วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 

จิตร ภูมิศักดิ์ ปัญญาชนปฏิวัติ โฉมหน้าศักดินาไทย











          เขาเกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2473 ที่ ต.ประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรของนายศิริ ภูมิศักดิ์ นายตรวจสรรพสามิต กับนางแสงเงิน (ฉายาวงศ์) เดิมชื่อ “สมจิตร” เป็นชื่อที่ตั้งให้คล้องจองกับพี่สาวคนเดียวของเขาคือ “ภิรมย์” แต่เนื่องจากในยุคที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรืองอำนาจ เขากำหนดให้คนไทยต้องมีชื่อที่สื่อตรงกับเพศ เช่นนั้นเอง “สมจิตร” จึงต้องเปลี่ยนเป็น “จิตร” ให้สมเป็น “ชายชาตรี” 


     


     ด้วยเหตุที่บิดาจำเป็นต้องย้ายที่ทำงานบ่อย และระหว่างปี พ.ศ.2479-2482 ได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดกาญจนบุรี จิตรจึงได้เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ต่อมาในปี พ.ศ.2483 บิดาย้ายไปรับราชการที่ จ.  สมุทรปราการ และอยู่ได้เพียง 7 เดือน บิดาก็ได้รับคำสั่งย้ายอีก จนปี พ.ศ.2484-2489 บิดาได้ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดพระตะบอง จิตรได้เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่พระตะบอง ทำให้มีโอกาสศึกษาภาษาฝรั่งเศส และเขมรจนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะภาษาเขมรนั้น จิตรแตกฉานทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน และการอ่านศิลาจารึก

          ต่อมาบิดาของจิตรได้ปันใจไปรักหญิงอื่น มารดาได้ตัดสินใจขอแยกทางกัน โดยเป็นฝ่ายดูแลลูกสาวลูกชาย หลังสงครามอินโดจีนไทยต้องคืนจังหวัดพระตะบองให้เขมร นางแสงเงินได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เช่าบ้านเปิดร้านขายเสื้อผ้าหาเงินส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ โดยสองคนพี่น้องเข้าไปพักอาศัยอยู่ที่ย่านอุรุพงษ์ เพื่อที่จะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2-3 ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร เนื่องจากอยู่ใกล้บ้าน แต่ว่าทางอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนไม่เต็มใจรับจิตรเข้าเรียนที่นั่น แม้ว่าทางรัฐบาลจะได้มีประกาศรับรองผู้อพยพจากจังหวัดพระตะบอง ให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาลแห่งก็ได้ สองพี่น้องดิ้นรนจนกระทั่งได้เรียน โดยมีพี่สาว-ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ลงชื่อเป็นผู้ปกครองเด็กชายจิตร ส่วนภิรมย์เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดม

          ในปีแรกนั้น แม่ของจิตรซึ่งอยู่ที่ลพบุรีจะลงมากรุงเทพฯ หาจิตรกับภิรมย์ทุกเดือน และเพื่อมาซื้อผ้าไปขายและเอาเงินมาให้ลูกใช้ด้วย จิตรมักนำเงินที่ได้รับไปซื้อหนังสือ โดยยอมอดกับข้าว ในระหว่างเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรนี้ จิตรมักจะถูกครูล้อเลียนว่าเป็นเขมรซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มีแม่กับพี่สาวคอยให้กำลังใจ และจิตรก็อดทนจนเรียนจบ แล้วสอบไล่ได้เตรียมสอง (ม.ศ.5) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยคะแนน 65%

จิตร ภูมิศักดิ์ ในวัยหนุ่ม 




          จิตรสอบเข้าเรียนต่อที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา พ.ศ.2493 ระหว่างศึกษาอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้ไปคลุกคลีอยู่กับ ดร.วิลเลี่ยม เจ. เก็ดนี่ย์ ดุษฎีบัณฑิตทางอักษรศาสตร์ ฝ่ายภาษาโบราณตะวันออก อดีตที่ปรึกษาของหอสมุดแห่งชาติ จิตรซึ่งมีพื้นฐานในวิชาภาษาไทยดีอยู่แล้ว จึงสามารถช่วยเหลือ ดร.วิลเลี่ยมในการค้นคว้าได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน จิตรก็สามารถปรึกษาหารือกับดุษฎีบัณฑิตท่านนี้ได้

          ขณะเรียนอยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จิตรได้มีโอกาสเรียนวิชาภาษาไทยกับศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธนด้วย ซึ่งจิตรสอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนนแต่พระยาอนุมานราชธนหักคะแนนออกเสีย 3 คะแนนเพื่อไม่ให้เหลิง

         วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2496 จิตรได้รับตำแหน่งเป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย มีหน้าที่จัดทำหนังสือ มหาวิทยาลัย ฉบับ 23 ตุลาฯ เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ซ้ำๆ ซากๆ เหมือนกันทุกปี โดยแหวกกรอบเดิม เอาเนื้อหาในหนังสือที่ตัวเองทำไปรับใช้ประชาชน ด้านหนึ่งของหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับดังกล่าว จิตรได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของประชาชน ในอีกด้านหนึ่งจิตรก็ได้ชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้คนยึดถือกันมานาน โดยมีเนื้อหาที่เป็นข้อเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ อยู่อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่

        1. บทวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาสังคมตามพุทธปรัชญา และวิจารณ์บุคคลที่หากินโดยใช้ศาสนาบังหน้า ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “ผีตองเหลือง” เป็นการวิจารณ์การทำบุญแบบไม่จำเป็น และวิจารณ์พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระบางประเภท ตลอดจนวิจารณ์วิธีแก้ปัญหาแบบลัทธิปฏิรูปของพุทธศาสนา โดยใช้นามปากกา “นาครทาส”

        2. นิยายการเมืองขนาดสั้นเรื่อง “ขวัญเมือง” สะท้อนภาพผู้หญิงที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ ถือเอาภาระ หน้าที่ทางการเมืองกับภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ เป็นหน้าที่สูงสุดของชีวิต

        3. บทกวีชื่อ “เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน” วิจารณ์หญิงที่มีลูกขึ้นมาเพราะความอยากและนึกสนุกทางเพศ แล้วก็ชอบเอาลูกไปทิ้งโดยไม่รับผิดชอบ โดยใช้นามปากกา “ศูลภูวดล”

        นอกจากนี้ ยังมีข้อเขียนของบุคคลอื่น ได้แก่ เรื่อง “แปรวิถี” ของศรีวิภา ชูเอม ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิดของนักปฏิวัติในฝรั่งเศส อาทิ วอลแตร์, รุสโซ ซึ่งจิตรได้แก้ไขเพิ่มเติมให้เข้มข้นกว่าต้นฉบับเดิม

        มีบทแปลของวรรณี นพวงศ์ฯ เปิดโปงการค้าฝิ่นและการโกงกินในระบบราชการและรัฐบาลไทย ซึ่งเคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ

        มีบทความของประวุฒิ ศรีมันตะ เรื่อง “ใครหมั่นใครอยู่ ใครเกียจคร้านตายเสีย” เป็นการเขียนโต้กรมประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลที่ประณามประชาชนผู้ยากจนว่าเป็น “ผู้เกียจคร้าน” ยกย่องพวกมั่งมีศรีสุขว่าขยัน ชื่อบทความมาจากบาทสุดท้ายในโคลงสี่สุภาพของกรมประชาสัมพันธ์นั่นเอง

        ทั้งมีข้อความชักชวนให้นิสิตน้อมรำลึกถึงกรรมกร คนงานที่สร้างตึกจุฬาลงกรณ์ขึ้นมา ให้นึกถึงคุณของกรรมกร คนงาน และประชาชนผู้เสียภาษีบ้าง

        เมื่อหนังสือได้จัดพิมพ์เย็บเล่มเสร็จแล้ว แต่ไม่ทันได้เข้าปก เจ้าหน้าที่ของโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชซึ่งรับพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ได้แอบส่งหนังสือไปให้ตำรวจสันติบาลและทางมหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดคำสั่งอายัดหนังสือขึ้นทันที!

        จากเนื้อหาที่ผิดแผกไปจากปีก่อนๆ นี่เอง ทำให้เกิดเหตุการณ์สอบสวนจิตรขึ้นที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์จับ “โยนบก” คือจับตัวโยนลงมาจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสินเป็นเวลานาน

        ต่อมามหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษของจิตร และมีมติให้พักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี คือในปี พ.ศ.2497 ระหว่างที่ถูกสั่งพักการเรียน จิตรได้งานสอนหนังสือ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา แต่ก็สอนได้ไม่นาน เนื่องจากเขาได้นำเอาแนวคิดใหม่ไปวิเคราะห์วรรณคดี ซึ่งนักเรียนชอบมาก แต่ผู้บริหารโรงเรียนไม่ไว้วางใจ จึงเชิญเขาออกจากงาน

        จิตรได้งานใหม่ที่ “หนังสือพิมพ์ไทยใหม่” อยู่กับสุภา ศิริมานนท์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการ และในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง เป็นเป็นประโยชน์ต่อจิตรอย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงานอันมีคุณค่าต่อประชาชน และวงวิชาการของไทย ผลงานในช่วงที่อยู่หนังสือพิมพ์ไทยใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจารณ์ เช่น วิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา “บุ๊คแมน” กับ “มูฟวี่แมน”

        เวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.เกดนีย์ ถูกส่งตัวกลับประเทศ จิตรจึงต้องย้ายออกจากบ้าน ดร.เกดนี่ย์ ที่ซอยร่วมฤดี ถนนสุขุมวิท ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเก่าที่บริเวณสะพานเสาวนีย์ ตรงข้ามกรมทางหลวงแผ่นดิน อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์การ ส.ป.อ.ในเวลาต่อมา (ซึ่งเป็นสลัมอยู่แถบหนึ่ง) และเมื่อพี่สาวของจิตรซึ่งเรียนจบเภสัชฯ ได้ทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรี พอจะมีเงินอยู่บ้าง จึงปลูกบ้านไม้สองชั้นขึ้นมาบริเวณสลัม บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาได้ถูกใช้ไปเป็นที่สนทนาทางการเมือง และการสร้างผลงานทางหนังสือเป็นจำนวนมาก

        พ.ศ.2498 จิตรกลับเข้าเรียนต่อในชั้นปีที่ 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงนั้นได้เลิกอาชีพ นักหนังสือพิมพ์แบบทำประจำ หันมาเป็นไกด์ พาชาวต่างประเทศท่องเที่ยว กับ “บางกอกทัวร์” มีที่ทำการอยู่ที่ มุมตรอกโรงแรมโอเรียลเต็ล และได้เดินทางไปกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อนำชาวต่างประเทศเข้าชมนครวัด-นครธม ซึ่งยิ่งทำให้จิตรมีความเชี่ยวชาญทางโบราณคดีเขมร ภาษาเขมร และการอ่านจารึกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

