งานศพ..... น้ำตา....... ความเสียใจ.....ที่สุด......... อีกครั้งหนึ่ง..........
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อไม่กี่วันมานี้.....

เราคิดว่า เรื่องราวของเราน่าจะเป็นประโยชน์ กับหลายๆ ครอบครัว ไม่มาก ก็น้อยนะคะ

เราเลยคิดว่า เราเอาเรื่องนี้ มาลงในบล็อกของเราด้วยดีกว่า......



เราอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ ในบางแง่มุม สำหรับ คนที่เป็นลูกนะคะ


เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา..... เป็นวันที่ เรานัดกับครอบครัว จะพากันออกไปทำบุญ แล้วก็ทานข้าว ดูหนัง กันต่อ ที่พารากอน......


แต่นั่นคือ วันสุดท้าย ที่เราได้คุยกับ พ่อ ของเราเองค่ะ.....


เรานัดกับพ่อ ตอนเที่ยงตรง (นัดรวมตัวกันทั้งครอบครัว)


พ่อเรา..... อาบน้ำ แต่งตัว รอลูกๆ รวมตัวกัน....

ขออนุญาต เรียกพ่อเราว่า "ป๊า" นะคะ


ป๊า อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จตั้งแต่เที่ยงตรง.... ลงมานั่งดูทีวี รอลูกๆ อยู่ที่ชั้น 1 ของบ้าน.....

พี่ชาย และ น้องสาว เรา ลงมานั่งเล่นกับป๊า ตั้งแต่ เที่ยง สิบ นาที

ส่วนเรา ลงมาเป็นคนสุดท้าย ตอนเที่ยง ยี่สิบ


พอลูกๆ รวมตัวกันครบทุกคน พี่ชายเราก็เดินไปเรียกป๊า (ซึ่งนอนหลับไปตั้งแต่ตอนประมาณ เที่ยงสิบนาที.... หลับรอลูกๆ)


พี่ชายเรา เรียกป๊า ยังไงก็เรียกไม่ตื่น พี่ชายเราก็เลยตะโกนเรียกเรา

เราก็เลยรีบวิ่งไป จับชีพจร ที่ข้อมือป๊า ผลปรากฎว่า ชีพจร เต้นอ่อนมาก จนเกือบจะหยุดเต้น


พี่ชายเรากับสามีเรา เลยรีบอุ้มป๊าขึ้นรถ เพื่อไปส่งที่โรงพยาบาล


เมื่อ ไปถึงโรงพยาบาล.... หมอ และ พยาบาล รีบทำการปั๊มหัวใจกันอย่างรวดเร็ว


ปั๊ม ครั้งที่ 1 ชีพจร และ หัวใจ กลับมาเต้นอีก (แต่แผ่วมากๆ)

แล้วก็ หยุดเต้นอีก


ปั๊ม ครั้งที่ 2 ชีพจร และ หัวใจ กลับมาเต้นอีก (แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ)

แล้วก็หยุดเต้นไปอีก


ปั๊ม ครั้งที่ 3 ชีพจร และ หัวใจ กลับมาเต้นได้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คุณหมอ ได้เข้ามาถามลูกว่า

"ถ้าหัวใจหยุดเต้นไปอีกครั้ง จะให้ปั๊มมั๊ย...... คุณหมอบอกว่า ถ้าฟื้นขึ้นมา โอกาสที่จะเป็นเจ้าชายนิทรา สูง มาก"

(ในขณะนั้น ป๊าอยู่ในห้อง ICU)


เรา กับ พี่ชาย และ น้องสาว จึงได้ตัดสินใจกันว่า จะไม่ปั๊มอีกแล้ว....

ไม่ อยากให้ป๊าต้องฟื้นขึ้นมา ทรมาน....


คุณหมอบอกว่า ที่ หัวใจ ยังเต้น และ ความดันโลหิต ยังไม่แน่นิ่งไป อาจเป็นเพราะฤทธิ์ของยา ที่คุณหมอให้......


ถ้าถามว่า...... แล้วถ้าหยุดยาล่ะ...... จะเป็นยังไง


คุณหมอ ตอบว่า "โอกาสที่หัวใจ จะกลับมาทำงานได้เอง มีน้อยมากๆ"


เวลาผ่านไป 1 คืน ยาที่คุณหมอให้ ยังไม่หมดขวด.....

