออกเป็นหลายหมวด ในการสอบครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 ให้สอบเฉพาะหมวดที่สอบไม่ผ่าน

6. นักศึกษาจะต้องสอบประมวลความรอบรู้ในส่วนที่เป็นการสอบปากเปล่าหลังจากสอบผ่านส่วนที่เป็น ข้อเขียนแล้ว คณะกรรมการดำเนินการสอบจะเป็นผู้กำหนดวัน เวลาและสถานที่สอบ การสอบปากเปล่า ให้กระทำได้ไม่เกิน 3 ครั้งภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา นักศึกษาที่สอบ ไม่ผ่านตามที่กำหนดจะต้องพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

:: credit จาก //www.bu.ac.th ::

เดี๋ยวจูนอธิบายเพิ่มเติมนะ
อย่างที่จูนสอบมาเนี่ย จูนเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์
วิชาหลักที่สอบ comprehensive ก้อจะมี 3 วิชา
ได้แก่
วิชา Theory คือ วิชาที่ว่าด้วยทฤษฎีต่างๆ ทางนิเทศศาสตร์
วิชา Research วิชาที่ว่าด้วยการทำวิจัย ทำ proposal งานวิจัย
วิชา ตามแต่ละเอกที่เราเลือกเรียน ของจูนคือ วิชา public relations

ทางมหาวิทยาลัยจะให้โอกาส สอบข้อเขียน 3 ครั้ง ปากเปล่า 3 ครั้ง
ถ้าในครั้งที่ 1 สอบผ่านหมดทุกวิชา ก้อมีโอกาสเข้าไปสอบปากเปล่า แต่ถ้าไม่ผ่านก้อลงทะเบียนเพื่อขอสอบใหม่ เฉพาะวิชาที่เราไม่ผ่านเท่านั้น
(แต่มหา'ลัยจูนเค้าคิดเป็นแพคเกจ ลงทะเบียนสอบทีนึงก้อครั้งละ 2,500 บาท ถ้าจะลงสอบใหม่ไม่ว่าจะตกวิชาเดียวก้อ 2,500 เท่ากัน)

พอเมื่อเราผ่านการสอบข้อเขียนทุกวิชาแล้ว ก้อจะได้เข้ารอบ (อุ๊ย...เหมือนเข้าประกวดเลยแฮะ อิอิ) มีโอกาสไปสอบปากเปล่าครั้งที่ 1 ถ้าผ่านตั้งแต่ครั้งแรกก้อดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก
การสอบปากเปล่า จะมีอาจารย์ 3 ท่าน บวกกับเราอีกหนึ่งหน่อ อาจารย์ทั้ง 3 จะถามคำถามอะไรก้อแล้วแต่ให้เราตอบ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วให้เรานำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราเรียน รวมถึงเรื่องต่างๆ นานาที่อาจารย์อยากถาม เราก้อต้องตอบให้ดีที่สุด อิงความรู้มากที่สุด อย่าอิง common sense เด็ดขาด ถ้าตอบถูกใจก้อผ่าน ตอบยังไม่โอก้อสอบใหม่อีกครั้งหน้าละกัน อิอิ

เคยถามอาจารย์เหมือนกันว่าทำไมต้องเคี่ยวกันขนาดนี้
อาจารย์บอกว่า มหาบัณฑิตที่จบไปต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ มีความรู้ ไม่ใช่แค่ว่ามีเงินเรียนแล้วก้อจบ เพราะอย่างน้อยเราก้อเป็นหน้าตาของมหา'ลัย และถ้าเราเป็นคนที่มีคุณภาพ บริษัทไหนๆ ก้อต้องการรับเราเข้าทำงานทั้งนั้น

ก้อจริงอย่างที่อาจารย์พูดแหละเนอะ ว่าไหมค่ะ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 20:07:02 น.
Counter : 1568 Pageviews.  

:: การศึกษาต่อปริญญาโท ::



ในเวลานี้จูนรู้สึกว่าการเรียนต่อปริญญาโทได้รับความนิยมมากขึ้น
สังเกตได้จากคนรอบข้างตัวจูน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ที่ทำงาน หรือว่าญาติ หรือว่าเพื่อนสนิททั้งหลาย

..
..

การเรียนสำคัญไหม?
ถ้าถามจูน จูนก้อว่าสำคัญ
เพราะว่าการเรียนทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้ต่อยอดจากความรู้พื้นฐานสมัยปริญญาตรี

..
..