        ในการกลับเข้ามาเรียนครั้งใหม่นี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนนิสิตที่มีแนวคิดก้าวหน้าจากคณะต่างๆ รวมทั้งในคณะอักษรศาสตร์ของเขาด้วย ทำกิจกรรมที่เน้นหนักไปในทางการศึกษา ในชั้นต้นของกลุ่มกิจกรรมของจิตรได้ศึกษา “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” จนต่อมาได้มีการจัดพิมพ์เป็นเล่ม โดยมีอธิคม กรองเกรดเพชร ลงชื่อเป็นผู้แต่ง เป็นเอกสารที่ปูพื้นทัศนะแบบวัตถุนิยมวิภาษและแบบวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ มีการศึกษา “แนวทางมวลชน” ของเหมาเจ๋อตุง โดยคำนึงถึงว่า ถ้าหากใช้แนวทางมวลชนไม่ดีแล้วก็อาจโดดเดี่ยว อาจเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งถูกต่อตีจากพวกที่มีปฏิกิริยาต่อต้านได้ และได้มีการปรึกษางานของกลุ่ม อย่างกว้างขวางขึ้น ทั้งงานในระดับคณะ งานในระดับมหาวิทยาลัย และงานในระดับขบวนการนิสิตนักศึกษา

        ต่อมากลุ่มกิจกรรมของจิตร มีคนในกลุ่มได้ตำแหน่งประธานแผนกปาฐกถาและโต้คารม ได้ใช้แผนก จัดกิจกรรมก้าวหน้ามากมาย อาทิ รายการ “ศิลปินโซเวียต” โดยมีศิลปินจากรัสเซียมาแสดงเป็นครั้งแรก รายการ “บัวบานบนแผ่นดินแดง” โดยเชิญคณะศิลปินกลุ่มที่กลับจากเมืองจีนของ สุวัฒน์ วรดิลก มาแสดง เชิญกมล เกตุศิริ มาบรรยายเรื่อง “ดนตรีไทย” เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกชาตินิยม หวงแหนวัฒนธรรมของชาติ อันนำไปสู่การคัดค้านวัฒนธรรมอันเน่าเฟะของจักรวรรดินิยม และมีความพยายามผลักดันให้มีสภานิสิตและมีคณะผู้บริหารองค์กรนักศึกษาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ยังไม่เกิดผล

        แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มกิจกรรมนิสิตของจิตร ภูมิศักดิ์ ระหว่าง พ.ศ.2498-2500 นั้น คือการกระตุ้นให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา มีความรักชาติ รักประชาธิปไตย ให้สนใจการเมือง ให้เข้าใจว่าการเมืองเป็นปมเงื่อนสำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศ มีการคัดค้านวัฒนธรรมอันต่ำทรามของจักรวรรดินิยมอเมริกา พิทักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ คัดค้านความไม่เป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัย คัดค้านระบบอาวุโส ลัทธินิยมคณะ ลัทธินิยมมหาวิทยาลัย และลัทธิบ้ากีฬา กระตุ้นให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่างๆ มีความสามัคคีกัน ตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ตระหนักถึงภัยของจักรวรรดินิยม และได้มีความพยายามให้มีองค์การร่วมกัน ซึ่งได้แก่ “สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”

        เหตุการณ์สำคัญที่สุดคือ การร่วมคัดค้านการเลือกตั้งสกปรกเมื่อปี พ.ศ.2500 โดยออกใบปลิวเปิดโปงการโกงการเลือกตั้งของพรรคเสรีมนังคศิลา (ซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหัวหน้า) และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งท้ายสุดจบลงด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จากบัณฑิต จิตร ภูมิศักดิ์...สู่วัยทำงาน

        จิตร ภูมิศักดิ์ จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 จากนั้นก็เข้าทำงานเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาภาษาอังกฤษที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมทั้งเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ สถาบันค้นคว้าเรื่องเด็กของยูเนสโก ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร อาจารย์จิตรสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากรสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง โดยได้ค่าสอนชั่วโมงละ 30 บาท และจากแนวคิดที่ถ่ายทอดไปพร้อมๆ กับการสอนของจิตร ทำให้หนังสือรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2500 ออกมาแหวกแนว (เช่นเดียวกับหนังสือรับน้องใหม่ของจุฬาฯ เมื่อปี 2496) โดยเป็นหนังสือที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องศิลปะอย่างขุดรากถอนโคน ชี้นำให้เห็นว่า “ศิลปะต้องเกื้อเพื่อชีวิต” มิใช่ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ที่เหลวไหลเลื่อนลอย

        งานเขียนเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต” บางตอนของจิตร ซึ่งใช้นามปากกา “ทีปกร” ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรับน้องฉบับนี้ จากนั้นสำนักพิมพ์เทเวศน์จึงได้นำไปรวมพิมพ์เป็นเล่ม ใช้ชื่อ “ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” และในปีเดียวกันนั้น จิตรได้เขียนบทความชื่อ “บทบาททางวรรณคดีของพระมหามนตรี” ผู้เขียน ระเด่นลันได โดยวิเคราะห์มีเนื้อหาล้อเลียนวัฒนธรรมศักดินา โดยเฉพาะวรรณกรรมของชนชั้นสูงในเรื่อง “อิเหนา” และเรื่อง “เพลงยาวบัตรสนเท่ห์” ว่าสะท้อนการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น

        นามปากกา “ทีปกร” นี้ จิตรเป็นคนคิดขึ้นเอง ซึ่งเขาให้คำแปลว่า “ผู้ถือดวงประทีป” ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีภาษาฝรั่งเศสของ วิคเตอร์ ฮูโก ชื่อ “ความสว่างและความมืด” (Les Rayons et les Ombres, I , 1893)

                                   “กวี ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์เช่นนี้
                                   ย่อมจักแผ้วทางไว้เพื่อวันคืนอันดีกว่า
                                   เขาคือบุรุษแห่งยุคสมัยของความใฝ่ฝัน
                                   ตีนทั้งสองเหยียบยืนอยู่ ณ ที่นี้
                                   ตีนทั้งสองเพ่งมองไปเบื้องหน้าโน้น
                                   เขานั่นเทียว, โดยไม่คำนึงถึงคำประณามและเยิรยอ
                                   เปรียบเสมือนผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต
                                   จักต้องกระทำสิ่งที่จะมาถึงให้แจ่มจ้า
                                   เสมือนหนึ่งโคมไฟในมืออันอาจรองรับสรรพสิ่งของเขา
                                   ซึ่งกวัดไกวจ้าอยู่เหนือศีรษะของมวลชนทุกกาลสมัย”

          ความคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต” ซึ่งถือว่าเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น ปรากฏว่า “เสฐียรโกเศศ” หรือ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และในหนังสือรับน้องฉบับดังกล่าว “เสฐียรโกเศศ” ก็ได้แปลบทความเรื่อง “ศิลปะคืออะไรของลีโอ ตอลสตอย ให้ พร้อมกับกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) ก็ได้มอบบทความเรื่อง “ความเป็นมาของประวัติศาสตร์” ซึ่งเขียนถึง “ผู้สร้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่กษัตริย์ แต่เป็นประชาชนผู้ทุกข์ยาก”

          หนังสือรับน้องศิลปากร พิมพ์ไว้ 1,000 เล่ม หลังจากมีการแจกหนังสือดังกล่าว ได้ถูกบรรดานักศึกษาคณะจิตรกรรมต่อต้านและนำไปทำลายเป็นจำนวนมาก และเกิดการชกต่อยระหว่างผู้มีแนวคิดสองแนวทาง จนได้มีการประชุมชักฟอกโดยกรรมการนักศึกษา ว่า “ทีปกร” คือใคร? และได้มีนักศึกษาชายคณะจิตรกรรม ชื่อว่ากำจร สุนทรพงษ์ศรี ออกมารับสมอ้างว่า ตนคือ “ทีปกร” เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามต่อไป


             ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทร์ศึกษา แต่สอนได้ไม่นาน ก็ถูกไล่ออกไป เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีหัวก้าวหน้ามากเกินไป จิตรจึงไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานการวิจารณ์ที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการไทยหลายเรื่อง เช่น การวิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 จิตรได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา และถูกกระสุนปืน PSG-1ของเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ บ้านหนองกุง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร


นามปากกา
นามปากกาของจิตรมีเป็นจำนวนมาก เช่น นาคราช1, ศูลภูวดล1, ศรีนาคร, ทีปกร, สมสมัย ศรีศูทรพรรณ1, ศิลป์ พิทักษ์ชน, สมชาย ปรีชาเจริญ, สุธรรม บุญรุ่ง, ขวัญนรา, สิทธิ ศรีสยาม1, กวีการเมือง, กวี ศรีสยาม, บุคแมน, มูฟวี่แมน (มูวี่แมน) , ศิริศิลป์ อุดมทรรศน์1, จักร ภูมิสิทธิ์2



ผลงานประพันธ์ของจิตร ภูมิศักดิ์

        1.
ความเรียงว่าด้วยศาสนา ความเรียงแปลจากงานของศาสตราจารย์ยอร์จ ทอมสัน แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ พิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน เนื้อเรื่องพยายามลำดับวิวัฒนาการทาง ศาสนาตามที่เป็นมาในประวัติศาสตร์สังคมของนุษย์และปัญหา ทางศาสนากับลัทธิคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ประกาศอยู่ใน หนังสือต้องห้าม

        2.
ด้วยเลือดและชีวิต รวมเรื่องสั้นเวียดนามแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ The One-Eyed Elephant and the Elephant พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวันเป็นรวมเรื่องสั้นต่างๆ ที่บรรยายการต่อสู้ของ ชาวเวียดนาม ต่อจักรวรรดินิยมผู้รุกรานทั้งหลาย ชลธิรา สัตยาวัฒน์ เคยวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ไว้ว่า จิตรแปลได้ดี สมกับเป็น "เอกตัดคะทางภาษา" หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้ประกาศอยู่ใน หนังสือต้องห้าม

        3.
ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2519 โดย โครงการตำราสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นผลงานการวิจัยด้านอักษรศาสตร์ สันนิษฐานที่มาของคำต่างๆ โดยโยงไปให้เห็นถึงความเป็นมาลักษณะเชื้อชาติ ลักษณะทางสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในแถบถิ่นแหลมทอง งานชิ้นนี้นักประวัติศาสตร์ ต่างยกย่องว่า เป็นผลงานทางวิชาการชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ

        4.
ภาษาและนิรุกติศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ จัดพิมพ์ครั้งแรกก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในชื่อว่า รวมบทความทางวิชาการ ของจิตรภูมิศักดิ์ ในโครงการหนังสือเล่ม ของสังคมปริทัศน์ แต่ไม่ได้นำออกจำหน่าย หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสันนิษฐานที่มาของศัพท์ต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ และให้ความรู้เกี่ยวกับ เรื่องตัวอักษรไทย และความรู้เกี่ยวกับจารึกใน "พิมายในด้านจารึก"