ชีพจร ของป๊า เต้นไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิต วิ่งขึ้น วิ่งลง ตลอดเวลา



เช้า วันที่ 19 คุณหมอถามว่า จะให้หยุดยามั๊ย.... ถ้าหยุดยา ป๊า อาจจะ หยุดหายใจไปเลย หรือ อาจจะ ยังหายใจอยู่

แต่โอกาสรอด มีน้อยมากๆ ลูกๆ จะเอายังไง....


เรา 3 คนพี่น้อง จึงตัดสินใจว่า ให้หยุดยาทั้งหมด แล้วค่อยๆ ปล่อยให้คุณพ่อ หยุดหายใจเองละกัน.....



พอ หยุดยาไปได้ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ป๊า ก็ได้จากไปอย่างสงบ.......





เหตุผล ที่เราเอาเรื่องราวเหล่านี้มาบอกเล่า

เรื่องราวที่อ่านดูแล้ว อาจจะไร้สาระ....

นั่นเพียงเพราะ เราเพียงแต่อยากจะบอกทุกๆ คนที่เป็นลูกว่า......


อย่า "เดี๋ยว......" กับ คนที่ท่านรัก.....




ทำไม เราต้องบอกว่า "อย่า.... เดี๋ยว....." เพราะ ก่อนหน้าที่ป๊าจะเสียชีวิต.....






สิ่ง ที่เกิดขึ้น ในครอบครัวของเรา คือ......

น้องสาวเรา มาเล่าให้ฟังว่า "ป๊า บ่นเหนื่อยมา 2 วันแล้ว...."

เค้าคิดว่า "เดี๋ยว..... วันอาทิตย์ เจอกันครบๆ แล้วน้องสาวเรา จะบอกเราว่า ป๊าบ่นเหนื่อย.... พาไปหาหมอมั๊ย"




บ่าย วันเสาร์ ป๊าบอกกับน้องสาวเราว่า "เหงื่อแตกเต็มตัวเลย"

น้องสาวเรา ก็คิดว่า สงสัยอากาศร้อน.... คงไม่เป็นอะไรมั้ง....



เดี๋ยว วันอาทิตย์จะเล่าให้เราฟัง แล้วค่อยให้เรา พาป๊าไปหาหมอ......





วัน ที่ป๊าอยู่ ICU คุณหมอได้สอบถามถึงอาการ ก่อนหน้า

น้องสาวเราเลยเล่า อาการที่ป๊าบอก..... ให้คุณหมอฟัง.....

คุณหมอบอกว่า "รู้มั๊ยว่า การที่คนแก่ บอกว่า เหนื่อย.... แล้วมีเหงื่อแตก มันคือ สัญญาณร้าย ของโรคหัวใจ"

อาการ เหงื่อแตกพลั่ก คือ สัญญาณร้ายแรง ของโรคแล้ว.......




แต่ ในความเป็นคนธรรมดา ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์แบบเราๆ ใครจะรู้ว่า...... มัน คือ สัญญาณเตือนภัย......





ข้อความ ทั้งหมด ทั้งมวล ในบล็อกนี้ เราแค่อยากบอกว่า.......

ถ้าในบ้านของ คุณ มีผู้สูงอายุ..... ขอให้ท่าน อย่าได้ละเลย สิ่งที่ท่านบอกเรา.....

อย่า คิดว่า เดี๋ยวค่อยพาไปหาหมอ...... เดี๋ยวค่อย ฯลฯ.......





ที่ น้องสาวเรา ไม่คิดว่าเรื่องนี้ ด่วน เพราะ ปกติแล้ว ป๊า เป็นคนแข็งแรงมากๆๆๆๆๆๆ

ป๊า ตรวจสุขภาพประจำปี ทุกๆ ปี (ตรวจอย่างละเอียด)

ป๊า ไปหาหมอตรงเวลา ตรงตามหมอนัดทุกเดือน (โรคประจำตัว มีเพียงแค่ ความดันสูง กับ หัวใจโตเท่านั้น)

ไขมัน คลอเรสเตอรอล เบาหวาน ตับ ไต ยูริค ทุกอย่าง ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยดีทุกอย่าง

ป๊า เป็นคนออกกำลังกาย ทุกๆ วัน

ทั้งชีวิต ป๊า ไม่เคย ดื่มเหล้า หรือ สูบบุหรี่เลย....




ไม่มีใครรู้มาก่อนว่า "หลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน" จะเป็น ตัวคร่าชีวิตป๊าไปจากลูกๆ




สำหรับ ใครที่ยังมี คุณพ่อ คุณแม่ อยู่กันครบหน้า.....






