MacroArt's Online Business Story by Apisilp Trunganont
Group Blog
 
All Blogs
 

ปิดโต๊ะราชดำเนินซะ เพื่อความอยู่รอดของ Pantip.com

จั่วหัวได้การเมืองมาก แต่บล็อกนี้เป็นบล็อกธุรกิจ แง่มุมที่ผมจะเขียนถึงก็เป็นเรื่องธุรกิจครับ ไม่ใช่เรื่องการกำจัดเชื้อชั่วอะไรแต่อย่างใด

ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่พันทิปอยากให้ราชดำเนินเป็นคืออะไร ถ้าใครเคยเล่นพันทิปสมัยแรกเริ่มเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โต๊ะราชดำเนินในยุคนั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ (Analysis) และการสังเคราะห์ (Synthesis) แง่มุมทางการเมือง มีความคิดเห็นที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยก การเห็นต่างจะเริ่มต้นด้วยประโยค "ขออนุญาตเห็นแย้ง"

ขณะที่ราชดำเนินยุคนี้กลับกลายเป็นเวทีสำหรับชิงไหวชิงพริบทางการเมือง มีการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหยาบคายต่อกัน ประหนึ่งไม่ใช่คนชาติเดียวกันเลย บทวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางการเมืองแทบไม่มีให้เห็น นานๆ ทีถึงจะได้เห็น

สิ่งที่เป็นในปัจจุบันได้ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่อยากให้เป็นเมื่อครั้งอดีต

ความผิดเพี้ยนนี้ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ควรจะปิดราชดำเนิน แต่ความผิดเพี้ยนนี้มันทำให้พันทิปมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นครับ (เข้าเรื่องธุรกิจล่ะนะ)

ทุกวันนี้ราชดำเนินเป็นโต๊ะที่สร้างค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงมาก ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้มาในรูปแบบของพนักงานที่ต้องนั่งดูแลกระทู้ ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการประกาศเตือนสมาชิกที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร แต่ก่อนหน้านั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีใครดูแลกระทู้ในราชดำเนิน ทีมงานพันทิปต้องจับตาดูกระทู้ในราชดำเนินมาหลายปีแล้วครับ

ถ้าเอาเงินเดือนพนักงานดูแลกระทู้มาคิดเป็นค่าใช้จ่าย ผมเชื่อว่าเดือนนึงคงหลายหมื่นบาทอยู่ นี่ยังไม่นับค่าเสียโอกาสที่พนักงานที่มีอยู่น้อยนิดจะไปคิดไปทำอย่างอื่นที่ช่วยให้เว็บมีความเติบโตก้าวหน้ามากขึ้น

ดูด้านค่าใช้จ่ายไปแล้ว ลองดูด้านรายรับบ้าง ถ้าเรามองว่าทุกโต๊ะในพันทิปคือสินค้าตัวหนึ่ง โต๊ะราชดำเนินคงเป็นโต๊ะที่มีศักยภาพทางการตลาดที่ต่ำมาก ผมนึกไม่ออกนะว่าสินค้าประเภทไหนเหมาะที่จะโฆษณาในราชดำเนิน นอกจากลูกอมฮอลล์รสตะไคร้ เวลาอ่านกระทู้ในราชดำเนินให้อมฮอลล์ไปด้วย จะได้ใจเย็นๆ (ไม่โกรธเหรอ...ไม่... ไม่อิจฉาเหรอ...ไม่...) นอกจากนี้ก็นึกไม่ออกแล้ว

ถ้าลองเปิดดูราชดำเนินในตอนนี้ จะพบว่ามีแบนเนอร์โฆษณาของลูกค้าเพียงชิ้นเดียว ก็คือแบนเนอร์โปรโมทการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาก็อาจจะมีโฆษณาอย่างอื่นบ้าง เช่น โฆษณาโปรโมทรายการโทรทัศน์ของคุณสมัคร

ถ้าลองเทียบกับโต๊ะเฉลิมไทยดู เป็นโต๊ะที่มีโฆษณาเยอะมาก โฆษณาเต็มทั้งปี ขณะที่โต๊ะราชดำเนินไม่มีโฆษณา ไม่สร้างรายรับ แถมยังเป็นตัวสร้างรายจ่ายหลักของพันทิปอีก เป็นไปตามกฎ 20/80 คือใช้จ่ายไป 80 เพื่อสร้างรายได้เพียง 20 (หรืออาจจะต่ำกว่านี้)

บางคนมองว่าคนส่วนใหญ่ของโต๊ะราชดำเนินคือกลุ่มคนรักทักษิณ แต่คนส่วนใหญ่ของโต๊ะเฉลิมไทยคือกลุ่มคนไล่ทักษิณ ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา เงินที่เอามาดูแลพื้นที่ให้คนรักทักษิณใช้ ก็คือเงินที่คนไล่ทักษิณหามา

ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้วโต๊ะราชดำเนินอาจจะไม่เหมาะที่จะดำเนินงานอยู่ภายใต้รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ภายใต้ชื่อ บริษัท อินเตอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาเว็บพันทิปก็ได้

ลองคิดดูสิ ถ้าเปิดราชดำเนินต่อไป ICT จะปิดทั้งเว็บพันทิปเลย (อันนี้ quote มาจากข้อความที่พันทิปติดประกาศในราชดำเนินในช่วงที่ถูกปิด) ปิดทั้งเว็บนี่หมายถึง core business ได้รับผลกระทบไปหมด ลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อพื้นที่โฆษณาก็จะไม่ได้รับการบริการตามที่ข้อสัญญาระบุไว้ คนเล่นพันทิปที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองก็ไม่มีเว็บให้เล่นอีก ฯลฯ

ถ้าจะให้ธุรกิจของพันทิปอยู่รอดต่อไป ก็ควรจะเอาเรื่องการเมืองออกไปจากเว็บซะ

ผมเชื่อว่าเรื่องการเมืองควรจะดำเนินงานภายใต้องค์กรไม่แสวงหากำไร อาจจะตั้งเป็นมูลนิธิก็ได้ เช่น Democratic Online Community Foundation (DOCF) หรือ มูลนิธิชุมชนออนไลน์เพื่อประชาธิปไตย เป็นมูลนิธิที่ดำเนินกิจกรรมให้บริการเว็บบอร์ดรวมถึงบริการอื่นๆ อย่างเป็นกลาง รายได้ของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคของประชาชน ที่สำคัญคือผู้บริจาคจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ไม่สามารถเข้าไปบิดเบือนการแสดงความคิดเห็นในเว็บได้