        5.
บทวิเคราะห์วรรณกรรมยุคศักดินา และ ทีปกร ศิลปินนักรบประชาชน พิมพ์ 3 ครั้ง ในปี พ.ศ.2517 - 2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน เป็นหนังสือที่รวมบทวิเคราะห์วรรณกรรมในทัศนะของจิตร บทที่สำคัญๆ คือ "บทบาททาง วรรณคดีของพระมหามนตรี" "โองการแช่งน้ำ" และ "โคลงห้า...มรดกทางวรรณคดีไทย"

        6.
แม่ นวนิยายแปล จากเรื่อง Mother ของแมกซิม กอร์กี้ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519 โดยสำนักพิมพ์แสงตะวัน (แต่ไม่ได้จำหน่าย เพราะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) นวนิยายเรื่องแม่ จิตร ภูมิศักดิ์ได้บรรจงแปลอย่างปราณีต จัดเป็นวรรณกรรมแปลชิ้นเอก ชิ้นหนึ่งซึ่งจิตร ได้แสดงถึงความรอบรู้และปราดเปรื่อง สมฐานะที่ได้รับการยกย่อง เป็นนักศึกษาศิลปวรรณคดีที่ยอดเยี่ยม

        7.
นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา เป็นผลงานวิจัยวรรณคดีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2518 โดยสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่องนี้จิตรได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า วรรณคดีสามารถสะท้อนภาพสังคมของยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างไร โดยศึกษาจาก "นิราศหนองคาย"

        8.
ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ความเรียงศิลปะ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2500 โดยสำนักพิมพ์เทวเวศม์ เป็นหนังสือ รวบรวมข้อเขียนของ จิตร รวมทั้งสี่ชิ้น ซึ่งลักษณะข้อเขียนทั้งสี่ชิ้นนี้ เป็นข้อเขียนที่จบสมบูรณ์แล้วในตัว และแต่ละชิ้นได้ทำหน้าที่ตอบปัญหาทางศิลปะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ คือเริ่มตั้งแต่ปัญหา ศิลปะคืออะไร ศิลปะสูงส่งอย่างไร ศิลปะบริสุทธิ์มีจริงหรือไม่ ศิลปะเพื่อศิลปะมีความหมายอย่างไร และความหมายและบทบาทของ ศิลปะเพื่อชีวิตเป็นเช่นไร

        9.
กวีการเมือง เป็นงานรวมบทกวีและงานวิจารณ์ศิลปวรรณคดี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 โดยแนวร่วมนักศึกษา เชียงใหม่ เนื้อหาบทกวีเด่นๆ เช่น "โครงสรรเสริญเกียรติกรุงเทพมหานคร" "วิญญาณสยาม" และยังรวบรวมบทความ จากคอลัมน์ "ชีวิตและศิลปะ" ของหนังสือสารเสรี ระหว่าง พ.ศ.2500 - 2501

        10.
เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2521 โดยสำนักพิมพ์วังหน้า เป็นหนังสือรวมบทความทั่วๆไป ที่น่าสนใจของจิตร เช่น "โมราวียากับนวนิยายต้องห้าม" "เสียงเพลงแห่งการต่อต้าน" "เสียงนักโทษสเปน" และ "บทวิเคราะห์เพลงไทยเดิม"

        11.
ภาษาละหุหรือมูเซอร์ เป็นพจนานุกรมภาษาไทย-มูเซอร์ เป็นผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่จิตรได้รวบรวม เรียบเรียงไว้สำเร็จ เมื่อเดือนมีนาคม 2506 อันเป็นปีที่ 6 ของการถูกจองจำในคุกลาดยาว และนี่คือผลงานที่ทรงคุณค่าอีกชิ้นหนึ่ง ท่ามกลางผลงานที่ยิ่งใหญ่ ทั้งหลายที่จิตรได้สร้างสรรค์ขึ้นในคุก

        12.
โฉมหน้าศักดินาไทย เนื้อหาวิเคระห์ประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้หลักการเอาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนข้างมาก มาเป็นจุดยึดมั่น ในการวิเคระห์ หนังสือเล่มนี้ ก่อผลสะเทือนแก่แวดวงประวัติศาสตร์ไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2500 ในหนังสือ "นิติศาสตร์" ฉบับรับศตวรรษใหม่ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้อยู่ในประกาศหนังสือต้องห้าม

        13.
บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรม สจม. เป็นหนังสือรวมบทความ งานวิจารณ์ศิลปะของจิตร ภูมิศักดิ์ จากคอลัมน์ "ศิลปวิจารณ์" ของหนังสือพิมพ์ "ปิตุภูมิ"

        14.
คาร์ล มาร์กซ์ เรื่องแปลทางวิชาการ กล่าวถึงประวัติย่อของคาร์ล มาร์กซ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2518 โดยสำนักพิมพ์มหาราษฎร หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือเล่มนี้อยู่ในประกาศหนังสือต้องห้าม

        15.
โคทาน นวนิยายแปลจากเรื่องของเปรมจันท์ นักเขียนชาวอินเดีย พิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า จิตรแปรมหากาพย์แห่งอินเดีย เรื่องนี้ไม่จบแปลได้เพียง 9 บท ต่อมา ศริติ ภูริปัญญา ญาติผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งของจิตร ได้แปลต่อจนจบ

        16.
พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2522 โดยชมรมหนังสือต้นกล้า นอกจากรวมบทกวีนิพนธ์เด่นๆ ของจิตร ไว้แล้ว ยังรวมบทกวีที่จิตร แปลมาจากต่างประเทศไว้ด้วย เช่น "วัวงาน" และ "พระเจ้ากำเนิดข้ามาเสรี" เป็นต้น

        17.
โจหยาง ปราศรัยว่าด้วยงานศิลปวรรณคดี หนังสือเล่มนี้ จิตรแปลจากคำปราศรัยของโจหยางที่ได้ปราศรัยใน สมัชชา ผู้ปฏิบัติงานศิลปวรรณคดี ครั้งที่ 3 ที่จือกวงเกอะ วังจงหนานไห ปักกิ่ง พ.ศ.1959 พิมพ์ครั้งแรกเดือนกันยายน พ.ศ.2523 โดยกลุ่มลำธาร

        18.
คนขี่เสือ แปลจากนวนิยาย "He who rides a tiger" ของภวานี ภัฏฏาจารย์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ของอินเดีย จิตรชื่นชอบนวนิยายเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2530 โดยสำนักพิมพ์ ดอกหญ้า

        19.
ความใฝ่ฝันแสนงาม รวมงานกวีนิพนธ์ชุดสมบูรณ์ของจิตร ภูมิศักดิ์ ในช่วง พ.ศ.2489 - 2509 รวบรวมโดย เมือง บ่อยาง นับว่าเป็นการรวบรวมผลงานกวีนิพนธ์ของจิตร ได้สมบูรณ์มากที่สุด พร้อมประกอบด้วยคำอธิบายถึงที่มาและ ลักษณะของงานเขียนแต่ละชิ้น พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524 โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า

       20.
โองการแช่งน้ำ วรรณคดีวิเคราะห์โองการแช่งน้ำพระพัทธ์และภาคผนวก ว่าด้วยข้อคิดใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นงานอีกชิ้นหนึ่งของจิตรที่เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2505 ระหว่างอยู่ในคุก จิตรได้ชี้ให้เห็นว่า วรรณคดี เรื่องโองการแช่งน้ำพระพัทธ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดขึ้นในสมัยอยุธยานั้น ที่จริงแล้วมีมาตั้งแต่ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ.1893 เสียอีก และจัดเป็นวรรณคดีที่ให้ภาพของชุมชนไทยก่อนหน้าการสถาปนากรุงศรีอยุธยาได้อย่าง ชัดเจน

       นอกจากนี้ จิตรยังประพันธ์เพลงเพื่อชีวิตขึ้นอีกหลายเพลง ที่โด่งดังและเป็นอมตะมากๆ เห็นจะได้แก่ แสงดาวแห่งศรัทธา และบทกวีหลายบทของเขา ได้ถูกดัดแปลงเป็นเพลงเพื่อชีวิตอีกหลายเพลง ที่โด่งดังมาก ก็เช่น เปิบข้าว, กลิ่นรวงทอง เป็นต้น


 


 





Free TextEditor




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2553 22:57:28 น.
Counter : 5250 Pageviews.  

แม่ครัวหัวป่าก์ ต้นตำรับตำรากับข้าวสยาม

  จากบทความตอนที่แล้ว ร้านรักสยามหนังสือเก่า ได้แนะนำหนังสือตำรากับข้าวเล่มแรก ๆ ของสยาม เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว ชื่อ "หนังสือ ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม”  ซึ่งแปลและเรียบเรียงโดย นักเรียนดรุณีโรงเรียนกูลสตรีวังหลัง"  ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ โรงพิมพ์พวกครูอมริกัน เมื่อ ค.ศ. 1898 ตรงกับ พ.ศ. 2441 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดพิมพ์ครั้งนั้นวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้นักเรียนกูลสตรีวังหลังได้รู้จักการประกอบอาหารไทยและฝรั่ง เพื่อที่จะได้มีวิชาการเรือนติดตัวยามเมื่อจะต้องออกเรือนมีครอบครัว


             นอกเหนือจาก หนังสือ ปะทานุกรม การทำของคาวหวานอย่างฝรั่งแลสยาม ที่ได้แนะนำแล้วข้างต้น ยังมีตำราการทำอาหารที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันนี้ที่จะละเลยการกล่าวถึงมิได้ตำราอาหาร “แม่ครัวหัวป่าก์” ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์  ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451)  เดิมที ตำราอาหาร แม่ครัวหัวป่าก์ นี้ได้จัดพิมพ์แทรก ในหนังสือประทินบัตร พิมพ์เมื่อปี 2432  ก็ไม่ใช่หนังสือตำรากับข้าวโดยตรง แต่เป็นแต่เพียงเรื่องแทรกเล็กน้อยเท่านั้น หากจะกล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่พิมพ์ตำรากับข้าวในหนังสือพิมพ์ก็คงจะได้ 



ประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ


(ฉบับนี้เป็นฉบับที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นฉบับ)



ตัวอย่างสูตรอาหารประติทินบัตรแลจดหมายเหตุ



             ชื่อแม่ครัวหัวป่าก์ นั้น สันนิษฐานว่า เมื่อปี ร.ศ.  125  ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2449  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสต้นหัวเมืองสิงห์บุรี และได้เสวยพระกระยาหารที่ชาวบ้าน ตำบลหัวป่า ปรุงถวาย ซึ่งปัจจุบันท้องที่นี้อยู่ในเขตอำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในเหตุการณ์ครั้งนั้น พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสชมว่าอาหารฝีมือชาวตำบลหัวป่าเป็นอาหารที่มีรสดีเยี่ยม และเป็นที่เลื่องลือในเวลาต่อมา


              ชื่อของ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราอาหารไทยเล่มแรก ๆ ของไทย ที่พิมพ์ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.  2451  จึงสันนิษฐานว่ามีที่มาจากการเสด็จประพาสต้นของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้น 


              ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เรียบเรียงตำราแม่ครัวหัวป่าก์ นับเป็นบุคคลท่านแรกของไทยที่ได้ทดลองใช้วิธีการชั่ง ตวง วัดส่วนผสมต่างๆ ในการประกอบอาหาร จึงทำให้ได้อาหารที่มีรสชาติคงที่ และอร่อยเป็นที่เลื่องลือ ไม่แพ้ฝีมือการปรุงอาหารของชาวตำบลหัวป่า เมืองสิงห์บุรี ที่เคยปรุงพระกระยาหารถวายพระพุทธเจ้าหลวงนับได้ว่าเป็นการบันทึกเกี่ยวกับอาหารไทยที่เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างมีระบบระเบียบเป็นครั้งแรก


                ด้วยเหตุนี้ จึงจะขอเล่าประวัติของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เรียบเรียงตำราแม่ครัวหัวป่าห์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเจ้าของตำรา ดังนี้


                ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ (เปลี่ยน บุนนาค) เดิมอยู่ในราชินิกูล “ชูโต” เป็นธิดาของนายสุดจินดา (พลอย) บุตรจมื่นศรีสรรักษ์ (ถัด) มารดาของท่านชื่อ “นิ่ม” เป็นธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค เรียกโดยทั่วไปว่า สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่) ดังนั้นท่านจึงมีศักดิ์เป็นหลานตาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ด้วย



ท่านผู้หญิงเปลี่ยน และ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์


(ที่มาของภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ) 


                ชีวิตในวันเยาว์ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนได้รับการศึกษาอบรมตามแบบกุลธิดาสมัยก่อนซึ่งเกี่ยวกับการดูแลกิจการบ้านเรือน และโดยเหตุที่ท่านเป็นสตรีที่มีความฉลาด มีอุปนิสัยรักความประณีต อีกทั้งยังมีความคิดริเริ่มที่ดี ท่านจึงได้พากเพียรศึกษา ฝึกฝน และปรับปรุงการประกอบอาหารคาว ฝีมือการปรุงอาหารของท่านเป็นที่เลืองลือทั่วไปว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง เป็นที่ชื่นชมทั้งชาวไทยและฝรั่งต่างชาติ อีกทั้งท่านเป็นผู้ริเริ่มการประดิษฐ์อาหารและขนมให้ดูน่ารับประทานเช่นการประดิษฐ “ลูกชุบ” ขึ้นถวายเจ้านาย จนเป็นที่นิยมถึงปัจจุบันนี้ 


                   นอกเหนือจาก ฝีมือทางด้านการประกอบอาหารแล้ว ท่านยังมีฝีมือในการแกะสลักผลไม้รวมทั้งการประดิษฐดอกไม้แห้ง ดอกไม้สด และดอกไม้ขี้ผึ้งอบหอม ส่วนฝีมือในการเย็บปักถักร้อยของท่านก็เป็นเยี่ยมเช่นกัน ผลงานปักชิ้นสำคัญที่มีชื่อเสียงเลืองลือไปถึงต่างประเทศ คือ“งานปักรูปเสือ” ซึ่งได้รับรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และงานชิ้นนี้ได้ร่วมงานประกวดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่างานปักของท่านได้รับรางวัลชนะเลิศของโลก ได้รับเงินรางวัลหลายพันเหรียญสหรัฐ


                 ท่านผู้หญิงเปลี่ยน สมรสกับเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร หรือ ชุมพร บุนนาค) บุตรคนสุดท้ายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ กับ หม่อมอิน ตามหลักฐานที่ปรากฏทั้งสองมีบุตรธิดารวม 2 คน คือ นายราชาณัตยานุหาร (พาสน์) และเจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ 5


                เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ปฏิบัติงานถวายเบื้องพระยุคบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นอย่างดี เบื้องหลังความสำเร็จคือ ภริยาของท่านสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวยกย่องท่านผู้หญิงเปลี่ยนไว้ในหนังสือ “คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก” ดังนี้ “........การที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นภรรยาควรนับว่าเป็นโชคสำคัญในประวัติท่าน เพราะท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นนารีที่เฉลียวฉลาดและสามารถในกิจการจะหาผู้ที่เสมอเหมือน ได้โดยยาก ตรงกับลักษณะภริยาที่ยกย่องในพระบาลีว่า เปรียบด้วยมารดาและสหายของสามีรวมกันทั้ง 2 สถาน ท่านผู้หญิงเปลี่ยนสามารถรับดูแลการงานบ้านเรือนตลอดไปจนพิทักษ์รักษาโภคทรัพย์ทั้งปวงมิให้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ต้องอนาทรร้อนใจ และเอาเป็นธุระในการต้อนรับเลี้ยงดูผู้ที่ไปมายังบ้านเรือนสามี บางทีถึงอาจช่วยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ตลอดไปจนกิจการราชการไม่มีใครที่จะประมาณได้ว่าเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ได้รับประโยชน์และความสุขเพราะได้ท่านผู้หญิงเปลี่ยนเป็นภรรยานั้นสักเท่าใด แต่ข้อนี้ก็มีทั้งฝ่ายที่น่าสงสารโดยความที่เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ได้เคยอาศัยท่านผู้หญิงเปลี่ยน สิ้นกังวลในการกินอยู่มาเสียช้านาน เมื่อท่านผู้หญิงเปลี่ยนถึงอนิจกรรม ท่านได้ความเดือดร้อนแสนสาหัสก็ไม่อาจจะแก้ไขให้บรรเทาได้โดยลำพังตน จนเจ้าจอมพิศว์ธิดาออกไปอยู่ปรนนิบัติแทนมารดาต่อมา ท่านจึงค่อยได้ความสุขใจในตอนเมื่อแก่ชรามาจนถึงอสัญกรรม”


             ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ร.ศ. 130 สิริอายุได้ 65 ปี และระบุความว่า “ป่วยเป็นแผลบาดพิษถึงแก่อนิจกรรม”


              ด้วยเหตุที่ตำราแม่ครัวหัวป่าก์  พิมพ์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2451 นับถึงปัจจุบันมีอายุร่วม102 ปี  ในปี 2545 นับเป็นโชคดีของคนรุ่นหลัง ที่สำนักพิมพ์ต้นฉบับได้พิมพ์ต่ออายุ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ครบทั้ง 5 เล่ม  ทำให้หนังสือชุดนี้มีคุณค่ามากสำหรับอนุชนรุ่นหลัง หนังสือแม่ครัวหัวป่าก์มีความวิเศษอย่างไรนั้น  ด้วยเสน่ห์ของการเล่าเรื่องการทำอาหารของไทยผสมเกร็ดความรู้สนุกหลายเรื่อง ไม่ใช่เพียงแต่บอกสูตรเครื่องปรุงรกรุงรังอย่างที่เห็นในตำรากับข้าวทั่วไป บอกเล่าอย่างละเอียด ตลาดไหน ขายอะไร เวลาใด ท่านบอกไว้หมด ทำให้การอ่านแต่ละตอนได้บรรยากาศ วิถีชีวิตของบรรพบุรุษของเราในสมัยก่อนโดยไม่รู้ตัว


             ตำราแม่ครัวหัวป่าก์นี้ แบ่งเป็น 5 เล่ม แต่ละเล่มประกอบด้วย 8 บริจเฉท คือ ทั่วไปหุงต้มเข้า ต้มแกง กับเข้าของจาน เครื่อจิ้มผักปลาแกล้ม ของหวานขนม ผลไม้ และเครื่องว่าง



หนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ จำนวน 5 เล่ม


(พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ต้นฉบับ)


              ประวัติการพิมพ์ ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ มีอยู่หลายครั้งด้วย โดยจะขอบอกเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบ ดังนี้


              ครั้งแรก เมื่อคราวที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ทำบุญฉลองอายุครบ 61 ปีและฉลองวาระสมรสครบ 40 ปี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ศ. 127  ได้จัดพิมพ์ตำราแม่ครัวหัวป่าก์แจกเป็นของชำร่วยจำนวน 400 ฉบับ เป็นที่เลื่องลือและเสาะแสวงหากันทั่วไป  ท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ จึงได้ดำริจัดพิมพ์ขึ้นใหม่อีกคราวหนึ่ง และมอบให้นายเปียร์ เดอ ลา ก๊อล เพชร์ เป็นบรรณาธิการ นายเพชร์ เป็นบรรณาธิการ นายเพชร์นี้ได้ทำหน้าที่อยู่เพียง 2 ฉบับ คือ เล่ม 1 และเล่ม 2 ก็มีอันต้องพ้นหน้าที่ไป เล่มที่ 3 จึงได้บรรณาธิการคนใหม่ชั่วคราวชื่อ ปอล ม’ กลึง ส่วนเล่มที่ 4 ท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ ต้องมาเป็นบรรณาธิการเองพร้อมทั้งเขียนแจ้งความว่า “ ด้วยเอดิเตอร์หลบหนีตามผู้หญิงไป.............. ส่วนลูกที่ดีฉันให้เป็นผู้เก็บรวบรวมตำราขึ้นไว้ก็มีเรือนไป” ต่อมาในเล่มที่ 5 จึงมอบหมายให้นายทด บ้านราชฑูตเป็นบรรณาธิการแทน พร้อมทั้งตัดบริจเฉทที่ 8 คือเครื่องว่างออก เนื่องจากได้เพิ่มตำราอาหารในบริจเฉทอื่น ๆ เข้าไปอีกถึง 4 ยก


             ในเล่มที่ 5 นี้ ทำให้ได้ทราบว่าคนทำหนังสือในสมัยปัจจุบันนี้ กับในสมัยปัจจุบันนี้กับในสมัย 100 ปีเศษมาแล้ว แทนจะไม่แตกต่างกันเลย กล่าวคือต้องประสบปัญหามีคนซื้อน้อยได้มีผู้ลงชื่อรับไวเพียง 175 รายเท่านั้นเอง ยอดพิมพ์ขายไม่ได้มากเหมือนเรื่องจักรๆ วงศ์ ๆ ซึ่งเป็นรื่องบันเทิงใจของผู้อ่าน ทั้งที่เรื่องประเภทนั้นมีประโยชน์น้อย ตำราแม่ครัวหัวป่าก์ฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้จึงหายาก สวนหนึ่งเพราะคงจะมีการพิมพ์จำนวนน้อย


             ครั้งที่ 2   พ.ศ. 2470 โรงพิมพ์ห้างสมุด ที่สำเพ็งได้รับการอนุญาตให้จัดพิมพ์ใหม่จำนวน 5 เล่มชุดเช่นกัน การพิมพ์ในครั้งนี้มีการพิมพ์จำนวนมาก จึงมีผู้ขอนำไปแจกเป็นมิตรพลีในงานศพต่าง ๆ เช่น พระสัทธาพงศ์พิรัชพากย์ (ต่วย สัทธาพงศ์) ได้พิมพ็แจกในงานปลงศพ คุณหญิงประดิษฐอมรพิมาน (สุ่น อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา) เมื่อ พ.ศ. 2470 และตระกูลเปล่งวานิชได้พิมพ์แจกในงานฌาปนกิจศพ นายอั๋น เปล่งวานิช เมื่อ พ.ศ. 2486


             ครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2495 สำนักพิมพ์ผดุงศึกษา ที่เวิ้งนครเกษม ได้รับอนุญาตให้พิมพ์จำหน่าย โดยจัดพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ และได้ตัดการชั่ง ตวง วัด ตามแบบโบราณออก  โดยมีคุณพวง บุนนาค (คุณหญิงดำรงค์ราชพลขันธ์) เป็นผู้เขียนคำนำ อีกทั้งยังได้จัดรูปแบบเนื้อเรื่องใหม่โดยแยกประเภทของกับข้าวเป็นหุงต้มข้าว, แกงกับข้าว,เครื่องจิ้ม, ของหวาน,เครื่องว่าง และผลไม้เป็นที่น่าสังเกตว่าการแปลงมาตราชั่ง ตวง วัด อย่างเก่า มาเป็นอย่างใหม่นั้นทำได้ไม่ครบชุดของรายการอาหาร


              ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2501 สำนักพิมพ์คลังวิทยา ถนนเฟื่องนคร ได้รับอนุญาตให้พิมพ์จำหน่ายหนังสือเรื่องนี้อีก จำนวน 2,000 เล่ม ในการพิมพ์ครั้งนี้ ผู้จัดพิมพ์ได้ตัดการชั่ง ตวง วัด แบบโบราณออก แล้วเพิ่มเติมการชั่ง ตวง วัด แบบสมัยใหม่เข้ามาแทนคือใช้ ถ้วย,ช้อนโต๊ะช้อนชา, ช้อนหวาน อีกทั้งยังจัดรูปแบบของเนื้อหาตามฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 และ 2 คือ พิมพ์ไล่ตามลำดับเล่ม 1 จนถึง เล่ม 5 แต่ละเล่มแยกเป็นเรื่องทั่วไป หุงต้มข้าว, ต้มแกง, กับข้าวของจาน,เครื่องจิ้มผักปลาแกล้ม,ของหวานขนม,ผลไม้ และเครื่องว่าง ทั้งยังพิมพ์เป็นเล่มเดียวจบ หน้าถึง635 หน้า


              ครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2514 ตำรา “แม่ครัวหัวป่าก์” นี้ ก็ได้รับการตีพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นบุตรีของท่านผู้หญิงเปลียนฯ โดยพิมพ์เป็นการเสด็จพระราชกุศลของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขนาดเล่มกว้างยาวกว่าเดิมเล็กน้อย แต่มีการจัดรูปแบบสารบัญใหม่ กล่าวคือจัดตำราอาหารออกเป็นชุด ๆ แต่ละชุดสามารถปรุงเป็นอาหารได้ 1 มื้อ โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ กับข้าว 5 อย่าง ของหวาน 2 อย่าง อาหารว่าง 2 อย่าง รวมเป็น 9 อย่าง ต่อ 1 ชุด ซึ่งได้แบ่งเป็น 37 ชุด และยังเพิ่มเติมการชั่ง ตวง วัดแบบสมัยใหม่คือช้อนโต๊ะ ช้อนชา เมล็ด ผล น้ำหนักกิโลกรัม ตลอดทุกรายการอาหาร เป็นที่สังเกตว่ามีอาหารมากรายการและไม่ปรากฏว่ามีบันทึกอยู่ในฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เช่น ขนมสำปะนี ยำกระทืออ่อน ยำไก่วรพงษ์ ที่ได้มีข้อสังเกตนี้ไว้เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง  อีกทั้งยังมีความแปลกแตกต่างไปจากฉบับพิมพ์ครั้งอื่น ๆ คือมีข้อเขียปิดท้ายเล่ม ซึ่งแต่งเป็นโคลงกลอนสำหรับเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้เป็นแม่บ้านแม่เรือน  นับจากครั้งนี้แล้วก็ยังไม่มีการพิมพ์ซ้ำอีกเลย



 การจัดโต๊ะอาหาร (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


            เกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับจากหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ มีกว่าเกือบ 20 แห่ง และเขียนเล่าไว้อย่างน่าสนุก  เป็นต้นว่ามีการเล่าถึง ประวัติขนมค้างคาวของเจ้าครอกทองอยู่ ด้วยว่าเจ้าครอกทองอยู่นี้ เป็นพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง)ชอบไว้ผมประบ่า คุ้นเคยกับเจ้าครอกวัดโพธิ์ หรือ กรมหลวงนรินทรเทวี พระขนิษฐาของรัชกาลที่ 1ทรงมีชื่อเสียงทางด้านขนมจีบว่าเป็นขนมจีบที่อร่อยที่สุด “แผ่แป้งจนแลเห็นไส้...........ถึงเนื้อหมูมากกว่ามัน บริโภคได้มาก ๆ ไม่เลี่ยน” และเป็นที่สังเกตว่าพระองค์จะทรงภูษาสีแดงตลอดเวลา


            อีกแห่งหนึ่งเป็นตำราไข่เจียวในรัชกาลที่ 5 ว่าไข่เจียวที่พระองค์ท่านเสวยนั้นจะต้องเจียวให้ไข่ข้างในเป็นยางมะตูม หรืองบปลาร้าอย่างของคุณม่วง สกุลชูโต อีกทั้งน้ำพริกนครบาลตำหรับเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุญยรัตพันธ์) เมื่อครั้งเป็นเจ้าพระยายมราชกำกับกรมพระนครบาล ยังมีตำราการผัดปลาแห้งของคุณม่วงอีกเช่นกัน แม้เมื่อคุณม่วงเสียชีวิตไปแล้ว สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) ยังต้องให้บ่าวไปสืบว่ามีใครทำเป็นอย่างคุณม่วงบ้าง ปรากฏว่าไปได้บ่างของคุณม่วงมาคนหนึ่ง ชื่ออำแดงลิ้ม จึงโปรดถึงขนาดตบรางวัลให้เป็นเงิน 5 ตำลึง ผ้านุ่มผ้าห่มอีก 1 สำรับ


            ขนบธรรมเนียมการปรุงอาหารของไทยในสมัยก่อนก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากว่าวัฒนธรรมประเพณีในการปรุงอาหารของไทยนั้นไม่นิยมการใช้ชั่ง ตวง วัดอย่างของยุโรป ได้แต่อาศัยความชำนาญหัดเรียนรู้ด้วยตนเอง สืบทอดกันตามโคตรตระกูล ท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ นับเป็นบุคคลแรกที่หัดลองใช้วิธีการชั่งตวงวัดเป็นครั้งแรก ในการประกอบอาหาร โดยอาศัยการเทียบเคียงกับตำรายุโรป จึงได้รสชาติคงที่ แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้แก่บุคคลอื่น ๆ ที่เป็นแม่ครัวมือเก่าบ้างพอสมควร อย่างไรก็ตามท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ ก็ยังคงยืนยันว่า “การอันนี้ก็เป็นที่เห็นได้อยู่ในผู้ที่แรกจะหัดทำ ควรใช้ ชั่ง ตวงเป็นปริมาณอันดีก่อน”  


           



สภาพห้องครัวในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)


          การชั่งตวงวัดของตำราแม่ครัวหัวป่าส์นี้ สร้างความงุนงงให้แก่คนรุ่นใหม่เป็นอย่างมากไม่ทราบว่าจะเทียบเคียงกับมาตราส่วนที่ท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ กำหนดไว้อย่างไร เพราะในตำรานั้น ชั่งเป็นบาท สลึง เฟื้อง ไพ ซึ่งต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ชั่งเป็นกิโลกรัม กรัม เอานซ์ ปอนด์ ส่วนช้อนคาว ช้อนกาแฟ สำหรับการเทียบอัตราส่วนในสมัยปัจจุบันดังนี้


2 ช้อนกาแฟ                        เท่ากับ 2 สลึง


4 ช้อนโต๊ะ (ช้อนคาวก็เรียก) เท่ากับ 8 บาท


1 เอานซ์                             เท่ากับ 2 บาท


1 ปอนด์                             เท่ากับ 30 บาทเศษ


1 แกลลอน                         เท่ากับ 2 ชั่ง 15 ตำลึงเศษ


           สภาพภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการในปัจจุบัน โดยเฉพาะบริจเฉทว่าด้วยผลไม้ และบริจเฉททั่วไปว่าด้วยเรื่องตลาดขายของสดต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นการบันทึกสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยสมัยก่อน เช่น เงาะต้องเกิดที่ตำบลบางยี่ขัน ลางสาดต้องที่วัดทองคลองสาร ทุเรียนต้องของบางบน (คือบางขุนนนท์ ในปัจจุบัน) จะมีรสมันมากกว่าหวาน ถ้าของบางล่าง (คือ บางคอแหลมและบางโคล่) จะมีแต่รสหวานเนื้องละเอียด มะม่วงมี 25 สายพันธุ์ มะปรางต้องปลูกที่ ต.ท่าอิฐ จ.นนทบุรี ที่สุดแปลกประหลาดใจ ก็คือส้มเขียวหวาน ในตำราระบุว่าที่ต้องตำบลบางมด รสหวานสนิท แต่กำลังจะสูญไปเพราะราษฏรหันมาทำนาเกลือ ปรากฏว่าสมเขียวหวานบางมดก็ถึงกาลสูญไปจริง ๆ เมื่อคราวเศรษฐกิจเฟื่องฟูใน พ.ศ. 2531


              เป็นที่น่าสังเกตว่า การยกย่องมังคุดว่าเป็นราชินีแห่งผลไม้คู่กับทุเรียนที่เป็นราชาแห่งผลไม้นั้นไม่ใช่เพิ่งจะยกย่องเมื่อเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยนฯ ก็บันทึกไว้ว่า “มังคุดมีโอชารสประหลากรสเปรี้ยวแกมหวาน เมื่อชาวต่างประเทศตวันตกได้มาพบรสมังคุดในครั้งแรกเป็นพิเศษ แปลกปลาดกว่าผลไม้ในประเทศหนาว จึงได้ตั้งนามเป็นนางพระยารานีของผลหม้ในประเทศที่ร้อน”


               ความเป็นอยู่ของราษฏรชาวกรุงเทพมหานครในสมัยนั้น ได้รับการถ่ายทอดบันทึกไว้เป็นหลักฐานให้ทราบว่ามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง มีอาหารสดตลาดต่าง ๆ รอบกรุงเทพมหานครอยู่ที่ได้บ้าง เช่น ตลาดที่ใหญ่โตมีความสำคัญจะมีตลาดสำเพ็ง ตลาดน้อย ตลาดบางรัก ตลาดท่าเตียน ตลาดยอด ตลาดพลู ตลาดคลองมอญเป็นตลาดเรือ ตลาดเสาชิงช้า


