วันวานในสยาม...ยามนั้นและยามนี้

InSiam : From Time to Time



Group Blog
 
All blogs
 

นพรัตน์ อัญมณี คู่แผ่นดินสยาม

ในอดีตนับตั้งแต่แผ่นดินสุวรรณภูมิ เป็นธรรมเนียมโบราณ อัญมณีนพรัตน์ ที่อยู่คู่ดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ดั้งเดิม เกือบทุกประเทศในแถบดินแดนสุวรรณภูมิ ถือว่าเป็นรัตนสูงส่งของเทพ ซึ่งตกทอดสืบต่อกันมา โดยได้รับอิทธิพล ในเรื่อง นพรัตน์ จากศาสนาพราหมณ์ฮินดู และรับอิทธิพลเทวราชา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นสมมติเทพ ด้วยเหตุนี้ นพรัตน์จึงถือเป็นของสูงค่าและมีอิทธิพลในราชสำนัก เป็นเครื่องระบุสถานะพระมหากษัตริย์ แสดงถึง อำนาจ วาสนา บารมี ในสยามเป็นประเทศเดียวที่ให้ความสำคัญอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้จากครั้งหนึ่ง พระพุทธชินราชเคยมีนพรัตน์สังวาลย์ทองคำแท้ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ไว้เป็นเครื่องทรง และยกย่องให้นพรัตน์เป็นรัตนมงคลโบราณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ บัญญัติว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับสำหรับยศแห่งพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดวงตรามหานพรัตน สำหรับห้อยสายสะพายขึ้นเป็นครั้งแรกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย

นพรัตนราชวราภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องหมายแห่งความจงรักภักดีและบำเหน็จความชอบในราชการแผ่นดินสยาม

เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์นั้น มีที่มาจากธรรมเนียมไทยแต่โบราณที่ถือว่าอัญมณีนพรัตน์อันประกอบไปด้วย เพชร ทับทิม มรกต เพทาย บุษราคัม นิล มุกดา โกเมน และไพทูรย์ เป็นเครื่องมงคล จึงมีการนำอัญมณีทั้ง 9 มาเป็นเครื่องประดับสำหรับพระมหากษัตริย์ คือ พระสังวาลพระนพ สำหรับทรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ครั้งสมัยอยุธยาและพระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์ ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นอกจากนี้แล้วยังนำมาประดับบนแหวนทองคำเนื้อสูงอย่างเอกใช้สอดในประคดเป็นเครื่องยศของพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง และเพื่อใช้สวมนิ้วมือขวาในการพิธีมงคลต่าง ๆ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้สร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นครั้งแรกในสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2400

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดารานพรัตนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2394 ต่อมาในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างดวงตรามหานพรัตนสำหรับห้อยสายสะพายและแหวนนวรัตนสำหรับพระราชทานพระราชวงศ์ ฝ่ายหน้าและฝ่ายในตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพุทธมามกะ 

ดารานพรัตน เป็นต้นเค้าของเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ มีที่มาจากธรรมเนียมไทยแต่โบราณว่าอัญมณีนพรัตนอันประกอบไปด้วย เพชร ทับทิม มรกต เพทาย บุษราคัม นิล มุกดา โกเมน และไพฑูรย์ ครั้นเมื่อรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริสร้างเครื่องประดับสำหรับยศตามแบบตะวันตกจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างดารานพรัตนขึ้นเป็นรูปดอกจันมีรัศมี 8 แฉก สำหรับทรงประดับฉลองพระองค์เป็นเครื่องต้นและพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์

ดวงตราดารานพรัตน รูปดอกจันมีรัศมี 8 แฉก


เครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มีชั้นเดียว ประกอบด้วย
1. ดวงตรามหานพรัตน สำหรับห้อยกับสายสะพายสีเหลือง ขอบเขียว มีริ้วสีแดง และน้ำเงินคั่นระหว่างสีเหลืองและขอบเขียว
2. ดารานพรัตน สำหรับประดับอกเสื้อเบื้องซ้าย
3. แหวนนวรัตน ทำด้วยทองคำเนื้อสูงฝังพลอย 9 อย่าง สำหรับสวมนิ้วชี้มือขวา แหวนนี้มีเฉพาะฝ่ายหน้า (บุรุษ) สายสะพายนพรัตน สะพายบ่า

ถนิมพิมพาภรณ์ เครื่องอาภรณ์ ในราชสำนัก

นอกเหนือจาก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และ เครื่องประกอบเกียรติยศต่าง ๆ แล้ว อัญมณีนพรัตน์ ก็ยังใช้เป็นเครื่องประดับ เพื่อเสริมความเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้สวมใส่ตามลักษณะเฉพาะของอัญมณีแต่ละชนิด เช่น เพชร สวมใส่แล้วมีอำนาจวาสนา บารมี ทับทิม ทำให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และยังอุดมไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง มรกต ช่วยป้องกันภยันตรายจากสัตว์ที่มีเขี้ยว บุษราคัม ทำให้มีอายุยืนยาว โกเมน เป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไป นิล ส่วมใส่แล้วประสบแต่ความสุขดีงาม มุกดาหาร ป้องกันภัยจากสัตว์ร้ายและอสรพิษ เพทาย ใส่แล้วเกิดสิริมงคล ไพฑูรย์ ใส่แล้วจะมีแต่ชัยชนะ รวมเรียกอัญมณีเหล่านี้ว่า “นพเก้า”

กล่าวกันว่าในบรรดาพระมเหสี เจ้าจอมในราชสำนักฝ่ายในนั้น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงมีเครื่องประดับ เพชรนิลจินดามากที่สุด ทรงโปรดปรานเครื่องเพชรพลอยและใฝ่พระทัยในการเสาะหาเครื่องเพชรที่เป็นชุดเป็นเถา แต่ละชิ้นล้วนมีความงดงามประมาณค่ามิได้

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงเครื่องประดับไข่มุกที่งดงามมาก

เครื่องเพชรนิลจินดาต่าง ๆ ทรงซื้อด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังมีเครื่องเพชรต่าง ๆ ที่ทรงได้รับเป็นของขวัญจากพระราชาธิบดีและพระราชินีต่างประเทศทรงฝากมาถวายอีกจำนวนมาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังไม่มีพระมเหสีพระองค์ใด รัชกาลไหน ๆ ในราชวงศ์จักรี เป็นเจ้าของเพชรนิลจินดาอันมีค่ามากมายเท่าพระองค์มาก่อน ดังจะเห็นได้จากคำบอกเล่าของ นางอมรดรุณารักษ์ อ. สุนทรเวช ข้าหลวงที่เคยถวายงานใกล้ชิดพระองค์ ได้บรรยายความงดงามและลักษณะของเพชรนิลจินดาเฉพาะที่เป็นชุดใหญ่ไว้ ดังนี้

ทรงเครื่องเต็มยศ ประดับเข็มขัดเพชร

ทรงเครื่องประดับสายสร้อยเพชร

ทรงเครื่องประดับสายสังวาลและเครื่องเพชรชุดมรกต

ทรงเครื่องประดับสายสร้อยเพชรเส้นยาว ไข่มุกเม็ดงาม

1. ชุดเพชรรูปกลม ประกอบด้วยสร้อยพระศอ เป็นเพชรลูกน้ำขาวเม็ดใหญ่ เหมือนเฟื่องระย้าซ้อนสองชั้น รัดเกล้ารูปดอกเบญจมาศเพชรคาดรอบพระ เศียร เข็มกลัดดอกเบญจมาศระย้าเพชรใหญ่สามดอกจัดเป็นช่อ พระวัลยกรเพชรลายละเอียดโปร่งทั้งสองข้าง และพระธำมรงค์เพชรเป็นชุดหนึ่ง

2. ชุดเพชรรูปกลมขนาดใหญ่ เป็นสร้อยสังวาลเฟื่องเพชรสามชั้นรอบพระศอเรียงกันตามลำดับเล็กใหญ่เป็นเถา สำหรับประดับเวลาทรงเครื่องเต็มยศอย่างขัตติยนารีตามแบบโบราณราชประเพณีของไทยเดิม

