Group Blog
 
All Blogs
 



ปั่นจักรยานทัวร์ริ่ง กรุงเทพฯ – ราชบุรี

ภาพนี้ หอระฆังวัดทุ่งน้อย อำเภอเมือง ราชบุรี

เปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิตก็เจอกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม  เมื่อผมหันมาปั่นจักรยานเสือภูเขา  ก็พบว่ามีอะไรที่เราไม่เคยได้สัมผัสอีกมากมาย  เช่น ผมไปปั่นจักรยานขึ้นจุดชมวิวปางสีดาด้วยความทุลักทุเล เพราะไม่ได้ฝึกซ้อมมาเพื่อปั่นขึ้นเขาแบบทรหด    ล่าสุดผมลองแนวทางอื่นบ้าง คือ ปั่นทางไกล  ชมเมือง  ภาษาจักรยาน เขาเรียกการปั่นทัวร์ริ่ง  จริงๆแล้วผมปั่นวันละ 40 – 70 กิโลเมตรมาบ่อยๆ แต่ยังไม่เคยปั่นทัวร์ริ่ง ซึ่งแตกต่างตรงที่ว่า เราไปค้างคืน และต้องบรรทุกสัมภาระไปด้วย 

เสือภูเขา Trek 4400 เอามาดัดแปลงเพื่อเป็นรถบรรทุกสัมภาระ ทั่วร์ริ่ง ติดตะแกรงท้าย ใส่ขาตั้ง

ผมก็เลยเลือกที่จะไปลองปั่นกับสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย  ซึ่งผมได้มีโอกาสรู้จักพี่คนหนึ่งของสมาคม เขาพาไปแวะที่สมาคมฯ ที่ตั้งอยู่แถวบรรทัดทอง  หลังจากนั้นผมก็เลยไปสมัครเข้าชมรมจักรยานไปด้วย

วันแรกขาไปออกจากกรุงแทพฯ ตั้งแต่  6 โมงเช้า จากสนามหลวงมุ่งหน้าถนนบรมราชนนี  ออกพุทธมณฑลสาย 3 แล้วเข้าถนนอุทยาน ก่อนไปออกกระทุ่มแบน   จอดกินมื้อเช้าที่พุทธมณฑลสาย 3 ระยะทางวันนี้ เท่าที่ผู้จัดแจ้งคือ ราวๆ 135 กิโลเมตร  


ระยะทางช่วงเช้า ตั้งแต่สนามหลวงถึงกระทุ่มแบนนี่พูดได้ว่า ปั่นกันอู้เลยครับ  ความเร็วเฉลี่ย 25 – 30 กม/ชม สำหรับเสือภูเขา และนักปั่นมือใหม่ที่ไม่เคยปั่นทางไกลถือว่าได้เหนื่อยพอควร เห็นเพื่อนนักปั่นอื่นที่ปั่นจักรยานทั่วร์ริ่ง เขาปั่นกันสบายน่องดีแท้ เพราะทัวร์ริ่งแตกต่างจากเสือภูเขาตรงที่ ล้อวงใหญ่และหน้ายางเล็กกว่า  ออกแรงเท่ากัน ย่อมไปได้ไกลกว่า  แถมเขายังมีเบาะที่เหมาะสำหรับนั่งนานๆ  รถทัวร์ริ่งยังออกแบบให้ผู้ขี่รู้สึกสบายแม้จะปั่นไกลๆ วันละหลายสิบกิโล 

