วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 

“หนึ่งวัน หยุดเวลา ย้อนตามรอย รัตนโกสินทร์ (ร.ศ. ๒๒๘)”



     วันนี้ รักสยาม จะพาทุกท่านร่วมเดินทาง ย้อนเวลาตามรอยกรุงรัตนโกสินทร์ที่นับจากปี พ.ศ. ๒๓๒๕                รัตนโกสินทร์ศกที่ 1  มีอายุกว่า ๒๒๘ ปี จะนำทุกท่านร่วมสัมผัสคุณค่าแห่งยุคสมัยแห่งกรุงรัตนโกสินทร์               ผ่าน “นิทรรศน์รัตนโกสินทร” 


“นิทรรศน์รัตนโกสินทร” 
 
        เป็นการจัดแสดงนิทรรศน์รัตนโกสินทร์  บนอาคาร 4 ชั้น ริมถนนราชดำเนิน โดยเริ่มที่อาคารซึ่งต่อจาก ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ (พื้นที่ศาลาเฉลิมไทยเดิม) ซึ่งที่ตั้งอาคาร นั้นเสมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้า           
สู่เขตพระราชธานีเมื่อครั้งในอดีต เปรียบได้กับเป็น ประตูสู่กรุงรัตนโกสินทร์


       อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ข้อมูล และแหล่งรวบรวมความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม ของยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่บนถนนราชดำเนินอีกด้วย


         โดยได้เริ่มโครงการก่อสร้าง บูรณะอาคาร และตกแต่งนิทรรศการภายใน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และจะเปิดให้สาธารณะชนได้เข้าชมเพื่อร่วมภาคภูมิใจไปกับ ศิลปวิทยาการ มรดกของแผ่นดินที่สืบทอดมายาวนาน และอารยธรรมของประเทศในยุคที่เรียกว่า รัตนโกสินทร์  บนพื้นที่ขนาด 2,500 ตรม.


           ภายในอาคาร จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับรัตนโกสินทร์ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ทั้งสื่อจัดแสดง               หุ่นจำลอง การนำสื่อผสมเสมือนจริง 4 มิติ สื่อมัลติทัช มัลติมีเดียอะนิเมชั่น ในลักษณะอินเตอร์เอคทีฟ เซล์ฟ    เลิร์นนิ่ง (Interactive Self-learning) โดยแบ่งการจัดแสดงนิทรรศการออกเป็น 9 ห้องจัดแสดง (โดยระยะแรก           จะเปิดให้ชมเพียง 7 ห้อง และจะเปิดให้ชมครบทั้ง 9 ห้อง ในปี พ.ศ. 2554)


ห้องที่ 1 รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์
กว่า ๒ ศตวรรษที่กรุงรัตนโกสินทร์ยืนหยัดเรืองโรจน์เป็นราชธานีอันศิวิไลซ์ของไทยย่อมเกิดจากการวางราฐานอย่างมั่นคงด้วยพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ผู้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงวางผังเมืองเพื่อการป้องกันราชอาณาจักรเฉกเช่นสมัยอยุธยา และทรงสร้างบ้านแปงเมืองพร้อมกับการบำรุงขวัญประชาชนและฟื้นฟูพระพุทธศาสนา สยามประเทศจึงได้คืนความเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง
 
ร่วมย้อนกลัีบไปสู่ครั้งแรกเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยวีดิทัศน์ ๔ มิติที่ชัดเจนทั้งภาพ เสียง และสมจริงด้วยสัมผัส




ห้องที่ 2 เกียรติยศแผ่นดินสยาม
ความยิ่งใหญ่ สง่างามของพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือเครื่องแสดงเกียรติยศของแผ่นดิน ทุกองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมล้วนแฝงความหมายยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งรวมงานศิลปกรรมอันประณีตล้ำค่าที่ควรศึกษาและภาคภูมิตื่นตาไปกับโมเดลพระบรมมหาราชวังสุดสมบูรณ์แบบ (ประกอบภาพโมเดลพระบรมมหาราชวัง)


แรกที่คุณจะได้ชมพระแก้วมรกตในเครื่องทรงครบทั้ง ๓ ฤดูลัดเลาะประตูย่ำค่ำ เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน           เขตต้องห้ามสำหรับผู้ชาย สถานที่รังสรรค์ศิลปวิทยาการแห่งยอดกุลสตรี ที่ครั้งนี้ผู้ชายก็มีสิทธิ์เข้าชม
 
ห้องที่ 3 เรืองนามมหรสพศิลป์
มหรสพและการละเล่นนานาชนิดได้ให้ความบันเทิงแก่คนไทยมาช้านาน พระมหากษัตริย์ตลอดสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อุปถัมภ์มหรสพ โดยโปรดให้จัดแสดงในหลายโอกาสเพื่อบำรุงขวัญประชาชน หนังใหญ่ โขน รำ ละครและหุ่นต่างๆคือมหรสพสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งล้วนมีต้นเค้าที่มาจากการระบำ รำเต้น แต่แตกสายและบูรณาการจนมีความงามและมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป


ย้อนยุคไปชมบรรยากาศมหรสพสมโภชเสมือนได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองในมุมมอง ๓๖o องศาเพลิดเพลินไปกับแอนิเมชั่นลายไทย ที่ถ่ายทอดเรื่องรามเกียรติ์ได้ในเวลาเพียง 3 นาที อย่าพลาดเรียนรู้ภาษาท่าทางโขนกับ ๔ ตัวละครหลัก พระ นาง ยักษ์ และลิง ทดสอบฝีมือการเชิดหุ่นกระบอก โดยการสร้างเรื่องราวให้กับเจ้าจุกและเจ้าแกระ



ห้องที่ 4 ลือระบิลพระราชพิธี
พระราชพิธี คือธรรมเนียมที่ยิ่งใหญ่ที่ปฎิบัติสืบเนื่องมาแต่โบราณกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีที่สำคัญขึ้นหลายพระราชพิธี เพื่อรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทยและเพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติสืบต่อไป


ร่วมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยผสกนิกร โปรดเกล้าฯให้ฟื้นฟูพระราชพิธีมงคงจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบูชาขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรไทยผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติชื่นชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพระยุหยาตราทางชลมารคในรูป    แบบ ๓ มิติ