3. เพชรรูปน้ำหยด ประกอบด้วยสร้อยพระศอระย้าเพชรสลับกับไข่มุก ล้วนแต่เม็ดใหญ่น้ำงามๆ โดยเฉพาะเม็ดเพชรน้ำหยดนั้นมีสร้อยพระสังวาลระย้า เพชรสลับไข่มุกเป็นรัศมีกว้างเต็มพระอุระเป็นชุดหนึ่ง

4. ชุดทับทิม เป็นทับทิมจากพม่าสีแดงสดเจียระไนเป็นรูปหัวใจบ้าง รูปไข่บ้าง และรูปสี่เหลี่ยมบ้าง ประกอบลวดลายมงคลเพชรรวมกันเป็นชุดใหญ่ มีทั้งตุ้มพระกรรณ สร้อยพระศอ สังวาลระย้าลายกนก เพชรประกอบทับทิม กำไลต้นพระพาหา พระวลัยกร หัวเข็มขัด และพระธำมรงค์ทับทิมมงคลเพชร เข็มกลัดรูปตัวแมลง และปิ่นปักผม

5. ชุดมรกต เป็นมรกตรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่น้ำเขียวขจีสดใส ประกอบด้วยสร้อยพระศอ พาหุรัดสวมต้นพระพาหา วลัยกรและพระธำมรงค์

6. ชุดนิลสีน้ำเงินแก่ เป็นนิลสีน้ำเงินเข้มมงคลเพชร ประกอบกันเข้าเป็นชุด

7. ไข่มุก ทรงมีทั้งชุดไข่มุกประกอบเพชร และไข่มุกหลายสีหลายขนาดตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่ ทำเป็นเครื่องประกอบลักษณะต่าง ๆ เช่น สร้อยพระสังวาลเฟื่องไข่มุกเม็ดขนาดใหญ่ 3 ชั้น มีตุ้มเพชรห้อยเป็นระยะ หรือเป็นไข่มุกเม็ดขนาดกลางร้อยเป็นสายยาวพันรอบพระศอเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่สั้นลงมาจนถึงบั้นพระองค์ 6-7 ชั้น ซึ่งต้องใช้ไข่มุกคัดที่มีสีและขนาดเท่า ๆ กัน หรือลดหลั่นเข้าเถากันได้ไม่ต่ำกว่าพัน ๆ เม็ด และยังมีสร้อยพระศอไข่มุกสีกุหลาบอ่อน นอกจากนี้ยังทำเป็นเครื่องอาภรณ์แบบต่าง ๆ มีทั้งที่เป็นระย้าเพชรประกอบไข่มุกติดเข็มกลัด

เครื่องประดับไข่มุก นั้น หมอสมิธ แพทย์ประจำพระองค์ได้บันทึกไว้ โดยมีข้อความที่น่าสนใจขอหยิบยกมา ดังนี้ “....คืนนั้นข้าพเจ้าได้ทูลขอให้สมเด็จพระพันปีหลวง (ในรัชกาลที่ 6) ทรงนำสร้อยพระศอไข่มุกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเป็นของขวัญแก่พระองค์เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100,000 ปอนด์ ออกมาให้ชม แม้ว่าข้าพเจ้าจะเคยเห็นสร้อยพระศอเส้นนี้ถูกนำออกมาจากห้องที่อยู่ติด ๆ กันเกือบจะในทันที และเมื่อเห็นข้าพเจ้ามิได้รู้สึกผิดหวังเลย ไข่มุกเม็ดที่จัดว่าเป็น “น้ำเอก” มีขนาดกำลังพอเหมาะประดับตกแต่งด้วยอัญมณีงดงาม ภายใต้แสงตะเกียงสลัว ๆ ขณะปล่อยให้มันไหวตัวกลิ้งไปมาส่งประกายระยิบระยังอยู่นอุ้งมือข้าพเจ้า นับเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน ความยาวเต็มที่ของสร้อยร้อยเข้าไว้ด้วยกันทั้งเส้นเกือบ 6 ฟุต เวลาสวมสามารถจัดแต่งให้พันรอบพระศอได้เป็น 2 ทบ มุกเม็ดใหญ่ที่สุดขนาดเท่าลูกหินห้อยอยู่ตรงกลางของมุกแต่ละสาย

เครื่องราชาภรณ์ชุดไข่มุกนี้ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเพิ่งจะทรงรวบรวมจัดเป็นเครื่องประดับพระวรกายภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป และได้มีลายพระราชหัตถ์เลขามาพระราชทานและทรงแนะนำด้วยวิธีการที่ได้ทอดพระเนตรเห็นตัวอย่างราชินีชาวต่างประเทศแต่งเครื่องเพชรพลอยต่าง ๆ มาเพื่อให้เป็นแนวทางแก่สมเด็จพระบรมราชินีนาถของพระองค์ ขณะเดียวกันก็ทรงแสวงหาไข่มุกอันงามและมีค่ายิ่งมาสำหรับประเดิมเครื่องทรงชุดไข่มุก คือไข่มุกสีเหลือน้ำผึ้งซึ่งกล่าวกันว่าเม็ดใหญ่มากและงามที่สุด และ มีลายพระราชหัตถเลขาส่งมาพระราชทานสมเด็จฯ จากกรุงโรม อิตาลี มีว่า “ได้ซื้อไข่มุก 3 เม็ด เม็ดหนึ่งเหลืองงามประเสริฐเลิศล้น ราคาแพงเต็มที่ ต้องเกี้ยวกันอยู่นานเป็นนานกว่าจึงซื้อได้”

ข้อความที่ตรงกันบอกเล่าถึงความอลังการวิจิตรบรรจงของเครื่องเพชรนิลจินดา ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงได้บรรยายไว้ในหนังสือเกิดวังปรารุสก์ ดังนี้

“.... สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เห็นจะต้องเป็นกษัตรีไทยพระองค์หนึ่งที่ใคร ๆ จะต้องยอมรับกันทั่วไปว่า ท่านทรงมีเครื่องเพชรมากมายเหลือเกิน ถ้าจะเสด็จไปในงานใด ข้าหลวงจะต้องเอาเครื่องเพชรของท่านมาถวายทั้งหมดให้ทรงเลือก นอกจากเครื่องใหญ่จริง ๆ จึงไม่มีเก็บไว้ที่พญาไท เพราะเครื่องชุดใหญ่ ๆ นั้นเก็บรักษาไว้ในที่พระบรมมหาราชวัง ถึงกระนั้นเครื่องย่อย ๆ ของท่านก็ดูคล้าย ๆ กับร้านขายเครื่องเพชรร้านใหญ่ในมหานครหลวงยุโรป ข้าหลวงต้องขนมาเป็นถาด ๆ หลาย ๆ ถาด บางทีถาดเดียวจะมีแต่พระธำมรงค์เพชรต่าง ๆ ตั้ง 60 วง.......

ในช่วงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนี พระพันปีหลวง ทรงพระประชวรเรื้อรัง มีอาการไข้ รวมทั้งมีอาการพิษขึ้นในพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) จึงเสด็จสวรรคตวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2462 พระชนมายุ 55 พรรษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์สรงน้ำพระบรมศพ และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพประกอบพระลองทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก ภายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศลอุทิศถวายสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงมีพระโอรส 7 พระองค์ พระธิดา 2 พระองค์ ตกเสีย 5 พระองค์ รวม 14 พระองค์

พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ

ในปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนี พระพันปีหลวง ก็ไม่ได้สนพระทัยกับของพวกนี้แล้วจะทรงชิ้นเล็กๆเป็น พวกเข็มกลัดอักษรพระนาม เครื่องอาภรณ์เพชรนิลจินดา เหล่านั้นทรงมีมากมาย สวยงามล้ำค่ามาก เวลาจะทรงใช้ นางข้าหลวงต้องเชิญมาเป็นถาดๆ ให้ทรงเลือก

v

หนังสืองานพระราชทานเพลิงพระบรมศพ

สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนี พระพันปีหลวง

ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคต ถือเป็นพระราชมรดก และเปลี่ยนผู้ครอบรองตามสายพระโลหิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็ยังไม่ได้แบ่งให้กับบรรดาพระทายาทผู้ใด ทรงเก็บไว้เป็นกองกลาง เวลาที่พระองค์ใดจะใช้ก็พระราชทานยืมชั่วครั้งชั่วคราว จวบจน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ก็ยังมิได้มีการแบ่งพระราชมรดก ดัง.กล่าว .............โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป  

***** ถ้าชอบบทความนี้ คุณสามารถให้กำลังใจด้วยการร่วม  Vote นะครับ****

 




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2555    
Last Update : 29 สิงหาคม 2555 5:47:42 น.
Counter : 18816 Pageviews.  

