MacroArt's Online Business Story by Apisilp Trunganont
Group Blog
 
All Blogs
 

Online Traffic Management is like Water Management ทำเว็บก็เหมือนทำนา

จากบทความเรื่อง Online Traffic Matrix วิธีวัดว่าเว็บของคุณดังแบบไหน ผมได้นำเสนอกรอบแนวคิดของ Online Traffic Matrix ไป ได้มีคนให้ข้อคิดเห็นมาถึงผมว่า ทุกวันนี้ Portal Site ก็มีลักษณะคล้ายกับ Content Site แบบหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยเลย บ่อยครั้งที่เราใช้เว็บแบบ Portal Site แล้วรู้สึกติดใจ คลิกดูหน้านั้นหน้านี้เยอะแยะไปหมด ก็เพราะ Portal Site นั้นได้ผนวก Content เข้าไปด้วย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันอาจจะกลายเป็น Community Site ไป อย่างเช่นเว็บ Google ซึ่งถ้าดูจากนิยามแล้ว มันเป็น Portal Site ที่ทำหน้าที่ส่งคนออกนอกเว็บของมันเอง แต่ถ้าเราดูจาก Online Traffic Matrix มันคือ Community Site ของแท้เลย เพราะคนเข้าเว็บ Google เยอะมาก แต่ละคนก็สร้าง Pageviews ให้แก่ Google เยอะเช่นกัน (การที่คุณ search หนึ่งครั้ง ก็เท่ากับสร้าง 1 Pageviews ในหนึ่งวันคุณใช้ Google search หาข้อมูลกี่ครั้งครับ?)



ชื่อลักษณะของเว็บไซต์ต่างๆ ที่ผมตั้งขึ้นมาใน Online Traffic Matrix ไม่ว่าจะเป็น Anonymous Site, Content Site, Portal Site, Community Site มันอาจจะดูกำกวมในบางกรณี แต่อยากให้คิดซะว่าชื่อพวกนี้เป็นแค่ตุ๊กตาที่เอาไว้ใช้เรียกได้สะดวกปากครับ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายตามนั้นเป๊ะๆ ไม่ได้หมายความว่าถ้าเว็บของคุณมีคนเข้าเยอะ แต่ Pageviews น้อย แปลว่าเว็บของคุณเป็น Portal Site ตามความเข้าใจของคนทั่วไปนะครับ แต่เอาเป็นว่าสำหรับการใช้งาน Online Traffic Matrix เว็บของคุณจะมีชื่อเรียกว่า Portal Site ยังไงขอให้มุ่งเน้นที่แกน X และ Y เป็นหลักครับ

มาเข้าเนื้อหาของบทความนี้กันดีกว่า ผมได้จั่วหัวไว้ว่า "Online Traffic Management is like Water Management ทำเว็บก็เหมือนทำนา" หลายคนสงสัยว่ามันเหมือนกันยังไง(วะ)? เรามาลองนึกภาพตามกันดีกว่าครับ


(ภาพจากเว็บไซต์ //www.thaidphoto.com โดยคุณ thammarak13)


ในการทำนา เกษตรกรจะต้องรู้วิธีการบริหารจัดการน้ำ เพื่อนำน้ำมาเลี้ยงต้นข้าวให้เจริญเติบโต โดยจะต้องรู้ว่าแหล่งน้ำอยู่ที่ไหน จะนำน้ำจากแหล่งน้ำมาเข้าทุ่งนาของตนเองได้อย่างไร และจะทำอย่างไรเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในทุ่งนาให้ได้

ในการทำเว็บ เว็บกร หรือ เว็บมาสเตอร์ จะต้องรู้วิธีการบริหารจัดการ Traffic เพื่อให้มีคนเข้าเว็บและสามารถสร้างรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงเว็บให้เติบโต โดยจะต้องรู้ว่าจะหา Traffic ได้จากที่ไหน จะนำ Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ของตนเองได้อย่างไร และจะทำอย่างไรเพื่อกักเก็บ Traffic ไว้ในเว็บให้ได้ (กักเก็บในที่นี้หมายถึงทำให้คนกลับมาใช้บริการบ่อยๆ ไม่ใช่เข้าเว็บของเราเพียงครั้งเดียวในชีวิต)

เกษตรกรจะหาแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้กับทุ่งนาของตนเองมากที่สุด เพื่อให้ประหยัดต้นทุนในการนำน้ำเข้าสู่ท้องนา แหล่งน้ำอาจจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร หรืออ่างเก็บน้ำ และต้องหาวิธีดึงน้ำเข้านา ซึ่งอาจจะทำได้โดยการขุดทางน้ำ หรือต่อท่อและใช้เครื่องสูบน้ำ

ขณะที่เว็บมาสเตอร์ก็ต้องมองหาแหล่ง Traffic ที่เป็นกลุ่มเป้ายหมายของเว็บ ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนๆ ที่รู้จักกันอยู่แล้ว ประชาสัมพันธ์ตามเว็บไซต์ที่รู้จักคุ้นเคย (ทางเว็บไซต์ต้องยินดีด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่าไป flood ตามเว็บบอร์ดเพื่อโปรโมทเว็บตัวเอง) หรืออาจจะใช้วิธีทำให้เว็บตัวเองติดอยู่ใน Search Engine อย่าง Google ไม่ว่าจะด้วยการทำ Search Engine Optimization (SEO) หรือใช้วิธีซื้อ Google AdWords ก็ตาม

การหาน้ำเข้านา หรือหา Traffic เข้าเว็บ เป็นการทำ External Improvement ก็คือการพัฒนาที่ภายนอก แต่ถ้าขาด Internal Improvement หรือการพัฒนาภายใน น้ำหรือ Traffic ที่ไหลเข้ามา ก็คงอยู่ได้ไม่นาน

วิธีการที่เกษตรกรกักเก็บน้ำไว้ในทุ่งนาได้ก็คือการทำคันดินกั้นน้ำ การใช้ดินเหนียวเพื่อไม่ให้น้ำซึมรั่วออกไป หรือการปลูกพืชที่มีรากแผ่แขนงไว้รอบนาเพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้

ส่วนเว็บมาสเตอร์จะกักเก็บ Traffic เอาไว้ให้ได้ ทำให้คนที่รู้จักเว็บแล้วเข้ามาใช้บริการซ้ำๆ บ่อยๆ ก็ทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ เช่น การออกแบบ User Interface ให้ใช้งานง่าย น่าประทับใจ ถ้าเป็นเว็บที่เน้นเนื้อหาก็ต้องทำให้เนื้อหาน่าสนใจ มีการอัพเดทข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นเว็บที่ให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการส่งข้อมูลเข้ามาในเว็บ ก็ต้องสร้างโมเมนตัมให้เกิดขึ้นให้ได้ พยายามโปรโมทให้คนมีส่วนร่วมมากขึ้น เมื่อมีโมเมนตัมแล้วก็ต้องรักษาคุณภาพของข้อมูลให้ดี ไม่ใช่มีแต่ข้อมูลขยะที่คนอื่นส่งเข้ามา

คงจะพอนึกภาพออกแล้วนะครับ ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นประเภท Portal Site คนเข้าเยอะ แต่เข้ามาแล้วหายออกไปหมด คุณก็คงต้องปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดีขึ้น และต้องหาช่องทางสร้าง Traffic ใหม่เพิ่มขึ้นด้วย ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นประเภท Content Site คนเข้าน้อย แต่เข้ามาแล้วติดใจ คุณก็ควรจะเน้นที่การสร้าง Traffic เพิ่ม (นอกจากว่าคุณจะพอใจกับคนน้อยๆ อยู่แล้ว) แต่ก็ต้องรักษาคุณภาพของเว็บให้สม่ำเสมอด้วย ไม่งั้นคนที่ยิ่งน้อยๆ อยู่ จะหายออกไปหมด

อย่าเป็นท้องนาที่แห้งแล้งขาดน้ำ ต้นข้าวจะเหี่ยวตายหมดครับ




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:55:06 น.
Counter : 580 Pageviews.  