ห้องที่ 5 ดื่มด่ำย่านชุมขน
ก้าวย่างไปในชุมชนบนเกาะรัตนโกสินทร์ ที่ย่อมาไว้ให้ได้ชมกันถึง ๑๒ ชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตทำกินและความเป็นอยู่ที่น่าสนใจผ่านวิดีทัศน์และของจัดแสดงที่สะท้อนเอกลักษณ์ของชุมชนเพียงแค่ก้าวเท้าไปยังจุดที่ตั้งของชุมชน ลวดลายที่สวยงามจะปรากฏ์ขึ้น เพื่อนำท่านไปทำความรู้จักชุมชนเสมือนกับได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่จริง
รวบรวมผลงานการรังสรรค์ของคนในชุมชนซึ่งหาชมได้ยากมาไว้ให้ชมกันอย่างครบครัน


ห้องที่  6 เยี่ยมยลถิ่นกรุง
เพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวบนเกาะรัตนโกสินทร์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แหล่งรวมสถานที่น่าเยี่ยมชมหลายรูปแบบ ทั้งสถาปัตยกรรมสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ อาหารการกิน จับจ่ายสินค้า และสีสันยามค่ำคืน ซึ่งแต่ละสถานที่ก็มีบรรยากาศและกลิ่นอายที่ชวนหลงใหลในแบบฉบับของตัวเอง


ประสบการณ์ใหม่ที่คุณจะได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแอนิเมชั่นการท่องเที่ยวสุดน่ารักชมวิวจากหน้าต่างที่เปิด          สู่สถานที่ท่องเที่ียวทั่วเกาะรัตนโกสินทร์
 
 
ห้องที่ 7 โลหะปราสาทวัดราชนัดดารามวรวิหาร
“โลหะปราสาท” แห่งเดียวในโลก พุทธศิลป์สถาปัตย์รัตนโกสินทร์ แรกสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลปัจจุบัน ยอดแทนความหมายของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หลักธรรมอันเป็นเครื่องนำสู่การหลุดพ้น ภายในจัดแสดงนิทรรศการถาวรประวัติและความรู้เกี่ยวกับโลหะปราสาทชมการพัฒนาโลหะปราสาท ด้วยการหมุนผ่านกาลเวลา
เชิญนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานบนมณฑปยอดเพื่อเสริมสิริมงคล


รัตนโกสินทร์ Sky View
ชมวิวกรุงรัตนโกสินทร์ในมุมสูงอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของถนนราชดำเนินที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนับได้ว่าเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย พร้อมชื่นชมในความงดงามของลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ มีพลับพลาที่ประทับเพื่อใช้เป็นที่สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกรับแขกเมืองของประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถมองเห็นโลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2389 เป็นโบราณสถานล้ำค่าของไทย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นโลหะปราสาทเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในโลก รวมไปถึง ภูเขาทอง วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ที่อวดโฉมอันงดงามเด่นเป็นสง่าให้ผู้ที่มาเยือนประทับใจไม่รู้ลืมไปพร้อมกับรสชาติอันสุนทรีย์ของเครื่องดื่มที่ True Coffee


นิทรรศน์รัตนโกสินทร์  เปิดทำการ
วันและเวลาทำการ
อังคาร – ศุกร์                                             เวลา 11.00 น. – 20.00 น.
เสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์         เวลา 10.00 น. – 20.00 น.
หยุดวันจันทร์


www.nitasrattanakosin.com



 
 





 

Create Date : 20 มิถุนายน 2553    
Last Update : 20 มิถุนายน 2553 17:23:04 น.
Counter : 979 Pageviews.  

ปฐมบท การ์ตูนสยาม.........."พ.บางพลี จิตรกรบ้านนา"

ปฐมบท การ์ตูนสยาม


             เมื่อพูดถึงการ์ตูนในฐานะศิลปะลายเส้น (Graphic art) จะถือได้ว่ามีภาพการ์ตูนมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมี “ขรัวอินโข่ง” เป็นจิตรกรเอก ซึ่งภาพของขรัวอินโข่งเป็นภาพฝาผนังแบบเหมือนจริง (Realistic) และ จะสอดแทรกอารมณ์ขันและล้อเลียนผู้คนในยุคนั้น ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นลักษณะภาพการ์ตูนได้ แต่ในยุคนั้นยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ การ์ตูน ทำให้ไม่มีการบันทึกว่าการ์ตูนเริ่มมีในเมืองไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น


            ประวัติศาสตร์การพิมพ์ของไทยเริ่มต้นในปลายรัชกาลที่สาม โดยหมอชาวอเมริกันที่ชื่อ แดน บิช บรัดเลย์ ( Dan Beach Bradley) หรือชื่อที่คนไทยคุ้นเคยว่า หมอบรัดเลย์ เป็นผู้ริเริ่มนำแท่นพิมพ์มาใช้ในในกรุงสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2378 โดยในยุคแรกจะพิมพ์เป็นหนังสือสอนศาสนา


             ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 ได้เริ่มมีการพิมพ์นิทานไทยขายกันอย่างแพร่หลาย เช่นเรื่อง จันทโครพ พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น ต่อมาเริ่มมีโรงพิมพ์เอกชนเพิ่มขึ้น และในปี 2464 ได้เกิดนิตยสารสำหรับเด็กเล่มแรกคือ “เด็กไทย” ซึ่งเป็นของโรงพิมพ์เอกชน และหลังจากนั้นก็มีการผลิตหนังสือสำหรับเด็กอย่างแพร่หลายโดยจัดทำคล้ายคลึงกับแบบเรียนของการ์ตูนศึกษาธิการซึ่งมีการใช้รูปภาพประกอบ นั่นคือยุคเริ่มของหนังสือการ์ตูนในสยาม



            จุดเริ่มต้นปฐมบทแห่งการ์ตูนสยามเกิดขึ้นในราวปี พ.ศ. 2460 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยเป็นอย่างมากในศิลปะการเขียนภาพล้อและโปรดเกล้าฯ ให้แปลคำว่า Cartoon เป็นคำไทยว่า “ภาพล้อ”  และในช่วงรัชสมัยของพระองค์ในปีพ.ศ. 2463 ได้ทรงริเริ่มออกวารสารดุสิตสมิต  ที่มักจะนำภาพล้อบุคคลต่าง ๆ นำมาตีพิมพ์ด้วยเสมออีกทั้งยังได้มีการประกวดภาพเขียนจากนักวาดมือสมัครเล่นเป็นการภายในอีกด้วย จนบรรดานักหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ได้ตีพิมพ์ภาพล้อการเมืองกันมากขึ้น และช่วงเวลานั้นเอกได้ได้กำหนดบุคคลที่จัดเป็นการ์ตูนนิสต์ นักเขียนภาพล้อการ์ตูนการเมืองคนแรกของสยามมีนามว่า “เปล่ง ไตรปิ่น”