เส้นทางขากลับ ผ่านสะพานธนะรัชต์ แดดร้อนมากๆ

ผู้จัดเข้าใจเลือกเส้นทาง  วิวสองข้างทางพูดได้ว่า พอเพลินตา เส้นทางเข้ากระทุ่มแบน ออกไปทางบ้านแพ้ว  รถยนต์วิ่งน้อย แม้ว่าเส้นทางจะขึ้นเนิน ลงเนิน และมีสะพาน แต่ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคให้ต้องฟันฝ่า พอเข้าเขตกระทุ่มแบน ก็ต่างคนต่างปั่น แต่ก็รักษาความเร็วให้ฉิวๆกัน    แดดเริ่มร้อน เหนื่อยก็อาศัยศาลาพักริมทางแวะพัก แต่ไม่ค่อยได้แวะดูอะไรกัน  พอหายเหนื่อยแล้วก็ปั่นกันต่อ ผมรั้งท้าย  ดูบ่อเลี้ยงปลา  สวนมะพร้าว สวนมะม่วง แวะกินน้ำแข็งใส คุยกับคนท้องถิ่น แต่ก็พยายามปั่นให้เร็ว    เป้าหมายพักใหญ่ถัดไปคือ กินมื้อกลางวันที่บ้านแพ้ว   ปั่นตามเขาไป ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันใกล้ ไกล อย่างไร  เพราะไม่มีอะไรต้องกังวลเรื่องระยะทาง มีรถเซอร์วิส วิ่งตามตลอด  ถ้าหากมีปัญหาก็โทรแจ้งหมายเลขฉุกเฉินได้

กินข้าวกลางวันที่บ้านแพ้วเสร็จ   ทางทีมงานวางเส้นทางให้ไปทางโพหัก  อำเภอบางแพ ราชบุรี เส้นทางยังคงน่าปั่น  ผมเริ่มปั่นออกไปเรื่อยๆ คนเดียว  อยู่ระหว่างกลาง กลุ่มหน้าก็ไปไกลแล้ว กลุ่มหลังก็ทยอยตามมา    เห็นศาลาริมทางวัดแห่งหนึ่ง (ไม่ได้จดชื่อ) น่าพัก ผมก็เลยแวะเข้าไปพัก กะจะนอนพักผ่อนเอาแรงเลยทีเดียว แต่พอตรวจสอบยาง พบว่ายางหน้ารั่ว  งานเข้าสิครับ ยางในอะไหล่ และสูบลบใส่กระเป๋าฝากรถเซอร์วิสไปแล้ว โทรสอบถามเบอร์ฉุกเฉิน ก็ยังสื่อสารกันไม่ได้ว่าผมอยู่ตรงไหน จะส่งใครมาช่วยดี  ผมก็เลยใช้วิธีออกไปโบกขอความช่วยเหลือจากนักปั่นกลุ่มที่ปั่นมา เขาปั่นกันเร็วอู้เลยครับ ผมโบกมือ เขานึกว่าผมรอปั่นไปพร้อมเขา ต้องตะโกนบอกว่า ยางแตกครับ แล้วก็มีนักปั่นสองสามคนลงมาช่วยปะยาง  เรียบร้อยดี ก็บอกให้ผมปั่นออกไปก่อน เพื่อดูว่ายังมีปัญหาอะไรหรือไม่  แต่เขาก็คุยกันเองว่า   เดี๋ยวจะปั่น 30 กม/ ชั่วโมง   เอ้อ ผมไม่ไหวล่ะครับ
รวมเวลาปั่นที่นั่งอยู่บนเบาะจักรยาน เลย 6 ชั่วโมงมาแล้ว ร่างกายเริ่มฟ้องว่า ไม่ไหวแล้ว ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ข้อเท้าที่มีอาการอักเสบก็ออกอาการ แต่ก็ยังพอปั่นไปได้ สามโมงเย็นแล้วก็ยังคงอยู่แถวบางแพง ฝนก็ตก นักปั่นกลุ่มหนึ่งปั่นฝ่าสายฝนกันสนุกสนาน ผมแวะคุยกับหนุ่มเจ้าของสวนมะพร้าว


กว่าจะถึงจุดหมายคือ มรภ หมู่บ้านจอมบึงก็ค่ำพอดี  ไปถึง คนอื่นเขาถึงกันนานแล้ว บางคนอาบน้ำ เตรียมนอนพักเอาแรง สรุปแล้ววันนี้ผมน่าจะได้ปั่นไปทั้งหมดราวๆ 160 กิโลเมตร  ตอบคำถามตัวเองที่เคยถามนักปั่นว่า วันหนึ่งปั่น 200 กิโลเมตร พอไหวมั้ย เขาบอกว่า  เสือภูเขาปั่นยาวๆแบบนั้นเหนื่อย