เรา อยากจะบอกกับคุณๆ ทุกๆ ท่านว่า...... ไม่มี รัก ใด ในโลก ที่จะบริสุทธิ์ เท่ากับ ความรัก ของ พ่อ กับ แม่ หรอกนะคะ

เมื่อใด ที่คุณเสียใจ ผิดหวัง จากความรัก จากงานที่ทำ จากอะไรๆ อีกเยอะแยะมากมาย

คุณรู้ไว้ เถอะค่ะ ว่า ความเสียใจที่สุด ในชีวิตของคุณ คือ การสูญเสีย บุพการี ผู้เป็น พระอรหันต์ สูงสุด ของชีวิตค่ะ




เราเสียคุณแม่ไป 5 ปีกว่าแล้ว... น้ำตา ยังไม่ทันจะเหือดแห้งไป......

มาวันนี้ เราเสียคุณพ่อไปอีกคน...... เราบอกได้ คำเดียว ว่า.......


นับ จากนี้ไป........ ไม่ว่า อะไรจะเกิดขึ้น มันคงไม่มีอะไรจะเสียใจไปได้มากกว่านี้แล้วค่ะ.....





รัก คุณพ่อ - คุณแม่ เยอะๆ นะคะ ตอบแทน บุญคุณ ท่านเยอะๆ แล้ว คุณจะไม่มีวันเสียใจในภายหลัง


ครอบครัวเรายังโชคดีมากๆ ที่ตอน ป๊า – ม้า ยังมีชีวิตอยู่ ลูกๆ ทุกคนได้มีโอกาส ทำหน้าที่ของลูกอย่างดีที่สุดแล้ว
พอป๊า – ม้า จากไป ลูกๆ ทุกคน เลยไม่รู้สึกว่า มีอะไรติดค้างในใจอีกต่อไป


ตอนม้าป่วย ก่อนเสียชีวิต อย่างน้อย ลูกๆ ทุกคน ก็ได้มีโอกาส เฝ้าไข้ เช็ดตัว เช็ดอึ ป้อนข้าวให้เป็นเวลานาน เกือบปี

ตอน ป๊ายังอยู่ ลูกๆ ทุกคน ได้มีโอกาส ทำกับข้าว ซื้ออาหารดีๆ ให้ป๊ากิน พาป๊าไปเที่ยว ดูแล เสื้อผ้า หน้าผม ที่หลับที่นอน และ อีก ฯลฯ ให้ป๊าเป็นอย่างดี


ดังนั้น มาถึงวันนี้ วันที่พวกเราสูญเสีย ป๊า - ม้า ไป

อย่างน้อย เรา 3 พี่น้อง ก็รู้สึกว่า เราภูมิใจกันมากๆ ที่ได้ดูแล พ่อ - แม่ ของเรากันอย่างดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้




ที่เราบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากให้เป็นอุทาหรณ์ เตือนใจสำหรับลูกๆ ทุกคนนะคะ

อย่ารอให้อะไรๆ มันสายเกินไปเลยค่ะ

วันใดที่ไม่มีท่านอยู่ด้วยแล้ว คุณจะรู้ว่า....... ไม่มีทุกข์ใด ที่มันจะแสนสาหัส ได้เท่านี้อีกแล้วค่ะ





ภาพนี้ คือ ภาพป๊า ตอนไปเที่ยว กำแพงเมืองจีน ด้วยกัน.... (ป๊าเป็นคนแข็งแรงมากๆๆๆๆ)

ป๊า วิ่งขึ้นไปได้ไกลกว่าลูกๆ อีก..... วิ่งจนลูกๆ ต้องตะโกนเรียกว่า ป๊าลงมาเร็ว...

ปีนขึ้นไปตามไม่ไหวนะ....












ป๊าเป็นคนแข็งแรง และอารมณ์ดีมากๆๆๆๆๆ

รูปนี้ ถ่ายที่เกาะนามิ เมื่อเดือน เมษายนที่ผ่านมาเองค่ะ












ตอนทุกๆ คน ที่รู้จักป๊า ได้รู้ข่าวป๊าเสียชีวิต

ทุกๆ คนที่รู้จักป๊า ไม่มีใครเชื่อว่า ป๊า ได้จากพวกเราไปทั้งๆ ที่ยังแข็งแรงมากๆ

ดังนั้น อุทาหรณ์ครั้งนี้ สอนให้เราได้เรียนรู้ว่า

"ขอจงอย่าได้ละเลย กับ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของ ผู้สูงอายุในบ้านนะคะ"












และที่เราเสียใจที่สุดในชีวิต คือ รูปต่างๆ เหล่านี้ เรายังไม่ได้ล้างให้ป๊าดูเลย.....