            เปล่ง ไตรปิ่น ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต นอกจากจะได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกของประเทศสยามแล้ว และท่านยังเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อวงการสื่อสิ่งพิมพ์ของสยามอีกด้วยเพราะเป็นผู้ที่นำเทคโนโลยีการทำแม่พิมพ์หรือบล็อก เข้ามาเผยแพร่ในสยามหลังจากที่ได้เดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ และยังได้เปิดร้านพิมพ์บล็อกนามว่า ฮาล์ฟโพนขึ้นเป็นแห่งแรกในสยามประเทศ จนทำให้ล้นกล้ารัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น“ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต”


            ในปี พ.ศ. 2470 เป็นยุคเฟื่องฟูของหนังสืออ่านเล่นทั้งหลาย มีการผลิตหนังสืออ่านเล่นเริงรมย์ออกมามากมาย โดยสำนักพิมพ์ที่เป็นที่รู้สึกในยุคนั้นได้แก่ “สำนักพิมพ์เพลินจิตต์”มีนักประพันธ์และนักวาดที่มีชื่อเสียงมากมายอยู่ในสังกัด นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงอยู่จนถึงปัจจุบัน ป.อินทรปาลิต ผู้ก่อกำเนิดหัสนิยายที่โด่งดังอย่าง “พล นิกร กิมหงวน”  สำหรับจิตรกร และศิลปินที่วาดภาพประกอบและการ์ตูน ที่มีชื่อเสียงในสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ที่ควรที่จะกล่าวถึงหลายท่านด้วยกัน เช่น เหม เวชกร,เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน, เฉลิม วุฒิโฆสิต ส่วนการ์ตูนนิสต์ก็จะมี วิตต์ สุทธเสถียร ผู้ใช้นามปากกาว่า “วิตตมิน” กับ “สเตอร์ กัณหดุล” ผู้ใช้นามปากกาว่า“มิสเตอร์” สำหรับคนหลังนี้อาจารย์ปยุต เงากระจ่าง เคยยกย่องไว้เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทคอมิคว่า เป็นนักเขียนการ์ตูนขำขันคนแรกของสยาม ผลงานที่โด่ดเด่น อย่างเช่น การแปลงตัวละครป๊อบอาย ของฝรั่ง มาเป็นการ์ตูนแบบบุคลิกไทย ๆ สำหรับนิยายเล่มแรกที่สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ได้ออกมาจำหน่ายเป็นนิยายภาพ ก็คือนิยายเรื่อง “สาวน้ำเค็ม” โดย วิตตมิน นั่นเอง



            นิยายภาพเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนทำให้สำนักพิมพ์อื่นเอาอย่างบ้างเช่น สำนักพิมพ์ ศรีอิศรา ที่ตีพิมพ์นิยายแนวผี ในชื่อ ผีบ้านร้าง ออกมาบ้าง  นิยายภาพในยุคนั้นยังไม่ใช่รูปแบบการ์ตูนหรือ Comics อย่างที่เราคุ้นเคยอย่างปัจจุบัน เพราะการดำเนินเรื่องราวไปด้วยภาพเต็มหน้า 1 หน้า โดยไม่มีช่องคำพูดหรือบอลลูนคอยกำกับเรื่อง แต่จะมีคำบรรยายเหตุการณ์ในด้านล่างของภาพแทน  งานในลักษณะนี้บางครั้งก็เรียกว่า นิยายภาพวิจิตร อาทิเช่น นิยายภาพวิจิตรชุด ราชาธิราช ผลงานของ ครูเหม เวชกร ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ชาวไทยรายวัน ราวปี2495 จะเป็นลักษณะภาพลายเส้นสี่ช่องไม่มีช่องคำพูด แต่จะมีคำบรรยายใต้ภาพเช่นกัน อย่ารไรก็ดียุคนี้นับเป็นยุคที่หนังสือการ์ตูนและนิยายภาพมีออกมากจำนวนมาก


              ภาพการ์ตูนในยุคต้นมักจะเขียนเป็นภาพลายเส้นที่เก็บรายละเอียดทุกแง่ทุกมุม มีแม้กระทั่งแสงเงา จะมีการบรรยายเชิงขำขันประกอบ ยังไม่ค่อยมีลักษณะและลีลาของการ์ตูนอย่างแท้จริงนัก จึงนับว่าภาพการ์ตูนยุคต้นนั้นเป็นภาพเกิดการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 วงการการ์ตูนเริ่มคึกคักขึ้น มีเสรีภาพในการแสดงออกเต็มที่ จน “คณะราษฎร์”ต้องออกกฎหมายควบคุม เรื่องราวที่นำมาเขียนเป็นการ์ตูนไทยในยุคแรกๆ ต่างนิยมหยิบยกมาจากวรรณคดีไทย


            นิยายพื้นบ้านเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เป็นการ์ตูนใส่ชฎา เช่นเรื่อง พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน จันทโครพ สังข์ทอง ฯลฯการ์ตูนเรื่องใดได้รับความนิยมก็จะนำมาพิมพ์รวมเล่ม เมื่อนักเขียนได้เขียนเรื่องวรรณคดีไทยมากขึ้นจนล้นตลาดแล้วก็ได้หันมาแต่งเรื่องเองบ้าง แต่ก็ยังรับเอาโครงเรื่องมาจากการ์ตูนฝรั่ง และเป็นที่ต้องการของตลาดขณะนั้นแต่ก่อนนักเขียนการ์ตูนคนไหนที่ฝีมือดีก็จะถูกดึงตัวไปอยู่ค่ายต่างๆ รายได้ สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้


พ.บางพลี จิตรกรบ้านนา " รวมวิจิตรผลงาน


“ผมเป็นคนแปลกนะคุณ เวลาเขียนเรื่องแล้ว หากเป็นเรื่องเศร้า น้ำตามันจะหยดออกมาเอง


มีความรู้สึกเศร้าไปกับเรื่องขณะที่กำลังเขียน”




                       พ.บางพลี (คัดมากจากส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ในนิตยสารไทคอมิค ฉบับที่ 7 ปี 2536)