การหารายได้จากเงินบริจาคน่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด จะได้ไม่มีปัญหาเหมือนในช่วงที่ผ่านมาที่รายการของคุณสมัครมาซื้อโฆษณาในราชดำเนิน ทำให้ภาพของราชดำเนินกลายเป็นโปรไทยรักไทยทันที ทั้งที่คนขายโฆษณาให้พันทิปก็คือเนชั่นมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต่อต้านทักษิณ แต่ฝ่ายขายโฆษณาทำงานอย่างเป็นกลางทางการเมือง เพราะ KPI ของฝ่ายขายคือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็เลยมีแบนเนอร์ที่เป็นขั้วการเมืองหลุดเข้ามาในราชดำเนิน ทำให้ภาพลักษณ์ของเว็บดูไม่เป็นกลางในที่สุด

การจัดตั้งมูลนิธิไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก (ไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขทางกฎหมายหรือเปล่า คงต้องถามผู้รู้) แต่ที่ยากก็คือการหาผู้บริหารมูลนิธิที่เหมาะสม เหมาะสมในที่นี้ก็คือการวางตัวอย่างเป็นกลาง เปิดรับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ผู้บริหารมูลนิธิจะต้องยอมสูญเสียเสรีภาพส่วนตัวในการแสดงความคิดเห็นว่าเขารักหรือเกลียดขั้วการเมืองใด เพื่อให้ภาพของมูลนิธิดูเป็นกลางมากที่สุด

นอกจากนี้ ผู้บริหารมูลนิธิยังต้องเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของมวลชน ขณะที่ต้องสร้างสมดุลของความเหมาะสมและความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่ 90% ของข้อความไม่มีความสร้างสรรค์เลย มีแต่การใช้ข้อความหยาบคาย ดูหมิ่นเสียดสีกัน ซึ่งทำให้เงินบริจาคของประชาชนถูกใช้ไปอย่างไม่เกิดประโยชน์

โต๊ะราชดำเนินจะต้องถูกแยกออกมาเป็นเว็บไซต์ต่างหาก คล้ายๆ กับโต๊ะโทรโข่งที่แยกออกมาเป็น torakhong.org การแยกเว็บไซต์นี้จะช่วยให้เว็บพันทิปไม่ได้รับความเดือดร้อนในกรณีที่ถูกบล็อก แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือระบบของราชดำเนินจะต้องเป็นคนละระบบกับที่พันทิปใช้อยู่

ระบบของพันทิปในปัจจุบันคือการให้สมาชิกเว็บต้องยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขบัตรประชาชน บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร เนื่องจากพันทิปสื่อสารออกมาได้ไม่ดีนัก ปลายทางสุดท้ายของระบบนี้ก็เพื่อให้สังคมดูแลกันเองได้ สมาชิกแต่ละคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเก่งหรือไม่เก่ง ทุกคนมีสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากันหมด ทุกคนสามารถใช้ "หนึ่งสิทธิ์" ของตัวเองในการเลือกผู้แทนชุมชนขึ้นมาบริหารงานเว็บได้ พันทิปจะกลายเป็นเว็บที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาทันที แต่การจะทำให้ "หนึ่งสิทธิ์" เกิดขึ้นได้ ก็ต้องการการยืนยันตัวตน หมายเลขบัตรประชาชนจึงถูกนำมาใช้

แนวคิดดีมากครับ แต่ยังมีปัญหาด้าน implementation ที่เห็นชัดๆ ก็มีอยู่สองจุด

จุดแรกคือการใช้หมายเลขบัตรประชาชนยังมีรูรั่วอยู่ เพราะยังไม่มีวิธีการยืนยันตัวตนว่าคนที่เอาหมายเลขบัตรประชาชนมาสมัครสมาชิก คนนั้นเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือเปล่า หรือเป็นวอร์รูมพรรคการเมืองที่เอาเลขบัตรประชาชนของตาสีตาสามาใช้ รูรั่วนี้ส่งผลกระทบออกมาแล้วสองเฟส เฟสแรกคือช่วงที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อถือในระบบนี้อยู่ว่าคนเป็นสมาชิกแบบยืนยันตัวตน เป็นคนที่เชื่อถือได้ แต่มันก็ทำให้คนหนึ่งคนที่มีบัตรประชาชนหลายใบได้ใช้ประโยชน์จากรูรั่วนี้ในการสร้างกระแสสังคม เฟสที่สองคือช่วงที่คนเริ่มไม่เชื่อมั่นกับระบบนี้แล้ว มันก็เลยกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่า "หนึ่งสิทธิ์" ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ปัญหาด้าน implemetation จุดที่สองก็คือการถูกยกเลิกความเป็นสมาชิก ทำให้สมาชิกที่เป็นพวก "หนึ่งสิทธิ์" จริงๆ ต้องสูญเสียโอกาสในการแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์ทันที เสมือนกับว่าคุณเป็นคนไทย มีบัตรประชาชน แต่วันหนึ่งคุณถูกยกเลิกความเป็นคนไทย และต้องถูกอัปเปหิออกไปจากประเทศไทยทันที ปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างมากกับกลุ่มคนที่ไล่ทักษิณ จากการที่ได้คุยกับทีมงานพันทิปที่ดูแลเรื่องสมาชิกโดยตรง ทำให้ทราบว่าพันทิปไม่ได้รับเงินมาจากพรรคการเมืองเพื่อเลือกปฏิบัตินะครับ แต่มาตรฐานของพันทิปคือความคิดเห็นต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมตามกรอบกติกา แต่ปัญหามันอยู่ที่กลุ่มคนไล่ทักษิณถูกบิ๊วอารมณ์มาในช่วงเย็นวันศุกร์ก่อนการรัฐประหาร พอกลับจากชุมนุมก็มาสาดเสียเทเสียกันในเว็บ ซึ่งทีมงานที่ดูแลกระทู้ก็ตามลบกันไม่ไหว สุดท้ายก็เลยต้องยกเลิกสมาชิกเพื่อระงับเหตุ ขณะที่ฝ่ายคนรักทักษิณในตอนนั้นยังเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็ยังไม่ได้ใช้ข้อความอะไรที่รุนแรงมาก แต่พอหลังรัฐประหาร กลุ่มคนรักทักษิณเริ่มมีอารมณ์มากขึ้น ซึ่งเราก็ได้เห็นรายชื่อสมาชิกที่ถูกตักเตือนประจานบนเว็บ บางคนถามว่าทำไมกลุ่มคนไล่ทักษิณถึงถูกยกเลิกสมาชิกโดยไม่ได้รับการตักเตือน ขณะที่กลุ่มคนรักทักษิณถูกตักเตือนโดยไม่ยกเลิกสมาชิก แบบนี้ double standard หรือเปล่า คำตอบก็คือเพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไป กลยุทธ์การรับมือสมาชิกก็เปลี่ยนไป ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ต้องเทียบภายใต้ตัวแปรเดียวกัน คือในช่วงเวลาเดียวกัน ความผิดแบบเดียวกัน ในช่วงก่อนรัฐประหาร ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ถ้าใช้ข้อความที่รุนแรงเกินควรก็จะถูกยกเลิกสมาชิกเหมือนกัน เพียงแต่ฝ่ายไล่ทักษิณจะโดนมากกว่าเพราะถูกบิ๊วอารมณ์มาหนักกว่า