จากโรงละครหลวง - สูจิบัตรโขนละคร

ในอดีตที่ผ่านมาเวลาเราไปดูการแสดง หรือ คอนเสิร์ต ผู้ชมมักจะซื้อหรือได้รับแจกสูจิบัตรที่จัดทำเป็นรูปเล่มสวยงามบอกเล่าถึงเรื่องราวประวัติศิลปิน ตัวอย่างผลงานการแสดง ตลอดจนโปรแกรมการแสดงในครั้งนั้น ปัจจุบันน้อยครั้งนักจะพบสูจิบัตรที่แจกฟรี สูจิบัตรนับเป็นของสะสมอย่างหนึ่งเพื่อใช้เตือนความทรงจำในอดีตเมื่อคราวที่ได้รับชมการแสดงในครั้งนั้น

ในอดีตแต่เดิมมานั้นผู้เข้าชมไม่ต้องซื้อบัตรหรือตั๋วเข้าชมการแสดง เพราะการแสดงมหรสพในอดีตผู้ชมมักหาชมได้ทั่วไปในงานต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นงานฉลองสมโภช หรืองานศพซึ่งจัดได้ทุกระดับในงานพระเมรุมาศใหญ่ ๆ ก็เคยมีมหรสพให้ประชาชนสามัญเข้าดูกันโดยไม่เก็บค่าเข้าชม ถ้าเป็นงานของหลวงก็จะยิ่งใหญ่และมีการแสดงต่าง ๆ หลากหลายกว่างานของสามัญชนทั่วไป จากหลักฐานที่พอจะสืบค้นได้ ในปี พ.ศ. 2425 ได้เริ่มมีการเก็บค่าเข้าชมละครเป็นครั้งแรกขึ้น มีหลักฐานปรากฏในหนังสือพิมพ์สยามไสมย ปีที่ 2 พ.ศ. 2426 ในสมัยรัชกาลที่ 5 พอสรุปได้ว่า ระหว่างงานฉลองพระนครครบ 100 ปี ที่ท้องสนามหลวง พ.ศ. 2425 เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ได้จัดละครคณะ"ปริ้นส์เทียเตอร์" การแสดงในครั้งนั้นผู้ชมจะต้องเสียค่าผ่านประตูปรากฏว่าเป็นที่นิยมมาก ต่อมาภายหลังเจ้าพระยามหินทรฯ จึงได้จัดแสดงละครที่บ้านของท่านและเก็บค่าดูและตั้งชื่อโรงละคร"ปริ้นส์เทียเตอร์" ที่วังท่าเตียน การแสดงในครั้งนั้นมีสูจิบัตรแจกให้กับผู้ชมหรือไม่นั้นไม่มีหลักฐานปรากฏ  

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิประพันธ์พงศ์

ม.ล.ต่วน วรวรรณ

สูจิบัตรรุ่นเก่าแก่ ที่พอจะสืบค้นได้เป็นสูจิบัตรประกอบการแสดงละครหลวงนฤมิต สำหรับละครหลวงนฤมิต นั้น ผู้ก่อตั้งคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เดิมชื่อ โรงละคร ปรีดาลัย มีคณะละครหลวงฤมิต มักแสดงเรื่องราวที่เป็นบทพระนิพนธ์ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ซึ่งหลายเรื่องดัดแปลงมาจากภาษาต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น มาดามบัตเตอร์ฟลาย ก็ดัดแปลงมาเป็นเรื่องสาวเครือฟ้า เป็นต้น กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "บรมครูแห่งการละคร" ท่านมีเจ้าจอมมารดาเขียน กับ ม.ล ต่วนศรี วรวรรณ เป็นบุคคลสำคัญในการรถก่อตั้งโรงละครแห่งนี้ ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระเกียรติให้เป็นละครหลวงโดยเติมคำว่า "หลวง" เป็นคณะละครหลวงนฤมิตร สำหรับสูจิบัตรที่ค้นพบได้ในขณะนี้ ก็มาจากโรงละครหลวงนฤมิตนั้นเอง คราวนั้นแสดง ณ พระราชวังดุสิต คราวสงกรานต์ พ.ศ. 2453

ภาพบรรยากาศการแสดงโขน-ละตร ในอดีต

หนังสือบทละครร้อง เรื่องพระลอ แสดง ณ โรงละครหลวงนฤมิต

นอกจากนั้นจะเป็นสูจิบัตรรุ่นเก่า พ.ศ. 2460 และรุ่นหลัง ๆ พ.ศ. 2480 ซึ่งเป็นช่วงที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการได้แต่งบทละครแนวปลุกใจให้รักชาติหลายเรื่อง เช่น เลือดสุพรรณ ศึกถลาง มหาเทวี พ่อขุนผาเมือง ละครเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีสูจิบัตรที่มีเพลงประกอบไพเราะหลาย ๆ เพลง  

หนังสือสูจิบัตรภายในบรรจุบทละครแนวปลุกใจให้รักชาติ เรื่อง อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง

บทประพันธ์หลวงวิจิตรวาทการ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 เป็นต้นมานั้น กรมศิลปากรได้จัดแสดงโขนละครให้ประชาชนชม ณ โรงละครกรมศิลปากร (โรงละครแห่งชาติ) และรายการแสดงสังคีตศาลา (เวทีกลางแจ้ง) และได้มีการจำหน่าย และแจกสูจิบัตรในการแสดงครั้งนั้นเป็นต้นมา และในปี พ.ศ. 2495 กรมศิลปากรได้นำสูจิบัตรในการแสดงดังกล่าวมารวมเล่มจำหน่ายให้กับผู้ชมทั่วไปไว้เป็นของสะสมอีกด้วย

การแสดงโขนในยุคแรก ๆ ของ โรงละครกรมศิลปากร  

 

 

ปกสูจิบัตรในยุคนั้น ใช้ทั้งการวาด และภาพถ่ายผสมกัน มีบรรยากาศในแบบไทย ๆ ข้างในมีประวัติความเป็นมา เนื้อเรื่องย่อ โปรแกรมการแสดง ฉากต่าง ๆ ตลอดจนรายชื่อผู้แสดง ผู้ออกแบบฉาก คณะทำงาน และโฆษณาของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ บางเล่มมีการบรรยายทั้งภาษาไทย และอังฤษควบคู่กัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติตลอดระยะกว่า 60 ปี

หนังสือสูจิบัตรบทละครร้อง เรื่องพ่อโต้ง กะยาสารท สำหรับแสดง

ณ โรงละครปรีดาลัย เมื่อ ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2456) หน้าปกจะเรียบ ๆ กระดาษธรรมดา

หนังสือสูจิบัตรในยุคของโรงละครกรมศิลปากร เรื่องพระลอ หน้าปกมีความสวยงาม ผสมผสานกัน

ระหว่างภาพถ่ายและภาพวาด แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2491 ภายในมีโฆษณา และบทละคร เนื้อเรื่องย่อ