            ในช่วงยุคปี 2500 ได้กำเนิดนักเขียนการ์ตูนสำคัญท่านหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงมีผลงานที่รู้จักกันดี คือ คุณวีรกุล ทองน้อย หรือใช้นามปากกาว่า “พ.บางพลี”   เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2461จบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่าง ก่อนจะออกมาเป็นครูช่างเขียนและย้ายไปทำงานที่กรมอุทกศาสตร์ก่อนที่จะผันผวนตัวเองมาทำงานทางด้านศิลปะอย่างเต็มตัว ต่อมาได้ทำงานเขียนนิยายภาพลงในนิตย



               สารกมลสาสน์ และเริ่มมีผลงานจากการ์ตูนชุด เด็กสามเกลอ และการ์ตูนนิยายภาพเรื่องชุดเสือใบจนมาเขียนการ์ตูนที่สร้างชื่อให้ พ.บางพลีมากที่สุด คือ นิยายภาพชุด อัศวินสายฟ้า นั่นเองตัวละคร ของอัศวินสายฟ้าได้ถอดแบบมาจากตัวละคร กัปตันมาร์เวลของ ฟอว์เซตต์โดยเนื้อหาของเรื่องแล้วนัว่าใกล้เคียงกับกัปตันต้นแบบอยู่พอสมควร โดยอัศวินสายฟ้าก็มีต้นกำเนิดจากเด็กวัดพิการหลังค่อยแต่จิตใจดีงาม ได้รับพลังวิเศษจากฤาษีตนหนึ่งให้กลายร่างเป็นอัศวินสายฟ้าเพื่อผดุงคุณธรรม แต่ที่แตกต่างกันก็คือโทนเรื่องของอัศวินสายฟ้านั้นจะออกไปในแนวนิทานไทย ๆ จักรๆ วงศ์ ๆ เสียมากกว่า อัศวินสายฟ้าของเราก็มีพลพรรคเพื่อนฝูงตัวประกอบที่แตกต่างจากต้นแบบอยู่พอสมควร อัศวินสายฟ้าเป็นการ์ตูนไทยที่ได้รับความนิยมและโด่งดังในวงกว้างมากในยุคนั้น ถึงขั้นมีการนำไปดัดแปลงสร้างเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2517 ออกอากาศช่วงเวลา18.55 น. วันอาทิตย์ ช่อง 4 อีกทั้งยังมีการผลิตเป็นอนิเมชั่นสำหรับทำสป็อตโฆษณาลูกอายี่ห้อดังในสมัยนั้นอย่างลูกอมเฮโลด้วย


            แต่อัศวินสายฟ้าก็ไม่ได้เป็นผลงานที่โด่งดังเพียงเรื่องเดียวของ อาจารย์ พ.บางพลี เท่านั้นท่านได้สร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนและนิยายไทยไว้มากมายหลายเรื่อง โดยเรื่องเด่น ๆ นอกจากอัศวินสายฟ้าแล้ว ยังมีนิยายภาพชุด เจ้าชายลิ้นดำ เป็นนิยายภาพจักร ๆ วงศ์ ๆ เล่าถึงเจ้าชายผู้พลัดตกจากราชบัลลังก์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย จนต้องออกผจญภัยกันพักใหญ่ ที่น่าสนใจก็คือเรื่องนี้มีอัศวินสายฟ้าและสหายมาเป็นดารารับเชิญด้วย ส่วนนิยายภาพอีกเรื่องที่จัดเป็นผลงานชิ้นสำคัญ คือ เรื่อง ชุดขุนขวานทมิฬ ที่เป็นนิยายแนวแฟนตาซี เกี่ยวกับการศึกสงครามและการล้างแค้น ซึ่งฉากกระท่อมมุงจากทรงกลมน่าจะจำลองมาจากวัฒนธรรมแอฟริกา การ์ตูนชุดนี้มีความยาวกว่าสามร้อยหน้าทีเดียว



ผลงานชิ้นสำคัญที่สร้างชื่อ


เริ่มวาดคือ การ์ตูนชุดเด็กสามเกลอ กับเรื่องเสือใบ


ปี 2500  การ์ตูนที่สร้างชื่อคือเรื่อง อัศวินสายฟ้า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความใฝ่ฝันของเด็กชายง่อยเปลี้ยเสียขาคนหนึ่ง แต่แล้วกลับกลายมาเป็นมนุษย์อภินิหารผู้ปราบยุคเข็ญของแผ่นดิน


ปี 2504 เขียนเรื่องเจ้าชายลิ้นดำ


ปี 2506 เขียนเรื่องขุนขวานทมิฬ การ์ตูนที่สร้างชื่อเสียงของ พ.บางพลีไม่ได้มีเพียงแค่นี้ แต่ยังมีเรื่องสงครามล้างโลก น้องศรีธนญชัยการผจญภัยของนักเรียนสาวกับนากแสนรู้ ฯลฯ


            พ.บางพลีได้ฝากผลงานไว้มากมาย และวางปากกาเลิกวาดการ์ตูนอย่างถาวรเมื่ออายุได้ 68 ปีเพราะความไม่เอื้ออำนวยของสังขารและร่างกาย แต่ยังคงจับงานวาดภาพศิลปะสไตล์สีน้ำมันต่อไปจนกระทั่งท่านได้จากโลกนี้ไปด้วยอาการสงบในวัย 76 ปี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2537ปิดฉากจิตรกรบ้านนา ที่ฝากผลงานภาพวาดการ์ตูนยุคกึ่งพุทธกาลไว้กับดินแดนประเทศสยามแห่งนี้


บรรณานุกรม


นิรวาณ คุระทอง .2553.ประวัติย่อการ์ตูนไทย.กรุงเทพฯ.LET’S Comic.


ข้อมูลออนไลน์


//4592010192.bizhosting.com/html/history.html






Free TextEditor




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 21:42:14 น.
Counter : 2658 Pageviews.  