Online Traffic Matrix วิธีวัดว่าเว็บของคุณดังแบบไหน

เมื่อวานนี้ไปดูหนังเรื่อง "แฝด" มาครับ ผมไปดูที่เมเจอร์เพชรเกษม ซึ่งเป็นโรงที่อยู่ในละแวกบ้านผม แต่ผมไม่เคยไปใช้บริการมาก่อนเลย เพราะส่วนใหญ่จะไปใช้บริการที่ปิ่นเกล้ามากกว่า

สาเหตุที่ไปใช้บริการที่เพชรเกษม เพราะตั้งใจว่าดูหนังจบแล้วจะไปต่ออีกที่ซึ่งอยู่แถวๆ นั้น ซึ่งผมจะเล่าถึงสถานที่นี้ในย่อหน้าต่อไป แต่ย่อหน้านี้ขอเขียนถึงสถานที่ตั้งของเมเจอร์เพชรเกษมก่อน พื้นที่บริเวณนี้เค้าเรียกว่าอะไรก็ไม่รู้ครับ เป็นพื้นที่ของ บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ มีห้างสรรพสินค้าหลายรูปแบบมาตั้งที่นี่ มีทั้ง Big C, Index, Homeworks และ Major Cineplex แต่ละห้างเป็นแบบ standalone คือมีอาคารของตัวเองแยกออกจากกัน คล้ายๆ ที่เห็นแถว RCA จะไม่ใช่แบบที่มีทั้ง Big C, Index, Major Cineplex อยู่ในอาคารเดียวกัน อาคารแต่ละหลังมีขนาดไม่ใหญ่มาก และมีพื้นที่ให้บริการเพียงชั้นเดียว อย่างถ้ามาเดินบิ๊กซีที่นี่ จะรู้สึกได้เลยว่าช่องทางเดินมันแคบ หรือถ้าเดินจากข้างนอกเข้าไปในเมเจอร์ คุณจะเจอ Box Office และเคาท์เตอร์ขายป๊อบคอร์นทันที โดยมีทางเข้าโรงและพนักงานตรวจตั๋วยืนต้อนรับอยู่ข้างๆ ที่ขายป๊อบคอร์นนั่นแหละ ข้างในมีโรงภาพยนตร์ให้บริการเพียง 6 โรง ผมไม่แน่ใจว่าที่นี่มีอาคารจอดรถในร่มหรือเปล่า แต่ที่ผมเห็นคือเป็นลานจอดกลางแจ้งขนาดใหญ่มาก และตอนเย็นๆ ก็จะมีตลาดนัดที่ใหญ่มากเช่นกัน ซึ่งผมเห็นคนมาเดินกันเยอะแยะเลย กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของพื้นที่นี้ก็คงจะเป็นลูกค้าระดับล่างถึงกลางครับ

หลังจากดูหนังจบ ผมก็ขับรถออกมา เลยมาถึงแถวเพชรเกษม 69 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Community Mall ที่ชื่อว่า Pavillion Place เพชรเกษม เลี้ยวรถเข้าไปแล้วตกใจ ตกใจว่าเลี้ยวผิดหรือเปล่า เพราะมันดูเงียบเหงาอ้างว้างเหลือเกินครับ ต่างกับบริเวณที่ผมเพิ่งดูหนังจบออกมาเลย เข้าใจว่าเพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน พื้นที่ที่มีก็ยังขายได้ไม่ถึง 30% เลยมั้ง (ประมาณด้วยสายตาเอานะครับ) ทำให้ยังไม่เกิดโมเมนตัมมากพอที่จะดึงคนให้มาเดินที่นี่กันเยอะๆ