แต่หลายคนเรียนต่อเพื่อต้องการ
ปรับวุฒิการศึกษา ปรับเงินเดือน เพิ่ม connection ให้กับตนเอง หรือว่าเรียนไปงั้นๆ เท่ห์ดี (ก้อมีนะ)
จากประสบการณ์ส่วนตัวของจูนที่ได้เจอมา
เพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันจะมีหลายรูปแบบ
ส่วนมากจะเป็นคนทำงานเพราะจูนเลือกเรียนภาคค่ำ
มีทั้งเจ้าของกิจการ นักข่าว พนักงานบริษัท ทหาร คนเขียนบทละคร หรือแม้กระทั่งนางแบบ
คนเรียนภาคค่ำส่วนมากจะมาจากหลากหลายอาชีพ เหตุนี้จึงช่วยทำให้เรามี connection เพิ่มมากขึ้นด้วย

..
..

และเพื่อนๆ จากป.โทส่วนมากถ้าเป็นเรื่องเรียนจะเป็นแบบตัวใครตัวมัน กลุ่มใครกลุ่มมัน
ถึงแม้จะมีเพื่อนเป็นกลุ่ม แต่ภายในกลุ่มก้อแข่งขันกัน ไม่มีใครยอมใครเด็ดขาด
(อันนี้ตามประสบการณ์ที่จูนเจอมานะคะ บางคนอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก้อได้
แต่เราก้อต้องเข้าใจด้วยว่าคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ความคิดย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว)

..
..

แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจด้วยว่า
การเรียนปริญญาโท ต่างจาก การเรียนปริญญาตรี
ป.โทไม่ใช่แค่ว่าเข้าเรียนตอนท้ายคาบเช็คชื่อก้อผ่าน
เพราะคะแนนเช็คชื่อจากป.โทแทบไม่ค่อยมีผลกับเกรดเลย ถึงจะมีก้อน้อยมาก
คะแนนส่วนมากจะมาจาก paper พรีเซ้น การมีส่วนร่วมในห้องถาม-ตอบ และคะแนนสอบล้วนๆ
บางทีหนึ่งวิชามี paper ตั้งหลายชิ้น มีทั้งเดี่ยวและกลุ่ม

..
..

การเรียนป.โทสอบได้เกรด B ถือว่าพอใช้ ค่ะ
แต่ถ้าได้ต่ำกว่าบีเมื่อไหร่ถือว่าไม่ดีแน่ เพราะจะมีผลต่อเกรดเฉลี่ยรวม
แล้วการที่จะจบการศึกษาได้ต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป
เพราะฉะนั้นเราควรที่จะตั้งใจมากๆ

..
..

แต่การเรียนป.โทก้อมี ข้อดี หลายอย่างนะคะ
สอนให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น งานก้อคืองาน แต่เมื่อถึงเวลาเรียนก้อต้องเรียน
สอนให้เราต้องเป็นคนที่ทันต่อเหตุการณ์ ติดตามข้อมูลข่าวสารรอบข้าง
(เพราะอย่างที่จูนเรียนอาจารย์จะให้ case มาแล้วให้เรานำมาประยุกต์ว่าตรงกับทฤษฎีไหนที่เราเรียนบ้าง ยกตัวอย่างนั้น โน้น นี้)
การเรียนป.โทสอนให้เราคิดเป็นระบบมากขึ้น คิดในเชิงลึก วิเคราะห์ แล้วก้อสังเคราะห์
โดยรวมแล้วการเรียนป.โทก้อถือว่าดีค่ะ ได้ประสบการณ์ ได้เพื่อน และได้ความรู้

..
..

ส่วนการเตรียมตัวเพื่อเรียนปริญญาโท
ก้อไม่มีอะไรมาก ขอแค่ขยัน ตั้งใจเรียน เข้าเรียนทุกคลาส
จดเลคเชอร์ ส่งเปเปอร์ทุกชิ้น ตั้งใจอ่านหนังสือ แค่นี้ก้อสบายแล้วค่ะ

..
..