แผนที่ในราชอาณาจักรสยาม (Maps of Siam)

       แผนที่ของสยามบ้านของเรานั้น  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบฉบับแรก ๆ ที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นโดยชาวตะวันตก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อค้าขายเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประเทศแรก ๆ อย่างฝรั่งเศสซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และแผนที่ที่ถูกนำมาพิมพ์ซ้ำให้เห็นบ่อยครั้ง ได้แก่“แผนที่ราชอาณาจักรสยาม” หรือ Carte bu Royaume De Siam  ที่จัดพิมพ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2229 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  



      สำหรับแผนที่ที่ชาวสยามวาดขึ้นเองนั้น  โดยมากเป็นแผนที่แสดงอาณาเขตเฉพาะส่วน เช่นเส้นทางการเดินทัพ เส้นทางเรือ แผนที่เมือง และในสมัยก่อนแนวคิดการแบ่งขอบเขตแดนยังไม่ปรากฏชัดเจนนัก จึงไม่ปรากฏหลักฐานแผนที่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งผลิตโดยชาวสยามมาก่อน


     นับแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชวงศ์จักรีสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแห่งใหม่จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังไม่ปรากฏว่ามีการทำแผนที่ตัวเมืองกรุงเทพมาก่อนเท่าที่ค้นพบคงมีแต่แผนที่การเดินทัพโบราณซึ่งจะแสดงอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า “แผ่นที่ยุทธศาสตร์ ครั้งรัชกาล พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 “ จากหลักฐานที่ปรากฏสันนิษฐานได้ว่าร่างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมาเขียนเป็นแผนที่ฉบับสมบูรณ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่แล้ว การทำแผนที่ฉบับนี้ใช้วิธีการเขียนแบบใช้มโนภาพ แสดงให้เห็นลักษณะภูมิประเทศ แม่น้ำ ภูเขา ป่า ป้อมค่าย หมู่บ้าน ลงรายละเอียดคล้ายการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง และได้เขียนชื่อทางภูมิศาสตร์กำกับไว้อีกด้วย แนวทางการเดินทัพโยงด้วยเส้นสีดำ เพื่อให้ทราบว่าควรจะเดินไปในทิศทางใดและมีสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติอะไรบ้าง การกำหนดระยะเวลาการเดินทางเป็นวันหรือเป็นคืน


      หลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่งจะค้นพบไม่นานมานี้ ได้พบแผนที่โบราณในราชสำนักสยามที่เก็บไว้นานหลายร้อยปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี2539 โดยข้าราชการสำนักพระราชวังได้พบโดยบังเอิญที่ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอัพภันตรีชา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ในพระบรมมหาราชวัง แผนที่ดังกล่าวถูกวาดขึ้นบนผ้าดิบสีเนื้อจำนวน 17 ชิ้น หรือในทางศัพท์ทางภูมิศาสตร์เรียกว่าระวาง มีขนาดที่แตกต่างกัน ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดถึง 5.17x3.88 เมตร เมื่อสำรวจอย่างละเอียดแผนที่แต่ละผืนจะถูกวาดลงบนผืนผ้าอย่างสวยงาม แสดงภูมิศาตร์ รวมถึงเส้นทางยุทธศาสตร์ทางการรบระหว่างไทยกับพม่า  ตลอดจนเส้นทางการค้าขายกับจีนในรัชกาลที่ 1 – 3 รวมทั้งแสดงการตั้งป้อมปราการ สถานที่สำคัญทางศาสนา ถิ่นฐานของชนกลุ่มน้อยพืชพรรณ และสัตว์ในบางทิ้งถิ่น จำนวนประชากร ระยะทางและเวลาในการใช้ รวมถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น หลังจากมีการซ่อมแซมบ้างแล้ว แผนที่ทั้ง 17 ระวางได้ถูกเก็บรักษาไว้ณห้องสมุดส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี


      จากที่กล่าวมาข้างต้นการทำแผนที่ในยุคแรกๆ ของสยามจัดทำขึ้นโดยชนชาติตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับสยาม ดังนั้น การจัดทำแผนที่ตามแบบตะวันตกของสยาม ได้เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จกลับจากประพาสเกาะชวาแหลมาลยู และประเทศอินเดียในปี พ.ศ. 2416 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ นายเฮนรี อาละบาสเตอร์ ซึ่งเคยเป็นราชฑูตอังกฤษประจำประเทศสยาม เข้ามาเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้วย นายเฮนรี อาละบาสเตอร์ ได้กราบบังคมทูลถวายคำแนาะนำการทำนุบำรุงบ้านเมืองแบบตะวันตกหลายประการ รวมทั้งการสำรวจและทำแผนที่ด้วย ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ    ให้จัดตั้งกองทำแผนที่ขึ้น ใน พ.ศ.2418 จากนั้นได้มีการสำรวจทำแผนที่ในกรุงเทพ ฯ เพื่อตัดถนนเจริญกรุง และถนนสายอื่น ๆ อีกหลายสาย นับได้ว่าเป็นแผนที่ตัวเมืองกรุงเทพ ฯ ฉบับแรก แต่ปัจจุบันไม่มีหลักฐานเหลืออยู่ งานขั้นต่อไปได้แก่การทำแผนที่เพื่อวางสายโทรเลขจากกรุงเทพ ฯ ไปเมืองพระตะบอง แผนที่บริเวณปากอ่าวสยาม เพื่อประโยชน์ ในการเดินเรือ และใช้เป็นแนวทางสำหรับวางแผนป้องกันชายฝั่งทะเล เนื่องจากคาดว่าจะถูกประเทศฝรั่งเศสรุกรานในอนาคต พ.ศ. 2423 รัฐบาลอังกฤษได้ขออนุมัติรัฐบาลสยามให้ กองทำแผนที่ กรมแผนที่แห่งอินเดียซึ่งมีกัปตัน เอช ฮิลล์ เป็นหัวหน้ากับนายเจมส์ แมคคาร์ธี เป็นผู้ช่วย ทำการวางโครงข่ายสามเหลื่อมจากประเทศอินเดียผ่านประเทศพม่า เข้าเขตประเทศสยามทางจังหวัดราชบุรี เพื่อเข้าบรรจบกับแผนที่ทางทะเลที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาและสร้างหมุดหลักฐานทางแผนที่ ที่ภูเขาทอง และที่องค์  พระปฐมเจดีย์ เพื่อเป็นจุดตรวจสอบ ครั้งนั้นข้าราชการไทยพากัน หวั่นวิตกมาก เนื่องจากประเทศทางตะวันตก ที่ล่าอาณานิคม ก่อนจะเข้ายึดครองประเทศใด มักจะขอเข้าสำรวจทำแผนที่เสียก่อน นายเฮนรี อาละบาสเตอร์ ได้กราบบังคมทูลเสนอแนะว่า ถ้าทรงเห็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานงานทำแผนที่ของประเทศสยามตามแบบอย่างประเทศตะวันตกแล้วควรอนุญาตให้ดำเนินการได้ตามที่ร้องขอ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นชอบด้วยการวางโครงข่ายสามเหลี่ยมในครั้งนั้นจึงเป็นพื้นฐานการทำแผนที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน พร้อมกันนั้น นายเฮนรี อาละบาสเตอร์ ได้กราบบังคมทูลเสนอให้เชิญ นายเจมส์ แมคคาร์ธี  เข้ามารับราชการในประเทศสยามด้วย เมื่อติดต่อกับนายเจมส์ แมคคาร์ธี แล้วไม่ขัดข้อง จึงทรงติดต่อกับรัฐ  บาลอังกฤษ เพื่อขออนุญาตให้ นายเจมส์ แมคคาร์ธี เข้ามารับราชการในประเทศสยาม โดยสังกัด ฝ่ายพระกลาโหม ตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา



        การทำแผนที่เฉพาะทางบกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับแต่ทรงสถาปนากรมทำแผนที่ขึ้นแล้วนั้น เริมต้นด้วยการสำรวจภูมิประเทศรอบเขตแดนเพื่อทำแผนที่แสดงเขตพระ  ราชอาณาจักรขึ้นเป็นหลัก พร้อมไปกับการจัดทำแผนที่เฉพาะบริเวณย่อย ๆ เพื่อจุดประสงค์เฉพาะทาง เช่น แผนที่ปักปันเขตแดน แผนที่เสด็จประพาส แผนที่มณฑล และ แผนที่ผังเมือง แผนที่หลักระวางแรกที่กรมแผนที่รวบรวมข้อมูลทั้งจากการสำรวจ และจากแผนที่ของชาวต่างประเทศในยุคนั้น จัดทำขึ้นได้สำเร็จ เป็นแผนที่พระราชอาณาจักรสยาม "Map of The Kingdom of Siam and its Dependencies" นิยมเรียกแต่สั้น ๆ ว่า " แผนที่แมคคาร์ธี " ตามชื่อของเจ้ากรมทำแผนที่ในระหว่าง นั้น แผนที่ระวางนี้ ได้ส่งไป พิมพ์ที่อังกฤษคราวเดียวกันกับที่รัฐบาลสยามส่งกรมหมื่นเทววงศ์วโรประการ  (พระยศในขณะนั้น) ไปร่วมงานยูบิลี (งานฉลองสุวรรณาภิเศกสมโภช ครบรอบ 50 ปี ของการครองราชย์) ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรีย เมื่อ พ.ศ.2430 แต่พิมพ์สำเร็จใน พ.ศ. 2431 ภายในแผนที่ระวางนี้เองมีส่วนแทรกเป็นแผนที่ผังเมืองขนาดย่อ ๆ ไว้ ถึง 3 เมือง ด้วยกัน ได้แก่ Plan of Bangkok, Plan of Chieng Mai และ Plan of Luang Prabang เข้าใจว่าเพราะทั้ง 3 เมืองนี้เป็นเมืองสำคัญอันดับต้น ๆ ของราชอาณาจักรสยาม (ก่อนเสียดินแดนริมฝั่งซ้าย แม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสใน    ร.ศ.๑๑๒) แต่ข้อที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือแผนที่ผังเมืองดูเหมือนได้รับความสนใจและเป็นที่ต้อง  การ เป็นอย่างมากและพื้นที่ที่ได้มีการทำแผนที่แสดงรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ก่อนบริเวณอื่นใดมากที่สุด      ก็คือ บริเวณกรุงเทพ ฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนั่นเอง


       จากการค้นพบแผนที่ในราชสำนักสยามครั้งล่าสุดเมื่อปี 2539 นับว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งถือเป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่สามารถนำมาหักล้าง หรือความเชื่อที่ว่า ชาวสยามไม่ใคร่ชอบจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ในยุคเก่าก่อนเรามักจะอาศัยหลักฐานจากบันทึกของชาวต่างชาติอ้างอิงอยู่ล่ำไป อีกทั้งการค้นพบในครั้งนี้ทำให้รู้ซึ้งถึงพระปรีชาชาญสายพระเนตรอันยาวไกลของพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลทรงเข้มแข็งและกล้าหาญได้เห็นความสามารถของทหารโบราณที่มีความสามารถรอบด้านทั้งทางบกและทางน้ำได้เห็นการทำงานด้วยหลักการไม่ว่าจะทำอะไรล้วนแล้วแต่ตั้งวางแผน และที่สำคัญกว่นั้นในแผนที่นี้แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของเราทำงานแล้ว คนรุ่นหลังตรวจสอบได้ และถือเป็นงานศิลปะที่วาดแบบจิตรกรรมฝาผนังแบบโบราณอันทรงคุณค่า ให้ลูกหลานได้ศึกษาและร่วมสืบสานตามรายบรรพบุรุษของเรา


     ด้วยเหตุนี้เอง “ร้านรักสยามหนังสือเก่า” มีหนังสือที่เกี่ยวกับแผนที่ที่จัดพิมพ์ขึ้นเป็นที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ อยู่จำนวนหนึ่งที่ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญและทรงคุณค่า การพิมพ์ในแต่ละครั้งพิมพ์จำนวนจำกัดด้วยเหตุที่ต้นทุนที่ใช้ในการพิมพ์แต่ละครั้งราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งการจัดรูปเล่มค่อนข้างความยุ่งยากที่จะต้องแนบแผนที่ที่มีขนาดใหญ่พับให้ได้ขนาดเท่ากับขนาดของหนังสือและต้องใช้ความประณีต  โดยมีรายละเอียด  ดังนี้



หนังสือตำนานแสดงการเคลื่อนที่ของไทยแต่โบราณจนถึงปัจจุบันจัดทำโดยกรมแผนที่พิมพ์แจกในงานพระ กฐินหลวงพระราชทาน ณ วัดบพิตร์ภิมุข จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่  16 พฤศจิกายน พ.ศ.   2480


เนื้อหาภายในโดยย่อ


ได้กล่าวถึงการเคลื่อนที่ของไทยตั้งแต่ครั้งโบราณที่สำคัญ ๆ จำนวน 3 ครั้งด้วยกันอีกทั้งภายในเล่มยังมีตำนานต่าง ๆ ประกอบตลอดทั้งเล่ม อาทิเช่น ประกาศการตั้งแคว้นโยนกการตั้งอาณาจักรหนองแส ,สุโขทัย, อยธยา,กรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์ มีภาพโบราณสถานที่สำคัญประกอบ การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ได้จัดพิมพ์แผนที่แสดงการเคลื่อนที่ของไทยตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันขนาดใหญ่ และ แผนที่แสดงที่อยู่ของประชากรชาติไทยในปัจจุบัน แยกต่างหากจากหนังสือ (ภาพสี)



