วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 

ขุมทรัพย์สารบาญชีสะท้อนวิถีสมัย ร.5

      สารบาญชีบันทึกเลขที่บ้าน ยุคแรก ๆ ของสยามบ้านเมืองของเรานี้ มีมากว่า 100 ปีแล้ว หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของบรรพบุรุษของเราในยุคนั้น และยังเป็นการจัดทำเพื่อสำรวจสำมะโนประชากรในกรุงเทพฯ เพื่อจัดส่งไปรษณีย์ในสมัยรัชกาลที่ 5 นักวิชาการเผยมีระบบจัดเก็บข้อมูลรายละเอียดยิบเหมือนสมุดหน้าเหลืองในปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วรเดช

อธิบดีกรมไปรษณีย์พระองค์แรก

 

       สารบาญชีบันทึกเลขที่บ้านครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับกิจการไปรษณีย์  มีจำนวน  4  เล่ม  ในส่วนของหน้าปกเล่ม 1 เขียนไว้ว่า โดยพระบรมราชโองการ  สารบาญชีส่วนที่  1  คือ  ตำแหน่งราชการ  สำหรับเจ้าพนักงานกรมไปรษณีย์กรุงเทพมหานคร

 

          สารบาญชีเปรียบเสมือนขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย  สะท้อนให้เห็นภาพวิถีชีวิต  สังคม และเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งนี้ ขอเรียกสารบาญชีดังกล่าวว่า  เป็นการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกของไทย  โดยจำแนกข้อมูลหัวหน้าครัวเรือน  อาชีพ เชื้อชาติ สถานะ ลักษณะบ้านเรือนอาศัยอยู่ ตรอก ถนน ลำน้ำ และออกเลขที่บ้านให้ประชาชนในกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ประโยชน์ในการส่งไปรษณีย์

 

 

 

         สำหรับหนังสือชุดนี้จัดพิมพ์ขึ้นใหม่โดย สำนักพิมพ์ต้นฉบับ และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ต้นฉบับ  ซึ่งดำเนินการจัดพิมพ์สารบาญชีจากต้นฉบับที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติ  กล่าวว่า สารบาญชีเหมือนสมุดบันทึกหน้าเหลืองในปัจจุบัน  และแสดงให้เห็นถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีรายละเอียดมาก อีกทั้งยังนับว่า เป็นสำมะโนประชากรฉบับแรกของประเทศไทยก็ว่าได้

 

 

       ความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วรเดช ซึ่งในขณะนั้นทรงกำกับดูแลทรงรับราชการเป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์ จัดพิมพ์ขึ้นจากบัญชีบ้านเลขที่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และโทรเลข ได้ดำเนินการติดป้ายเลขที่บ้านทำบัญชีไว้ หนังสือนี้ได้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อราวปีพ.ศ. 2426 ณ โรงพิมพ์บ้านพระเทพผลู จำนวน 4 เล่ม

 

 

 

ตัวอย่างบางส่วน บาญชีข้าราชการ  ในหน้า ๑๙๒ 

 

รมพระพราหมณโหราจารย์

 

 

พระมหาราชครูพิธีจางวาง(อาด)                                    บ้านตรอกหลังเทวสถาน  ที่ ๑๐๒

 

พระครูอัศฎาจารย์เจ้ากรม(แจ้ง)                                    บ้านตรอกข้างเทวสถาน   ที่ ๔

 

หลวงราชมุนี(เหมือน)                                                   บ้านตรอกหลังเทวสถาน   ที่ ๒

 

หลวงศรีวาจาจารย์ปลัดกรม(รุ่ง)                                    บ้านตรอกหลังเทวสถาน

 

หลวงสุริยาเวศ(ริ้ว)                                                        บ้านตรอกหลังเทวสถาน   ที่ ๑๐๒

 

ขุนธรรมนรายณ์สมุบาญชี(อิน)                                      บ้านตรอกหลังเทวสถาน    ที่ ๔

 

 

นายเวรของกรมท่ากลาง  (หน้า ๗๑)

 

หมื่นวิเสษอักษร(ครุด)                                        บ้านบางไส้ไก่

 

หมื่นวิสูทอักษร(เล็ก)                                         บ้านขุนอักษรสมบัติ

 

หมื่นพินิจอักษร(แดง)                                         บ้านถนนญวน

 

หมื่นอินท์อักษร(โพ)                                          บ้านริมคลองโอ่งอ่าง ริมวัดบพิธพิมุข(เชิงเลน)

 

 

 