ผมรู้จักที่นี่จากการอ่านเว็บไดอารี่แห่งหนึ่ง ซึ่งเค้าบอกว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก ผมมาเห็นของจริงแล้วก็เห็นด้วยเลย ตกแต่งพื้นที่โดยรอบได้สวย ดูโรแมนติก คนน้อยอีกต่างหาก น่าใช้เป็นสถานที่ที่หนุ่มสาวจะมานั่งพลอดรักสวีทวี้ดวิ้วกัน บรรยากาศดูคล้ายๆ J Avenue แถวทองหล่อ ตรงพื้นที่ที่มี Villa Market กับร้านขายไอศกรีม iberry น่ะครับ แต่แถวนั้นคนเยอะกว่ามาก


(ภาพจากเว็บไซต์ serendipity.diaryis.com)


ร้านอาหารที่มาเปิดให้บริการที่นี่แล้วก็มี ร้านกาแฟ 94 Coffee, ร้านไอศกรีม Cool Bite, เชสเตอร์กริลล์ และนารายณ์พิซเซอเรีย ซึ่งผมสงสัยว่าวันนึงจะมีคนมากินซักกี่คน ผมเข้าไปใช้บริการ 94 Coffee และนั่งดูบรรยากาศประมาณหนึ่งชั่วโมง ไม่มีคนเข้ามาใช้บริการเพิ่มเลยครับ ทั้งที่เป็นช่วงเวลาค่ำที่คนเลิกงานกันแล้ว

ถึงแม้ว่าคนจะน้อย แต่ผมก็ชอบบรรยากาศของที่นี่จริงๆ ความไม่พลุกพล่านและบรรยากาศที่สวยงาม ถือเป็นเสน่ห์ของที่นี่ที่ทำให้ผมอยากมาใช้บริการบ่อยๆ

เรื่องของคนที่สัญจรไปมา หรือในที่นี้คือ Traffic ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก (ในที่สุดก็เข้าเรื่องสักที) ถ้าเราลองเปรียบเทียบสถานที่สองแห่งที่ผมไปในวันนี้ ที่แรกที่เป็นพื้นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าหลายแบรนด์และซุ้มตลาดนัดมากมาย มีผู้คนจำนวนมากที่มาใช้บริการที่นี่ แต่ละคนก็มากันบ่อยๆ จนเกิดเป็น Community หรือชุมชนขึ้นมา แบบนี้เจ้าของพื้นที่สบายครับ เป็นเสือนอนกินเก็บค่าเช่าที่ไปได้เรื่อยๆ ส่วนสถานที่ที่สองคือ Pavillion Place ซึ่งคนน้อยมาก แต่คนที่ได้มาที่นี่แล้วอาจจะติดใจ อยากกลับมาใช้บริการซ้ำอีก ผู้บริหารพื้นที่นี้คงต้องทำงานหนักหน่อย อาจจะใช้กลยุทธ์เพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการให้มากขึ้น เพื่อให้ต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ต่อจำนวนผู้ใช้บริการลดลง (Cost Strategy) หรือใช้กลยุทธ์แบบพรีเมี่ยม สร้างความแตกต่างของพื้นที่ ทำให้ดูหรู ดูดี เพื่อดึงดูดลูกค้าเป้าหมายระดับกลางถึงบนที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งทำให้ยอดขายต่อจำนวนผู้ใช้บริการสูงขึ้นจนสามารถ cover ต้นทุนค่าเช่าพื้นที่ได้ (Differentiate Strategy)

เราลองเข้ามาดูในธุรกิจออนไลน์กันบ้างครับ คนที่ทำเว็บไซต์ทุกคนก็คงคาดหวังว่าจะมีผู้ชมเข้ามาดูเว็บของตัวเอง (Traffic) บางคนอาจจะชอบแบบไม่ต้องมีคนดูเยอะหรอก แต่ขอให้อยู่กับเว็บนานๆ ดูเนื้อหาที่มีในเว็บเยอะๆ บางคนอาจจะชอบแบบไม่ต้องอยู่นานก็ได้ แต่อยากได้คนเยอะๆ หรือบางคนชอบทั้งสองแบบ คนเยอะก็ดี ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งดีใหญ่