             ส่วนของเรื่องอาหารสดนั้นจะได้รับทั้งความรู้และเกร็ดประวัติศาสตร์มากมาย เช่นปลาเทโพเป็นปลาเลี้ยงในบ่อ และกระชังแถบบ้านญวน สามเสน ปลาตะเพียนมี 2 ชนิด อย่างขาวเรียกปลาตะเพียนเงิน อย่างเหลืองเรียกปลาตะเพียนทอง มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดเสวยปลาตะเพียนมากถึงขนาดมีพระราชกำหนดห้ามคนอื่นรับประทาน มีเบื้ยปรับตัวละ 5 ตำลึง ปลากระโห้ตัวใหญ่มาก เฉพาะเพดานปลากระโห้นั้นเอามาทาเกลือตากแดดขายเป็นพิเศษ และมีพระราชกำหนดห้ามเช่นเดียวกับปลาตะเพียน และตับปลาหมอที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดเสวย ปลาทูจะมีรสชาติดีต้องจับในฤดูเดือน 11 และเดือน 12 เพราะมีรสชาติมัน ปลาโคกตวันตกชนิดเค็ม ถือว่าเป็นของฝากของกำนัลอย่างเยี่ยมยอดจากเมืองนครศรีธรรมราช เนื้อกบนั้นขึ้นโต๊ะชนชั้นสูงเพราะรสชาติเยี่ยม และเนื้อละเอียดยิ่งกว่าเนื้อไก่เสียอีก เนื้อหมูนั้นเลี้ยงขายกันในพวกคนจีนหรือคนเวียดนามที่นับถือศาสนาครสเตียน แต่เดี๋ยวนี้มีเลี้ยงมากที่เมืองนครราชสีมาแล้ว อาหารสดที่แปลกประหลาดขาดหายไปจากตำรับกับข้าวของคนไทยไปก็คือ กุ้งตะเข็บ ในตำราว่าเป็นกุ้งน้ำเค็ม บ้างก็เรียกกุ้งมะลายู ที่จับได้ที่เมืองสงขลาเรียกว่ากุ้งไม้ จากการสอบถามคนรุ่นเก่า ๆ เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมก็ไม่ได้ความแน่ชัด จึงกลายเป็นเรื่องที่จะต้องเสาะสืบค้นกันต่อไป


          จากสาระความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับความรู้เกร็ดประวัติศาสตร์ทำให้เราได้ทราบความสำคัญ คุณค่าทางวัฒนธรรมการบริโภคของคนไทย เหนือสิ่งอื่นใด ตำหรับกับข้าวแต่ละชนิดที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ เป็นการถ่ายทอดความรู้จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรามิให้สาบสูญไปตามกาลเวลา ด้วยในสมัยปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมีอิทธิพลอย่างมากสำหรับสังคมในยุคสมัยนี้ แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ที่ยังสนใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเรา ได้ร่วมสืบทอดให้มีความแพร่หลายมากขึ้น


ข้อมูลอ้างอิง


ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์.แม่ครัวหัวป่าก์ (5 เล่ม).สำนักพิมพ์ต้นฉบับ.2545


เอนก นาวิกมูล.ประติทินบัตรและจดหมายเหตุ.สำนักพิมพ์ต้นฉบับ.2540


ประพต เศรษฐกานนท์.ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม.นนทบุรี.ศรีปัญญา.2546


ข้อมูลภาพถ่าย : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร



Free TextEditor





 

Create Date : 10 ตุลาคม 2553    
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 8:25:43 น.
Counter : 8159 Pageviews.  

เปิดตำนาน พลิกตำรากับข้าวสยาม


    


         ปัจจุบันนี้ มีข้อถกเถียงกันระหว่างนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และนักมนุษยวิทยาว่าคนไทยมาจากไหนนั้น หากจะเชื่อในทฤษฏีที่ว่า คนไทยอพยพมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน แล้วมาตั้งรกราก ณ ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ ก็จะสอดคล้องกับความเชื่อที่ว่า อาหารไทยที่พอจะสืบค้นได้ ตั้งแต่ยุคอยุธยาในตอนต้น คือตั้งแต่รัชกาลของพระเจ้าอู่ทอง ไปจนถึงแผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ อาหารไทยในยุคนั้นเป็นการคลุกเคล้ากัน ระหว่างวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมกับวัฒนธรรมของขอมและมอญ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนดั้งเดิมในแผ่นดินแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้



            วัฒนธรรมของคนไทยในยุคก่อน เป็นวัฒนธรรมการกินอาหารป่า อาหารที่ได้มาจากการล่าสัตว์ เป็นอาหารที่มีเครื่องปรุงจากสมุนไพรในป่า มีเกลือเป็นเครื่องปรุงสำคัญ เป็นการปรุงอย่างง่าย ๆ  อาทิ เช่น อาหารเหนือและอาหารอีสานในปัจจุบัน และอาหารไทลื้อ ไทใหญ่ไทดำ ไทขาว ในดินแดนต่างชาติ ลาบ หลู้ หมก ย่าง เผา อ่อม ฯลฯ คืออาหารไทยแต่ดั้งเดิม อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วปรุงอย่างง่าย ๆ ใช้เวลาไม่นาน รสชาติก็มีเพียงเปรี้ยว เค็ม เป็นสำคัญ รสพิสดารต่าง ๆ เช่น เผ็ด หวาน มัน จืด ฯลฯ เกิดขึ้นภายหลัง แต่เดิมการปรุงอาหารได้รับการถ่ายทอดเคล็ดลับรุ่นต่อรุ่น   ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแต่เราคงจะเห็นได้จาก การบันทึกของชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับสยาม



             ครั้น รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติมากขึ้น มีการตั้งโรงพิมพ์แห่งแรก โดยหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันดังนั้น ตำรับอาหารการกินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 มีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทางเครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหารนานาชาติ ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดในปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วนประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไปจากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย 



             สำหรับตำราอาหารเล่มแรก ๆ ของสยาม ที่มีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ที่ทางร้านรักสยาม จะขอแนะนำ "ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม  แปลและเรียบเรียงโดย นักเรียนดรุณีโรงเรียนกูลสตรีวังหลัง" นับว่าเป็นตำราอาหารที่เก่าแก่เล่มหนึ่งของไทยตีพิมพ์ครั้งแรกที่ โรงพิมพ์พวกครูอมริกัน เมื่อ ค.ศ. 1898 ตรงกับ พ.ศ. 2441 นับถึงวันนี้มีอายุกว่า 112 ปี  


           "หนังสือ ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม" เล่มนี้ เป็นตำราอาหารโดยตรง พิมพ์ขึ้นกลางรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 การจัดพิมพ์ในครั้งนี้ อาจมีการพิมพ์เพียงครั้งเดียวยอดพิมพ์มีจำนวนน้อย คือจำนวนพิมพ์คงใกล้เคียงกับจำนวนนักเรียนดรุณี โรงเรียนกูลสตรีวังหลัง จุดประสงค์ก็เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียน สันนิษฐานว่าอาจจะมีจำนวนการพิมพ์ไม่มากไม่น่าจะเกิน300 เล่ม มีข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งที่พบในหนังสือเล่มนี้คือ สารบัญจะอยู่ท้ายเล่ม ทำให้เกิดความสงสัยว่าน่าจะมีหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่พิมพืขึ้นก่อนหน้านี้ และมีลักษณะอย่างนี้อยู่อีกหรือไม่



              สำหรับเนื้อหาภายในเล่ม ประกอบด้วย อาหารฝรั่งและอาหารไทย  ในส่วนของอาหารฝรั่งนั้นจะใช้มาตราชั่ง ตวง แบบยุโรป ่ส่วนอาหารไทยจะใช้มาตราชั่ง ดวง วัด แบบไทยซึ่งพอจะเทียบการชั่ง ดวง ด้วยภาชนะคือ


1  ช้อนเกลือ หนักประมาณ 1 เฟื้อง


2  ช้อนกลือ เป็น 1 ช้อนกาแฟ หนังราว 1 สลึง


2 ช้อนกาแฟ เป็น 1 ช้อนน้ำชา หนักราว 2 สลึง


2 ช้อนน้ำชา เป็น 1 ช้อนหวาน หนักราว 1 บาท


2 ช้อนหวาน เป็น 1 ช้อนคาวหรือช้อนโต๊ะ หนักราว 2 บาท


4 ช้อนโต๊ะ เป็น 1 ถ้วยแก้ว หนักราว 8 บาท


8 ช้อนโต๊ะ หรือ 2 ถ้วยแก้วเป็น 1 ถ้วย หนักราว 15 บาท


16 ช้อนโต๊ะ หรือ 4 ถ้วยแก้วเป็น 1 ปอนด์ หนักราว 30 บาท


            สำหรับ "หนังสือ ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม" เล่มนี้คุณสมบัติ พลายน้อย หรือ ส.พลายน้อย นักเขียนอาวุโส ได้เล่าถึงตำราเล่มนีไว้ดังนี้" ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนถามผมว่าหนังสือตำรากับข้าวเล่มแรกในภาษาไทยใครแต่งเวลานั้นยังหูป่าตาเถื่อนผมเห็นแต่หนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ก็คิดว่าน่าจะเป็นหนังสือเล่มนั้น ครั้งต่อมาสำนักพิมพ์ต้นฉบับพิมพ์หนังสือ "ประทินบัตร" ออกเผยแพร่จึงได้ทราบว่าได้มีเรื่องเกี่ยวกับตำรากับข้าวแทรกอยู่ในหนังสือเล่มนั้นด้วย หนังสือ "ประทินบัตร" พิมพ์เมื่อปี 2432 แต่ก็ไม่ใช่หนังสือตำรากับข้าวโดยตรง แต่เป็นแต่เพียงเรื่องแทรกเล็กน้อยเท่านั้น หากจะกล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่พิมพ์ตำรากับข้าวในหนังสือพิมพ์ก็คงจะได้


          สกูลสตรีวังหลัง เป็นโรงเรียนสตรีในกรุงเทพฯ เริ่มดำริมาตั้งแต่ พ.ศ. 2409 ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เพิ่งจะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2413 ในรัชกาลที่ 5 เมื่อคณะมิชชันนารีอเมริกันได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งบริเวณพระราชวังหลัง ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศิริราชปัจจุบันนี้ เพื่อสร้างเป็นโรงเรียน ความสำเร็จในการสร้างโรงเรียนแห่งนี้ต้องยกให้หมอเฮาส์ (Dr.Samuel Reynolds House) และนางแฮเรียด ผู้เป็นภรรยา เพราะปรากฏว่าเมื่อแหม่มเฮาส์ กลับไปเยี่ยมบ้านที่อเมริกาได้นำเงินเรี่ยไร สำหรับทำโรงเรียนกลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง และได้ก่อสร้างตึกจนสำเร็จ โรงเรียนประจำสำหรับสตรีกลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง และได้ก่อสร้างตึกจนสำเร็จ โรงเรียนประจำสำหรับสตรีแห่งแรกในกรุงเทพฯ นี้มีชื่อว่า โรงเรียนแฮเรียด เอ็ม เฮาส์ (Harriet M. House School for Girls)  หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง เปิดเรียนเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2417