ด้วยปัญหาทั้งสองอย่างนี้ ผมเลยมองว่าราชดำเนินไม่ควรจะใช้ระบบเดียวกับพันทิป แต่ควรจะแยกเว็บไซต์ออกมาและใช้ระบบที่ถูก customize ให้เหมาะสมสำหรับวัฒนธรรมของเว็บ คล้ายกับที่ torakhong.org ก็มีระบบที่แตกต่างไปจากของพันทิป

ส่วนเรื่องระบบที่ดีควรจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้บริหารมูลนิธิจะต้องหาคำตอบให้ได้

ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดตั้งเป็นมูลนิธิ และแยกโต๊ะราชดำเนินออกไปเป็นเว็บต่างหาก ทุกฝ่ายจะ win-win ทางพันทิปซึ่งเป็นองค์กรแสวงหากำไร จะได้นำทรัพยากรของบริษัทที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้ ส่วนฝ่ายคนเล่นเว็บเองก็ยังมีช่องทางให้แสดงความคิดเห็นได้ ไม่ใช่ว่าราชดำเนินถูกปิดแล้วต้องไปสิงสถิตอยู่ในโต๊ะอื่นให้ขาประจำโต๊ะนั้นเบื่อหน่ายและออกมาขับไล่ไสส่ง




 

Create Date : 13 เมษายน 2550    
Last Update : 13 เมษายน 2550 18:47:14 น.
Counter : 330 Pageviews.  

Network Effect ถ้าโลกนี้มีคนใช้ YouTube, eBay, Pantip แค่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช้เว็บเหล่านี้เหมือนกัน

แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีคนทั่วโลกนับล้านคนที่ใช้บริการเว็บเหล่านี้

Network Effect คือคุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจำนวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้าทั้งโลกนี้มีคนใช้โทรศัพท์แค่คนเดียว คุณคงไม่คิดอยากมีโทรศัพท์ใช้ นอกจากว่าคุณจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของคนเดียวคนนั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับเขาได้ หรืออาจจะเพียงเพื่อความเท่ที่ได้เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ได้ใช้โทรศัพท์ก็ได้ แต่พอญาติพี่น้องของคนเดียวคนนั้นเริ่มใช้โทรศัพท์ ก็จะมีญาติพี่น้องของญาติพี่น้องที่อยากใช้บ้างตามมา ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้โทรศัพท์ก็ขยายเป็นเครือข่ายออกไปทั่วโลก

คุณค่าหลักของโทรศัพท์จึงไม่ได้อยู่ที่แผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ภายในเครื่อง ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์อันสวยงามจับถนัดมือของตัวเครื่อง แต่อยู่ที่เครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วทั้งโลก จนเมื่อโทรศัพท์กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้กันทั่วโลกแล้ว ผู้คนก็จะไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณค่าของเครือข่ายการสื่อสารอีก แต่จะไปสนใจที่ความสามารถพิเศษของเครื่องโทรศัพท์แทน

หลักการของ Network Effect ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่าง ที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทำไม

Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทำหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง

นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและการจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ โดยที่ YouTube เป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมและผู้ดูแลระบบ แต่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง content ขึ้นมาเอง

นอกจาก YouTube แล้วก็ยังมีเว็บไทยๆ อย่าง Pantip ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน คือเปิดให้ผู้ใช้เว็บเข้าไปโพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

แต่ความท้าทายของเครือข่ายผู้สร้าง content แบบนี้ก็คือใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องเหมาะสมของ content ผู้ให้บริการเว็บหรือผู้สร้าง content? รวมถึงบรรทัดฐานความถูกต้องเหมาะสมก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก อย่างของ Pantip ความถูกต้องเหมาะสมก็คือการไม่ล่วงละเมิดสถาบัน การไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง และการไม่ใช้ข้อความส่อเสียดหยาบคาย บรรทัดฐานนี้คือสิ่งที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้เว็บยอมรับก็ได้ นั่นหมายความว่าถ้าวันหนึ่งที่ผู้ใช้เว็บส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกับบรรทัดฐานของเว็บ ผู้ใช้เว็บอาจจะร่วมกันกำหนดบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมาแทน และถ้าผู้ดูแลเว็บยอมรับไม่ได้ เว็บก็คงต้องปิดตัวลง ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ดูแลเว็บก็คือการรักษาและเพิ่มจำนวนผู้ใช้เว็บที่เห็นด้วยกับบรรทัดฐานที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นน้ำดีในการเจือจางผู้ใช้เว็บที่ไม่เห็นด้วยกับบรรทัดฐาน

ยังมี Network Effect อีกประเภทหนึ่งที่โด่งดังมาก นั่นก็คือ Microsoft Office ที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งาน มีไฟล์ Word, Excel, PowerPoint อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก จนกลายเป็นมาตรฐานที่คนทั่วโลกต้องยอมรับไปโดยปริยาย ถ้าคุณใช้โปรแกรมสำนักงานยี่ห้ออื่นที่อ่านและเขียนไฟล์ของ Microsoft Office ไม่ได้ มันก็เหมือนคุณเป็นคนเดียวในโลกที่พูดภาษาสะเด๋ยบูดู ขณะที่ผู้คนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล

มีทฤษฎีหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์การเกิด Network Effect ได้ นั่นก็คือทฤษฎี Diffusion of Innovation โดยพล็อตกราฟเป็นรูป S-curve ที่มีแกน X เป็นเวลา และแกน Y เป็นจำนวนผู้ใช้งาน