เพราะมัวแต่คิดว่า "เดี๋ยว" ค่อยไปล้างก็ได้........

คิดกี่ครั้งก็เกลียดตัวเองทุกๆ ครั้ง..... อยากจะเอามือตบหน้าตัวเองซักพันครั้ง.....

เพื่อลงโทษตัวเอง ที่คิดแต่ว่า "เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" เดี๋ยวค่อยไปล้าง......











เป็นรูปที่ป๊ายังไม่เคยได้ดูเลยแม้แต่นิดเดียว T.T































พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร (สุพรรณบุรี)






















มาพักผ่อนที่คอนโดเรา.....












แล้วพากันไปไหว้พระ......











วันตรุษจีน ทุกๆ ปี เราต้องพาป๊าไปทานอาหารดีๆ มื้อพิเศษ..... ตั้งแต่ตรุษจีน เรายังไม่ได้ล้างรูปเลย....... แย่ที่สุด!!!!!











ทุกวันนี้ เราต้องปลอบใจตัวเองว่า เราก็ยังมีรูปที่ล้างแล้ว..... แล้วป๊าก็ได้ดูแล้ว.....

เพื่อพยายามลบความรู้สึกผิดในใจเราออกไปให้ได้ T.T

สวนเสือ ศรีราชา....





















ฮ่องกง......































ปักกิ่ง..... ที่ๆ ตลอดชีวิตของป๊า ป๊าอยากไปที่สุด....

แล้วป๊าก็ได้ไปสมใจ....

ตอนแรกเราตั้งใจว่า ปีใหม่ ปีนี้ จะพาป๊าไปเที่ยวอีกครั้งนึง เพราะป๊าชอบมากๆๆๆ

แล้วว่าจะพาไปเซี่ยงไฮ้ด้วยอีกที่นึง.....

แต่คงไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว...... T.T























Under World @ Siam Paragon......











ป๊า เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์มากๆๆๆๆ เวลาพาไปเที่ยวที่ๆ มีสัตว์ สังเกตได้ว่า ป๊าจะสนุกกว่าปกติ.....











รูปสุดท้าย ขอเป็นรูป ประวัติศาสตร์ละกันนะคะ....

เป็นรูปสุดท้าย ที่ ป๊า กับ ม้า ได้มีโอกาส ถ่ายร่วมกัน....... T.T

จากนี้ไป เราก็ต้อง.... ก้าวเดิน ต่อไป... ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น.... เราก็ยังต้องเดินทางกันต่อค่ะ.....
















สำหรับท่านใด ที่ได้เข้ามาอ่านบล็อก ของเราแล้ว.....

เราอยากบอกว่า เราอยากให้พวกคุณ.....


รัก คุณพ่อ คุณแม่ กันใ้ห้มากๆ นะคะ

ดูแลท่านให้ ดีที่สุด...... เท่าที่คุณจะทำได้เลยนะคะ........

แล้วคุณจะไม่มีวันเสียใจ ในภายหลังค่ะ....




หากเรื่องราวของเรา ในบล็อกนี้ ได้ทำให้เกิดประโยชน์ใดๆ ไม่ว่ากับใคร ก็ตาม

เราก็ขอให้ อานิสงส์ผลบุญ จากเรื่องราวต่างๆ นี้

ส่งไปถึง ดวงวิญญาณ ของ ป๊า และ ม้า เรา

ขอให้ท่านทั้งสอง ได้รับอานิสงส์ผลบุญ นั้นๆ ด้วยนะคะ....... สาธุ -/-



Create Date : 29 กรกฎาคม 2553
Last Update : 30 กรกฎาคม 2553 10:36:42 น.
Counter : 2266 Pageviews.

35 comment
สวมแหวนหมั้น... ต่อหน้า "ศพ" แม่.......
เราเคยโพสต์เรื่องนี้ หลายๆ ครั้งแล้ว ในหลายๆ กระทู้

ในตอนนั้น เรายังทำบล็อกไม่เป็นเลย.........

แต่ในวันนี้ เราเขียนบล็อก ได้บ้างแล้ว (มั้ง)


ดังนั้น ในวันนี้ เราจะขอถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องราวส่วนตัวของเราไว้เพื่อเป็นประสบการณ์สำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังเศร้า และต้องการกำลังใจนะคะ


เรา ชื่อเล่นว่า รินทร์ ค่ะ

อายุก็ไม่น้อยแล้ว....... 35++++++

บวกไปเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับแล้ว แต่เราก็...ช่างมันเต๊อะ... ก็มันทำอะไรไม่ได้แล้วนี่นา!!





มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ


เรากับสามี ถ้านับอายุการเป็นแฟนกัน รวมถึงวันนี้ (ขณะที่เขียนบล็อกอยู่นี้) รวมๆ แล้วก็เป็นแฟนกันครบ 13 ปีพอดีเลยค่ะ

ถ้านับตอนเป็นเพื่อนด้วย ก็บวกไปอีก 2 ปี เป็น 15 ปีแล้วค่ะ

คุณแม่เรา ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง รักษาตัวตั้งแต่ป่วย จนถึงเสียชีวิต รวมๆ แล้วก็ 6 ปีกว่า คุณแม่เราเสียชีวิต เดือน มกราคม ปี 48 ค่ะ

และเมื่อกลางปี 47 คุณแม่เรา ก็มีเหตุให้ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยไม่ได้กลับบ้านอีกเลย เป็นเวลานานเกือบๆ 7 เดือน... จนถึงวันเสียชีวิต นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด.....


ในกลางปี 47 นั่นเอง ระหว่างที่ม้า (ขออนุญาต เรียก "ม้า" นะคะ) รักษาตัวที่โรงพยาบาล อยู่ดีๆ ม้าก็บอกกับเราว่า

อยากเห็นเราแต่งงาน!!

ในขณะนั้น เรากับสามี ยังเป็นแค่แฟนกัน แต่อยู่ด้วยกันแล้ว เพราะทำธุรกิจร่วมกันค่ะ


พอม้าบอกแบบนั้น เรากับสามีก็.. เหวอ.. สิคะ....


เงินทองเรากับสามี ที่ทำธุรกิจร่วมกันมา หมดไปกับค่ารักษาม้ามาตลอด 6 ปีกว่าเนี่ย (ตอนนั้น เรา+สามี, พี่ชายเรา และน้องสาวเรา ช่วยกันจ่ายมาตลอดค่ะ)

เราคิดว่า ม้าคงรู้ตัวว่า ม้าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ม้าเลยอยากให้เราแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี

เรากับสามี ก็เลยเริ่มเดินหน้า ลุยทุกอย่าง หาและจัดเตรียมกันเองทุกอย่าง

ตั้งแต่ หาฤกษ์, จัดเตรียมการ์ดเชิญ ออกแจกการ์ดด้วยตัวเอง, สินสอด แหวนหมั้น, สตูดิโอ, โรงแรม, จัดเตรียมพิธีการ, หาของชำร่วย, เค้กแต่งงาน (ไม่ใช้ของโรงแรมค่ะ) ฯลฯ

ซึ่งในขณะนั้น เรายังทำงานประจำอยู่ เราลงมือลุยทุกอย่าง โดยไม่ได้กระทบกับงานประจำเลย และในระหว่างทาง เราก็ต้องวิ่งเข้า วิ่งออกโรงพยาบาลตลอดเวลา...

คุณแม่รักษาตัวที่โรงพยาบาลนึง แต่ต้องฟอกเลือดอีกโรงพยาบาลนึงค่ะ ฟอกอาทิตย์ละ 2 - 3 ครั้ง ดังนั้น จึงต้องมีการรับ-ส่งไปฟอกเลือดตลอดทุกครั้ง

เราแต่งงาน โดยไม่ได้เชิญใครที่ทำงานเลย ไม่ได้บอกใครแม้แต่คนเดียว เพราะเราอยากแต่งแบบเล็กๆ แขกประมาณ 100 คน (ญาติ และเพื่อนสนิทจริงๆ เท่านั้นค่ะ) ดังนั้น เราจึงไม่มีการลาพักร้อน ลากิจ หรือลาใดๆ ทั้งสิ้น


และแล้ว เหตุการณ์ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนเหลือเวลาอีก 5 วัน ก็จะเป็นวันแต่งงานของเราแล้ว


ท้ายที่สุด.... ม้า..เสียชีวิตก่อนค่ะ


วันแต่งงานตามการ์ดเชิญ คือ วันที่ 23 มกราคม 2548

วันที่ ม้าเสีย คือ วันที่ 18 มกราคม 2548

วันที่ เผาม้า คือ วันที่... ใช่ค่ะ วันที่ 23 มกราคม ตามการ์ดเชิญงานแต่งค่ะ


ความเสียใจ แบบที่ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ โหมกระหน่ำ เทลงมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด.....