อุปกรณ์การเรียน
เครื่องเขียน (อันนี้ต้องมีอยู่แล้วเนอะ)
สมุดจด จดๆๆๆ จากสิ่งที่อาจารย์บอก แต่ก้อไม่ต้องจดทุกคำพูดน๊า
เอาแค่ที่สำคัญๆ และก้อตัวอย่างที่อ.ยกให้ฟังก้อพอ
Flash Drive เอาไว้เซฟรายงาน เซฟ powerpoint ของอ. ที่สอน
เครื่องอัดเสียง (อัดเสียงอ.ไว้ฟังเวลากลับไปทบทวนที่บ้าน)
คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ถือว่าเป็นอุปกรณ์การทำรายงานชิ้นหนึ่ง เพราะเราสามารถเอาไปนั่งทำตรงไหนก้อได้
(แต่ก้อไม่จำเป็นหรอกนะคะ ตอนจูนเรียนก้อไม่มีเหมือนกัน)
กระเป๋าใบใหญ่ๆ ไว้ใส่หนังสือ (หนังสือ text book , ชีทต่างๆ นานา , หนังสืออ้างอิง)

..
..

ส่วนการเตรียมตัวสอบ
ก้อไม่มีอะไรมาก
แค่ อ่าน อ่าน อ่าน แล้วก้ออ่าน แต่ต้องทำความเข้าใจด้วยนะจ้ะ
บางทีเพื่อนๆ อาจจะมีจับกลุ่มนัดติวกันบ้าง
ส่วนข้อสอบจะเป็นข้อเขียนหมดเลย เขียนตามความเข้าใจ ประยุกต์ใช้ตามแนวทฤษฎี หรืออื่นๆ อีกมากมาย

..
..

ที่จูนเขียนมามันก้อมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วของจูนหน่ะค่ะ
ถามว่าจูนทำได้อย่างที่บอกไหม
บอกตรงนี้เลยค่ะ ว่า "ไม่" เลย
แต่ผ่านมาแล้ว มันเลยบอกได้ ว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไร

..
..

ใครเรียนอยู่ก้อขยันๆ นะจ้ะจูนเอาใจช่วย
ส่วนใครที่กำลังจะเรียน ก้อตั้งใจทำให้ดีที่สุดน๊า
เราไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่เราทำเพื่ออนาคตของตัวเราเอง
สู้สู้จ้า




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 20:05:48 น.
Counter : 790 Pageviews.  

:: ฮะฮิ้วววว สอบข้อเขียนผ่านแล้วววววววววววว ::



เฮ้ออออออ !!!
ขอถอนหายใจยาวๆ หน่อยนะคะ
ในที่สุด...ในที่สุดจูนก้อสอบ Comprehensive ข้อเขียนผ่านสักที
เมื่อเช้าตอนที่ไปรับผลมา เล่นเอาจูนลุ้นจนตัวโก่งเลย
ความรู้สึกมันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
แต่เฮ้อ...ในที่สุดก้อผ่านไปด้วยดี
เอาผลสอบมาอวดด้วย อิอิ

..
..



..
..

แต่ก้อยังหายใจได้ไม่ทั่วท้องหรอกค่ะ
ยังเหลือ สอบปากเปล่า (Oral exam) อีก คราวนี้ละค่ะ คงได้ลุ้นตัวเกร็งอีกแน่ๆ
เพราะว่าการสอบคราวนี้จะเป็น 3:1 ค่ะ
คืออาจารย์ 3 คน จะรุมถามคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียนมาทั้งหมดตลอด 2 ปี
เรียกได้ว่าต้องเอาหนังสือมานั่งอ่านใหม่ทั้งหมดก้อว่าได้
จูนมีเวลาอีก 1 อาทิตย์ที่จะเตรียมตัวสอบครั้งนี้
เฮ้อ...(อีกแระ) จะอ่านทันไหมน๊อ

..
..

แถมยังมีวิชา Research ที่ต้องทบทวนเพิ่มอีก
ไม่รู้ว่าจูนเป็นอะไรกับวิชานี้
เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เรียนโท ปี 1
สงสัยชาติที่แล้วจูนคงไปทำบาปทำกรรมไว้กับอาจารย์ที่สอน
พอมาชาตินี้เลยต้องมาเจอกันอีก อิอิ

..
..