เราสามารถใช้ Online Traffic Matrix เพื่อพิจารณาได้ครับว่าเว็บของเราเป็นประเภทไหน



แกน X คือ Pageviews Per Visitors หรือจำนวนหน้าที่ผู้ชมหนึ่งคนเข้าดู ถ้าน้อยแปลว่าคนอยู่กับเว็บของเราไม่นานก็ออกไป ถ้ามากแปลว่าคนคลิกดูข้อมูลต่างๆ ในเว็บเราหลายครั้ง หรือแปลว่าเขาใช้เวลาอยู่กับเว็บเรานาน

แกน Y คือ Unique Visiors หรือจำนวนผู้เข้าชม ถ้าน้อยแปลว่าเว็บเรามีคนเข้าน้อย ถ้ามากแปลว่าเว็บเรามีคนเข้ามาก (แล้วผมจะแปลไปทำไม?)

มาดูในแต่ละช่องของ Matrix ดีกว่าครับ ถ้าเว็บของคุณมีคนเข้าน้อย แถมแต่ละคนก็ไม่ค่อยคลิกดูอะไรมากด้วย หรือเข้ามาครั้งเดียวแล้วไม่เข้ามาอีกเลย เว็บของคุณมีลักษณะแบบ Anonymous Site หรือทำตัวเป็นนิรนาม ไม่ค่อยมีใครรู้จักนั่นเอง

ถ้าเว็บของคุณมีคนเข้าน้อย แต่คนเข้ามาแล้วชอบดูข้อมูลเยอะแยะไปหมด หรืออาจจะชอบเข้ามาใช้บริการเป็นประจำ แบบนี้เรียกว่า Content Site คือตัวเว็บอาจจะมีเนื้อหาสาระที่ดี หรือไม่มีสาระแต่ดึงดูดคนให้เข้าใช้บริการเป็นประจำได้ ตัวอย่างของเว็บประเภทนี้ก็คือเว็บบล็อกที่ยังไม่ดังมากนัก มีคนเข้ามาดูพอสมควร และคนดูก็มักจะอ่านแล้วติดจนกลายเป็นขาประจำไป

ถ้าเว็บของคุณมีคนเข้าเยอะ แต่คนที่เข้ามาอยู่กับเว็บไม่นาน แบบนี้เรียกว่า Portal Site คือเป็นเหมือนศูนย์กลางให้คนเข้ามาใช้บริการ แต่ไม่ให้เขาอยู่กับเว็บนานมาก รีบส่งเขาไปที่อื่นต่อไป เว็บประเภทนี้ก็เช่น Web Directory หรือพวกเว็บรวมลิงค์ที่เด็กไทยชอบทำสมัยที่ดอทคอมบูม ซึ่งในสมัยนี้ Web Directory ได้พัฒนาขึ้นกลายเป็น Web Directory 2.0 ซึ่งมาในรูปแบบของ Social Bookmark อย่าง del.icio.us, digg.com หรือ zickr.com นั่นเอง

และถ้าเว็บของคุณมีคนเข้าเยอะ แถมคนใช้เวลาอยู่กับเว็บของคุณนาน แบบนี้เรียกว่า Community Site เป็นเว็บที่มีโมเมนตัมมากพอที่จะดึงดูดให้คนเข้าเว็บมาก และทำให้พวกเขาใช้บริการอยู่ในเว็บนานๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือเว็บบอร์ดอย่าง Pantip.com หรือเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลกอย่าง eBay.com