"สารบาญชีแต่ละเล่มมีจุดเด่นที่น่าสนใจ  เล่ม  1 ตำแหน่งราชการ มี ข้อมูลขุนนางชั้นผู้ใหญ่อาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง  

 

เล่ม  2  ระบุชื่อถนน  ตรอก เช่น เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร เล่ม  3  ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน  เช่น มีคนไทยอยู่ 69% คนจีน 26% รวมทั้งคนอินเดีย มาเลย์จำนวนเท่าไหร่  บ้านสังกะสีและขัดแตะไม้ไผ่มีกี่หลัง บางคนอาศัยโลงศพเป็นที่นอน และเล่ม  4  ว่าด้วยคู คลอง  ลำประโดง ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจภูมิปัญญาการเกษตร" คุณค่าที่ได้จากหนังสือชุดนี้มีหลายแง่มุมที่น่าสนใจ ดังนี้

 

 

ด้านประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบถึงความรุ่งเรื่องและการขยายตัวของบ้านเมืองในช่วงต้นแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ามีการกระจายออกไปในทิศทางใดของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตามแนวที่เรียกว่าพระนครชั้นใน พระนครชั้นนอก ย่านชุมชนชาวต่างประเทศ เช่น บ้านเขมร บ้านญวน

 

 

ด้านสถานที่ นอกจากตำแหน่งเลขที่วัง เลขที่บ้านแล้ว ยังทำให้ทราบตำแหน่งที่ตั้งของวังเจ้านาย ทั้งวังหลวง วังหน้า ถนนหนทาง ตรอกและซอยต่าง ๆ ตลอดจนที่อยู่ของข้าราชการและประชนพลเมืองว่ามีรูปแบบใด บ้าน ตึกหรือเรือแพ อีกทั้งลักษณะของบ้านที่ว่าเป็นเรือนฝาแตะ เรือนฝากระดาน หรือเรือนฝากระแชงอ่อน

 

 

ด้านบุคคล ทำให้ทราบชัดเจนว่าเจ้านายพระองค์ใดมีพระชนม์ชีพอยู่ในขณะนั้น ช้าราชการผู้ใดอยู่ในสังกัดกรมกองอะไร ขึ้นกับเจ้านายพระองค์ใดบ้าง ตลอดจนนามเดิมและตำแหน่งในส่วนราชการก่อนการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการครั้งสำคัญของสยาม เป็นรูปแบบกระทรวงเสนาบดีและบรรดาศักดิ์ที่ได้รับ รวมทั้งตำแหน่งพระสงฆ์และชาวต่างชาติที่รับราชการอยู่ในสยามด้วย

 

 

ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ทำให้ทราบถึงการประกอบอาชีพของผู้คนในยุคนั้นว่ามีการทำมาหาเลี้ยงชีพกันอย่างไรกิจการห้างร้านที่เกิดขึ้นในขณะนั้นตั้งอยู่ที่ใดบ้าง มีใครเป็นผู้ประกอบการ

ภาพถ่ายจากพระปรางค์วัดอรุณ ธนบุรี แลเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและฝั่งพระนคร ด้านท่าเตียน(ซ้าย)

ต่อเนื่องไปจนถึงปากคลองตลาด (ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยร้านโรเบิร์ต เลนซ์)

 

สิ่งสำคัญในหนังสือชุดนี้ จัดได้ว่าเป็นหนังสือประเภทนามสงเคราะห์ทั้งส่วนราชการและเอกชนกลุ่มแรกสุดของสยามอันจะเป็นประโยชน์ในการใช้อ้างอิงและตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ตลอดจนข้อมูลในทางวิชาการได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งยังขาดข้อมูลเป็นจำนวนมาก ทำให้เราต้องพึ่งหลักฐานจากเอกสารต่างประเทศเสมอถึงแม้ทุกวันนี้เทคโนลียีการสื่อสารในบ้านเมืองของเราจะก้าวไกลแค่ไหน การสื่อสารด้วยการโทรเลขจะสูญหายไปแล้วก็ตาม แต่เราต้องไม่ลืมรากเหง้าความเป็นมาและคุณงามความดีที่บรรพชนรุ่นก่อนที่ท่านได้ทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าไว้ให้เราลูกหลานของท่านในยุคปัจจุบันได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป

 

 




 

Create Date : 20 มีนาคม 2555    
Last Update : 20 มีนาคม 2555 23:38:36 น.
Counter : 3234 Pageviews.  

ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น

 





เพลง "ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น" แต่งทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน และ
แต่งคำร้องโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล สองอัจฉริยะทางการดนตรีแห่งยุค
ร่วมกันประพันธ์เพลง "ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น" ถวายการต้อนรับ
ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จ
นิวัตประเทศไทยอย่างเป็นการถาวรเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยยกวง
ดนตรีสุนทราภรณ์ไปบรรเลงถวาย ณ สนามบินดอนเมือง



มีความเข้าใจผิดในหมู่คนไทย คิดว่าเพลงนี้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เนื่องในวโรกาสที่


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ พร้อมด้วยพระอนุชาและพระราชชนนี


เสด็จนิวัตพระนคร โดยเครื่องบินพระที่นั่งในวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘




แม้แต่เว็บไซต์สุนทราภรณ์ยังระบุผิดพลาด จุดสังเกตง่าย ๆ


เพลง "ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น" บรมครูประพันธ์ไว้ใน พ.ศ. ๒๔๙๓


คือครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้มอบให้เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องนำหมู่ไว้


ทำนองเพลงนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือช้าและเร็ว โดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล


ได้นำเอาท่อนแรกของเพลงพระราชนิพนธ์ "สายฝน"


มาดัดแปลงใส่ไว้ในเนื้อร้องด้วย คือท่อนที่ว่า "โอ้ลมฝนบนฟ้ามาแล้ว"





บทเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน หรือ Falling Rain ทรงพระราชนิพนธ์เป็น


ลำดับที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะวอลตซ์


เทียบปีกันแล้วจะทราบว่า พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์หนึ่งปีหลังจาก


ที่เสด็จนิวัตพระนคร พร้อมพระเชษฐาและพระราชชนนี






เพลง "ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น" ยังนำเอาท่อนแรกของเพลง


"สรรเสริญพระบารมี"  คือท่อนที่ว่า "ข้าวรพุทธเจ้าชาวไทย" มาดัดแปลงไว้ในเพลง


"ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น" อีกด้วย ปัจจุบันนี้ทุกเวทีแสดงวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์


มักจะได้ยินเสียงเพลง "ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น"



ข้อมูลจาก thaipost.net
ภาพจากกระทู้
พระบารมีมากล้นรำพันฯ
ภาพในหลวงและพระราชวงศ์ที่หาชมได้ยาก
    






Free TextEditor




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2554    
Last Update : 3 ธันวาคม 2554 21:05:30 น.
Counter : 3670 Pageviews.  

บันทึกเหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งสำคัญในประเทศสยาม


ภาพน้ำท่วมในอดีต บริเวณอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


              ด้วยเหตุที่สยาม เป็นพื้นที่ราบลุ่ม บ้านเมืองของเราจึงเต็มไปด้วยคูคลอง ทั้งที่เป็นคลองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและคลองที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี นับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราโดยแท้  จากการที่มีคูคลองจำนวนมากนั้น กรุงรัตนโกสินทร์จึงได้รับขนานนามว่า “เวนิชตะวันออก”



ภาพน้ำท่วมในสมัยรัชกาลที่ 5


           บ้านเมืองของเราครั้งก่อน สงบ ร่มเย็น เมื่อประเทศของเราเริ่มมีวัฒนาการเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ประชากรเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีห้วย หนอง คลอง บึง เป็นจำนวนมากที่ใช้เป็นเส้นทางสัญจรและยังใช้เป็นแหล่งระบายน้ำตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เมื่อความเจริญเข้ามามากขึ้น พื้นที่คลอง บึง ต่าง ๆ ถูกถมให้เป็นถนนหนทาง กลายเป็นอาคารบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เพื่อรองรับกับความเจริญและปริมาณประชากรที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้แหล่งระบายน้ำธรรมชาติมีน้อยลงตามไปด้วย เมื่อยามเมื่อน้ำเหนือไหลหลาก น้ำทะเลหนุน และเหตุแผ่นดินทรุดตัว เหตุนี้ประเทศสยามของเราจึงประสบกับปัญหาน้ำท่วมอยู่เสมอ  


            ปัญหาน้ำท่วมไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือปัจจุบัน  ปัญหาอย่างเดียวแต่สภาพบ้านเมืองที่แปรเปลี่ยนไปการดำรงชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไป  สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งสำคัญ ๆ ในสยามนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสรุปได้ ดังนี้




น้ำท่วมเยวราชในปี พ.ศ. 2493


น้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง พ.ศ.2328 ในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเป็นปีที่สร้างกำแพงพระนครและพระราชวังกรุงรัตนโกสินทร์เสร็จนั้นเอง ได้เกิดอุกทกภัยครั้งใหญ่ ปรากฏว่าระดับน้ำที่สนามหลวงลึกถึง 8 ศอก 10 นิ้ว