ถ้าจูนสอบปากเปล่าผ่าน
ก้อจะจบการศึกษาเป็นมหาบัณฑิตกะเค้าซะที
และก้อจะได้ รับปริญญาในเดือนกุมภา ปี '52 โน้น
เพราะจริงๆ แล้วถ้าจูนสอบผ่านในครั้งที่ผ่านมา
จูนจะรับปริญญาเมื่อกุมภาต้นปี '51
พลาดโอกาสไปครั้งนึงแล้ว เสียใจแทบแย่
แต่จูนยังโชคดีที่พ่อแม่ยังคอยให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา
คราวนี้หล่ะค่ะ จูนจะทำให้พ่อแม่ได้ดีใจ แล้วก้อภูมิใจสักที...
ที่ลูกสาวคนนี้เรียนจบป.โทอย่างที่ท่านทั้งสองหวังเอาไว้

..
..

อ่านจบแล้วเม้นมาเป็นกำลังใจให้จูนบ้างนะจร้าาาาาา
ส่วนคำอธิบายเกี่ยวกับการสอบ Comprehensive
จูนจะเอาไปใส่ไว้อีกหัวข้อนึงละกัน เผื่อว่าใครสนใจจะได้ไปลองอ่านดูนะจ้ะ

บ๊ายบาย
จูนเอง




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 20:06:05 น.
Counter : 284 Pageviews.  

:: เตือนภัยรายวัน :: กับเหตุการณ์กระชากกระเป๋าเมื่อเช้านี้เอง ::


สาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลายค่ะ ฟังทางนี้กันหน่อยคะ วันนี้จูนมีเรื่องเตือนภัยมาเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวจูนเองค่ะ เมื่อตอนเช้าวันนี้จูนโดนกระชากกระเป๋า ซึ่งจูนเองก้อไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จะเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้กับตัวเองจังๆ เพราะค่อนข้างระวังตัวเองอยู่พอสมควร

เรื่องของเรื่องคือ วันนี้จูนไม่ได้ขับรถมา ก้อเลยให้พ่อขับมาส่งที่หน้าปากซอยออฟฟิส (เหตุเกิดที่ ซ.สุทธิพร 2 ค่ะ แล้วออฟฟิสของจูนเนี่ย มันต้องเดินเข้ามาในซอยย่อยๆ อีกทีนึง) ตอนนั้นเวลาประมาณ 06.40 น. ซึ่งมันสว่างมากแล้ว แต่ในซอยคนยังเดินกันไม่เยอะ เพราะยังไม่ใกล้เวลาเข้างาน พอลงรถจูนก้อเดินเข้าซอยไปเรื่อยๆ ข้างซ้ายสะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊ค ส่วนมือข้างขวาก้อถือกระเป๋า แล้วก้อมีถุงใส่รองเท้าอีกใบนึง ถืออยู่ด้านนอกกระเป๋า เดินไปสักพักก้อได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์มาทางข้างหลัง ขับมาด้วยความเร็ว แล้วก้อได้ยินเสียงวัยรุ่นชายพูดเสียงดังโหวกเหวก แต่จูนได้ยินไม่ค่อยชัด รู้สึกจะพูดว่า กระเป๋า กระเป๋า หลังจากนั้นไม่นาน ก้อรู้สึกเหมือนกับว่ามอเตอร์ไซด์ขับมาชนกระเป๋า ถุงใส่รองเท้ากระเด็นหลุดจากมือ

ในช่วงเวลาแว๊บเดียวในตอนนั้นจูนทำอะไรไม่ถูกจริงๆ รู้สึกมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก พอได้สติจึงรู้ว่ามันเอากระเป๋าไปแล้ววววว แผ่นป้ายทะเบียนมันก้อไม่ติด เห็นแต่ด้านหลังมันว่า เป็นชายวัยรุ่น มากันสองคน คนขับใส่เสื้อสีดำ คนซ้อนที่กระชากกระเป๋าใส่เสื้อสีฟ้าอ่อน ในซอยก้อไม่ได้เปลี่ยวเลย มีพนักงานโรงงานรวมทั้งยามอีก 5-6 คน ยังวิ่งตามจับไม่ทันเลย พวกนี้มันมาไวไปไวมากกกกก

หลังจากทำอะไรไม่ถูก ตัวสั่นอยู่สักพัก พอคิดได้ก้อรีบวิ่งเข้าออฟฟิสไปโทรศัพท์ อายัติบัตร ATM ก่อนเลย รวมทั้งยกเลิกสัญญาณโทรศัพท์ชั่วคราวด้วย แต่น่าเสียดายดันจำ EMIE โทรศัพท์มือถือไม่ได้ เผื่อว่าจะได้เอาไปแจ้งตำรวจให้เค้าเช็กให้ว่าพวกมันเอาไปขายที่ไหนรึป่าว แล้วจูนก้อรีบไปแจ้งความที่ สน. ดินแดง เลยค่ะ เพราะบัตรทั้งหลายแหลอยู่ในกระเป๋าตังค์หมดเลย