           โรงเรียนสตรีวังหลังเป็นโรงเรียนเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และคหบดี นิยมส่งบุตรหลานไปเรียนกันมาก พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤกธิ์ ปราโมช เมื่ออายุ 6-7 ขวบ ก็เคยไปเรียน วัตถุประสงค์ของมิชชันนารีอเมริกันที่สร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เด็กหญิงไทยได้เรียนจบวิชาประถมศึกษาของสมัยนั้นคิดให้อ่านออกเขียนได้ และให้มีความรู้เย็บปักถักร้อยเช่น ถักนิตติ้ง โคเชต์ นอกจากนี้ก็จัดให้มีเวรเปลี่ยนกันไปจ่ายตลาด ซื้ออาหารมาหัดหุงต้มรับประทานมีแม่ครัวเป็นผู้จัดการ ฉะนั้นนักเรียนที่เรียนจบจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลังนอกจากจะมีความรู้สามัญและรู้ภาษาอังกฤษดีแล้ว ยังได้รับการอบรมสั่งสอนวิชาแม่บ้านการเรือนเป็นอย่างดีอีกด้วย จึงเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มในสมัยนั้น และปรากฏว่าส่วนมากได้แต่งงานกับขุนนาง  ข้าราชการได้ดีมีความสุขเป็นจำนวนมาก


           เมื่อนักเรียนของโรงเรียนหัดทำกับข้าวนี่เอง คงจะเกิดปัญหาขึ้นว่าจะทำอะไร ในที่สุดก็คงได้ช่วยกันคิดอาหารให้นักเรียนหัดทำ และเพื่อให้เป็นแบบแผนสะดวกขึ้นจึงได้พิมพ์ตำรากับข้าว ประทานุกรม การทำของคาวหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม เล่มนี้ขึ้น อีกทั้งเป็นการหารายได้บำรุงโรงเรียนอีกด้วย


            การทำอาหารคาวหวานในเล่มสี้ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่ายากเลย คนที่ไม่เคยทำของกินมาอ่านก่อนแล้วก็ทำได้ จึงเหมาะสำหรับนักเรียนอย่างยิ่ง ส่วนผู้ที่ชอบรับประทานอาหารแปลก ๆในเล่มนี้ก็มี เช่น ต้มปลาไหลกับทอดมันปลาไหลไม่เคยพบในตำราอาหารเล่มใดมาก่อนสรุปว่าหนังสือเล่มนี้แปลกกว่าหนังสือเล่มอื่น ๆ ท่านที่ชอบสะสมตำราอาหารถ้าขาดเล่มนี้ก็ถือว่ามีตำราไม่คบสมบูรณ์ ฉะนั้นการที่พิมพ์อนุรักษ์ขึ้นไว้นอกจากจะเป็นการรักษาประวัติหนังสือเก่าที่หายากแล้ว ยังได้ทราบอีกว่าคนสมัยร้อยกว่าปีมาแล้วเขารับประทานอะไรกันบ้าง


       


ข้อมูลอ้างอิง


ประพต เศรษฐกานนท์.ปะทานุกรม การทำของคาวของหวาน อย่างฝรั่งแลสยาม.นนทบุรี.ศรีปัญญา.2546



Free TextEditor




 

Create Date : 30 กันยายน 2553    
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 7:57:28 น.
Counter : 1977 Pageviews.  

ผู้ชนะสิบทิศ เพชรน้ำเอก แห่งวงการวรรณกรรมสยาม

ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ งานประพันธ์ชิ้นเอกของ ยาขอบ กล่าวถึงเรื่องราวของนักรบผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ชนะสิบทิศ"         นั่นคือ พระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดี นวนิยายได้รับความนิยมมากและถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครเวที ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ หลายครั้ง รวมถึงมีการประพันธ์เพลง ผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วย



                    ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนิยายที่ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ผู้เขียนเรียกว่า "นิยายปลอมพงศาวดาร"  โดยหยิบพงศาวดารพม่าเพียงแค่ 8  บรรทัด ในครั้งแรกใช้ชื่อว่า "ยอดขุนพล" เริ่มเขียนใน พ.ศ. 2474 จบลงใน พ.ศ. 2475  ในหนังสือพิมพ์ "สุริยา" และเริ่มเขียน "ผู้ชนะสิบทิศ" ในหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475  จบภาคหนึ่งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476  รวมเล่มพิมพ์เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 เขียนรวมทั้งหมด 3 ภาค เมื่อ พ.ศ. 2482  แต่ยังไม่จบ เนื่องจากขาดข้อมูลบางอย่างที่จะต้องใช้ประกอบการเขียน


                    เนื้อเรื่องกล่าวถึงราชวงศ์ตองอูตอนต้น เริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเมงจีโย ไปจนถึงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ หรือ มังตราราชบุตร โดยคำว่าผู้ชนะสิบทิศนั้น มาจากคำที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึง พระเจ้าบุเรงนองว่าเป็น The Conqueror of Ten Direction แต่สำหรับชื่อนิยาย จากหนังสือประวัติยาขอบ อ้างอิงว่า คุณมาลัย ชูพินิจ เป็นผู้ตั้งให้ ผู้ชนะสิบทิศตีพิมพ์ครั้งแรกลงใน นสพ.ประชาชาติ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475  ในตอน "ความรักครั้งแรก" ฉบับพิมพ์รวมเล่มใช้ชื่อ "ลูกร่วมนม" สร้างชื่อเสียงให้ยาขอบได้แจ้งเกิด จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทุกเพศทุกวัย ว่ากันว่าแม้แต่บรรพชิตก็ยังอ่านอย่างไม่กลัวอาบัติ


                    ผลงานของ “ยาขอบ” แม้จะมีอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนัก หากแต่กลับมีความดีเด่นแทบทุกเรื่อง ทั้งนี้อาจเป็นด้วยอายุไขของท่านค่อนข้างสั้น กล่าวคือ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2450  และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2499  สิริอายุเพียง 49  ปีเท่านั้น แต่ที่โดดเด่นจัดเป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมก็คือเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ซึ่งเป็นนวนิยายเรื่องแรกในชีวิตการประพันธ์ของท่าน และเป็นเรื่องยาวเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น


                     ยาขอบ ได้เล่าถึงการเขียน ผู้ชนะสิบทิศ ไว้ดังนี้  “เรื่อง “ยอดขุนพล” นี้ข้าพเจ้าเขียนจากข้อความซึ่งปรากฎในพระราชพงศาวดารพม่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์ หน้า 107 ระหว่างบรรทัดที่ 4  ถึงบรรทัดที่ 11  เหตุที่เสนอโดยละเอียดดังนี้ ก็เพื่อที่จะมอบให้ท่านผู้อ่านทราบว่า เมื่อตัวจริงในพงศาวดารมีอยู่ 8  บรรทัด แต่เรื่อง “ยอดขุนพล” มี 7224 บรรทัด ฉะนั้นส่วนที่แตกต่างออกไปจากต้นเรื่องเดิมนั้น ย่อมเป็นส่วนที่ข้าพเจ้าจะต้องรับผิดชอบ ถ้าได้สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินขึ้นไม่สมใจของท่านผู้อ่านด้วยประการใดก็ดี เรื่องนี้ ข้าพเจ้าเขียนอย่างจะให้เป็นชีวิตของบุเรงนอง ซึ่งในพงศาวดารยกให้เป็นมหาราชองค์หนึ่งของจำนวนมหาราชมีอยู่ 3 องค์ บุเรงนองจริงๆ ก็มีชีวิตอันพิสดารมากอยู่แล้ว ดังนั้นยิ่งบุเรงนองในห้วงนึกของนักเขียนอย่างข้าพเจ้า ซึ่งมั่นหมายจะเสนอบำเรอความสนุกและเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านเป็นส่วนใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องของวีรบุรุษผู้นี้ในห้วงนึกก็ยิ่งวิจิตรพิสดารขึ้นไปอีก ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าขมวดชีวิตวีรบุรุษของข้าพเจ้าให้จบลงในตอนปฐมวัยและไปเปิดฉากใหม่เป็นชีวิตของบุเรงนองคนทำการใหญ่ขึ้นในเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ” ซึ่งนักอ่านของประชาชาติก็รู้จักกันดี...”


                        จะเห็นได้ว่า “ยาขอบ” อาศัยเพียงหยิบเม็ดกรวดในพงศาวดารมาเพียงเม็ดเดียวแล้วแปรรูปได้ยิงใหญ่ราวกับขุนเขาทีเดียวปี 2475  “ ศรีบูรพา” กับพรรคพวกซึ่งเป็นตัวหลัก คือ “แม่อนงค์” หรือ มาลัย ชูพินิจ และ “ยาขอบ” เป็นเพียงตัวประกอบก็ได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ขึ้น โดยระดมนวนิยายลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นการใหญ่ เข้าสู่แนวนิยมของผู้อ่านเป็นอย่างมาก “ยาขอบ” ก็ถูกกำหนดตัวให้เขียนนิยายปลอมพงศาวดารต่อ และเรื่องนั้นก้คือเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ”  โดยสานต่อจากเรื่อง “ยอดขุนพล” ดังกล่าวแล้วในคำนำของ “ยาขอบ” ดังนั้นเรื่อง “ยอดขุนพล” จึงผนวกเข้าเป็นเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ”  ในภาคปฐมวัยไปโดยปริยายและในเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ”นี้ “ยาขอบ” ก็กล้าเปิดใจการเขียนไว้ในคำนำการจัดพิมพ์ “ผู้ชนะสิบทิศ” ภาคแรกในการพิมพ์เป็นครั้งแรกตอนหนึ่งว่า


 "ในที่นี้และโดยหนังสือนี้ ข้าพเจ้าขอชี้แจงต่อท่านผู้อ่านด้วยความคารวะว่า ไม่มีอะไรที่ข้าพเจ้ากล้ารับรองว่าเป็นพงศาวดารที่ถูกต้องอยุ่ใน “        ผู้ชนะสิบทิศ” ข้าพเจ้าเขียนขึ้นด้วยอารมร์ฝัน “ผู้ชนะสิบทิศ” ถูกปลอมขึ้นจนดูประหนึ่งเป็นพงศาวดารด้วยอารมณ์ฝันเท่านั้น"


นอกเหนืองานศิลปด้านวรรณกรรมของผู้ชนะสิบทิศแล้ว หากขยายผลสู่งานด้านศิลปะแขนงอื่นๆ นับตั้งแต่ด้านจิตรกรรม ภาพประกอบเรื่องโดยฝีมือนักวาดชั้นครูอย่างครูเหม เวชกร และ พนม สวุรรณบุณย์ สู่การเป็นละครเวที และ ละครวิทยุกระจายเสียง ละครวิทยุโทรทัศน์ ลิเกและภาพยนต์ครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้งละครพันทางของกรมศิลปากร จวบจนบันดาลใจต่อศิลปินเพลง เกิดเพลงไทยสากลจากเรื่องผู้ชนะสิบทิศถึง 17 เพลง  อีกทั้งยังถูกหยิบมาอีกอิงในการจัดทำวิทยานิพนธ์ด้านวรรณกรรมอีกด้วย




ประวัติด้านการพิมพ์ "ผู้ชนะสิบทิศ"