ตลอดจนรายนามผู้แสดง

หนังสือสูจิบัตรบทละครนอก เรื่องคาวี แสดง ณ โรงละครแห่งชาติ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2513 หน้าปกเป็นภาพถ่ายขาวดำ ภายในมีเนื้อเรื่องย่อ ภาษาไทยและอังกฤษ รายนามผู้แสดง นักดนตรี และนักร้องรายนามนักแสดงและนักดนตรีหลายท่านภายในสูจิบัตรล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงในปัจจุบันและเป็นผู้วางรากฐานให้กับนาฏศิลป์และดนตรีไทยในยุคปัจจุบัน อาทิเช่น ครูศิริวัฒน์ ดิษยนันท์ (ศิลปินแห่งชาติสาขานาฏศิลป์ไทย)แสดงเป็น "หลวิชัย" ครูนพรัตน์ หวังในธรรม (ภรรยาครูเสรี หวังในธรรม) แสดงเป็น "นางคันธมาลี" สำหรับนักดนตรี ครูศีลปี ตราโมท และหลวงไพเราะเสียงซอ บรรเลงซออู้ ครูท้วม ประสิทธิกุล ครูแช่มช้อย ดุริยพันธุ์ ขับร้อง

หนังสือสูจิบัตรบทละครชาตรี เรื่องรถเสน แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2500 ณ โรงละครกรมศิลปากร

หน้าปกออกแบบเป็นภาพถ่ายและระบายศรี สวยงามไปอีกแบบ

หนังสือสูจิบัตรบทโขน ชุดไมยราพณ์สะกดทัพ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2503 ณ โรงละครกรมศิลปากร

ควบคุมการฝึกหัดนาฏศิลป์โดย หม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนี (ศิลปินแห่งชาติ) ควบคุมการบรรเลง

และขับร้องโดย ครูมนตรี ตราโมท (ศิลปินแห่งชาติ) ราคาค่าผ่านประตู เริ่มต้นที่ 8 บาท 15 บาท

20 บาท 25 บาท และสูงสุด 30 บาท

หนังสือสูจิบัตรบทโขน ชุด ศึกสุริยาภพ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2509 ณ โรงละครกรมศิลปากร

หนังสือสูจิบัตรบทโขน เรื่องรามเกียรติ์ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2501 ณ โรงละครกรมศิลปากร

หน้าปกเป็นภาพถ่ายและระบายสีอีกครั้ง สีฉูดฉาดสดใส เป็นลักษณะเด่นของสิ่งพิมพ์ในยุคนั้น

หนังสือสูจิบัตรบทละครนอก เรื่องสุวรรณหงส์ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2494 ณ โรงละครกรมศิลปากร

รายชื่อนักแสดงที่น่าสนใจ 3 ศิลปินแห่งชาติ ครูส่องชาติ ชื่นสิริ และ ครูจำเรียง พุธประดับ แสดงเป็น

พราหมณ์เกศสุริยงครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ แสดงเป็นสุวรรณหงส์

หนังสือสูจิบัตรบทโขน ชุด มัยราพณ์สะกดทัพ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2544 ณ โรงละครแห่งชาติ

เป็นปกสูจิบัตรในยุคปัจจุบัน นิยมใช้ภาพถ่ายจากกล่องถ่ายรูป

หนังสือสูจิบัตรบทโขน ศึกสัทธาสูร - วิรุญจำบัง แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2535 ณ โรงละครกรมศิลปากร

ข้อมูลอ้างอิง

ทัศนา ทัศนมิตร.จากงิ้ววังหน้า..ถึงโขนละครไทย.กรุงเทพฯ,2554

เอนก นาวิกมูล.สิ่งพิมพ์สยาม.กรุงเทพฯ,2542

National Geogaphic.สยามและเพื่อนบ้านภาพและรายงานพิเศษจากอดีต.กรุงเทพฯ,




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2555    
Last Update : 17 สิงหาคม 2555 22:15:06 น.
Counter : 6725 Pageviews.  

การเก็บรักษาพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ในราชวงศ์จักรี ตอนที่ 2 หอพระนาก

หอพระนาก 

 

           เป็นอีกสถานที่หนึ่งในการเก็บรักษาพระอัฐิของเจ้านายในราชวงศ์จักรี ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระอุโบสถ ตรงมุมระเบียบวัดด้านตะวันตก และด้านเหนือบรรจบกัน  ชื่อหอพระนาก มาจากแต่เดิมสถานที่แห่งนี้ก่อนที่จะใช้เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิของเจ้านายในราชวงศ์ นั้น แต่เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระนาก ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยาเลยเรียกกันว่า “หอพระนาก”  มาจนถึงปัจจุบัน

 

ประตูทางเข้าสู่"หอพระนาก"

          การดูแลรักษาพระอัฐิเจ้านายชั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรสถานพิมุขและพระราชวงศ์ฝ่ายหน้าที่โปรดเกล้าฯ พระราชทานวังให้เสด็จออกวังไปแล้ว เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ลงและได้รับพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว ก็จะเก็บพระอัฐิอัญเชิญไว้ ณ วังของเจ้านายแต่ละพระองค์  พระอัฐิที่จะอัญเชิญเข้าไปเก็บไว้ในพระบรมมหาราชวังก็เฉพาะแต่เจ้านายฝ่ายใน สำหรับเจ้านายฝ่ายหน้าที่มีวังเป็นที่หลวง ทายาทที่ยังมีอยู่หากพระมหากษัตริย์ทรงเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะได้ครอบครองวังนั้น อาจจะพระราชทานวังนั้นให้กับเจ้านายพระองค์อื่น หรือราชสกุลอื่น ในกรณีนี้ ถ้าพระทายาทไม่สามารถจะเชิญพระอัฐิไปไว้ในที่อันควรแก่พระเกียรติได้ จะขอถวายพระอัฐิไว้ภายใต้พระบารมีพระมหากษัตริย์ ก็จะทรงรับไว้และโปรดให้เก็บรักษาไว้ในหอพระนาก ถึงคราวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศพระราชทานก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานไปเชิญพระโกศทรงพระอัฐิตามวังเจ้านายต่าง ๆ เข้ามาบำเพ็ญพระราชกุศลที่หอพระนากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระสงฆ์สดัปกรณ์ผ้าคู่อุทิศส่วนกุศลพระราชทานทำนองเดียวกับที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบรมราชบุพการีและเจ้านายชั้นสูงในพระราชมณเฑียร  บางครั้งเมื่ออัญเชิญพระอัฐิของเจ้านายจากวังต่าง ๆ มาเพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว ทายาทหรือพระประยูรญาติก็ไม่ขอรับกลับ โดยขอถวายไว้ภายในพระบารมีพระมหากษัตริย์ก็มี พระอัฐิในหอพระนากจึงมากขึ้นมากขึ้น พระทายาทบางพระองค์น้อมถวายแต่พระอัฐิไว้ภายใต้พระบารมี แต่ขอรับพระราชทานโกศไว้ไม่ถวายพร้อมพระอัฐิก็มี

หมู่พระโกศมองจากประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

             สำหรับเรื่องโกศทรงพระอัฐินั้น ตามธรรมเนียมพระมหากษัตริย์จะไม่ได้พระราชทาน เมื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและพระราชทานเพลิงให้เป็นงานหลวงเท่านั้น พระอัฐิเป็นเรื่องที่พระทายาทหรือพระประยูรญาติจะต้องจัดเตรียมโกศทรงพระอัฐิเอง จะทำด้วยทองคำหรือโลหะอื่นใดสุดแล้วแต่ฐานะ ประกอบกับความภักดีของทายาท หากเป็นตามราชประเพณีกำหนดไว้เพียงว่า เจ้านายพระยศชั้นพระองค์เจ้าลูกหลวง ทรงโกศทองคำได้ พระองค์เจ้าต่างกรมชั้นสมเด็จกรมพระยาขึ้นไป ทรงพระโกศทองคำลงยาได้ ดังนั้นถ้าเจ้านายพระองค์ที่สิ้นพระชนม์ทรงมีพระมรดกตกทอดมาก หรือพระเกียรติยศสูงก็มักจะไม่มีปัญหาในการเก็บรักษาพระอัฐิ แต่หากเจ้านายที่ยากจนก็มีมาก ในการเก็บรักษาพระอัฐิทายาทไม่มีพระโกศถวายทรงพระอัฐิเจ้าพนักงานภูษามาลาก็จะไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ก็ต้องถวายผ้าห่อหุ้มไว้ เวลาเชิญเข้าสู่ที่ประดิษฐานในหอพระนาก ก็ต้องประดิษฐานไว้ในลักษณะเป็นห่อจารึกอักษรพระนามลงในใบลานผูกไว้ พระอัฐิในหอพระนากที่ไม่มีโกศมีเป็นจำนวนมาก