เว็บแต่ละประเภทต่างก็มีกลยุทธ์การจัดการที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ถ้าเว็บของคุณเป็นแบบ Portal Site และฝันว่าวันหนึ่งอยากจะเป็น Community Site ให้ได้ หน้าที่ของคุณก็คือการทำ Internal Improvement โดยปรับปรุงเนื้อหาหรือบริการภายในเว็บไซต์ให้น่าสนใจมากขึ้น เพื่อให้คนอยู่กับเว็บคุณนานขึ้น แต่ถ้าคุณเป็น Content Site และอยากจะเป็น Community Site คุณควรจะทุ่มเทกับการทำ External Improvement เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บ เช่น การประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในรูปแบบต่างๆ

ไว้โอกาสหน้าจะเขียนถึงกลยุทธ์ที่เว็บไซต์แต่ละประเภทควรใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการครับ




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:55:35 น.
Counter : 617 Pageviews.  

Viral Marketing ของ น้องพริก คลิปหลุด หรือ คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น



เป็นข่าวใหญ่โตกันมาเดือนกว่า ว่ามีคลิปหลุดของ "น้องพริก" กานต์ชนิต โชว์หวิวหน้าเว็บแคม ซึ่งมีทั้งหมดถึง 3 ภาคด้วยกัน ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนชาวเน็ตว่าเป็น "คลิปหลุด" จริง หรือเป็น "คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น" กันแน่ ในที่สุดวันนี้ก็มีคำเฉลยออกมาแล้ว แต่เราได้เรียนรู้อะไรจากปรากฎการณ์นี้บ้าง?

ใครที่ได้ดูคลิปทั้ง 3 ภาคแล้ว คงจะได้เห็นภาพเหมือนกับที่ผมเห็น ในภาคแรก น้องพริก เธอนั่งทำท่ายั่วยวนอยู่หน้าเว็บแคม ชวนให้คิดว่าเธอกำลังเล่นเว็บแคมเสียวกับคู่สนทนาอยู่หรือเปล่า คู่สนทนาอาจจะจงใจแกล้งเธอด้วยการ capture ภาพมาเผยแพร่ ภาคแรกจบลงด้วยการยั่วผู้ชมว่าให้ติดตามต่อภาคสอง

พอมาถึงภาคที่สอง คราวนี้ น้องพริก เธอถอดบรา มองเห็นจุกที่นูนขึ้นมาภายใต้เสื้อสีขาวบาง งานนี้อารมณ์ของผู้ชมเตลิดไปใหญ่แล้วล่ะครับ มีการส่งต่อคลิปกันมากมาย คลิปภาคสองจบลงเหมือนภาคแรก คือทิ้งท้ายว่าให้รอติดตามภาคจบ ผู้ชมต่างก็จินตนาการไปเรียบร้อยแล้วว่าคงได้เห็นของดีในตอนอวสาน

แล้วภาคที่สามก็ถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงผิดหวัง เพราะได้เห็นแค่ น้องพริก ขยำหน้าอกตัวเองนิดหน่อย แล้วก็เฉลยในตอนท้ายว่านี่คือการโฆษณาสินค้า

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบล็อกนี้ (29 มีนาคม 2550 04.00 น.) ผมได้เก็บสถิติจำนวนคนเข้าชมแต่ละคลิปไว้ดังนี้ครับ

คลิปที่ 1 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 121,374 ครั้ง

คลิปที่ 2 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 151,841 ครั้ง

คลิปที่ 3 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 19,177 ครั้ง

จะสังเกตได้ว่าคลิปแรกถูกโพสต์มาแล้ว 41 วัน แต่กลับมีผู้เข้าชมน้อยกว่าคลิปที่สองที่เพิ่งโพสต์มาเพียง 13 วัน อาจจะเป็นเพราะคลิปที่สองมันมี "อะไร" ให้ดูเยอะกว่าคลิปแรก ส่วนคลิปที่สามที่มีหักมุมตอนจบ จะมีผู้เข้าชมมากแค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไปครับ

มาถึงตอนนี้แล้ว นึกถึงพวกโฆษณาไตรภาคทางโทรทัศน์มั้ยครับ? (ล่าสุดที่นึกได้ก็คือโฆษณาแมลงสาบขายประกัน) ซึ่งเป็นวิธีโฆษณาที่เรียกร้องความสนใจจากคนดู กระตุ้นให้คนดูรอคอยเฉลยในตอนจบ คลิปน้องพริก ก็เป็นเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์ที่คิดค่าโฆษณานาทีละเป็นแสนบาท แต่ฉายทาง YouTube ซึ่งไม่มีค่าออกอากาศเลย ต้นทุนของคลิปนี้ก็คงมีแค่ค่าตัว น้องพริก ค่าเว็บแคมตัวละไม่กี่ร้อยบาท กับค่าจ้างคนตัดต่อแบบง่ายๆ

บวกกับการวางแผนช่วงเวลาในการยิงสปอตโฆษณา เอ้ย ปล่อยคลิปให้เหมาะสม ถ้าสังเกตกัน หลังจากที่คลิปแรกถูกปล่อยออกไป ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้มวลชนรับรู้ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลก พอหนังสือพิมพ์เริ่มทำข่าว เว็บไซต์วาไรตี้ต่างๆ นำข่าวมาขึ้นเว็บ ก็กลายเป็นการโปรโมทและกระตุ้นให้คนควานหาคลิปนี้มาดู นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่โตในเว็บบอร์ดและเว็บบล็อกต่างๆ ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มเรทติ้งของคลิปนี้ให้สูงขึ้นไปอีก (บล็อกนี้ก็คงมีส่วนช่วยเพิ่มเรทติ้งด้วย)

หลังจากคลิปแรกถูกปล่อยออกไปหนึ่งเดือน ผู้คนเริ่มลืมกันแล้ว คลิปที่สองก็ถูกปล่อยมากระตุ้นความสนใจอีกครั้ง และก็กระตุ้นได้แรงสมใจจริงๆ พอเหล็กร้อนได้ที่แล้ว คลิปที่สามก็ถูกปล่อยออกมาหลังจากคลิปที่สองเพียงสิบวัน

ผมเชื่อว่าหลายคนด่าว่านี่เป็นแผนการตลาดที่แย่มาก แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ได้วัดความสำเร็จของการโฆษณาว่ามีเสียงด่าแค่ไหน แต่ KPI ที่เราใช้วัดจริงๆ คือยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการโฆษณา หรือวัดจากผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment - ROI) ว่าจ่ายเงินโฆษณาไปเท่านี้ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

เผลอๆ คนที่ด่านี่ อาจจะจ่ายเงินซื้อของไปเรียบร้อยแล้วนะครับ


(ภาพจากเว็บไซต์ //www.robertandolph.com)


เทคนิคการโฆษณาแบบที่ใช้เงินน้อย ผลตอบรับสูงแบบนี้ นักการตลาดเรียกว่า Viral Marketing หรือ Buzz Marketing หรือภาษาไทยก็คือ การตลาดแบบบอกต่อ เป็นวิธีการใช้คน (man) เป็นสื่อ (medium) เพื่อนำส่งสาร (message) ไปยังมวลชน (mass)

เทคนิคนี้ถูกใช้กันเป็นประจำครับ เมื่อหลายปีก่อนมีหนังที่ชื่อ Blair Witch Project ซึ่งเป็นหนังทุนสร้างต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง เพราะใช้ การตลาดแบบบอกต่อ เพื่อขายตัวหนังเอง หรือบางคนที่สนใจแวดวงกีฬาฟุตบอล อาจจะเคยเห็นคลิปที่ Ronaldinho เตะฟุตบอลชนคานอัฒจรรย์ในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ กันนับสิบครั้ง และปิดท้ายคลิปด้วยสัญลักษณ์ของ Nike ซึ่งเป็นคลิปที่ดูแล้วสะใจคอบอลมาก