ประวัติย่อดินแดนไทยที่เสียแก่ฝรั่งเศส จัดพิมพ์ขึ้นโดยกระทรวงธรรมการ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ศรีกรุง สะพานมอญ เมื่อปี พ.ศ. 2483


เนื้อหาภายในโดยย่อ


ได้กล่าถึงการเสียดินแดนของไทยให้แก่ประเทศฝรั่งเศสในแต่ละครั้ง เริ่มตั้งแต่ครั้งแรก เสียประเทศเขมร  เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2046 จนถึงครั้งที่ 5เสียพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ ในส่วนท้ายยังมีรายการดินไทยที่เสียแก่ฝรั่งเศล คิดเป็นตารางกิโลเมตร และ จำนวนพลเมืองทั้งหมดที่ได้สูญเสียไปให้แก่ฝรั่งเศสปกหลังมีแผนที่แสดงดินแดนไทยที่เสียแก่ฝรั่งเศสประกอบ




หนังสือแผนที่ ประกอบ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์เมื่อปี             พ.ศ. 2503ปกแข็งหน้าปกเขียนด้วยลายทองตัวอักษรแบบโบราณ


เนื้อหาภายในโดยย่อ


ได้รวบรวมแผนที่แสดงลักษณะทางภูมิศาสตร์ โดยแย่งการแสดงแผนที่เป็นเรื่อง ๆ อาทิเช่นระบบทิว     เขาและแม่น้ำที่สำคัญ , แสดงชื่อเกาะในน่านน้ำไทย, ความหนาแน่นของประชากรในปี 2503ระบบ   ทางหลวงแผนดินสายประธาน เป็นแผนที่ขนาดใหญ่ พับให้ได้ขนาดเท่ารูปเล่มแล้วเย็บรวมเป็นเล่ม      เป็นภาพสีและภาพขาวดำ



    


หนังสือ แผนที่กรุงเทพฯ (Maps of Bangkok)  พ.ศ. 2431 – พ.ศ. 2475           จัดพิมพ์โดย กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2527 ปกแข็ง           มีลักษณะตัวเล่มขนาดใหญ่พิเศษ กว้าง 35 ซ.ม.ยาว 40 ซ.ม


เนื้อหาภายในเล่มโดยย่อ


ได้จัดพิมพ์สำเนาแผนที่กรุงเทพฯ จากต้นฉบับเดิมที่มีชื่อว่า “Plan of Bangkok and      District เมื่อ ปีพ.ศ. 2431  - 2474 การพิมพ์ในครั้งนี้เลือกพิมพ์เฉพาะที่มีความสำคัญทางประวัติ และมีลักษณะเด่นเชิงเทคนิค 7 ระวาง มีแผนที่ขนาดใหญ่มากพับแนบเท่ากับขนาดตัวเล่ม พิมพ์ด้วยสีและขาวดำ มีคำอธิบายไทยและอังกฤษ ประกอบทั้งเล่ม


 


      ด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญเรื่องแผนที่ เนื่องจากการจัด  ทำแผนที่เป็นงานที่ต้องกระทำเสมอด้วยเหตุที่ลักษณะภูมิและเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามความเจริญของบ้านเมือง รายละเอียดในแผนที่สมัยต่าง ๆ จึงเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศและตัวเมือง ดั้งนั้น แผนที่ในทุกยุคสมัย จึงได้ถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานในการวางแผน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในด้านต่าง ๆ


 


      “เหนือสิ่งอื่นใด คือความภาคภูมิใจร่วมกันของคนไทยถึงความสามารถทางด้านนี้ของบรรพบุรุษ  ชาวสยามในอดีต ที่ไม่แพ้ชาติไหนในโลก”










Free TextEditor

บรรณานุกรม
กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย (2553)
//www.rtsd.mi.th/section/book/04lib_mus/Article/HistorySIAM.htm
ผู้จัดการออนไลน์ Royal Siamese Maps อลังการ!! แผนที่โบราณสยามประเทศ (2553)
//58.137.128.181/ewt_news.php?nid=4721&filename=index




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2553    
Last Update : 13 มิถุนายน 2553 21:19:40 น.
Counter : 5175 Pageviews.  

เรื่องน่ารู้.....หนังสือหายาก(Rare book)

เรื่องน่ารู้......หนังสือหายาก

รวบรวมและเรียบเรียงโดย รักสยามหนังสือเก่า


            ในตลาดหนังสือไมว่าจะเป็นหนังสือภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ จะมีหนังสือเพียงไม่กี่เล่มที่มีคุณสมบัติจัดเข้าประเภทหนังสือหายาก (Rare book) จำนวนหนังสือสื่อที่ตีพิมพ์ใหม่ ๆ ในปีหนึ่ง ๆ มีอยู่มากก็จริง แต่ประเภทที่มีคุณสมบัติเป็นหนังสือหายากนั้นดูจะมีน้อยเต็มที ถึงแม้ว่าหนังสือที่พิมพ์ขณะนี้อาจมีโอกาสเป็นหนังสือเก่าหายากในอนาคต แต่ก็เป็นเพียงบางเล่มเท่านั้น มิใช่ว่าหนังสือทุกเล่มจะทรงคุณค่าหายากไปเสียทั้งหมด อย่างไรจะเรียกว่าหนังสือหายาก



 

          หนังสือหายาก คือหนังสือประเภทที่มีคุณค่าสูงและหาได้ยากโดยทั่ว ๆ ไป หนังสือหายากจะประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่างรวมกันดังต่อไปนี้

 


  1. เป็นหนังสือเก่า หายากไม่ปรากฏว่ามีในตลาดหนังสือหรือหากมีก็มีจำนวนน้อยฉบับ

  2. ฉบับพิมพ์ครั้งแรก

  3. ฉบับพิมพ์จำนวนจำกัด และไม่มีการตีพิมพ์อีก

  4. ฉบับจัดพิมพ์พิเศษ

  5. ฉบับจัดรูปเล่มงดงามพิเศษ

  6. ฉบับรวมเล่ม

  7. หนังสือที่น่าสนใจจากสมาคม หรือ องค์กรต่าง ๆ

  8. หนังสือที่มีเนื้อหาที่มีคุณค่า ยากที่จะหาอ่านได้ในหนังสือเล่มอื่น

  9. ถ้าเป็นหนังสือต่างประเทศอาจเป็นหนังสือที่พิมพ์ในลักษณะเก่าพิเศษใน สมัยศตวรรษที16-17 ถ้าพิมพ์ในอเมริกาก็ต้องพิพม์ก่อน ค.ศ. 1820