สรุปแล้วทั้งวันยังไม่ได้ชมนกชมไม้เลย  มั่วแต่ ปั่น ปั่น ปั่น  แล้วก็ปั่น เจอทั้งแดด ทั้งฝน  

จะออกไปปั่นจักรยานเที่ยว (ทัวร์ริ่ง) ก็ต้องทำใจ และเตรียมตัวกันหน่อย ทำใจคือ ความสะดวกสบายนั้นไม่มี   ต้องใส่ทั้งเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว  แถมบางคนใส่ผ้าคลุมหน้าอีก เพราะกลัวแดดเผาผิว โดยส่วนใหญ่ก็พอกครีมกันแดดกันเต็มพิกัด เวลาแดดร้อนจัดๆ ยังงัยก็ร้อน ไปได้สัก 5 กิโลเมตร ก็ถามหาศาลาคนเศร้า เอ้ย ศาลาพักร้อนแล้ว

เรื่องครีมกันแดดนี่ ดีอย่าง ผมไม่แพ้ครีมกันแดด มียี่ห้อะไร เพื่อนให้ใช้ก็ใช่ร่วมกับเขาได้ ผู้หญิงบางคน ต้องทดสอบและเลือกกันมาก คือ ต้องดูว่า  ผิวแพ้ครีมกันแดดหรือไม่ บางรายถึงขั้นต้องดูเลยว่า ครีมนั้นเป็นแค่ครีมที่ทาเพื่อป้องกัน (protection) เคลือบผิว หรือเป็นส่วนผสมเคมีที่ซึมลงสู่ผิวด้วย  ถ้าซึมลงสู่ผิวก็เสี่ยงต่อการแพ้เคมี  แถมบางคนยังต้องทารองพื้นก่อนจะทากันแดด  โอ้ย ขอนินทาหน่อยว่า ดูวุ่นวายดีนะครับ 

ผู้ชายอย่างผมสบายสุด ขอ SPF สูงๆ หน่อยก็ดี ป้ายๆ ทาๆ ดีไม่ดีมักง่ายไม่ทากันแดด  

กลางคืนนี่หลับกันเป็นตาย เงียบสนิท ไม่หือ ไม่อือกับใครกันทั้งนั้น   จริงๆแล้ว ถ้าหากปั่นทัวร์ริ่งจริงๆก็คงเหนื่อยพอดู เพราะนอกจากจักรยานแล้ว ยังต้องขนสัมภาระกันไปด้วย   แต่การไปปั่นกับสมาคมจักรยานฯ ได้เปรียบที่ว่า สัมภาระ เราเอาใส่รถเซอร์วิส ส่วนเราก็ปั่นไปแต่ตัวกับจักรยาน

อย่าลืมน้ำครับ  แม้ว่าร้านสะดวกซื้อจะมีทั่วหัวระแหง  แต่กระบอกน้ำ 1 ใบ  พร้อมน้ำเต็ม จะประกันได้ว่า กระหายเมื่อไรก็ได้ดื่ม แถมยังช่วยลดโลกร้อน โดยการลดการใช้ขวดน้ำพลาสติกอีกด้วย ว่าไปนั่น ที่จริงแล้วประหยัดครับ

รุ่งขึ้น หลังจากจัดการกับมื้อเช้าเรียบร้อย พร้อมตรวจเช็คจักรยานและสัมภาระ ทางผู้จัดทริปก็ชวนรวมกลุ่ม ปั่นออกจาก มรภ หมู่บ้านจอมบึง  ผมแวะร้านกาแฟในตลาด  ปล่อยให้นักปั่นทั้งหลายเขาล่วงหน้าไปก่อน 

แวะไปตามทางเรื่อยครับ เจอที่ไหนก็แวะที่นั่น ที่แรกแวะไปสวนพฤษศาสตร์วรรณคดีภาคกลาง บรรยากาศร่มรื่นดี  ไหนลองปั่นไปในป่า ให้ดูบรรยากาศเหมือนขี่เสือภูเขาหน่อยสิ