การจะทำให้ การตลาดแบบบอกต่อ สามารถบรรลุผลได้ (บรรลุผลในที่นี้หมายถึงคนเห็นแล้วพยายามบอกต่อกันไปเรื่อยๆ) ปัจจัยหลักอยู่ที่ความน่าสนใจของสารที่ใช้ Blair Witch Project ใช้ความลึกลับน่ากลัวเป็นสาร Nike ใช้ความมันของคอฟุตบอล

ส่วน คลิปน้องพริก ใช้ sex เป็นสารครับ

หลายคนเคยได้ยินมาว่า โฆษณาที่ได้ผล 99.99% คือโฆษณาที่มีเรื่องตลกขบขัน (humor) หรือเรื่องใต้สะดือ (sex) เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งครับ

เมื่อการโฆษณาได้ผลแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายเข้ากับตัวสินค้า ซึ่งเราสามารถใช้หลักส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix) 4P ของกูรูด้านการตลาด Philip Kotler มาพิจารณาได้ดังนี้

Promotion => Place => Product => Price

คลิปน้องพริก เป็น Promotion รูปแบบหนึ่ง ทำหน้าที่สื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ชายเล่นเน็ต) โดยในช่วงท้ายคลิปได้ลง URL ของเว็บไซต์ ซึ่งเป็น Place แบบออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสามารถพิมพ์ URL เพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์ได้ทันที ซึ่งจะพบกับสินค้าหรือ Product ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ทันที เมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าแล้วจึงทราบราคาหรือ Price

ตัวสินค้าที่มีอยู่ในเว็บไซต์ตอนนี้ค่อนข้างตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ก็คือรูปถ่ายแฟชั่นวับๆ แวมๆ ของ น้องปีใหม่ ซึ่งออกมาเป็นสินค้าสองชนิด

สินค้าชนิดแรกคือ อัลบั้ม Unseen ที่สามารถเข้าไปดูได้ด้วยการกด SMS ในราคา 9 บาท สามารถชมภาพได้ไม่จำกัดภายในเวลา 24 ชั่วโมง วิธีการใช้ SMS เพื่อขอรหัสผ่านเข้าดูรูป เป็นวิธีการที่เว็บไซต์อย่าง Kapook เคยใช้และประสบความสำเร็จอย่างมาก

สินค้าชนิดที่สองคือ หนังสืออัลบั้มรูป 55 รูป และวีซีดีความยาว 55 นาที ราคาขายอยู่ที่ 195 บาท ใช้วิธีการซื้อขายเหมือนเวลาที่เราสั่งซื้อซีดีเถื่อนบนเว็บทั่วไป คือโอนเงินเข้าบัญชี แจ้งหลักฐานการโอนเงิน และรอรับสินค้าที่บ้าน

เราลองคิดกันเล่นๆ นะครับ สมมุติว่ามีคนดู คลิปน้องพริก 150,000 คน ครึ่งหนึ่งลองเข้าเว็บไซต์ ก็จะมีคนเข้าเว็บ 75,000 คน ครึ่งหนึ่งของคนเข้าเว็บคือ 37,500 คน ยอมเสีย 9 บาท เพื่อกด SMS รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 337,500 บาท แบ่งให้โอเปอเรเตอร์ครึ่งหนึ่ง ก็จะเหลือเข้าบริษัท 168,750 บาท

อันนี้ยังไม่นับคนที่จ่าย 195 บาท เพื่อซื้ออัลบั้มรูปกับวีซีดี ไม่นับคนที่รับรู้ว่ามีสินค้าแบบนี้ แล้วไปหาซื้อที่ร้านหนังสือ

ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยครับ กับ คลิปหลุด ของ น้องพริก

มีใครหลุดปากบอกต่อคนอื่นไปบ้างเอ่ย?




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:56:22 น.
Counter : 1100 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Valentine's Month


 
MacroArt
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add MacroArt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.