น้ำท่วมเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2362 ในรัชกาลที่ 2 ข้าวยากหมากแพงเหมือนครั้งแรก


น้ำท่วมเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2374 ในรัชกาลที่ 3 คราวนี้น้ำท่วมทั่วพระราชอาณาจักร และมากกว่าปีมะเส็ง


น้ำท่วมเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2402 ในรัชกาลที่ 4 และเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 อีกคราวหนึ่งแต่เสียหายไม่มาก เพียงท่วมภายนอกกำแพงพระราชวังเท่านั้น


น้ำท่วมเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 ในรัชกาลที่ 5 น้ำท่วมเพียงประตูพิมานไชยศรี


น้ำท่วม พ.ศ. 2460 ในรัชกาลที่ 6 น้ำท่วมลานพระบรมรูปทรงม้าถึงกับมีการแข่งเรือกันได้


น้ำท่วมใหญ่ ปี พ.ศ. 2485 เริ่มท่วมตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึง 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 น้ำท่วมมากกว่าปี พ.ศ.2460 เกือบเท่าตัว เนื่องจากฝนตกหนักในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงมาก ไหลล้นคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำตลอดแนว โดยวัดระดับน้ำท่วมที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ 2.27 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง


น้ำท่วม พ.ศ.2518 เนื่องจากพายุดีเปรสชั่นพาดผ่านตอนบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้มีปริมาณน้ำสูงทางภาคกลางตอนบน เป็นเหตุให้น้ำไหลล้นเข้าท่วมกรุงเทพมหานคร


น้ำท่วม พ.ศ. 2521 เกิดจากพายุ 2 ลูก คือ "เบส" และ "คิท" พาดผ่าน ขณะเดียวกันมีปริมาณน้ำไหลบ่าจากแม่น้ำป่าสักเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าจากทุ่งด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานครเข้าท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานคร


น้ำท่วม พ.ศ. 2523เกิดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ 2.00 เมตร ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วง 4 วัน สูงถึง 200 มม. ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง


น้ำท่วม พ.ศ. 2526 น้ำท่วมในปีนี้มีสภาพรุนแรงมาก เนื่องจากมีพายุพัดผ่านภาคเหนือและภาคกลางในช่วงเดือนกันยายน - ตุลาคม ประกอบกับมีพายุหลายลูกพัดผ่านกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนตุลาคม โดยวัดปริมาณฝนตลอดทั้งปีได้ 2119 มม.


น้ำท่วม พ.ศ. 2529 ได้เกิดฝนตกหนักมากและตกติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 8 - 10 พฤษภาคม 2529 เนื่องจากได้มีพายุจรนำฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีฝนตก 254 มม. ที่กรมอุตุนิยมวิทยา(บางกะปิ) และ 273 มม. ที่เขตราษฎร์บูรณะ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในบางพื้นที่


น้ำท่วม พ.ศ. 2533 ในเดือนตุลาคมพายุโซนร้อน "อีรา" และ "โลล่า" พัดผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ฝนตกหนักที่กรุงเทพมหานครถึง 617 มม.


น้ำท่วม พ.ศ. 2537ได้เกิดพายุฝนฤดูร้อนถล่มกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อวันที่ 7 และ 8 พฤษภาคม 2537 วัดปริมาณฝนได้มากที่สุด คือ เขตยานนาวาได้ 457.6 มม. โดยเฉลี่ยในทั่วเขตกรุงเทพฯ มีปริมาณน้ำฝน 200 มม. มากที่สุดในประวัติการณ์ เรียกได้ว่าเป็น "ฝนพันปี" ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วกรุงเทพมหานคร


น้ำท่วม พ.ศ. 2538 มีฝนตกในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพายุหลายลูกพัดผ่าน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา และมีสภาพฝนตกหนักในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม เนื่องจากพายุ "โอลิส" ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูง โดยวัดที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 มีค่าระดับสูงถึง 2.27 เมตร (รทก.) ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์(เท่าน้ำท่วมปี พ.ศ. 2485 ) ทำให้น้ำล้นคันป้องกันน้ำท่วมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำในระดับสูงถึง 50 - 100 ซ.ม.