ทีนี้ เราเป็นคนไทย เชื้อสายจีน ญาติๆ เราก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ให้สามีเราเข้าตระกูล ในฐานะ "เขย" ได้เลย ธรรมเนียมจีนตามปกติแล้ว ถ้ายังไม่ได้แต่งงาน สามีเรา จะไปนั่งฟังพระสวด ในฐานะของลูกเขยไม่ได้ค่ะ ต้องไปนั่งฟังใน ฐานะแขก เท่านั้น


ดังนั้น เพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม และเพื่อให้คุณแม่เรา ได้เห็นในสิ่งที่เค้ารอคอยมาตลอด... งานหมั้นของเรา จึง "ต้อง" เกิดขึ้นค่ะ




งานหมั้นของเรา เกิดขึ้นที่ "ห้องรับศพ" ของโรงพยาบาล

ใช่ค่ะเราสวมแหวนหมั้น ต่อ หน้า ศพ แม่เรา ค่ะ

ชุดใส่ในงานหมั้น คือ ชุดกระสอบ แบบคนจีน





พิธีหมั้น ของคนอื่น เค้าแต่งตัวสวยๆ ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทั้งงาน แต่งานของเรา

ทั้งงาน มีแค่ ญาติผู้ใหญ่ ไม่กี่คนที่ไปรับศพ พี่ชายเรา น้องสาวเรา พร้อมด้วย เสียงร้องไห้ตลอดเวลา (ส่วนญาติคนอื่นๆ ยังอยู่ต่างจังหวัด มารับศพไม่ทันค่ะ)


คุณพ่อเรา ต้องนั่งรอหน้าห้องรับศพ เข้าไปร่วมพิธีไม่ได้ เพราะตามศักดิ์ของคนจีนแล้ว สามีใหญ่กว่าภรรยา ดังนั้น สามีจะกราบไหว้ศพ หรือ ร่วมพิธีตอนเอาศพลงโลง ก็ไม่ได้ ดังนั้น คุณพ่อเราจึงต้องนั่งรออยู่หน้าห้องตลอดพิธีการค่ะ


ระหว่างสวมแหวนหมั้น เราร้องไห้ตลอดเวลา ร้องจนตาพร่ามัว มองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ร้องจนไม่มีน้ำตาจะไหล สามีเราได้แต่กอดเรานิ่งๆ ไม่มีคำพูดอะไรกับเราเลย แม้แต่คำเดียว...


5 ปี ผ่านไป จนวันนี้ สิ่งที่เราอยากได้ที่สุด คือ เราอยากให้คุณแม่เราได้เห็นเรา สวมชุดเจ้าสาว อยากให้คุณแม่ได้มาร่วมงานกินเลี้ยงของเรา (เราเรียกงานแต่งงานไม่ได้แล้ว เพราะตอนสวมแหวนหมั้นต่อหน้าศพนั้น ญาติผู้ใหญ่เราให้ถือว่า เราแต่งงานเสร็จแล้ว)


สิ่งที่เราอยากได้ทั้งหลาย มันก็เป็นไปไม่ได้


และสิ่งเดียวที่มันเป็นไปได้ คือ ลุกขึ้นมาสู้ด้วยสติ ทำทุกๆ อย่างให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะวันนี้ หรือ วันไหน


ที่เราเขียนเรื่องราวนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็แค่อยากบอกทุกๆ คนที่กำลังเศร้า หรือ ขาดกำลังใจนะคะ ว่า

คุณ ไม่ ใช่ คน ที่ เคย เศร้า อยู่ คน เดียว ใน โลก ใบ นี้...

คนอื่นๆ เค้าก็เคยเศร้าค่ะ


ดังนั้น อย่าท้อแท้นะคะ ลุกขึ้นมาสู้ ให้กำลังใจกับตัวเองมากๆ ทำทุกๆ วันของคุณให้ดีที่สุด แล้วเชื่อเถอะค่ะ ว่าความดีเหล่านั้น มันจะย้อนกลับมาหาคุณอย่างแน่นอนค่ะ


ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ หวังว่าเรื่องนี้ คงเป็นกำลังใจให้คุณได้บ้าง ไม่มากก็น้อย นะคะ

สวัสดีค่ะ



Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2553 1:45:28 น.
Counter : 1720 Pageviews.

17 comment

~~ LucKy_RiN ลัล..ล้า..~~
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments