Group Blog
 
All blogs
 

กรดโฟลิค

กรดโฟลิคคืออะไรนะ
กรดโฟลิค (Folic acid) เป็นสารอาหารในกลุ่มวิตามิน บี ที่ละลายน้ำ ซึ่งอาจอยู่ในรูป สารประกอบชนิดอื่น ๆ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น โฟเลต (Folate) โฟลาซิน (Folacin) เป็นต้น กรดโฟลิคมีหน้าที่ในการสังเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA) ให้คงรูปโครโมโซม ควบคุมการสร้างกรด อะมิโน (Amino acids) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีน จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการสร้างและการแก่ตัวของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวในไขกระดูก กรดโฟลิคเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมที่บริเวณลำไส้เล็ก จากนั้นจะถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสุดท้ายจะถูกขับออกจากร่างกายไปกับปัสสาวะในรูปของโฟเลท

ใครกันที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิค
กลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิคมากที่สุด คือ หญิงตั้งครรภ์ คนที่รับประทาน กรดโฟลิค ไม่เพียงพอ กลุ่มทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโตและผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ
อาการแสดงสำคัญของการขาดกรดโฟลิค
1. โลหิตจางที่มีขนาดเม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ (Megaloblastic Anemia) ภาวะโลหิตจางชนิดนี้เกิดขึ้นเพราะมีการปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่โตเต็มที่ออกมาในกระแสเลือด เนื่องจากมีเม็ดเลือดแดงที่ไม่โตเต็มที่ไม่เพียงพอ (เม็ดเลือดแดงที่โตไม่เต็มที่ จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดงปกติที่โตเต็มที่แล้ว)
2. ความพิการทางสมอง (Neural tube defect) เป็นความผิดปกติในการสร้าง หลอดประสาท มีผลต่อไขสันหลังและสมอง เกิดขึ้นในระยะแรกของการพัฒนาเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอ่อน เพื่อพัฒนาเป็นไขสันหลัง ประสาทและสมอง ขณะเดียวกันกระดูกส่วนสันหลังจะค่อย ๆ เจริญออกมาล้อมรอบไขสันหลัง ซึ่งในช่วงที่ร่างกายกำลังพัฒนานี้ เกิดความผิดปกติขึ้น จะทำให้เกิดปัญหาได้ ภาวะรุนแรงที่สุด คือ สมองทั้งหมดขาดหายไป (Anencephaly) ที่พบบ่อยที่สุด คือ กระดูก สันหลังไม่ยื่นมาเชื่อมเป็นวงแหวน เพื่อจะโอบล้อมไขสันหลัง ทำให้ของเหลวในไขสันหลังดันช่องกระดูก สันหลังที่ปิดไม่สนิทนี้โป่งออกมา เรียกว่า Spina Bifida ซึ่งความพิการทางสมองนี้ เกิดจากการขาดกรดโฟลิคในช่วงก่อนตั้งครรภ์และช่วงแรกของการตั้งครรภ์
3. ภาวะมีสารโฮโมซีสเตอีนสูงเกินปกติ (Homocysteinemia) ภาวะนี้เกิดเนื่องจาก การเพิ่มขึ้นของปริมาณสารโฮโมซีสเตอีนในกระแสเลือด เชื่อว่าโฮโมซีสเตอีนนี้ จะยับยั้ง Cross-linking ระหว่างการสร้าง elastin และ collagen เพิ่มการสร้าง prostaglandin ในเกร็ดเลือดและหลอดเลือด มีการกระตุ้น coagulation factors จนมีการทำลายหลอดเลือดในที่สุด ซึ่งการเพิ่มขึ้นของโฮโมซีสเตอีนนี้จะมี ความสัมพันธ์กับการเพิ่มอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง เกิดภาวะ เลือดแข็งตัวเป็นก้อนอุดตันทางเดินของกระแสเลือดในเส้นเลือดบริเวณรอบนอกตามแขนขาและอาจส่ง ผลให้เกิดภาวะโคเลสเตอรอลสูง โรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน

กรดโฟลิก กินก่อนท้อง 1-3 เดือน
สำหรับ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยคุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆโดย เฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังตั้งครรภ์แล้ว จะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้มีเพียง 1:1,000 ของกาตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเร่องที่เราไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ ส่วน การกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิด เนื่องจากการปิดหัวปิดท้ายจะปิดเสร็จภายใน 28 วันหลังปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าประจำเดือนไม่มา หรือรู้ว่าท้องก็เลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว เพราะแต่ละวันกลไกของธรรมชาติร่างกายคนจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะ สร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก สำหรับคุณ แม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารที่เรากินทุกวันอยู่แล้วค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือ
ความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของคุณแม่มากกว่าน้ำเชื้อของคุณพ่อ เพราะจะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้วตั้งแต่อยู่ในท้องเพื่อรอปฏิสนธิ ซึ่งอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับน้ำอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วยได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน ก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่เติบโต การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะ เป็นต้น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พื้นที่เสี่ยง โดนรังสีเอกซ์เรย์ ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น

กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ
แม่กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวแม่จะลดลง เนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน ดังนั้นควรได้รับอย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่ถ้าไม่ได้รับกรดโฟลิกก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่า 50% เช่นกัน
แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่มีประวัติว่าลูกหรือญาติเคยมีความพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่ หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกเพิ่มเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม (4 มิลลิกรัม) คือมากกว่าแม่กลุ่มปกติประมาณ 100 เท่าค่ะ

กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย
หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี ถั่วลันเตา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม ที่สำคัญหากได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ
สูญสลายง่าย
การปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนนานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่ายหากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงได้เช่นกันการ ได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้น คุณแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะต้องกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ
การวางแผนกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ

[ที่มา: นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 299 เดือนธันวาคม พ.ศ.2550]
[ที่มา: //www.babyfancy.com]




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 10:59:19 น.
Counter : 4763 Pageviews.  

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

1 การขาดประจำเดือน
ถ้า คุณเป็นคนที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ อาการปกติที่บ่งบอกได้ว่าคุณกำลังตั้งครรภ์คือ ประจำเดือนไม่มาภายหลังปฏิสนธิได้ 2 สัปดาห์ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีประจำเดือนมา ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุอื่นก็ได้ที่ทำให้ประจำเดือนคุณขาดหายไป เช่นมีความเครียดจากการทำงาน, มีความวิตกกังวลมาก หรือไม่สบาย ก็ไม่แน่ว่าคุณจะตั้งครรภ์ ในบางรายที่ตั้งครรภ์แล้ว อาจมีเลือดออกเล็กน้อยทางช่องคลอดในช่วงเวลาที่ครบรอบเดือน

2 เจ็บ ตึง คัดเต้านม
ขนาด ของเต้านมจะเริ่มขยายขึ้น หัวนมเจ็บและไวต่อสิ่งสัมผัส มีเส้นเลือดดำสีเขียวๆ ปรากฏขึ้นที่บริเวณผิวหนังรอบเต้านม หัวนมมีสีคล้ำขึ้นและตั้งชู

3 ปัสสาวะบ่อยขึ้น
ฮอร์โมน ที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์มีผลทำให้เลือดมาคั่งในเชิ งกรานมาก เพื่อไปหล่อเลี้ยง ตัวอ่อนมากขึ้น ระบบปัสสาวะที่ต่อเนื่องถึงกันจึงได้รับผลกระทบไปด้วย กระเพาะปัสสาวะ จึงระคายเคืองและบีบตัวบ่อยขึ้น ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อย รวมทั้งต้องลุกมาเข้าห้องน้ำใน ตอนกลางคืนบ่อยๆ ด้วย

4 ท้องผูกกว่าปกติ

5 มีอาการตกขาวเล็กน้อย
มีมูกขาวๆ ออกมาจากช่องคลอด โดยไม่มีอาการแสบ หรือคันบริเวณช่องคลอดแต่อย่างใด

6 รู้สึกเหนื่อยง่าย อยากหลับตลอดเวลา
นอกจากตอนเย็นหลังเลิกงานแล้วยังเหนื่อยล้าในตอนกลางวันอีกด้วย อาการเช่นนี้ดีสำหรับคุณแม่ เพราะเท่ากับช่วยลดกิจกรรมต่างๆ ลงทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จะได้พบปะเจอะเจอผู้คนน้อยลง หรือไม่ค่อยอยากเดินทางไปไหนมาไหน ช่วยให้คุณแม่ได้รับเชื้อโรคและสารพิษจาก สิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษน้อยลง

7 รู้สึกขมๆ เฝื่อนๆ มีรสชาติแปลกๆ ในปาก

8 รู้สึกเหม็น ทนไม่ได้กับบางสิ่งบางอย่าง
เช่น ควันบุหรี่, เหล้า, กาแฟ, อาหารที่มีไขมัน, กลิ่นเนื้อสด, ฯลฯ ผลของการตั้งครรภ์ทำให้จมูกคุณแม่ไว และตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ มากขึ้น บางคนได้กลิ่นอาหารที่เคยชอบก็อยากอาเจียน, บางคนแพ้ กลิ่นน้ำหอมที่ตัวเองเคยใช้เป็นประจำ, บางคนไปจ่ายตลาดเดินผ่านร้านขายเนื้อวัวสด, เนื้อหมู ไม่ได้เลย แค่เห็นก็ทนไม่ไหวแล้ว, บางคนแค่เปิดตู้เย็นเจอกลิ่นอาหารในตู้เย็นก็รู้สึกแย่ บางรายก็แพ้กระทั่งกลิ่นของสามีตัวเอง!

9 มีอาการแพ้ท้อง
เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มีอาการคลื่นไส้ อยาก อาเจียนหลังตื่นนอนในตอนเช้า บางรายอาจเป็นในช่วงเย็นๆ บางรายมีอาการต่อเนื่องกัน ตลอดทั้งวัน (แย่หน่อย) โดยเฉพาะตอนที่ท้องว่าง บางทีหิวแต่กินไม่ได้มาก ทำให้เกิด อาการวิงเวียนจะเป็นลม เนื่องจากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ

10 กินอาหารไม่อร่อย หรืออยากกินของแปลกๆ
ฮอร์โมน ที่เพิ่มระดับขึ้นในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ทำให้การรับรู้รสชาติของคุณแม่เปลี่ยน แปลงไป ทำให้รู้สึกกินไม่อร่อย ทั้งที่เป็นของที่เคยชอบมาก่อน บางทีอยากกินของแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงอยากกิน

11 มีอารมณ์อ่อนไหวหรือแปรปรวนง่าย
ซึ่ง เป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง บางครั้งได้ยิน ได้ฟังเรื่องเศร้าๆ ก็ร้องไห้ น้ำตาซึม หรือปล่อยโฮ ดูหนังเศร้าก็ร้องไห้เสียใจ โดยที่เมื่อก่อนไม่ใช่คนแบบนี้ ผู้หญิงบางรายอาจไม่มีอาการดังกล่าวนี้เลย แต่ก็ "ทราบ" ว่าตนเองตั้งครรภ์ ก็เป็นได้เช่นกัน
ตรวจการตั้งครรภ์
เมื่อสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณควรตรวจด้วยตนเองหรือไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อยืนยัน ว่ากำลังตั้งครรภ์ให้ชัดเจน ซึ่งมีวิธีดังนี้

1 โดยการตรวจปัสสาวะ
คุณ อาจตรวจด้วยตนเองก็ได้ โดยซื้อชุดทดสอบการตั้งครรภ์สำเร็จรูป ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป ชุดทดสอบนี้ประกอบด้วยสารละลายเคมี ซึ่งนำมาผสมกับน้ำปัสสาวะ 2-3 หยด แล้วเปรียบเทียบดูสีที่ เปลี่ยนไป เป็นการบอกว่าตั้งครรภ์หรือไม่ หากทำตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี จะให้ผลที่ค่อนข้างน่า เชื่อถือ 90% การทดสอบเริ่มทำได้โดยการนำน้ำปัสสาวะของแรกที่ประจำเดือนไม่มา เป็นต้นไป ซึ่งอยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิมาทดสอบ ผลการทดสอบที่บอกว่าคุณกำลังตั้งครรภ์มัก ถูกต้องแม่นยำ ส่วนผลที่บอกว่าคุณไม่ตั้งครรภ์มักเชื่อถือได้น้อยกว่า ฉะนั้นคุณควรรออีก 1 สัปดาห์แล้วจึงทำการทดสอบอีกครั้ง หรือไปพบแพทย์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์

2 การตรวจภายใน
ถ้า ประจำเดือนขาดเกิน 1-2 เดือนแล้ว แพทย์อาจใช้การตรวจภายในเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ โดยช่องคลอดและปากมดลูกจะมีสีม่วงคล้ำ เพราะมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก และมดลูกโตจน คลำได้ชัดเจน การตรวจภายในยังช่วยสำรวจความผิดปกติว่ามีก้อนเนื้องอกที่มดลูก หรือรังไข่ได้อีกด้วย




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 10:44:33 น.
Counter : 1311 Pageviews.  