น้ำท่วม พ.ศ. 2539 มีระยะเวลาท่วมขังตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน -ธันวาคม 2539 ตั้งแต่หลังปี 2539 เป็นต้นมา ยังไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในเขตกรุงเทพมหานคร มีเพียงน้ำท่วมขังในเวลาไม่นานก็ระบายออกได้สู่ภาวะปกติ


น้ำท่วม พ.ศ. 2541 น้ำท่วมเกิดจากฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วัดน้ำฝนได้สูงสุดที่สถานีดับเพลิงพญาไท 2451 มม. จุดที่น้ำในถนนแห้งช้าที่สุดที่ถนนประชาสงเคราะห์(จากแยกดินแดงยาวตลอดสาย) เขตดินแดงท่วมสูง 20 ซม. นาน 19 ชม. โดยท่วมสูงสุดที่ถนนเพลินจิต และถนนราชดำริ เขตปทุมวัน ท่วมสูง 20 - 40 ซม. นาน 11 ชม.



น้ำท่วมท่าเรือแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ



ภาพน้ำท่วมในอดีตบริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย



ภาพน้ำท่วมในอีดตไม่ทราบปี รถเมล์สาย 71 กำลังลุยน้ำ



ภาพน้ำท่วมบริเวณตลาดบางซื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2521



ภาพน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณปี พ.ศ. 2495



ภาพน้ำท่วมกรุงเทพฯ ประมาณปี พ.ศ. 2493


 


น้ำท่วมบริเวณสี่พระยา


ที่มาของภาพและคำบรรยายภาพ


คุณมิตรภาพไม่รู้จบ web พันธุ์ทิพย์






Free TextEditor




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2554    
Last Update : 16 ตุลาคม 2554 14:16:15 น.
Counter : 3808 Pageviews.  

ราชาการ์ตูนระดับโลกของสยาม – คู่มือสู้ชีวิตของคนยาก

    


      ในยุคที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะปฏิวัติ โดยการนำของจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วงยุคนั้นคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “ประยูร จรรยาวงษ์” ซึ่งเป็นผู้ที่หาญกล้าเขียนภาพการ์ตูนล้อเลียนรัฐบาลในเชิงลบผ่านตัวการ์ตูน “ศุขเล็ก”



ประยูร จรรยาวงษ์  




        ประยูรฯ ไม่เป็นเพียงนักเขียนการ์ตูนธรรมดา แต่ถูกการันตรีด้วยผลงานรางวัลที่  1 การ์ตูนโลกเพื่อสันติภาพและรางวัลแมกไซไซ สาขาหนังสือพิมพ์ วรรณกรรมและนิเทศศาสตร์ทางสร้างสรรค์ ประกาศ วัชรภรณ์ (2538 : 232-234) ได้เขียนยกย่องไว้ดังนี้


         “ฝีมือการวาดภาพล้อของเขาไม่ใช่จะมีชื่อเสียงเฉพาะในเมืองไทยยังเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากในต่างประเทศ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นนักเขียนภาพล้อคนหนึ่งของโลกที่มีเกียรติ ขอย้อนอดีต ครั้งหนึ่งได้มีผู้จัดการประกวดการ์ตูนโลกเพื่อสันติภาพปรากฏว่าได้มีจิตรกร 30 ประเทศส่งภาพการ์ตูนกว่า 600 ภาพ ผลปรากฏว่า ภาพล้อที่ให้ชื่อว่าการทดลองระเบิดปรมาณูลูกสุดท้าย เป็นภาพโลกแตกเป็นเสี่ยง ๆ ของเขาได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นความภูมิใจอย่างมาก


            เบื้องหลังการส่งเข้าประกวดนั้น เขาไม่ได้ส่งเข้าประกวดด้วยตนเอง ทั้งที่ได้รับจดหมายเชิญ เพราะตนเองไม่ชอบทำอะไรแข่งกับใคร เมื่อถึงเวลา บรรณาธิการคุณบุศย์ สิมะเสถียร ได้มาเตือนว่าถ้ายังไม่ส่งบรรณาธิการจะส่งเอง จึงได้ไปค้นหารูปที่เขาเคยได้วาดไว้จัดส่งเข้าประกวด เขาสารภาพว่า “บังเอิญไปตรงกับใจของกรรมการ ก็เลยได้รับรางวัลชนะที่ 1


            เขาเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนและอยู่เบื้องหลังงานมากกว่า เป็นคนทำงานที่ไม่มีวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดประจำปี ได้ปฏิบัติตนเองเช่นนี้มากกว่า 40 ปี ขณะที่ทำงานประจำที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตั้งแต่เวลาเย็นจนกระทั่งดึกดื่น บางวันถึงตี 1 ตี 2 และขับรถด้วยตนเองกลับบ้านในยามค่ำคืน ไม่ชอบให้คนอื่นขับ ได้ปฏิบัติตัวเช่นนี้ตลอดมา ด้วยฝีมือในการวาดภาพล้อซึ่งปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อเนื่องกันมา 40 กว่าปี คณะกรรมการรางวัลแมกไซไซประจำปี 2514 จึงได้พิจารณามอบรางวัลใหญ่แห่งเอเซีย สาขาหนังสือพิมพ์ วรรณกรรมและนิเทศศาสตร์ทางสร้างสรรค์ให้แก่เขา  ออกมาเป็นภาพการ์ตูน มีคำบรรยายหรือความรู้ในการทำมาหากินประกอบ เพื่อสนองทางออกให้แก่เกษตรกรและคนยากจน ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อเรื่อง ขบวนการแก้จน คณะยอดชายนายศุกเล็กเสนอ  


             อันมีที่มาจากคอลัมน์ “ขบวนการแก้จน” ในหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ ประยูร จรรยาวงษ์ สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2514 ขณะที่ประเทศไทยเราตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะปฏิวัติ โดยการนำของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีคำสั่งผ่านมายังกองบังคับการตำรวจสันติบาล ถึงประยูรฯ เรื่องขอให้ความร่วมมือกับคณะปฏิวัติในการเขียนภาพล้อการเมือง เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2515  ซึ้งปกติแล้วนัยของภาพล้อมักจจะมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของรัฐบาลในเชิงลบไม่เป็นที่สบอารมณ์ ต่อจากนั้นมาผู้ที่ติดตามผลงานของเขาก็ได้พบว่า การ์ตูนตัว “ศุขเล็ก”  ถูกเย็บปากตัวเองอย่างสนิท และให้เขียนลงในหน้าประจำ คือหน้า 3 เป็นภาพล้อการเมืองและสังคมว่า


              “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผมของดจะกล่าวถึง พูดถึงหรือบอกให้ฝ่ายบ้านเมืองรู้ว่า ชาวบ้านชาวเมืองเขามีความรู้สึกอย่างไร ชอบหรือชังการกระทำของท่านซึ่งผมได้กระทำมาด้วยความเห็นอกเห็นใจและสุจริตใจต่อทุกฝ่ายตั้งแต่ต้นนั้นตลอดมาด้วย”(ไทยรัฐ ฉบับที่ 10 ก.พ. 2515)


            เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ประยูรฯ อยากจะระบายความรู้สึกและประสบการณ์ต่าง ๆ ของเรื่องต้นไม้ใบหญ้า การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหาร และความรู้เบ็ดเตล็ดทั่ว ๆ ไป เริ่มด้วยภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับวิธีการตอน ต่อและติดตาต้นไม้และเรื่องต่าง ๆ ดังได้กล่าวมา โดยยังมิได้ตั้งชื่อว่า “ขบวนการแก้จน” และมีตัวการ์ตูนศุขเล็กที่ถูกเย็บปากเป็นตัวประกอบเรื่องเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้อ่านถึงการถูกจำกัดเสรีภาพจากคณะปฏิวัติ


 


ขบวนการแก้จน ฉบับที่พิมพ์ครั้งหลัง


 การตั้งชื่อคอลัมน์ว่า “ขบวนการแก้จน”  ประยูรฯ มีความคิดเห็นว่า


        “คนจนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเมืองไทยเรานี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ เพราะขาดความรู้และกำลังใจในการทำมาหากิน หรือไม่ก็หลงงมงายหวังรวยทางลัดด้วยการเสี่ยงโชคกับหวย ทั้งหวยใต้ดินและหวยรัฐบาล"


สรุปแล้ว การ์ตูนขบวนการแก้จน ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2515 ลงพิมพ์สัมดาห์ละ  6 วัน คือวันจันทร์ ถึง วันเสาร์ ติดต่อกันเรื่อยมาจนกระทั่งผู้เขียนวายชนม์ในปี 2535 นับว่ายาวนานประมาณ 2 ทศวรรษทีเดียว หากแต่ขาดช่วงไปตอนหนึ่งซึ่งว่างเว้นการลงพิมพ์เป็นเวลา 2 ปี คือ ปี พ.ศ. 2516 และ พ.ศ. 2517


 


   การ์ตูน “ขบวนการแก้จน” ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก เรียกร้องให้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ ในปี 2519 -2521 ประยูรฯ จึงได้รวบรวมพิมพ์ขึ้น 8 เล่ม ในคำนำหนังสือ “ขบวนการแก้จน”เล่ม 1 ประยูรฯ ได้เผยความในใจว่า


“ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นด้วยความสบายใจ เพราะเรื่องเกี่ยวกับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการปรุงอาหารง่าย ๆ ราคาถูก ๆ รวมทั้งการถนอมอาหารเป็นสิ่งที่ถูกอัธยาศัยของผมมาก ผมเกิดมาในครอบครัวธรรมดา ๆ ระดับชนชั้นพอมีพอกิน พอย่างเข้าวัยรุ่นพ่อก็ตาย ชีวิตผมจึงพบกับความยากจน และได้รับรู้มากมายเกี่ยวกับการปรุงอาหารจากยาย..... 