สวนพฤษศาสตร์วรรณคดีภาคกลางค่อนข้างจะกว้างขวาง แล้วก็เหมาะสำหรับการปั่นจักรยานมากๆ  ดูเหมือนเขาจะมีเส้นทางสำหรับปั่นจักรยานด้วย แต่ผมก็ปั่นแค่พอหอมปากหอมคอ เพราะทางกลับยังอีกไกล

ปั่นมาแวะที่วัดทุ่งน้อย แม้ว่าจะเป็นวัดเล็กๆ แต่ว่าเห็นมีพระพุทธรูปองค์โตประดิษฐานอยู่ อีกทั้งบรรยากาศก็ไม่พลุกพล่าน แวะไหว้พระ ดูโน่นดูนี่ก่อนดีกว่า


ว่ากันว่า การสร้างวัดเป็น “การสร้างบรรยากาศแห่งศรัทธา” วัดต้องเป็นสถานที่ปลีกวิเวก สงบ รำงับ คนเข้าไปแล้วให้สบายใจสบายกาย ถ้าหากจะมีของสวยงามตาให้ดูบ้างก็ควรเป็นดอกไม้ ต้นไม้ หรือพุทธสถาปัตย์  ถ้าหากจะมีกลิ่น ก็เป็นกลิ่นของดอกไม้  ธูปเทียน จากห้องบูชาพระ เพื่อโน้มน้าวให้ใจคน เข้าหาธรรม  น่าเสียดายที่วัดใหญ่ๆที่คนนิยมเข้าไปนั้น มักจะพลุกพล่าน เสียงแม่ชี เสียงพระเรียกให้คนไปวัดร่วมทำบุญนั่น ใส่บาตรนี่ สะเดาะเคราะห์โน่น  เพื่อแลกกับการได้เดินทางขึ้นสวรรค์  หรือประสบโชคดี อายุยืน เสียงเขย่ากระบอกเซียมซี  และเสียงให้พรจากตู้หยอดเหรียญทำบุญ

แวะวัดทุ่งน้อย  จุดเด่นของวัดคือ วิหารทรงแปดเหลี่ยมที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระศรีเมืองราษฎร์   และบริเวณโดยรอบองค์วิหารแปดเหลี่ยมก็จะมีพระประจำวัน (ดูจากภาพด้านบนจะเห็นครับ)

หอระฆังกับหอกลอง อลังการงานสร้าง เมื่อเทียบกับสิ่งก่อสร้างอื่น ดูเหมือนเพิ่งสร้างใหม่ และที่กำลังก่อสร้างอีกอย่างก็น่าจะเป็นโบสถ์


ที่นี่มีอนุสาวรีย์นักซิ่ง เอาไว้เตือนใจบรรดานักซิ่งมอเตอร์ไซค์ทั้งหลาย ว่าผลสุดท้ายของนักซึ่งคือการสูญเสีย

ออกจากวัดทุ่งน้อยก็ปั่นมุ่งมาตามเส้นทางเข้าสู่เมืองราชบุรี  ผ่านตรงไหนก็ถ่ายภาพไปเรื่อย  ๆ  แต่ว่าเริ่มสายแล้ว แดดเริ่มร้อน  อุปสรรคของนักปั่นจักรยานเลยทีเดียว โอกาสเป็นลมแดด หรือลมร้อนมีสูง

จริงๆแล้ว เริ่มจะปั่นไม่ไหวแล้วล่ะครับ ที่โอ้เอ้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวปั่นถึงราชบุรีก็จะโบกรถไฟกลับกรุงเทพฯดีกว่า   ประมาณเวลาว่ารถเที่ยวขึ้นจากใต้ เข้ากรุงเทพฯ คงจะถึงบ่ายๆ

แวะวัดเขากรวดมหาพฤตาราม ทางขึ้นดูชัน น่าท้าทายสำหรับเสือภูเขาก็เลยปั่นขึ้นไปเสีย 1 รอบ เหนื่อยดีครับ แต่ก็แลกกับทิวทัศน์สวยๆ

วันนี้ไม่มีคนขึ้นมาไหว้พระเลย  ผมเลยเดินดูตามใจชอบ จากหอกลอง หอระฆัง ไปจนถึงองค์พระด้านบน 