Innovators คือกลุ่มผู้ใช้รุ่นบุกเบิก คนกลุ่มนี้ชอบความแปลกใหม่ รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ออกมาใหม่ รับความเสี่ยงได้ถ้าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ยังไม่มีเสถียรภาพนัก หรืออาจจะมีปัญหาอยู่บ่อยๆ ถ้าคุณกำลังพยายามสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ถือว่ามีค่ามากในฐานะผู้ใช้รุ่นแรกที่พร้อมจะให้คำแนะนำในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการแก่คุณ และยังเป็นผู้ที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

ใครที่เล่น Pantip ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีระบบสมาชิก ยุคที่ยังปลอมชื่อกันได้ ยุคที่มีตัวป่วนเข้ามาสร้างความวุ่นวายจนเว็บล่ม ก็ถือได้ว่าเป็น Innovators ของ Pantip ปัญหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยประสบมาในยุคบุกเบิก ทุกวันนี้ไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะทางเว็บได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

Early Adopters คือกลุ่มผู้ใช้ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คนกลุ่มนี้จะบอกต่อและชักชวนคนรู้จักให้มาซื้อหาหรือใช้บริการเช่นกัน แต่สินค้าหรือบริการก็จะต้องมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าคนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหวัง พวกเขาอาจจะบอกต่อในแง่ลบได้

ใครที่มีเลขสมาชิก ICQ 6 หลัก หรือ 7 หลักต้นๆ ก็น่าจะเป็น Early Adopters ในยุคนั้นคนไทยยังใช้ ICQ กันไม่ค่อยมาก แต่ก็ได้คนกลุ่มนี้นี่แหละที่ช่วยบอกต่อให้เพื่อนๆ มาใช้ จนกลายเป็นเครือข่ายผู้ใช้ ICQ ที่เติบใหญ่ในอดีต

Early Majority และ Late Majority คือกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Early Majority จะได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Early Adopters อย่างมาก ประเภทเขาชวนมาเราก็เอาด้วย ส่วน Late Majority จะตัดสินใจช้ากว่านั้น เขาชวนมาเราอาจจะยังไม่เอาด้วย แต่ถ้าเพื่อนในกลุ่มเราทุกคนเอาหมดแล้ว เราก็จะรู้สึกกดดันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เอาอยู่คนเดียว

YouTube, Weblog, Social Network อย่างพวก MySpace หรือ Hi5 ณ ปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในเฟสนี้แล้ว ส่วนเฟสนี้จะกินเวลายาวนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากความสามารถในการเติบโต รวมถึงต้องดูว่ามีใครเป็นคู่แข่งบ้าง

Laggards หรือพวกตกยุค คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับแรงจูงใจจากสังคมรอบข้างมากนัก แต่มักจะใช้ประสบการณ์ในอดีตของตัวเองในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ

คุณพ่อคุณแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หลายท่านเพิ่งจะมีโทรศัพท์มือถือใช้ ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะไม่ใช้ก็เพราะว่าท่านไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตามกระแสคนส่วนใหญ่ หรือบางท่านอาจจะใช้ไม่เป็น กลัวการใช้งานเทคโนโลยี กลัวราคาแพง แต่เหตุผลที่เพิ่งตัดสินใจใช้ก็เพราะมันมีประโยชน์ ราคาโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ก็ถูกมาก ค่าโทรก็ถูกลงเช่นกัน

ใครที่คิดจะสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้นได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดกลุ่ม Innovators ขึ้นมา จากนั้นจะต้องพยายามสร้างโมเมนตัมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดกลุ่ม Early Adopters ที่จะทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้แบบฟรีๆ ช่วงการสร้างโมเมนตัมน่าจะเป็นช่วงที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นช่วงรอยต่อของการทำให้คนอื่นรู้จัก ขณะที่ต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปถึงช่วง Early Majority ได้แล้ว ทุกอย่างจะหมุนไปได้ด้วยตัวเอง และคุณจะกลายเป็นเสือนอนกินทันที




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:39:08 น.
Counter : 716 Pageviews.  

Please don't block these 5 web sites ฆ่าผมทิ้งเสียดีกว่าถ้าจะบล็อกห้าเว็บนี้

ขอเกาะกระแสบล็อกเว็บไซต์ YouTube เสียหน่อย ผมเชื่อว่าชาวออนไลน์ทุกคนคงจะมีกิจกรรมออนไลน์หลายอย่างที่ต้องทำในแต่ละวัน มีหลายเว็บไซต์ที่ต้องเข้าเป็นประจำทุกวัน เคยลองนึกดูไหมครับว่ามีเว็บไซต์อะไรบ้างที่ถ้าโดนบล็อก มันจะทำให้ชีวิตออนไลน์ของคุณดับวูบลงทันที

นี่คือ 5 อันดับเว็บไซต์ที่ผมรู้สึกว่าขาดไม่ได้ ถ้าเว็บไซต์เหล่านี้ถูกบล็อก ผมก็ไม่รู้จะเปิดคอมพิวเตอร์ไปทำไม




อันดับที่ 5 - Hotmail

E-mail ที่ผมใช้เป็นประจำคือ Hotmail ครับ ต้องเข้าไปเช็คทุกวันว่ามี mail ใหม่เข้ามาหรือเปล่า บางวันที่ไม่มี mail ใหม่เลย ก็จะรู้สึกเหงาๆ ว่าทำไมไม่มีใครส่ง mail ให้เราเลยนะ บางวันที่มี mail ใหม่มา 2 - 3 ฉบับ แต่เห็นหัวข้อก็รู้แล้วว่ามาชวนทำธุรกิจหรือขายยาเพิ่มขนาดน้องชาย แบบนี้ก็เซ็งหน่อยที่ต้องมานั่งลบ แต่ถ้าวันไหนมี mail มาซัก 5 ฉบับ และชื่อคนส่งก็เป็นเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน แบบนี้จะรู้สึกดีครับ เพราะส่วนใหญ่เพื่อนจะส่ง forward mail ที่น่าสนใจมาให้อ่านแก้เซ็ง

ถ้าวันไหนผมเข้า Hotmail ไม่ได้ ผมคงรู้สึกกระวนกระวายใจว่าจะมีใครส่ง mail สำคัญมาหาหรือเปล่า และถ้าจะให้ผมทรมานยิ่งกว่านั้น ก็ต้องปล่อยให้โปรแกรม MSN Messenger แจ้งผมว่ามี mail ใหม่กี่ฉบับได้ตามปกติ แต่บล็อกไม่ให้ผมเข้าไปดู Inbox ของตัวเองได้เลย

ถ้า Hotmail ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!