 

 

 

 

หมู่พระโกศซึ่งประดิษฐานอยู่ในซุ้มคู่หา ด้านทิศตะวันตกในหอพระนาก

 

               เมื่อคราวที่ฉลองพระนครครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดโกศทรงพระอัฐิถวาย เป็นโกศที่ทำด้วยโลหะชนิดใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดแต่ว่ามีพระโกศทรงครบแล้วทุกพระองค์ที่สิ้นพระชนม์แต่เจ้านายชั้นพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าในแต่ละรัชกาลมีเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงคราวใกล้ฉลองพระนครครบ 150 ปี ในรัชกาลที่ 7 ก็มีพระอัฐิเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโกศ  ทั้งเจ้านายฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง และเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวร (คือพระราชโอรส พระราชธิดาในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และกรมราชวังบวรสถานพิมุข ) ซึ่งแต่เดิมจะถูกเก็บรักษาไว้ ณ ท้ายจรนำในพระอุโบสถวัดชนะสงคราม มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นพระอัฐิเจ้านาย ณ วัดชนะสงครามและหอพระนาก ด้วยพระเองว่าพระอัฐิเจ้านายจำนวนมากไม่มีพระโกศทรงอยู่มากก็ทรงสลดพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการสั่งประมาณ พ.ศ. 2473 หรือ 2474 ซึ่งใกล้เวลางานฉลองพระนครครบ 150 ปี ให้จัดทำโกศของหลวงถวายทรงพระอัฐิให้ครบถ้วนทั้งเจ้านายฝ่ายพระบรมมหาราชวังและฝ่ายพระราชวังบวร และครั้งนั้นโปรดให้บูรณะปฎิสังขรณ์หอพระนาก โดยให้สร้างวิมานประดิษฐานพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 1 – 3 ข้างหน้าพระวิมานมีพระเบญจาแบบย่อเก็จด้านหน้า ด้านหลังติดผนัง อยู่ภายใต้พระวิมาน สำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระราชวงศ์ ครั้งนั้นทรงเป็นห่วงเกรงว่าจะไม่เรียบร้อยสมดังพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัดนวิศิษฏ์ เป็นพระธุระอำนวยการทั้งการสร้างที่ประดิษฐาน และการเชิญพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ขึ้นจัดตั้งบนพระวิมานและพระเบญจา

              ขอย้อนไปเรื่องสร้างพระโกศถวายพระอัฐิที่ยังไม่มีพระโกศทรง ตามกระแสพระบรมราชโองการล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 นั้น กระทรวงวังในครั้งนั้น ขอพระราชทานสร้างเป็นพระโกศดีบุกปิดทอง โดยให้เหตุผลว่า ถ้าสร้างด้วยทองคำทั้งองค์นั้น พระโกศองค์หนึ่ง ๆ ใช้ทองคำหลายกิโล และไม่ใช่สร้างขึ้นเพียงองค์หรือสององค์ ต้องสร้างขึ้นทั้งสำหรับเจ้านายในพระบรมมหาราชวัง และเจ้านายฝ่ายพระราชวังบวร เป็นจำนวนมากกว่า 100 โกศ เป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์มากนัก จะใช้โลหะที่ราคาถูกลงบ้าง เช่น เงิน กาไหล่ทอง ก็ไม่เหมาะสมอีกเพราะเมื่อเวลาล่วงเลยไปแล้วผิวเงินก็จะออกสีดำ ทำให้ทองที่ชุบไว้หมดสีทองกลายเป็นดำดูแล้วไม่งาม ถ้าใช้ดีบุกปิดทองจะยั่งยืนอยู่ได้นานปี ทำนองเดียวการทำช่อฟ้าใบระกาที่ปิดทอง อนึ่งในครั้งนั้นแร่ดีบุกนำมาใช้ทำหลังคาพระมหาปราสาทราชมณเฑียรมาแต่โบราณฉะนั้น หากนำมาทำพระโกศบุกย่อมไม่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติแต่อย่างใด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงเห็นชอบ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กระทรวงวังจัดทำพระโกศดีบุกปิดทองถวาย  พระบรมอัฐิ พระอัฐิ ที่ประดิษฐานอยู่ ณ หอพระนาก ในปัจจุบัน มี 261 พระโกศ ดังมีพระนามาภิไธยและพระนามดังต่อไปนี้

 

บนพระวิมาน จำนวน 4 พระโกศ

 

1.สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท

2.สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์

3.สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ

4.พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระเบญจาชั้นที่ 1 จำนวน 15 พระโกศ

 

กรมพระราชวังบวรประดิษฐานบนกี๋

 

1.กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (เจ้าฟ้าทองอิน)

2.กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (พระองค์เจ้าชายยอดยิ่งยศ)

พระราชวงศ์ชั้นปฐมวงศ์

3.พระชนก ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

4.พระชนนี ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

(อาจแบ่งจากพระอัฐิที่ประดิษฐานในหอพระธาตุมณเฑียร มาไว้คู่กับพระสวามีในหอพระนากนี้)

5.กรมหลวงนรินทรเทวี (พระองค์เจ้าหญิงกุ ต้นราชสกุล นรินทรกุล)

6.เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา (ต้นราชสกุลเจษฏางกูร)

7.เจ้าฟ้ากรมขุนอนัคฆนารี  (พระราชธิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์)

8.กรมขุนรามินทรสุดา (พระธิดาในพระเจ้ารามณรงค์)

9.เจ้าฟ้ากรมกรมหลวงเทพหริรักษ์ (เจ้าฟ้าต้น ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ต้นราชสกุลเทพหัสดิน)

10.เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าชายจุ้ย ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ต้นราชสกุล มนตรีกุล)

11.เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ (เจ้าฟ้าชายเกศ ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ต้นราชสกุล อิศรางกูร)

12.เจ้าฟ้ากุลฑลทิพยวดี (พระราชธิดาในรัชกาลที่ 1 พระมารดาเป็นนัดดาเจ้านครเวียงจันทร์)

13.เจ้าฟ้าอาภรณ์ (พระราชโอรสรัชกาลที่ 2 และเจ้าฟ้ากุลฑล ต้นราชสกุล อาภรณกุล)

14.สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ (พระราชโอรสรัชกาลที่ 2 และเจ้าฟ้ากุลฑล ต้นราชสกุล มาลากุล)

15.เจ้าฟ้าชายปิ๋ว (พระราชโอรสรัชกาลที่ 2 และเจ้าฟ้ากุลฑล )

 

 

 

พระเบญจาชั้นที่ 2 จำนวน 23 พระโกศ พระราชโอรส-ธิดา

 

ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)

 

 1.กรมหมื่นอินทรพิพิธ (พระองค์เจ้าชายทับทิม ต้นราชสกุล อินทรางกูร)

 2.พระองค์เจ้าหญิงเกสร

 3.พระองค์เจ้าหญิงดวงสุดา

 4.กรมหมื่นณรงคหิริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายดวงจักร ต้นราชสกุล ดวงจักร)

5.พระองค์เจ้าหญิงสุด

6.กรมหมื่นศรีสุเทพ (พระองค์เจ้าชายดารากร ต้นราชสกุล ดารากร)

7.พระองค์เจ้าหญิงนุ่ม

8.กรมหลวงเทพพลภักดิ์ (พระองค์เจ้าชายอภัยทัต)

9.สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์เจ้าชายวาสุกรี)

10.สมเด็จกรมพระยาเดชาดิศร  (พระองค์เจ้าชายมั่ง พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 ต้นราชสกุล เดชาติวงศ์)

11.สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าชายฤกษ์ พระราชโอรสสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหา

     เสนานุรักษ์)

12.กรมพระรามอิศเรศ (พระองค์เจ้าชายสุริยา ต้นราชสกุล สุริยกุล)