.


ฉะนั้น ขบวนการแก้จน จึงมิใช่ตำรา แต่เป็นประสบการณ์ชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านความจนและความซนมาอย่างโชกโชน....”  


  และว่า


           “ประสบการณ์ของชีวิตบอกตัวเองว่า ความขยันหมั่นเพียรอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะเอาชนะความจนได้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นความจนจึงเป็น “ความจนที่น่ารัก” ของผมซึ่งผมเอาชนะมันได้จนถึงทุกวันนี้”


 


             ข้อมูลการจำแนกผลงาน “ขบวนการแก้จน” ที่ได้เห็นต่อไปนี้เก็บมาจากวิทยานิพนธ์ภาควิชาการสื่อสารมวลขน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในชื่อว่า “กลยุทธ์การสื่อสารการ์ตูน” ขบวนการแก้จน ของนางสาวสุดรัก จรรยาวงษ์ บุตรีของประยูรฯ แยกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ได้ 8 หมวดดังนี้


1.การประกอบอาหาร


2.การเพาะปลูก


3.การเลี้ยงสัตว์


4.การดูแลรักษาสุขภาพอนามัย


5.การดำเนินชีวิตครอบครัว


6.ปัญหาในสังคมเกี่ยวข้องกับประชาชนในฐานะเป็นเกษตรกร                                     


7.การผักผ่อนหย่อนใจและการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์


8.ปัญหาในสังคมที่เกี่ยวข้องกับประชาขนในฐานะเป็นผู้บริโภค


หนังสือการ์ตูน "ขบวนการแก้จน" ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 2519 จำนวน 8 เล่มจบ



        หนังสือการ์ตูนชุด “ขบวนการแก้จน” เป็นหนังสือดี หนึ่งในร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน และจัดเป็นคู่มือสำหรับประกอบการทำมาหากินให้เน้นการพึ่งพาตนเอง  ซึ่งสอดคล้องตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียง อีกทั้งยังสะท้อนปัญหาทางการเมืองสังคม การเรียกร้องการอยู่แบบสันติของมนุษย์ สิทธิประชาธิปไตย สะท้อนชีวิตของคนจนที่ขมขื่นปวดร้าว ขบวนการแก้จนจึงเป็นเสมือนอัญมณีทางการ์ตูนที่หาได้ยากยิ่ง ประกอบกับความตั้งใจของผู้เขียนที่แสดงถึงจิตใจที่รับผิดชอบต่อคนยากจนและพยายามเสนอวิธีการให้ชาวบ้านให้รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ตนมีอยู่แบบพออยู่พอกิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์และพึ่งตนเองได้แบบยั่งยืน                            



Free TextEditor




 

Create Date : 25 กันยายน 2554    
Last Update : 25 กันยายน 2554 17:08:23 น.
Counter : 1891 Pageviews.  

นิทรรศการรำลึก 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตึกถาวรวัตถุ

ถ้าใครเคยผ่านไปแถวสนามหลวงด้านทิศตะวันตก จะมองเห็นอาคารที่ทอดยาวบริเวณหน้าวัดมหาธาตุ น้อยคนนักจะรู้จักสถานที่แห่งนี้ เมื่อเข้าไปแล้วจะพบการจัดนิทรรศการที่ให้ความรู้ทั้งพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจทุกด้านในระยะเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพราะกรมศิลปากรจัดแสดงทั้งภาพ เสียง แสงอย่างสมบูรณ์ รวมทั้งให้ท่านสัมผัสได้ เช่น หยอดเหรียญซื้อไปรษณียบัตรติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงเพื่อน หรือตัวเองใส่ตู้ไปรษณีย์ที่นั่นก็ได้ เพราะกิจการไปรษณีย์เป็นพระราชดำริที่พระองค์นำมาใช้ในประเทศสยามครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2426 และใช้อยู่ถึงปัจจุบัน หรือจะยกหูโทรศัพท์โบราณขึ้นฟังเสียงเล่าเรื่องกิจการโทรเลขที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2418 แต่เลิกใช้เมื่อปี พ.ศ. 2551  ที่ติดไว้ที่บอร์ดนิทรรศการก็จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง



ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดขึ้นเนื่องในโอกาส 100 ปี แห่งการสวรรคตของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์   


ตึกถาวรวัตถุ ซึ่งตึกนี้สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้เป็นพระที่นั่งทรงธรรมในการพระเมรุของพระองค์เอง ก่อสร้างแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 จากนั้น พระราชทานเป็นที่ตั้งของหอสมุด วชิรญาณสำหรับพระนคร เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 คงให้ใช้เป็นที่เก็บหนังสือตัวพิมพ์ข่าว พระราชทานนามใหม่ว่า หอพระสมุดวชิราวุธ ปัจจุบันเป็นอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่องค์ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเอกสารในการปฏิรูปประเทศของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกโลก สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการได้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน ดังนี้


ส่วนที่ 1 คือ ห้องปิยมหาราช จัดแสดงเนื้อหาและภาพพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญ รวมทั้งได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทในวาระต่างๆ ที่ยังคงเป็นสิ่งเตือนใจคนไทยมารวมไว้ในส่วนนี้



ส่วนที่ 2 คือ ห้องราชเคียงประชา จัดแสดงพระราชกรณียกิจในการสร้างความเสมอภาคในสังคมไทย โดยเฉพาะการเลิกทาส ทำให้ราษฎรไทยเป็นไทแก่ตัว นอกจากนั้นยังปฏิบัติพระองค์อย่างสามัญชนในการเสด็จประพาสต้น เพื่อสอดส่องดูแลสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างใกล้ชิด



ส่วนที่ 3 คือ ห้องธำรงเอกราช เนื้อหาว่าด้วยพระบรมราชวิเทโศบายที่ทำให้ชาติไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งเผชิญอันตรายจากลัทธิล่าอาณานิคม โดยการเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศ ทำให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง สามารถดำรงรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้




ส่วนที่ 4 คือ ห้องสยามใหม่ จัดแสดงบรรยากาศบ้านเมืองที่ได้รับการพัฒนาอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้มีการวางรากฐานกิจการด้านสาธารณูปโภคของไทยทุกด้าน อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางพัฒนาบ้านเมืองต่อมาทุกยุคทุกสมัย ผู้เข้าชมนิทรรศการจะมีส่วนร่วมในบรรยากาศด้วยการเขียนและส่งไปรษณียบัตรที่ระลึกหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์ ณ ห้องนี้



ส่วนที่ 5 คือ ห้องมรดกสถาปัตยกรรมแห่งสยาม จัดแสดงอาคารจำลองสถาปัตยกรรมสำคัญ 3 มิติของสถาปัตยกรรมสำคัญ 5 แห่งที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นลักษณะอาคารที่เกิดจากการผสมผสานศิลปกรรมเทคโนโลยีจากโลกตะวันตก กลายเป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมประจำยุคสมัยนั้น



ส่วนที่ 6 คือ ห้องมรดกความทรงจำแห่งโลก นำเสนอพระเกียรติคุณในส่วนที่ยูเนสโกได้ประกาศให้เอกสารทางประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวกับการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยระหว่าง พ.ศ. 2411-2453 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก เมื่อปี พ.ศ. 2552 ในห้องนี้ผู้เข้าชมสามารถเลือกหยิบหนังสือมาอ่าน และอ่านสำเนาเอกสารบางส่วนได้ด้วยระบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)



ส่วนที่ 7 มีชื่อว่า ปิยมหาราชรฤก คือ ส่วนระเบียงอาคารที่จัดแสดงภาพถ่ายส่วนพระองค์จำนวนมาก ซึ่งล้วนหาดูได้ยาก ภาพเหล่านี้กรมศิลปากรจะหมุนเวียนมาจัดแสดงเป็นระยะ เพื่อใช้เป็นระเบียงภาพที่มีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง



การไปชมนิทรรศการที่ตึกถาวรวัตถุนี้ง่ายมาก เพราะอยู่ติดสนามหลวงด้านทิศตะวันตก หรืออยู่หน้าวัดมหาธาตุ เห็นสนามหลวง ก็ต้องเห็นตึกถาวรวัตถุ หรือตึกแดง หรือเพื่อความแน่ใจจะโทรศัพท์ไปก่อนก็ได้ที่โทร. 02-221-6830 และที่สำคัญการไปชมนิทรรศการนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  


ข้อมูลจาก: แผ่นพับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 100 ปีแห่งการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


 


Free TextEditor




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2554 12:55:57 น.
Counter : 1426 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.