อันดับที่ 4 - Pantip

เป็นเว็บที่เหมาะสำหรับใช้ฆ่าเวลาว่างของผม การได้เข้าไปไล่อ่านกระทู้ในหน้ารวมมิตรของคาเฟ่ เป็นสิ่งที่เพลิดเพลินใจดีเหลือเกิน บางครั้งเจอกระทู้แปลกๆ หรือขำๆ ผมก็มักจะส่งต่อให้เพื่อนๆ ดู หรือบางทีเพื่อนก็ชอบส่งกระทู้มาให้อ่าน กระทู้ที่ผมชอบคลิกเข้าไปอ่านเป็นพิเศษคือกระทู้ที่จั่วหัวข้อว่า "ติดเรท" ซึ่งมักจะเป็นกระทู้ในโต๊ะสวนลุม หรือบางทีกระทู้ของโต๊ะหว้ากอก็น่าสนใจถ้าหัวข้อกระทู้เป็นเรื่องแปลก หรือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราเคยสงสัยแต่ไม่เคยคิดจะถามใคร กระทู้ของโต๊ะก้นครัวก็น่าคลิกเข้าไปดูรูปอาหารอร่อยๆ ผมเคยนั่งไล่หากระทู้ที่สมาชิกทำอาหารแล้วถ่ายรูปมาอวดกันโดยเฉพาะเลย ถึงจะไม่ได้กินของจริง ขอแค่ได้เห็นรูปก็ยังดี

ถ้าวันไหนผมเข้า Pantip ไม่ได้ ผมคงจะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ช่วงแรกๆ ผมคงจะกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ คอยแต่จะคลิกเข้าเว็บ Pantip ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเข้าไม่ได้ แต่ก็เผลออยู่เรื่อยเชียว คงนั่งฟุ้งซ่านและบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนๆ ว่าจะมีเว็บบอร์ดที่ไหนที่ครบเครื่องได้เท่ากับ Pantip อีก

ถ้า Pantip ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!




อันดับที่ 3 - DiaryIS, Exteen

ทั้งสองเว็บนี้เป็นแหล่งรวมเว็บบล็อกที่ผมเป็นขาประจำ เฝ้าติดตามอ่านอยู่ทุกวัน รวมๆ กันก็มากกว่าสิบบล็อกครับ นอกจากนี้ผมยังมีบล็อกของตัวเองที่เขียนอยู่บนสองเว็บไซต์นี้ด้วย ความทรมานจากการไม่มีเว็บให้เขียนบล็อกยังไม่รุนแรงเท่าไหร่ เพราะสามารถหาเว็บบล็อกที่อื่นเขียนได้ แต่ความปวดร้าวใจจากการที่ไม่ได้อ่านบล็อกเจ้าประจำนี่สิ ที่ DiaryIS ผมจะชอบอ่านไดอารี่ของสาวๆ น่ารักๆ ที่ชอบเอารูปของตัวเองมาโพสต์ ไดอารี่ไหนที่เจ้าของโพสต์รูปตัวเองบ่อย ยิ่งชอบเข้าไปดู ส่วนที่ Exteen ผมจะชอบอ่านบล็อกที่มีเนื้อหาน่าสนใจ บล็อกที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับโฆษณา การตลาด หรือแม้แต่บล็อกที่มีการ์ตูนให้อ่านคลายเครียด

ถ้าวันไหนผมเข้า DiaryIS, Exteen ไม่ได้ ผมคงจะไม่มีอะไรทำในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่ผมจะเข้าไปไล่อ่านบล็อกเจ้าประจำ ผมคงต้องเข้านอนเร็วเพราะไม่รู้จะออนไลน์ไปทำอะไร แล้วผมก็จะนอนไม่หลับเพราะปกติเป็นคนนอนดึกมาก พอนอนไม่หลับผมก็จะกระสับกระส่ายไปจนเช้า หลังจากนั้นก็คงจะนั่งคิดว่าเจ้าของไดอารี่จะมีชีวิตเป็นอย่างไรแล้ว คนเขียนบล็อกจะย้ายไปเขียนที่เว็บอื่นหรือเปล่า

ถ้า DiaryIS, Exteen ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!




อันดับที่ 2 - Windows Live Messenger, Skype

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เว็บไซต์ แต่ก็เป็นโปรแกรม Instant Messenger ที่ผมใช้งานทุกวัน ใช้งานในที่นี้ไม่ใช่ว่าใช้แชทอะไรมากมายหรอกนะ แค่ใช้ออนไลน์เฉยๆ ใช้ดูว่ามีเพื่อนคนไหนออกไลน์อยู่บ้าง ดูว่าเพื่อนแต่ละคนเขียน personal message ว่าอะไร และดูว่าเพื่อนแต่ละคนเปลี่ยน display ของตัวเองหรือยัง หลักๆ ก็ใช้งานแค่นี้แหละ ส่วนที่ใช้เสริมขึ้นมาก็คือใช้แชทไปหาเพื่อน กับให้เพื่อนแชทมาหา จริงๆ แล้วผมมีกลุ่มเพื่อนออนไลน์ที่ใช้ Skype ในการคุยเป็นกลุ่มทุกวันและทั้งวัน พอเช้าขึ้นมา เปิดคอมพิวเตอร์ออนไลน์ปุ๊บ ก็จะมี message ที่เพื่อนกลุ่มนี้คุยกันโผล่ขึ้นมาทันที ถ้าไม่ยาวมากก็นั่งอ่านกันไป ส่วนใหญ่ผมจะชอบคลิกดูเว็บที่เพื่อนในกลุ่มเอามาบอกกันในแชท

ถ้าวันไหนผมเข้า Windows Live Messenger, Skype ไม่ได้ ผมจะระแวงว่า account ผมถูกขโมยหรือเปล่า ผมจะลองเข้าผ่านเว็บดูเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ถูกขโมย แต่ถ้าเข้าผ่านเว็บก็ไม่ได้อีก ผมคงจะยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้น และคงโทรถามเพื่อนๆ คนอื่นว่าเข้าได้ไหม ถ้าทุกคนก็เข้าไม่ได้เหมือนกัน ผมก็จะนั่งเล่นเว็บอื่นไปเรื่อยๆ และลองพยายามเข้าซ้ำทุก 5 นาที

ถ้า Windows Live Messenger, Skype ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!