            การจัดพิมพ์ผู้ชนะสิบทิศ รวมเล่มมีหลายลักษณะ และทั้งเคยพยายามกระจายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างกัน มิได้จัดพิมพ์ติดต่อกัน ด้วยรักษาสัจวาจามอบลิขสิทธิ์บูชาคุณแก่นางวรกิจบรรหาร ไปแล้ว แต่มอบให้ผู้อื่นพิมพ์ก็ขออนุญาตแม่อุปถัมภ์ เพราะต้องการใช้เงิน ตามวิสัยคนใจกว้างราวแม่น้ำของยาขอบ


          “ยอดขุนพล” หรือ “ผู้ชนะสิบทิศ”  (ซึ่งเป็นชื่อที่คุณมาลัย ชูพินิจ เจ้าของนามปากกา “เรียมเองและน้อย อินทนนท์ ตั้งให้) ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นตอนๆ ต่อเนื่องกันบ้าง ขาดช่วงไปบ้าง แต่ผู้ชนะสิบทิศก็ได้รับการตอบรับจากมหาชนคนไทยอย่างกว้างขวางเป็นปรากฎการณ์ สมัยหนึ่งมีผู้อ่านติดตามเรื่องผู้ชนะสิบทิศที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆลงในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นจำนวนมาก เป็นที่นิยมของคนไทยทั่วประเทศตั้งแต่เชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ข้าราชการ พ่อค้าแม่ค้า ชาวไร่ชาวนา ไปจนถึงนักเรียน นักศึกษา ว่ากันว่าแม้แต่บรรพชิตก็ยังอ่านอย่างไม่เกรงอาบัติ และบางคราวเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนสำคัญ จะมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งมารออ่านเฉพาะหน้าที่ตีพิมพ์เรื่องผู้ชนะสิบทิศถึงที่หน้าแท่นพิมพ์อยู่เป็นประจำ


             งานพิมพ์รวมเล่มผู้ขนะสิบเทศจึงเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2476 ที่พิมพ์ยอดขุนพลจากนั้นก็จะทยอยพิมพ์เป็นภาค ๆ รวม 6 ครั้ง ระหว่างปี 2476 - 2489     ผู้ชนะสิบทิศ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 รวม 3 ภาค ภาคแรกมี 13 เล่ม, ภาคสองมี 12 เล่ม และภาคสามมี 12 เล่ม รวมจำนวน 37 เล่ม หน้าปกแต่ละภาคจะแตกต่างกัน แต่ในภาคเดียวกันหน้าปกจะเหมือนกัน ต่างกันที่สีภายในเล่มมีภาพประกอบฝีมือบรมครู เหม เวชกร มีแทรกอยู่ระหว่างเล่ม ซึ่งสวยงามปราณีต จัดเป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิคของครูเหมฯ


              การจัดพิมพ์ครั้งที่นับว่าสมบูรณ์ที่สุดนั้น คือการพิมพ์สามภาคกับสรุปเรื่องจบ รวมนวนิยายทั้งเป็นหนังสือปกแข็งจำนวน 8  เล่ม พิมพ์ครั้งแรก 2489 และการพิมพ์ซ้ำชุดสมบูรณ์นี้ พิมพ์ต่อมาอีกในปี 2506 2509 2514 และ 2520  รวมการพิมพ์ทั้งสิ้น 11 ครั้ง 


               การจัดพิมพ์ชุด 8 เล่ม มีสำนักพิมพ์ผดุงศึกษาเป็นผู้จัดพิมพ์มาโดยตลอด ขนาดรูปเล่มของการพิมพ์ชุด 8 เล่ม คือ 13.5x19 ซม. รวมหน้าการพิมพ์ทั้งสิ้น  5,120  หน้า


                สรุปแล้ว ผู้ชนะสิบทิศ  วรรณกรรมประเภทนิยายที่ได้รับยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่านนั้น แบ่งออกเป็น 3 ภาค แต่เรื่องไม่จบ แต่ทั้ง ๆ ที่เรื่องไม่จบนี้เอง ก็มีการพิมพ์ขายกันไม่รู้ต่อกี่ครั้ง ในรูปแบบการพิมพ์ต่าง ๆ กัน ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผลงานอันยิ่งใหญ่ของ ยาขอบ


                 “มีผู้กล่าวกันว่า ถ้าไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองสยามคงไม่มีนักประพันธ์ที่สร้างสรรค์วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างเรื่อง “ผู้ชนะสิบทิศ”


ภาค 2 ตอนที่ 1, 2, 4, 5, 6, 7, 8, 10, 11, 12 พิมพ์ปี 2482


วาดภาพประกอบโดยครูเหม เวชกร 



                                                                            


ภาค 3 ตอนที่ 1, 2, 3, 6 พิมพ์ปี 2482


วาดภาพประกอบโดยครูเหม เวชกร



บรรณานุกรม


ส.พลายน้อย.ยาขอบชีวิตและผลงานผู้แต่อมตะนิยาย ผู้ชนะสิบทิศ.กรุงเทพฯ:ศรีปัญญา.2547                                                                        


วิทยากร เชียงกูลและคณะ.สารานุกรมแนะนำหนังสือดี100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน.กรุงเทพฯ:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.2542



Free TextEditor




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 0:03:58 น.
Counter : 2509 Pageviews.  

ศิลปะชั้นครู บนปกนิยายยุค 2500

สิ่งพิมพ์ในเมืองสยามของเราในยุค พ.ศ. 2470 เป็นต้นไปนั้น นับว่าเป็นยุคหนึ่งที่สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จัดอยู่ในยุคเฟื่องฟู เมื่อสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2475 โดยมีนายเวช กระตุฤกษ์เป็นผู้ก่อตั้ง หนังสือของสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ พิมพ์ออกจำหน่ายมากดูจะออกทุกสัปดาห์และสัปดาห์ละหลายเรื่อง และมีนักเขียนประจำ หลายคนด้วยกัน นักเขียนรุ่นแรกที่พอจะรวบรวมชื่อได้มีดังต่อไปนี้




เสน่ห์จันทร์, พาณี, สุรินทร์ ทองสด,ป.ส,อรรยุกติ,ปรีชา,อ. อรรถจินดา,บุญส่ง กุศลสนอง,ป. อินทรปาลิต พระอภัย,อาษา,สุพัตรา,อ.มนัสวีร์,ลพบุรี,ล.อรุณประเสริฐ,พระยาอนุชิต,เฉลิมวุฒิ,ส.เทพกุญชร, อรวรรณ,ป. ศรีสมวงศ์, เวทางค์,อ.ร.ด.,รัตนา อมัติรัตน์,ดวงเดือน รัตนนาวิน ฯลฯ


นอกจากนักเขียนคณะเพลินจิตต์หลายคนที่มีชื่อเสียงแล้ว จิตรกรฝีมือดีหลายคนช่วยเขียนรูปประกอบเรื่อง เขียนหน้าปกมี "เหม" (เหม เวชกร) เป็นหัวหน้าควบคุม หน้าปกของหนังสือคณะเพลินจิตต์จึงสวยและงดงามกว่าสำนักพิมพ์อื่น ๆ


ป.อินทราปาลิต เป็นนักเขียนท่านหนึ่งที่อยู่ในสังกัดของ คณะเพลินจิตต์ มีผลงานออกมามากมายและยังเป็นที่กล่าวถึงมากยุคปัจจุบันคือ นิยายชวนขัน ชุด "พล นิกร กิมหงวน" ที่มีจิตรกรฝีมือดีวาดภาพประกอบมากมายและกลายเป็นของหายากในยุคปัจจุบัน บางปกที่พิมพ์ก่อนปี 2500
มีราคาสูงหลายพันบาทต่อปก


อย่างไรก็ตามในยุคตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำนักพิมพ์เพลินจิตต์ จะมีหนังสือเล่มปกแข็งออกมามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ "ไม้เมืองเดิม" "หลวงวิจิตรวาทการ" และลพบุรีทั้ง 3 ท่านนี้มักจะมีผลงานออกมาเป็นชุด ๆ ปกสวยฝีมือ "เหม เวชกร" และ "เฉลิมวุฒิ"
นักสะสมหนังสือท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นว่า หนังสือสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ ที่พิมพ์ระหว่าง ปี พ.ศ. 2493 - 2494 เป็นหนังสือที่น่าเก็บสะสมที่


นิยายปกสวยได้เริ่มออกมาอย่างแพร่หลาย ส่วนสำนักพิมพ์อื่น ๆ เช่น วัฒนานุกูลของนายพล วัฒนะ สำนักพิมพ์อุเทน ของ นายอุเทน พูลโภคา คณะเหม ของ เหม เวชกร คณะไทยบรรเทิง  คณะสุภาพบุรุษ ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้จัดพิมพ์หนังสือปกอ่อน ออกมาไม่น้อย  


ตลาดหนังสือในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารหรือนวนิยายความนิยมในปกหนังสือที่วาดดูจะมีค่ามากกว่าที่เป็นภาพถ่ายอาจจะเป็นเพราะภาพวาดให้จินตนาการได้ดีกว่าภาพถ่าย โดยเฉพาะปกหนังสือนวนิยายที่ช่วยส่งเสริมให้บทบาทของตัวเอกในเรื่องเด่นชัดขึ้น เมื่อคนอ่านซื้อหนังสือไป ก็มักจะพลิกอ่านเนื้อเรื่องที่สัมพันธ์กับปกสวยก่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรกอีกครั้ง


หนึ่งในนักวาดปกหนังสือในยุคนั้นมีไม่กี่คนที่เป็นนักวาดที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง จัดเป็นนักวาดระดับพู่กันทอง อาทิเช่น ครูเหม เวชกร  เฉลิม วุฒิโฆษิตสุรินทร์ ปิยานันท์ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ปยุต เงากระจ่าง จำเนียร สรฉัตร วารินทร์ สุทธสิทธิ ฯลฯ



สำนักพิมพ์ในยุคนั้นที่มักป้อนงานให้กับนักวาดยุคปี 2500 ได้แก่ สำนักพิมพ์เพลินจิตต์  ผดุงศึกษา แต้ฮวดมุ้ย พิทยาคาร บางกอก ประมวลสาส์น เป็นต้น ความสวยงามและจิตนาการของผู้วาด ถ่ายทอดจากปลายพู่กัน มีเสน่ห์ตราตรึงใจแก่ผู้พบเห็น แม้ปัจจุบันเวลาจะล่วงเลยนานกว่า 50 ปี แล้วก็ตาม  ก็ยังคงความงดงามและให้คุณค่าความงามทางศิลปะจากบุคคลที่ได้ชื่อว่า "นักวาดชั้นครู"


ข้อมูลอ้างอิง
ส.พลายน้อย.สำนักพิมพ์สมัยแรก.คอหนังสือ:2548
เอนก นาวิกมูล.นักวาดชั้นครู.เนชั่นบุคส์:2545
เอนก นาวิกมูล.ภาพถ่ายและสิ่งพิมพ์.ศิลปวัฒนธรรม:2549


ผลงานการวาดปกนิยาย
เรื่อง ขุนศึก พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ จากบทประพันธ์ของ "ไม้เมืองเดิม"


วาดโดยนักวาดชั้นครู "ครูเหม เวชกร"









Free TextEditor





 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2553 22:24:19 น.
Counter : 1165 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.