 

หนังสือหายากในประเทศไทย

 

          โดยแต่เดิมก่อนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ยังไม่มีการพิมพ์หนังสือเกิดขึ้น ยังใช้การเขียนหนังสือ ซึ่งลักษณะต่างกัน 3 ประเภท คือถ้าเป็นหนังสือสำหรับอ่านกันเป็นสามัญก็จะเขียนกันในสมุดไทยสีขาวด้วยเส้นหมึกบ้าง เขียนในสมุดไทยสีดำด้วยเส้นดินสอขาวหรือเส้นฝุ่น และเส้นหรดาล หรือถ้าพิเศษหน่อยก็จะเขียนด้วยเส้นทอง ซึ่งจะเรียกว่า หนังสือสมุดไทยถ้าเป็นหนังสือตำรับตำรา อาทิเช่น ตำราคาถาอาคม ตำราอักขระเลขยันต์ ก็มักจะมีจารลงในใบลานร้อยเชือกเก็บไว้ ซึ่งเรียกว่าหนังสือคัมภีร์ใบลาน หนังสือประเภทนี้มีจำนวนน้อยถ้าอยู่กับผู้ที่รู้ก็มักจะหวงแหน มักจะเป็นเรื่องแปลก ๆ เช่น ลายแทงปริศนาคาถาอาคม หรือ พิธีที่ไม่ค่อยมีผู้รู้จัก ถ้าเป็นจดหมายมีไปมาถึงกัน เช่นใบบอกในราชการก็จะเขียนลงในกระดาษข่อยด้วยเส้นดินสอดำ ม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่ส่งไป เมื่อเสร็จกิจแล้วก็เอาเชือกผูกเก็บไว้เป็นมัด ๆ มักจะมีอยู่ตามสำนักราชการ เรียกว่าหนังสือสมุดข่อย จัดเป็นหนังสือประเภทหนึ่งเช่นกัน ซึ่งหนังสือฉบับเขียนทั้ง 3 ประเภทนี้
ประเภทที่เขียนขึ้นในสมุดไทยนั้นจะมีมากกว่าหนังสือประเภทอื่น ๆ

        

          กิจการพิมพ์หนังสือได้เริ่มต้นขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่หนังสือตีพิมพ์ในสมัยนั้นยังมีน้อยมาก เพิ่งจะเริ่มมีแพร่หลายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งเป็นเอตทัคคะบุคคลในสมัยนั้นเป็นปัจจัยช่วยเหลืออย่างแข็งขันประกอบกับเป็นสมัยที่ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาแทบทุกด้าน วิวัฒนาการพิมพ์เจริญขึ้นโดยคณะกรรมการได้ปรึกษากันเห็นว่าหอพระสมุดควรจะคิดหาหนังสือไทย ที่เป็นฉบับเขียนของเก่าเสียก่อน เพราะหนังสือฉบับพิมพ์จะซื้อเมื่อใดก็ซื้อได้ ซึ่งสมัยนั้นได้มีการพิมพ์หนังสือโดยอาศัยเทคโนโลยีชาวต่างชาติแล้วแต่หนังสือไทยฉบับเขียนกระจัดกระจายอยู่มากยิ่งถ้าช้าไปก็จะเป็นอันสูญหายเป็นอันมากขึ้นทุกที  กรรมการหอพระสมุดฯ จึงมอบหมายให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้สืบเสาะหา สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ จึงทรงคิดหนังสือฉบับเขียนด้วยการไปขอตามที่มีเป็นแหล่งใหญ่ ๆ เช่นวังหน้า เป็นต้น หรือที่เจ้าหน้าที่ของเอามาให้ก็มี แต่การจะหาหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นเมืองนั้นเป็นการยากมากไม่รู้จะมีอยู่ที่ไหนบ้าง พระองค์ทรงคิดอุบายได้อย่างหนึ่งโดยทรงขอแรงพนักงานในหอพระสมุดฯ ให้เที่ยวออกข่าวลือว่าถ้าใครเอาสมุดฉบับเขียนมาขายหอพระสมุดฯ จะซื้อซึ่งใข้เวลาไม่นานนักก็เริ่มมีผู้นำหนังสือมาขายเป็นอันมาก หนังสือเก่าฉบับเขียนนี้พระองค์ทรงเป็นผู้เลือกซื้อแต่เพียงผู้เดียว ทรงให้ราคาตามที่พระองค์เห็นเป็นค่าหนังสือบางทีเจ้าของตีราคาบาทหนึ่งแต่พระองค์ทรงให้ตั้ง 4 บาท หรือ 5 บาทก็มี อาศัยวิธีนี้จึงมีผู้นำหนังสือมาขายหรือไปเที่ยวเสาะแสวงหาหนังสือมาเสนอขายพระองค์เป็นจำนวนมาก จึงทำให้วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่บรรพบุรุษได้บันทึกเอาไว้ไม่สญหายไปมากนักและมีการพิมพ์สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ หนังสือที่มีการพิมพ์แจกขึ้นเป็นครั้งแรก กล่าวกันว่า หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงที่แจกในงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้า สุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เมื่อ พ.ศ. 2423 ถือว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่แจก ได้แก่หนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง จัดเป็นหนังสือหายากที่พิมพ์แจกจ่ายเล่มแรก เพราะเป็นหนังสือเก่ามากพิมพ์จำนวนจำกัดและเป็นการพิมพ์ครั้งแรก

                   

                   ดังนั้น หนังสือเก่าจึงเป็นบทบันทึกแห่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ โดยเฉพาะหนังสือที่มีอายุมาก ๆ ก็ควรจะต้องดูแลเก็บรักษากันอย่างดี เนื่องจากชำรุดง่ายด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น กระดาษที่พิมพ์เปื่อยยุ่ยกรอบไปตามกาลเวลา หรือมีตัวกินหนังสือคอยกัดกร่อนให้หนังสือผุขาด หรือถูกน้ำฝนเปียกชื้น ซึ่งหนังสือเก่าจำพวกนี้ต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี ราคาหนังสือเก่ามีราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อย จนถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

 

 

เอกสารอ้างอิง

-          ปริทัศน์หนังสือหายาก ห้องสมุดกระทรวงศึกษาธิการ

-          นิตยสารตลาดนักสะสม ฉบับเดือนสิงหาคม ปี 1997





Free TextEditor




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2553    
Last Update : 5 มิถุนายน 2553 23:28:42 น.
Counter : 1917 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.