อันดับที่ 1 - Google

สุดยอดเว็บไซต์ที่ผมใช้บริการทุกวัน วันละหลายครั้ง ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ต้องเขียนรายงานหรือทำ presentation ส่งอาจารย์ ยิ่งใช้งาน Google หนักขึ้น อย่างช่วงที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกไป 3 - 4 วัน ก็เพราะนั่งเขียนรายงานอยู่ ซึ่งต้องค้นข้อมูลหนักมากเพื่อนำมาใช้อ้างอิงในรายงาน ผมประมาณดูว่าใช้ Google ไม่ต่ำกว่าวันละ 100 ครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจาก Google จะช่วยผมทำรายงานได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยให้ข้อมูลในสิ่งที่ผมอยากรู้ได้ทันที บางทีผมนึกสงสัยอะไรขึ้นมา ผมก็เข้า Google นึกอยากลองหาชื่อพ่อแม่เพื่อนดู ก็เข้า Google นึกอยากรู้ประวัติของคนที่เขียนกระทู้หรือบล็อก ก็เข้า Google อีก อะไรๆ ก็ให้ Google ช่วยหาให้ตลอด

ถ้าวันไหนผมเข้า Google ไม่ได้ ผมคงต้องไปใช้บริการห้องสมุดเวลาที่จะเขียนรายงาน คงต้องไปเดินหาหนังสือที่เกี่ยวข้องตามชั้นหนังสือ พอเจอเล่มที่คิดว่าจะมีข้อมูล ก็ต้องเปิดดูสารบัญ ถ้าไม่มีหัวข้อน่าสนใจก็เก็บหนังสือคืนที่เดิมและหาเล่มใหม่ ถ้าเจอหัวข้อน่าสนใจก็เปิดไปดูเนื้อหาข้างใน แล้วก็ต้องสแกนอ่านเร็วๆ เพื่อที่ท้ายที่สุดแล้วจะพบว่าเนื้อหานี้ยังไม่ใช่ที่ต้องการ ต้องเดินหาเล่มอื่นต่อไป กว่าจะเขียนรายงานเสร็จคงใช้เวลาเป็นเดือน

ถ้า Google ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!




คุณล่ะครับ มี 5 เว็บไซต์ที่ภาวนาว่าขออย่าให้ถูกบล็อกเลยบ้างไหม?




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:39:51 น.
Counter : 345 Pageviews.  

Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty



ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม

หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus คือต้องมีกำไร ธุรกิจต้องทำให้ผู้ลงทุนได้เงินของตัวเองกลับคืนไป แต่กำไรของธุรกิจไม่ต้องสูงมาก เมื่อสามารถคืนทุนให้เจ้าของเงินได้แล้ว บริษัทก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้โดยใช้กำไรของตัวเองเป็นทุนในการดำเนินงาน กำไรส่วนที่เกินทุน ส่วนหนึ่งจะต้องคืนกลับสู่สังคม อีกส่วนใช้สำหรับขยายกิจการเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เลยครับ

จริงๆ แล้ว Dr. Yunus มีชื่อเสียงมากจากแนวคิด Micro Credit หรือเงินกู้ระดับรากแก้ว ซึ่งมีผู้ที่เขียนอธิบายถึงแนวคิดนี้ไว้ได้อย่างละเอียดดีมากครับ ลองอ่านดูได้ที่นี่ <ยูนุส (Yunus) และ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2006>

คนไทยเองก็มี Micro Credit เช่นกัน แต่อยู่ภายใต้ชื่อ สัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งริเริ่มโดย ครูชบ ยอดแก้ว และ พระสุบิน ปณีโต รายละเอียดอาจจะแตกต่างจาก Dr. Yunus อยู่บ้างครับ

หลักการมีอยู่ว่า ให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านมาพบกันทุกเดือน และแต่ละคนนำเงินมาฝากประจำไว้ คนละนิดละหน่อย แค่หลักสิบหรือหลักร้อยบาท แต่ต้องมีวินัย มาฝากกันทุกเดือน แล้วเวลาที่มีชาวบ้านคนไหนร้อนเงิน ต้องการใช้เงินด่วน ก็จะมาขอกู้จากกรรมการที่ดูแลบัญชี กรรมการก็จะพิจารณาและปล่อยกู้ให้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน แต่ใช้หลักของความเชื่อใจหรือ "สัจจะ"

สัจจะสะสมทรัพย์มีความแตกต่างจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านตรงที่เงินที่ถูกนำมาเป็นกองทุนหมู่บ้านคือเงินที่รัฐบาลให้กู้ยืม ขณะที่เงินของสัจจะสะสมทรัพย์เป็นเงินของชาวบ้านเอง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินจะแตกต่างกัน ชาวบ้านที่กู้จากกองทุนหมู่บ้านจะรู้สึกว่าถ้าไม่ใช้หนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย ขณะที่การกู้เงินจากโครงการสัจจะสะสมทรัพย์ ลูกหนี้จะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ เพราะเจ้าหนี้ก็คือคนรู้จักนับร้อยคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ตัวเจ้าหนี้เองก็รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงิน ถ้าลูกหนี้ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ วิธีการแบบนี้ทำให้รากแก้วมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เขียนถึงเรื่องการทำเพื่อสังคม และการให้สังคมดูแลกันเอง คงต้องวกเข้ามาที่วงการออนไลน์หน่อย ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า Web 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งมีคีย์เวิร์ดที่สามารถบ่งบอกความเป็น Web 2.0 ได้ก็คือคำว่า Collaboration, Community และ Social



ทั้งสามคำนี้ต่างก็มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน คือการเชื่อมโยงประชากรออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีลักษณะแบบนี้ก็เช่น Wikipedia ที่ให้คนเข้ามาร่วมเขียนบทความลงสารานุกรมออนไลน์ หรือ del.icio.us ที่ให้คนเอาเว็บดีๆ ที่ตนเองไปพบเจอมาแบ่งปันกัน

ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ไทยที่มี concept แบบนี้ ก็คงนึกถึง Pantip.com กัน ที่เปิดให้คนเข้าไปเขียนตอบกระทู้ แบ่งปันความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สมัยที่ผมทำงานอยู่กับ Pantip.com คุณวันฉัตรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เคยปรารภอยู่บ่อยๆ ว่าอยากเห็น Pantip.com เป็นของประชาชนจริงๆ อยากเห็นคนเล่นเว็บเข้ามาเป็นคนบริหารเว็บ อยากเห็นอะไรที่คล้ายๆ กับสหกรณ์ที่คนเล่นเว็บร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมบริหาร เมื่อมีกำไรก็ปันผลกลับไปให้แก่คนเล่นเว็บเอง

คุณวันฉัตรเคยนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับนักธุรกิจหลายท่าน ผลตอบรับก็คือมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น

อาจจะคล้ายๆ กับที่ Dr. Yunus ไปคุยกับผู้จัดการธนาคารว่าอยากให้ธนาคารปล่อยกู้ให้กับคนจน แต่ธนาคารปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้เพราะไม่คุ้มที่จะทำ และคนจนก็ไม่มีหลักประกัน แต่สุดท้ายก็เกิดธนาคาร Grameen และแนวคิด Micro Credit ขึ้นจนได้

ทุกวันนี้แนวคิดของการให้คนเล่นเว็บเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเว็บ ค่อนข้างชัดเจนขึ้นในบางเว็บไซต์ อย่างเช่นเว็บ ThaiVI.com ซึ่งเป็นชุมชนของนักลงทุนเน้นคุณค่า ผู้บริหารชุดเก่าได้ประกาศวางมือ และเปิดรับผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนโดยสมบูรณ์

ส่วนการแบ่งรายได้ให้แก่คนเล่นเว็บเองก็เริ่มมีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น การเกิดขึ้นของ AdSense ที่ช่วยให้คนทำเว็บไม่ต้องไปวิ่งขายโฆษณาเอง ก็สามารถมีรายได้จากการทำเว็บได้ และการประกาศของ YouTube ที่จะแบ่งรายได้โฆษณาให้แก่ผู้ที่โพสต์วิดีโอบนเว็บไซต์

ถ้า YouTube ทำสำเร็จ คงจะกลายเป็นต้นแบบให้เว็บบล็อกและเว็บบอร์ดหลายแห่งทำตาม อีกหน่อยคนเขียนบล็อกใน Exteen หรือเขียนกระทู้ใน Pantip อาจจะมีรายได้จากค่าโฆษณาโดยที่ตัวเองไม่ต้องจดโดเมนทำเว็บเอง และไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเองก็ได้ครับ




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:40:46 น.
Counter : 4418 Pageviews.  

Scarcity Marketing การตลาดแบบสินค้าขาดแคลน เมื่อของดีมีน้อยจัง

ช่วงนี้มีร้านอาหารอินเทรนด์เปิดใหม่ขึ้นมาอีกร้านแล้ว ชื่อร้าน MOS Burger ซึ่งเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น เป็นที่ร่ำลือกันว่าอร่อยกว่า Mc Donalds ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ทดลอง เพราะเท่าที่อ่านตามกระทู้ ทำให้ทราบว่าต้องรอคิวนานมาก บางคนครึ่งชั่วโมง บางคน 45 นาที


เบอร์เกอร์ไก่เทอริยากิ


นึกถึงสมัยที่ Rotiboy มาเปิดใหม่ๆ นะครับ คนไปต่อคิวกันเป็นชั่วโมง ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย อุตส่าห์ไปต่อคิวตั้งแต่ร้านเปิดตอนเจ็ดโมงครึ่ง แต่มีเรียนตอนเก้าโมงเช้า กว่าจะได้ขนมปังมา 4 ก้อนก็ตอนเก้าโมงครึ่ง ทุกวันนี้คงไม่มีใครไปต่อคิวซื้อขนมปังเม็กซิกันรสกาแฟแล้ว


มอสชีสเบอร์เกอร์


แต่ผมเชื่อว่า MOS Burger คงไม่ใช่อาหารแฟชั่นที่มาไวไปไวแบบ Rotiboy อย่างน้อยทุกวันนี้เราก็ยังเห็นคนเข้า Mc Donalds หรือ Burger King กันอยู่


ไรซ์เบอร์เกอร์ซีฟู้ด


การที่ลูกค้าต้องยืนเข้าคิวเพื่อรอซื้อแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความโด่งดังของชื่อ MOS Burger ที่ถูกพูดถึงกันแบบปากต่อปาก (Viral Marketing) พอมาเปิดในเมืองไทย คนไทยก็อยากลิ้มลองรสชาติดู อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะกระบวนการผลิตที่เป็นแบบ made to order คือทำเมื่อมีการสั่ง ไม่ใช่แบบ made to stock แบบของ Mc Donalds ที่ทำเตรียมไว้ก่อน ลูกค้าสั่งปุ๊บได้ปั๊บ (ไม่รู้ว่า Mc Donalds เปลี่ยนวิธีหรือยัง สังเกตว่าระยะหลังสั่งแล้วต้องรอพนักงานยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะทีหลัง)


ฮอตดอก


ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่การที่ลูกค้าต้องยืนเข้าคิวนานๆ มันก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Scarcity Marketing หรือการตลาดแบบสินค้าขาดแคลนขึ้นมาทันที

นอกจาก MOS Burger และ Rotiboy แล้ว มีสินค้าอะไรอีกที่ใช้กลยุทธ์ Scarcity Marketing?

ใครเป็นคอเกม คงจะนึกภาพที่ผู้คนต่อคิวกันข้ามคืนเพื่อรอซื้อ PlayStation 3 เมื่อปีที่แล้วออก

ใครชอบสินค้าแบรนด์เนม จะรู้ว่ากระเป๋า Louis Vuitton บางรุ่นที่ออกใหม่ ลูกค้าจะต้องไปลงชื่อที่ร้าน จ่ายเงิน และรอหนึ่งเดือนเพื่อรับสินค้า

DVD ของภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย Limited Edition ที่มีเพียง 5,999 ชุด แต่ละชุดมีหมายเลขกำกับไม่ซ้ำกัน ทำให้คนไปควานหาซื้อชุดที่มีเลขสวย

ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสินค้าที่จับต้องได้เท่านั้นที่สามารถทำ Scarcity Marketing ได้ แม้แต่ธุรกิจดอทคอมก็ทำได้เช่นกัน อย่างเช่นบริการ Gmail ของ Google ที่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการ invite จากเพื่อน ทำให้ช่วงแรกๆ ของการเปิดใช้บริการ มีการประกาศขาย invite ของ Gmail บน eBay ในราคาที่ดีมาก