13.พระองค์เจ้าหญิงมณี

14.พระองค์เจ้าหญิงอุบล

15.กรมหมื่นนเรนทร์บริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายเจ่ง พระโอรสกรมหลวงนรินทรเทวี)

16.กรมหมื่นไกรสรวิชิต (พระองค์เจ้าชายสุทัศน์ ต้นราชสกุล สุทัศน์)

17.พระองค์เจ้าหญิงมณฑา

18.พระองค์เจ้าหญิงธิดา

19.กรมหมื่นนรินทรเทพ (พระองค์เจ้าชายฉิม พระโอรสกรมหลวงนรินทรเทวี)

20.กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ (พระองค์เจ้าชายฉัตร์ ต้นราชสกุล ฉัตรกุล)

21.พระองค์เจ้าหญิงพลับ (พระราชธิดาลำดับที่ 15 ในรัชกาลที่ 1)

22.กรมหลวงพิเศษศรีสวัสดิสุขวัฒนวิไชย (พระองค์เจ้าชายสุริยวงศ์)

23.พระองค์เจ้าหญิงฉิม

 

 

 

พระเบญจาชั้นที่ 3 จำนวน 43 พระโกศ

 

พระราชโอรส-ธิดา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

 

1.พระองค์เจ้าหญิงสายสมร

2.กรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา (พระองค์เจ้าชายชุมแสง ต้นราชสกุล ชุมแสง)

3.กรมขุนสถิตย์สถาพร (พระองค์เจ้าชายมรกฎ ต้นราชสกุลมรกฎ)

4.กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายกปิตถา ต้นราชกุล กปิตถา)

5.พระองค์เจ้าหญิงนิ่มนวล

6.กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์  (พระองค์เจ้าชายทินกร ต้นราชสกุล ทินกร)

7.กรมหมื่นถาวรยศ (พระองค์เจ้าชายขัตติยา)

8.พระองค์เจ้าหญิงประภา

9.พระองค์เจ้าหญิงหรุ่น

10.กรมหมื่นสุรินทรธิบดี (พระองค์เจ้าชายกล้วยไม้ ต้นราชสกุล กล้วยไม้)

11. พระองค์เจ้าหญิงน้อย

12. พระองค์เจ้าหญิงรสคนธ์

13. กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (พระองค์เจ้าชายพนมวัน ต้นราชสกุล พนมวัน)

14. กรมพระพิทักษ์เทเวศร (พระองค์เจ้าชายกุญชร ต้นราชสกุล กุญชร)

15. กรมหลวงวงศาธิราชสนิท (พระองค์เจ้าชายนวม ต้นราชสกุล สนิทวงศ์)

16. กรมขุนกัลยาสุนทร (พระองค์เจ้าหญิงลำภู)

17. กรมหลวงวรศักดาพิศาล (พระองค์เจ้าชายอรุณวงศ์ ต้นราชสกุล อรุณวงศ์)

18. พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียน

19.พระองค์เจ้าหญิงส้มจีน

ฯลฯ




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2555 17:32:24 น.
Counter : 5495 Pageviews.  

การเก็บรักษาพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ในราชวงศ์จักรี ตอนที่ 1 หอพระธาตุมณเทียร

              เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้  ผมได้เคยนำเสนอมาครั้งหนึ่งแล้วในพันธุ์ทิพย์ และเท่าที่จำได้ยังไม่เห็นท่านใดนำเสนอมาก่อนและเป็นเรื่องที่มีผู้รู้น้อยอยู่  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะนำเสนอเรื่องราวของทุกชีวิตที่ปรากฏบนโลกใบนี้ ย่อมหนี้ไม่พ้นความตาย ซึ่งเป็นธรรมชาติ โดยไม่เลือกชนชั้น วรรณะ และเป็นไปตามวาระของสังขาร เป็นไปตามวาระแห่งกรรม ตามหลักความเชื่อของพุทธศาสนา สังขารเมื่อแตกดับไปแล้ว ซึ่งต่อไปจะเป็นความเชื่อเรื่องของจิตและวิญญาณ มีความคิดเห็นหลายทรรศนะแตกต่างกัน บ้างก็ว่าดับสูญ บ้างก็ว่าเดินทางไปสู่ชาติภพใหม่ หรือวนเวียนเป็นวัฏสงสาร เช่นเดียวกับชนชั้นกษัตริย์ และ บรมวงศ์ ก็ย่อมหนี้ไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้

 

                                       

รูปที่ 1 พระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ

              ตามโบราณราชประเพณีซึ่งถือปฏิบัติสืบมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี เสด็จสวรรคต หรือพระบรมวงศ์ ซึ่งทรงประกอบคุณงานความดีไว้แก่บ้านเมืองสิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายพระเพลิง ตามลำดับพระเกียรติยศหรือพระอิสริยศักดิ์ ในการนี้พระบรมศพและพระศพได้รับการบรรจุในพระโกศทอง แล้วอัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานเหนือเบญจาทองในพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง มีการแต่งที่ประดิษฐานพระโกศตามพระเกียรติยศแล้วบำเพ็ญพระราชกุศลทางพระพุทธศาสนา เมื่อถึงกาลอันควร ก็อัญเชิญพระบรมศพไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ซึ่งสร้างไว้เป็นกรณีพิเศษซึ่งมักจะเรียกเป็นสามัญว่า “งานออกพระเมรุ”   หลังจากที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว มีการเก็บพระบรมอัฐิประมวลลงในพระโกศทองคำลงยาประดับพุ่มเฟื่องอัญมณี

            การเก็บรักษาพระบรมอัฐิ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า สมเด็จพระอัครมเหสี สมเด็จพระบรมราชนนี และพระอัฐิเจ้านายชั้นบรมราชวงศ์ในสมัยรัตนโกสินทร์นี้ มีธรรมเนียมการเก็บรักษาแตกต่างไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยา    

            สมัยกรุงศรีอยุธยา ยังเป็นราชธานีอยู่นั้น เมื่อได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพ หรือพระราชทานเพลิงพระศพพระราชวงศ์ชั้นสูงแล้ว จะเชิญพระบรมอัฐิไปบรรจุไว้ ณ ท้ายจรนำพระอุโบสถวัดพระศรีสรรเพชญ (ในพระราชวัง) ส่วนพระอัฐิก็เชิญบรรจุไว้ในพระเจดีย์แห่งพระอารามที่กล่าวมาแล้วนั้น

รูปที่ 2  ภาพจำลองวัดพระศรีสรรเพชญ์ หรือ วัดพระศรีสรรเพชญ เป็นวัดหลวงในพระราชวังโบราณอยุธยา ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ซึ่งเป็นต้นแบบของ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร และเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา

               สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเพณีดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นผ่านพิภพ ณ กรุงรัตนโกสินทร์แล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาได้อัญเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกเข้ามาถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชดำริว่า พระองค์เองก็ดี สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราวังบรมสถานมงคลก็ดี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ ยังไม่ทรงกระทำการถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระชนกาธิบดี เพราะบ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย หรือถึงแม้ว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดีแล้วก็ยังทรงติดราชการสงครามในการกอบกู้เอกราช สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ประเทศชาติตลอดมา เมื่อได้ทรงสร้างราชธานีขึ้นใหม่ บ้านเมืองก็มีความสงบพอสมควรแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมชนกาธิบดี ตามแบบอย่างของการถวายพระเพลิงสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งกรุงศรีอยุธยา (อาจจะเป็นการถวายพระเพลิง ณ ท้องสนามหลวง ครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์) หลังจากทรงถวายพระเพลิงแล้ว ทรงพระราชปรารภว่า พระบรมอัฐินั้นถ้าอัญเชิญไปบรรจุท้ายจรนำในพระอุโบสถหรือที่พระเจดีย์ในพระอารามหลวงในพระราชวังเหมือนธรรมเนียมอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาแม้จะเป็นพระเกียรติยศและเปิดโอกาสให้ปวงชนได้สักการบูชาก็จริงอยู่ แต่กรุงรัตนโกสินทร์ในครั้งนั้นเพิ่งจะสถาปนาใหม่ ยังไม่มั่นคงแข็งแรงนัก หากมีข้าศึกศัตรูรุกรานจนไม่สามารถรักษาพระนครไว้ได้ การอพยพหลบหนีไปไม่ว่าจะเป็นเวลานานหรือชั่วคราว ก็จะต้องทิ้งกระดูพระบรมราชบุพการีไว้ให้ถูกเหยียบย่ำทำลายและระหว่างรอนแรมไปก็จะไม่มีกระดูกพระบรมราชบุพการีไว้กราบไหว้บูชา

            ฉะนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิไว้พระราชมณเฑียรที่ประดับเพื่อที่จะได้หยิบฉวยติดพระองค์ได้ง่าย  และโปรดให้สร้างหอสำหรับพระดิษฐานพระบรมอัฐิในคราวนั้น ชื่อ หอพระธาตุมณเฑียร จากการที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างหอพระธาตุมณเฑียรไว้เป็นปฐมนั้น พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระราชบุรพการีประดิษฐานไว้ ณ หอพระบรมอัฐิ บนพระราชมณเฑียรสืบต่อกันมาเป็นราชประเพณี สำหรับอัฐิสมเด็จพระบรมราชวงศ์ชั้นสูงนั้นบางพระองค์ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพนับถือเสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี เช่น พระอัฐิของสมเด็จพระพี่นางเธอทั้งสองพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อถวายพระเพลิงแล้วโปรดให้อัญเชิญพระอัฐิประดิษฐาน ณ หอพระธาตุมณเฑียรด้วย สำหรับพระอัฐิสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข และพระบรมวงศ์ที่ออกจากวังไปประทับเป็นการส่วนพระองค์ มิได้ประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วพระราชทานเพลิงแล้ว ก็โปรดให้เชิญพระอัฐิไปประดิษฐานในแต่ละวัง เพื่อที่ทายาทและพระประยูรญาติจะได้สักการบูชา ส่วนพระบรมราชวงศ์ฝ่ายใน ที่ประทับในพระบรมมหาราชวังที่ทรงศักดิ์เสมอด้วยพระองค์เจ้าลูกหลวง (หมายถึงพระพี่นาง พระน้องนาง และพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัว ที่ดำรงพระยศ พระองค์เจ้า) ไม่มีเจ้าพี่น้องที่เสด็จออกไปประทับวังส่วนพระองค์การพระศพก็จะอยู่ภายใต้พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ หลังจากการถวายพระเพลิงพระศพแล้วก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระอัฐิประดิษฐานไว้ ณ หอพระนาก (ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป)

              สรุปแล้วในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 – 3 จะมีที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ และหอพระอัฐิอยู่สองแห่ง คือ หอพระธาตุมณเฑียร กับ หอพระนาก 

หอพระธาตุมณเฑียร

หอพระธาตุมณเฑียร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมชนก คู่กับหอพระสุลาลัยพิมานทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ แห่งสมเด็จพระมากษัตริยาธิราชเจ้า

                                                                                     

รูปที่ 3 พระวิมานพระบรมอัฐิ หอพระธาตุมณเฑียร 

รูปที่ 4 ภายในหอพระธาตุมณเฑียร ที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ อีกมุมหนึ่ง

รูปที่ 5 พระวิมานประดิษฐานพระบรมอัฐิ           

ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิจากหอพระธาตุมณเฑียร และจากพระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อประกอบการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและสรงน้ำพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมานในการพระราชพิธีสงกรานต์ของทุกปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้น  โดยพระที่นั่งองค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานองค์พระที่นั่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สมัยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิตอเรียก หลังคาเป็นยอดปราสาทในแบบสถาปัตยกรรมไทย 3 ยอดเรียงกัน และทรงจัดให้มีหอพระบรมอัฐิตามคติไทยโบราณ โดยชั้นบนภายใต้ยอดปราสาทองค์กลางทรงจัดให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี และชั้นบนภายใต้ยอดปราสาททางด้านตะวันตกเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระประยูรญาติที่ทรงสูงศักดิ์ และมีความใกล้ชิดกับองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดให้อัญเชิญ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 กับพระบรมอัฐิสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตรย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 4 จากหอพระธาตุมณเฑียร มาประดิษฐานในพระที่นั่งดังกล่าวเป็นต้นมาปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิจากหอพระธาตุมณเฑียร และจากพระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อประกอบการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและสรงน้ำพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมานในการพระราชพิธีสงกรานต์ของทุกปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้น  โดยพระที่นั่งองค์นี้เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานองค์พระที่นั่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรป สมัยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิตอเรียก หลังคาเป็นยอดปราสาทในแบบสถาปัตยกรรมไทย 3 ยอดเรียงกัน และทรงจัดให้มีหอพระบรมอัฐิตามคติไทยโบราณ โดยชั้นบนภายใต้ยอดปราสาทองค์กลางทรงจัดให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี และชั้นบนภายใต้ยอดปราสาททางด้านตะวันตกเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิพระประยูรญาติที่ทรงสูงศักดิ์ และมีความใกล้ชิดกับองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัว และโปรดให้อัญเชิญ พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 กับพระบรมอัฐิสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตรย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 4 จากหอพระธาตุมณเฑียร มาประดิษฐานในพระที่นั่งดังกล่าวเป็นต้นมา

ความงดงามด้านศิลปกรรมภายในหอพระธาตุมณเฑียร

รูปที่ 6 ผนังด้านในหอพระธาตุมณเฑียร

รูปที่ 7 ซุ้มทรงอย่างเทศที่พระบัญชร

รูปที่ 8  พระทวารภายในหอพระธาตุมณเฑียร

รูปที่ 9  ลายเพดานภายในหอพระธาตุมณเฑียร

รูปที่ 10  ภาพวาดป่าหิมพานต์ภายในหอพระธาตุมณเฑียร

 

 




 

Create Date : 17 เมษายน 2555    
Last Update : 17 เมษายน 2555 17:13:40 น.
Counter : 7076 Pageviews.  

สุสานหลวง ที่พำนักแห่งสุดท้าย พระราชนารีสยาม

 

 

บทความนี้เป็นบทความฉบับพิเศษที่ รักสยาม หนังสือเก่า ขอนำเสนอในช่วงโอกาสนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติ พระเชษฐภคินี (แปลว่าพี่สาว) ที่พระบาทสมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนับถือ นอกจากนั้นยัง ทรงเป็นพระกุลเชษฐ์ โดยพระชนมายุ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  จะเห็นได้จากการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพที่จัดอย่างสมพระเกียรติ รักสยามหนังสือเก่า ขอร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

สุสานหลวง นับเป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของพระราชนารีสยาม พระองค์นี้  เป็นสถานที่อันเงียบสงบอยู่ภายในอาณาบริเวณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 5

ภายหลังจากงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในวันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2555 เสร็จสิ้นลงนั้น  ตามหมายกำหนดการ ในวันอังคารที่ 10 เมษายน 2555 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จมาทรงเก็บพระอัฐิ ซึ่งตามพระราชประเพณีโบราณปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น พระอัฐิของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ จะแบ่งบรรจุพระโกศทองคำ 2 องค์ องค์ใหญ่เป็นของหลวง อัญเชิญเข้าพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานบนพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนพระโกศองค์น้อยจะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วังรื่นฤดี สุขุมวิท 38 ชึ่ง เป็นที่ประทับส่วนพระองค์

สำหรับ “พระสรีรางคาร” หรือเถ้ากระดูกนั้น ริ้วขบวนที่ 6 จะทำพิธีอัญเชิญไปบรรจุไว้ ณ พระอนุสรณ์ที่ชื่อว่า "เสาวภาประดิษฐาน" ในสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน และคาดว่าจะมีการแบ่งไปบรรจุที่พระปฐมเจดีย์ อันเป็นที่บรรจุพระราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เพื่อให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ ได้ประทับพักผ่อนร่วมกับพระบิดาและพระมารดา ณ ที่แห่งนั่น 