พอไปถึง สน. พอแจ้งสถานที่เกิดเหตุกะเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่าเกิดที่ซอยนี้อีกแล้ว ก่อนหน้าจูนก้อมีมาแจ้งความไว้เหมือนกัน เหตุเกิดแถวหอการค้า เวลาห่างกันประมาณ 15 นาทีเอง ตำรวจเค้าคาดว่าน่าจะเป็นพวกติดยา กระชากกระเป๋าเอาเงินไปซื้อยามาเสพย์ แล้วตำรวจยังบอกอีกว่า ตอนนี้แถบประชาสงเคราะห์ ดินแดง สุทธิพร หอการค้า ย่านนี้เป็นย่านอันตราย มีเหตุการณ์วิ่งราวกระเป๋า กระชากกระเป๋า กระตุกทอง โจรขึ้นบ้านเป็นประจำ ฟังแล้วน่ากลัวชะมัด เพราะซอยนี้หน่ะมันทะลุถึงกันหมด ตั้งแต่ประชาสงเคราะห์ ไปออกถนนรัชดา ซอยสถานทูตจีน หรือว่าทะลุไปออกแถวหอการค้าก้อได้ มันทะลุถึงกันหมด แล้วก้อเป็นซอยเล็กซอยน้อย แยกย่อยออกไปอีก บ้านใคร หรือออฟฟิสใครอยู่แถบนี้ โปรดระวังตัวด้วยนะคะ ขนาดจูนเองไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะเกิดกับตัวเอง ยังเกิดขึ้นได้เลย แล้วส่วนมากกลุ่มเป้าหมายของไอ้พวกแก๊งค์นี้ก้อจะเป็นผู้หญิง หรือไม่ก้อคนแก่ แล้วยิ่งใครไม่มีรถก้อต้องระวังหนักเลยนะคะ เพราะต้องเดินเข้าออกซอย ขึ้นรถขึ้นราก้อระวังกระเป๋าเอาไว้ดีๆ พวกเดนสังคมเหล่านี้มันมือไว

ของที่มันได้ไปทั้งหมด ก้อมี กระเป๋าสตางค์ มีเงินสดประมาณ 500 บาท (แถมเป็นแบงค์ที่พระเขียนยันต์เอาไว้ด้วย ใครเจอ ใครเห็นโปรดพึงทราบไว้นะคะว่ามันถูกขโมยมาจากกระเป๋าจูนเอง) กระเป๋าเศษตังค์ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา กระเป๋าเครื่องสำอาง (แม่ม...อุตส่าเก็บตังค์ตั้งนาน กว่าจะซื้อได้แต่ละอย่าง) แล้วก้อของจุกจิกอีกนิดหน่อย แต่ก้อช่างมันค่ะ ถือซะว่าฟาดเคราะห์ไป นี่จูนก้อเพิ่งกลับมาถึงออฟฟิสซักพัก ไปติดต่อเรื่องบัตร ATM ไปขอซิมเบอร์โทรเก่า กว่าจะทำนู่นทำนี่เสร็จ เล่นเอาเหนื่อยเลย ไหนพรุ่งนี้จะต้องไปทำบัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรนักศึกษาใหม่อีก เสียการเสียงานทั้งวันแน่ๆ

เรื่องทั้งหมดที่จูนเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจนะคะ เวลาไปไหนมาไหนระวังตัวกันด้วยค่ะ แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นต้องตั้งสติให้ได้ ตะโกนเรียกคนให้มาช่วยดังๆ เลยค่ะ เดี๋ยวนี้อันตรายมันรอบด้านมากเลย ระวังตัวเอาไว้ก่อนจะปลอดภัยที่สุดค่ะ




 

Create Date : 08 เมษายน 2551    
Last Update : 8 เมษายน 2551 18:21:01 น.
Counter : 368 Pageviews.  

1  2  

Rita_parita
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ


Color Codes ป้ามด

...Welcome to The Story of Wednesday Gal...เรื่องเล่าของสาววันพุธ...
Friends' blogs
[Add Rita_parita's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.