เว็บไซต์ไทยก็มีครับ DiaryIS ใช้วิธีคล้ายๆ กับ Gmail คือต้องได้รับการ invite ก่อนถึงจะเข้าใช้บริการได้ พอช่วงหลังที่มีการปิดระบบ invite ชั่วคราว ซึ่งผมเดาว่าอาจจะเป็นปัญหาเรื่อง capacity ของเซิร์ฟเวอร์ (อารมณ์ประมาณ capacity ในการทำแฮมเบอร์เกอร์มีจำกัด ขณะที่คนอยากกินมีมากกว่า) ทำให้ผมได้เห็นคนตั้งกระทู้ขอ invite อยู่บ่อยครั้ง และสุดท้าย DiaryIS ก็ใช้วิธีเก็บค่าบริการสำหรับผู้ที่ต้องการเขียนไดอารี่แต่ไม่อยากรอการ invite

ผลดีของการทำ Scarcity Marketing แบบที่เห็นได้ชัดก็คือ ความขาดแคลนของมันทำให้คนรู้สึกว่าของสิ่งนั้นเป็นของดี คนจำนวนมากถึงยอมเสียเวลาและเสียเงินเพื่อที่จะซื้อมันมา ตัวเองก็อยากจะอินเทรนด์แบบคนอื่นบ้าง อยากลองใช้สินค้าแบบที่คนจำนวนมากพยายามใฝ่หามาอยู่บ้าง เพื่อจะได้คุยกับคนอื่นได้ว่า ฉันก็ซื้อมาแล้วนะ

ข้อดีอย่างที่สองคือ ถ้าลูกค้ากลุ่มที่เป็น Early Adopter หรือลูกค้าที่ยอมต่อคิวนั่นแหละ เกิดติดใจในสินค้าของเรา เขาจะกลายเป็นคนที่ช่วยโฆษณาสินค้าให้เราไปโดยปริยาย เขาจะเที่ยวบอกต่อคนอื่นว่าเขาได้ทดลองแล้วว่าสินค้าของเราดียังไง แน่นอนว่าคนที่ได้ฟังก็ย่อมรู้สึกอยากลองบ้าง แต่อาจจะรอให้กระแสความนิยมลดลงก่อน จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า

ถึงแม้ว่าถ้าลูกค้าไม่ชอบสินค้า แต่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกดีที่ได้เป็นคนหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้า เขาจะรู้สึกว่าคนอื่นอาจจะชอบ เพียงแต่เขาไม่ชอบก็เท่านั้น แต่เขาก็ได้มีโอกาสทดลองแล้ว และถึงแม้ว่าลูกค้าจะไปบอกต่อกับคนอื่นว่าไม่ประทับใจสินค้า ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่อยากลอง มันอาจจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คนที่ได้ฟัง รู้สึกอยากทดลองด้วยตัวเองดูบ้างว่าจะประทับใจหรือไม่

Scarcity Marketing ยังมีข้อดีอื่นๆ อีก อย่างเช่นเรื่องการบริหารจัดการการผลิตสินค้า ซึ่งขอไม่อธิบายนะครับ มันค่อนข้างซับซ้อน

บางคนอาจจะเริ่มสนใจอยากทำ Scarcity Marketing บ้างแล้ว แต่ต้องขอบอกว่าไม่ใช่ทุกสินค้าที่จะทำแบบนี้ได้นะครับ การจะทำได้ต้องอาศัยปัจจัยสองข้อ

ข้อแรกคือสินค้าชนิดนั้นต้องมีอุปทาน (Supply) ที่จำกัด ลูกค้าจะไปหาซื้อสินค้าแบบเดียวกับเราที่อื่นไม่ได้ เช่น หาซื้อ PlayStation 3 ที่ไหนไม่ได้แล้วนอกจากของ Sony หรือหาซื้อกระเป๋า Louis Vuitton รุ่นใหม่ที่ไหนไม่ได้นอกจากปารีส ถ้าลูกค้ามีทางเลือกอื่น กลยุทธ์นี้จะใช้การไม่ได้ครับ เช่น Windows Vista อยากทำให้คนมาต่อคิวซื้อกันเยอะๆ เลยปั๊มซีดีออกมาน้อยๆ ที่ไหนได้ล่ะ คนไปซื้อแบบแผ่นละ 100 บาทกันหมด แต่บางทีลูกค้าอาจจะหาสินค้าประเภทเดียวกับเราได้ เช่น อยากเขียน DiaryIS แต่ไม่ได้ invite ก็เลยเปลี่ยนไปเขียน Exteen แทน ถ้าเป็นลูกค้าที่ติดในแบรนด์ของ DiaryIS มากๆ ชอบบรรยากาศของเว็บไซต์ ลูกค้าคนนั้นก็จะยอมจ่ายเงินเช่าพื้นที่เว็บ แต่ถ้าแบรนด์ของเว็บไม่แกร่งพอ ลูกค้าก็อาจจะเลือกไปใช้ Exteen ได้ทันที ตรงนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแล้วครับ (Emotion)

ข้อที่สองคือสินค้าชนิดนั้นต้องมีอุปสงค์ (Demand) มากกว่าอุปทาน อย่าง MOS Burger หรือ Rotiboy ที่เห็นได้ชัดว่าทางร้านก็พยายามเร่งกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ แต่ความต้องการของลูกค้าก็สูงมากด้วย อัตราความต้องการแฮมเบอร์เกอร์ของลูกค้า (Customer Throughput) สูงกว่าอัตราการผลิตแฮมเบอร์เกอร์ของร้าน (Processing Throughput) ผลที่ออกมาก็คือคิวที่ยาวขึ้น และกลายเป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันไปว่าร้านนี้กำลังเป็นที่นิยม

ถ้าคุณมั่นใจว่าสามารถสร้างปัจจัยทั้งสองข้อให้เกิดขึ้นได้ คุณก็ทำ Scarcity Marketing ได้ไม่ยากครับ แต่ถ้าลองสังเกตดู สินค้าที่จะทำได้มักจะเป็นสินค้าที่ใช้กลยุทธ์ Differentiate Strategy เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าตัวเองให้โดดเด่นเหนือสินค้าของคู่แข่ง ลูกค้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น ต้องก้มหน้าก้มตาต่อคิวซื้อสินค้าที่ขาดแคลนกันต่อไป

ว่าแล้วก็อยากลองกิน MOS Burger ที่แสนจะขาดแคลนบ้างครับ ตอนแรกกะว่าจะไปต่อคิวซื้อกินก่อนจะเขียนบทความนี้ แต่เกรงว่าเนื้อหาบทความจะกลายเป็นรีวิวแฮมเบอร์เกอร์ไปซะก่อน

เห็นรูปแล้วน้ำลายไหลครับ




 

Create Date : 09 เมษายน 2550    
Last Update : 9 เมษายน 2550 23:41:51 น.
Counter : 549 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

MacroArt
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add MacroArt's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.