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในรัชกาลที่ 6 

ทรงเป็นสมเด็จย่า ในสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ 


       ส่วนพระสรีรางคารของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ที่ต้องอัญเชิญไปไว้ที่พระอนุสาวรีย์"เสาวภาประดิษฐาน"เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระนามเดิมคือพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ จึงเป็นพระราชนัดดา คือ "หลานย่า" แท้ๆ ของสมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยเหตุผลดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสรีรางคารมาบรรจุ ณ ที่นี้ ร่วมกับเจ้านายในรัชกาลที่ 5 สายสมเด็จพระพันปีหลวง ซึ่งมีราชสกุลจักรพงษ์, ราชสกุลจุฑาธุช เป็นต้นนั่นเอง

สุสานหลวง  สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงโปรดให้สร้างสถูปองค์หลักไว้ 4 องค์เป็นแนวประธาน คือ พระอนุสาวรีย์สุนันทานุเสาวรีย์,พระอนุสาวรีย์รังษีวัฒนา,พระอนุสาวรีย์เสาวภาประดิษฐานและพระอนุสาวรีย์สุขุมาลนฤมิตร

 พระอนุสาวรีย์เสาวภาประดิษฐาน สถานที่บรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ

 พระสรีรางคารของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิง

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ประดิษฐานอยู่กลางพระอนุสาวรีย์เสาวภาประดิษฐาน 

ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ผู้ที่มีความรักใคร่ห่วงใยอย่างใกล้ชิด คือ พระมเหสี เจ้าจอมมารดา และพระราชโอรส พระราชธิดา ได้อยู่ร่วมกัน หลังจากที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ในทั่วไปจะเป็นการสร้างอนุสาวรีย์ของพระมเหสี หรือเจ้าจอมมารดา เพื่อให้ลูกได้อยู่กับแม่ หรืออย่างน้อยในบ้านของแม่ เว้นแต่ในกรณีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาสิ้นพระชนม์ก่อนพระมารดา ก็สร้างอนุสาวรีย์ของพระเจ้าลูกเธอพระองค์นั้นไปก่อน 

พระอนุสาวรีย์และอนุสาวรีย์ต่าง ๆ ภายในสุสานหลวง

       หรือถ้าจะกล่าวง่ายๆ คือเหมือนสร้างบ้านแม่แต่ละสายไว้ เมื่อลูกสายใดสิ้นพระชนม์ ก็จะเชิญพระสรีรางคารมาบรรจุไว้ในบ้านแม่นั่นเอง พระสถูปทั้ง 4 องค์นั้นสร้างเป็นพระบรมราชูทิศ เป็นส่วนของพระมเหสีเทวี 4 พระองค์ ต่อมาก็มีการสร้างพระอนุสาวรีย์เพิ่มเติมเรื่อยมา ด้วยลักษณะศิลปกรรมที่หลากหลาย

     การก่อสร้างอนุสาวรีย์และสิ่งอื่น ๆ ภายในสุสานหลวง โปรดเกล้าให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ทรงเป็นแม่กองกระทั่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2440 จึงโปรดเกล้าให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านิลวรรณทรงเป็นแม่กองกำกับงานจนแล้วเสร็จ

รูปแบบของอนุสาวรีย์ในสุสานหลวงวัดราชบพิธมีหลากหลายลักษณะ ทั้งสถาปัตยกรรมไทย เช่น พระเจดีย์ พระปรางค์ วิหาร พระปรางค์แบบขอม อาคารแบบโกธิก และอนุสาวรีย์แบบยุโรป ปัจจุบันภายในสุสานหลวงมีอนุสาวรีย์ ทั้งสิ้น 33 อนุสาวรีย์

            สำหรับอนุสาวรีย์ที่ใช้บรรจุ พระสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ  ณ พระอนุเสาวรีย์ เสาวภาประดิษฐาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้สร้างพระราชทานแก่สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี บรมราชินีนาถ สำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา และพระกุลทายาทในราชตระกูล  

            สำหรับพระอนุสรณ์สถานเสาวภาประดิษฐานบรรจุพระสรีรางคารพระราชโอรสและพระราชธิดาอันประสูติแต่สมเด็จพระศรี พัชรินทราบรมราชินีนาถ รวมทั้งสมาชิกบางพระองค์ใน ราชสกุลจักรพงษ์ และ ราชสกุลจุฑาธุช สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ (พ.ศ. 2421 -พ.ศ. 2430) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง (พ.ศ. 2424 - พ.ศ. 2430) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ (พ.ศ. 2428 - พ.ศ. 2430) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิง (13 ธันวาคม พ.ศ. 2430 - สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ) สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พ.ศ. 2425- พ.ศ. 2463) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (พ.ศ. 2435 - พ.ศ. 2466) สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา (พ.ศ. 2432 - พ.ศ. 2467) และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ (พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2554)

 ภายใน พระอนุสาวรีย์เสาวภาประดิษฐาน ซึ่งเป็นที่บรรจุพระสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ  สภาพภายในเมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในพระอนุสาวรีย์ จะพบพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรประดิษฐานอยู่ตรงหน้า ซึ่งเปรียบเสมือนดั่งศูนย์กลางขององค์สถูป หากเราเลี้ยวขวาจะเป็นที่เก็บพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ฯ ซึ่งเมื่ออัญเชิญไปบรรจุแล้วจะมีแผ่นหินอ่อนแกะสลักมาปิดทับอีกชั้นหนึ่ง และด้านหน้าแผ่นหินอ่อนจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางโปรดอสุรินทราหู หรือ ปางไสยาสน์ หรือ ปางปรินิพพาน อยู่ในพระอิริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองข้างซ้อนทับเสมอกัน พระหัตถ์ซ้ายทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียรและมีพระเขนยรอบรับ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร (พระประจำวันเกิด) นั่นเอง

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารปางไสยาสน์ และ แผ่นหินอ่อนแกะสลักพระนามสำหรับบรรจุพระสรีรางคารสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ

สุสานหลวง สถานที่อันเงียบสงบแห่งนี้ จึงเป็นที่พำนักแห่งสุดท้าย ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ พระราชนารีสยาม ผู้เป็นดั่งดวงแก้วพระมงกุฎ ทรงเป็นขัตติยราชนารีในมหาจักรีบรมราชวงศ์ ตราบจนถึงวาระสุดท้ายของพระองค์

พระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ

ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณในวโรกาสต่าง ๆ

 

 

ข้อมูลอ้างอิง

-          วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงในรัชกาลที่ 5.กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้ง.2555

-          หนังสือพิมพ์ Manager Online (//www.manager.co.th)

 *****ถ้าชอบบทความนี้สามารถ Vote ให้กำลังใจกันได้นะครับ*******




 

Create Date : 09 เมษายน 2555    
Last Update : 9 เมษายน 2555 21:42:39 น.
Counter : 13408 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

nuttavong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Blog รักสยาม : เกิดขึ้นจากผู้เขียนเป็นนักอ่านและมีความหลงไหลในเสน่ห์ของหนังสือเก่า ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษของเรา ที่ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร และทุก ๆ ตัวอักษรได้บอกเล่าเรื่องราวของสยามบ้านเมืองของเราเมื่อครั้งอดีต และมีความเชื่อว่า "อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน" หนังสือเก่าจึงเต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายแตกต่างกันไป เมื่อเกิดชำรุดเสียหายมีหลายคนไม่เห็นคุณค่าปล่อยให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลาเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ลูกหลานของเราในวันข้างหน้าอาจลืมเลือนความเป็นชาติของเรา และอาจหลงลืมความดีงามของบรรพบุรุษที่ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงไว้

ผู้เขียนยอมรับว่าการเขียนบทความ ณ ที่นี้ได้เรียบเรียงจากหนังสือเก่าอันทรงคุณค่าหลายเล่ม ด้วยภูมิรู้ของตนเองเท่าที่มีอยู่น้อยนิด หากผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนขอน้อมรับคำแนะนำจากท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วยความยินดี และหากท่านจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความรู้ก็จะเป็นประโยชน์สืบต่อไปในภายหน้า
Friends' blogs
[Add nuttavong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.