 ที่วัดนี้ มีทางขึ้น เหมาะสำหรับทั้งการเดินและการปั่นจักรยาน คือ ทางขึ้นค่อยข้างชัน  เดินขึ้นมาถึงรับรองว่าได้เหงื่อแน่นอน  แล้วมาทดแทนด้วยทิวทัศน์สวยๆ 


บนยอดเขาประดิษฐานไว้ด้วยองค์พระปางห้ามญาติ 

หอไหว้พระ  เป็นเหมือนศาลากว้างๆที่ยอดเขา   เป็นศาลาขนาดใหญ่ แต่องศาเลนส์กล้องไม่กว้างพอ ก็เลยเก็บภาพได้ไม่หมด

เดินลงมาจากยอดเขา หามุมถ่ายภาพโบสถ์ กล้องยังคงเก็บภาพได้ไม่หมด


นี่ละครับ บรรยากาศของการทัวร์ริ่งด้วยจักรยาน เจอจุดไหนน่าสนใจก็แวะไปพัก ไปชม

ออกจากวัดเขากรวด ปั่นอีกสักพักใหญ่ๆก็ใกล้ถึงตัวเมืองราชบุรีแล้ว ระหว่างทางมีจุดแวะอีกแห่งหนึ่ง คือ ศาลาพักคนโดยสารใกล้ๆ กับเจดีย์หัก

บรรยากาศในศาลาพักร้อนดีมากครับ  ขี่จักรยานมาร้อนๆ ผมยึดที่นั่งแล้วแปลงเป็นที่นอนเลย  มีตู้หนังสือให้อ่านด้วย ผมหยิบหนังสือชีวจิตมาอ่าน  ได้อ่านเรื่อง จังหวะชีวิตช้าลง ความเจ็บป่วยก็บรรเทา

 


ภาพนี้ถ่ายที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่เมืองราชบุรี “แหม่ม” ที่ขึ้นชื่อ ใครๆก็ต้องไปกินที่นี่ ผมก็ปั่นจักรยานไปกินมื้อกลางวันที่นี่ด้วย

ก่อนจะกินมื้อกลางวัน ได้ไปที่สถานีรถไฟ กะว่าจะซื้อตั๋วรถไฟไว้ก่อน แต่ข่าวร้ายก็คือ รถไฟจะมาตอนห้าโมงเย็น นานเกินไป  มีรถระยะสั้นสายอื่น แต่ก็ไม่สามารถขนจักรยานขึ้นรถได้  เพราะไม่มีตู้สัมภาระ

เหลือทางที่พอจะเลือกได้ก็คือ ปั่นจักรยานไปฝากเพื่อนที่บ้านโป่งไว้  ดูระยะทางแล้วอีกแค่ประมาณ 40 กิโลเมตรเท่านั้นเอง  อย่างช้าน่าจะ 3 ชั่วโมง แต่กลางวันแดดร้อนสุดๆ  ฝืนปั่นไป  โดยกำหนดว่าพักทุกๆ 5 กิโลเมตร

คิดเล่นๆ นี่สองวันปั่นผ่านไปหลายอำเภอในจังหวัดราชบุรีแล้ว   บางแพ  เมือง  จอมบึง  โพธาราม บ้านโป่ง  โดยมากเป็นการชมวิวแบบปั่นผ่าน ไม่ได้หยุดที่ไหนนานๆ  แต่อย่างน้อยก็เป็นประสบการณ์ในการวางแผนการปั่นทัวร์ริ่งครั้งต่อไป

อย่างที่ผมว่าแต่ตอนต้น เปลี่ยนแนวทางการใช้ชีวิตก็เจอกับสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม   พอมาปั่นจักรยาน ก็พบว่า กิจกรรมการปั่นจักรยานได้รับความนิยมแพร่หลาย  และเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่การท่องเที่ยวในหลายจังหวัดส่งเสริม  อาทิตย์ก่อนก็มีปั่นชมทัศนียภาพลุ่มน้ำบางปะกง เดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทางจังหวัดกาญจนบุรีก็จัดกิจกรรมขี่จักรยานท่องเที่ยว  รายการพวกนี้เขามีสปอนเซอร์ร่วม นักปั่นเพียงแค่อาจักรยานไปถึง ก็เข้าร่วมได้ โดยจ่ายค่าลงทะเบียนเพียงเล็กน้อย   

เมื่อวานปั่นไปกว่า 150 กิโลเมตร วันนี้ ปลอบใจตัวเองว่า ปั่นจากจอมบึงมาราชบุรี ราวๆ 30 กิโลเมตร แล้วขึ้นรถไฟกลับ จิ๊บๆ  แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว แผนเปลี่ยน ต้องปั่นเพิ่มอีก 40 กิโลเมตร ขาลากครับ


ปั่นโดยใช้ถนนเส้นเพชรเกษม รถยนต์เยอะ ร้อนก็ร้อน แวะดูดอกตะแบกที่ยังพอหลงเหลือให้ดู

ผ่านศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานราชบุรี  ข้างในเป็นรีสอร์ทที่พักและมีกาแฟดอยช้าง ที่อยากลิ้มรสชาติมานาน แต่ไม่มีโอกาสสักที ครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปก่อน เพราะเพิ่งโด๊ป M 150 มาจากปั้ม ปตท 

ปั้ม ปตท ใหญ่ๆ หลายแห่ง สะอาดสะอ้าน  จัดภูมิทัศน์ได้สวยงาม ร่มรื่น   เป็นจุดพักนักเดินทางได้ดีทีเดียว  ไปๆมาๆ ผมว่า แม้ว่าจะเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ก็เถอะ  ส่วนใหญ่ต้องแวะท่องเที่ยว สถานีบริการน้ำมัน บางทีออกทริปครั้งหนึ่ง แวะถึง 4 ปั้มเลยครับ   ปตท น่าจะเข้าใจพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว จึงทำสถานีบริการน้ำมันให้สะอาด  มีบริการ ครบวงจร ทั้ง  น้ำมันเต็มถัง อาหารเต็มท้อง  หรือจะพักดูอะไรสวยๆ  ก็มีการจัดสวนหย่อม จัดที่นั่งในร่มไม้ให้ ที่สำคัญ ห้องน้ำ สะอาด

สถานีบริการน้ำมัน จึงกลายเป็น สถานที่ท่องเที่ยวไปกลายๆ ด้วยประการฉะนี้ 

กว่าจะถึงบ้านโป่ง  เกือบ 4 โมงเย็นอีกแล้ว ตกลงไม่รู้ว่า นั่งรอรถไฟที่ราชบุรี กับถ่อปั่นมาถึงที่นี่บ้านโป่ง อะไรจะคุ้มกว่ากัน  แวะที่วัดหัวโป่ง  เขามีงานศพ  พระกำลังขึ้นเทศน์ก่อนเคลื่อนศพสู่เมรุพอดี ผมจอดจักรยานบนสนามหญ้า แล้วฟังพระเทศน์แต่ต้นจนจบ  เป็นการเทศน์แบบสั้นๆ แต่กินใจความใหญ่ คือ เรื่องของ ไตรลักษณ์ พระที่เทศน์มีน้ำเสียงชวนฟัง วิธีการเทศน์ ยกเอาภาษาบาลี มาผสมกับเรื่องเล่าปัจจุบัน ให้คติเตือนใจ

ที่วัดนี้ มีหอพระที่มีรูปเหมือนของพระเกจิดังๆ หลายรูป ไม่ว่าจะเป็น หลวงปู่ทวด วัดช้างใหญ่  สมเด็จโต วัดระฆัง  

ฟังเทศน์เสร็จ ผมยืนไหว้พระ แล้วปั่นจักรยานไปฝากไว้บ้านเพื่อน ก่อนจะนั่งรถตู้กลับกรุงเทพฯ   

Create Date : 11 กรกฎาคม 2553
Last Update : 11 กรกฎาคม 2553 1:12:34 น. 0 comments
Counter : 1451 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

boyberm
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




boyberm
Friends' blogs
[Add boyberm's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.