Sex เลือกเพศ

สูตรลูกชาย

โดย กองบรรณาธิการนิตยสารรักลูก


ไอ้ เจ้า "สูตรลูกชาย" ที่ว่ามานี้ นอกเหนือจากการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วยแล้ว ผมเองก็ไม่เห็นจะเคยได้ยิน หรือถูกสอนเกี่ยวกับสูตรลับดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นจากในชั้นเรียน หรือจากตำราแพทย์ไหนๆ ก็ไม่มีเขียนไว้ให้อ่าน แต่เชื่อไหมครับ หลายวิธีที่ผมเคยเห็นมีคนปฏิบัติตามด้วยความตั้งใจนั้น ล้วนแล้วแต่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ลองคิดตามเขาไปก็ไม่เห็นเหตุผลสนับสนุนใดๆ ที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งบางวิธียังปฏิบัติได้ยาก และบางครั้งดูแล้วตลกด้วยซ้ำไป

ดัง นั้นผมว่าวันนี้ เรามาเสวนาในหัวข้อนี้กันดีกว่าครับ จะได้ช่วยปรับความเข้าใจของเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ไม่ให้เข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้

ความเชื่อเรื่องการเลือกเพศบุตร

ที่ตั้งชื่อหัวข้อไว้ว่า "สูตรลูกชาย" นั้น ไม่ได้มีเจตนาจะกีดกันเพศหญิงหรอกนะครับ อันที่จริงแล้วผมขอรวบรัดอธิบายถึง "สูตรลูกสาว" ไปพร้อมๆ กันด้วยเลย

ในเรื่องของความเชื่อในสังคมไทยโดยส่วนใหญ่นั้น (ผมขอเน้นว่าโดยส่วนใหญ่เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ทุกคน) หากครอบครัวไหนตั้งใจจะมีบุตรเพียง 2 คน ก็มักอยากให้เป็นเพศชาย 1 หญิง 1 และ ก็ชอบที่จะให้คนโตเป็นผู้ชายเสียด้วยสิ นัยว่าจะได้สืบสกุลและดูแลน้องๆ ต่อไปได้ยังไงล่ะครับ เหตุนี้เองทำให้หลายครอบครัวพยายามดิ้นรน แสวงหาวิธีการตามแต่ที่ได้ยิน "เขาเล่ามา" และท้ายที่สุดเลยมีบุตรจำนวนมากกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก ทั้งนี้เพราะมัวแต่รอลูกสาว หรือรอลูกชายจะมาเกิดให้ครบทั้ง 2 เพศก่อนนั่นเอง

ย้อน กลับไปเมื่อสมัยกรีกโบราณ มีความเชื่อแปลกๆ หลายประการที่ผมอยากเล่าให้ฟังครับ คือคนในสมัยนั้นเชื่อว่า บุตรชายจะถือกำเนิดจากรังไข่ข้างขวา แล้วมาฝังตัวในมดลูกซีกขวา ส่วนบุตรสาวก็เป็นรังไข่และมดลูกข้างซ้ายแทน ดังนั้นเวลาจะเมคเลิฟกัน ฝ่ายภรรยาจะต้องนอนตะแคงเอาข้างขวาลงตลอดเวลา จนกว่าจะสำเร็จเสร็จกิจ จึงจะได้ลูกเป็นผู้ชาย แค่ลองนึกภาพดูก็คงจะไม่ถนัด และน่าจะปวดเมื่อยทรมานกันทั้งคู่

ใน เรื่องของทิศทางขณะทำกิจกรรมนั้นก็เชื่อกันว่า ถ้าได้ลองหันศีรษะไปทางทิศเหนือด้วยแล้ว จะทำให้ได้บุตรชาย ส่วนถ้าหันทิศใต้จะได้บุตรสาว ซึ่งคงทุลักทุเลและตัวเกร็งกันน่าดูเลยนะครับ ยิ่งถ้าหัวเตียงดันตั้งหันไปทางทิศตะวันออกแล้วล่ะก็ ไม่รู้คราวนี้จะได้ลูกเป็นตุ๊ดหรือเปล่า โบราณก็ไม่ได้บอกไว้อีก

นี่ ยังไม่หมดนะครับ ยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าในขณะที่กุ๊กกิ๊กกันอยู่นั้น สามีเป็นฝ่ายเริ่มก่อนและกุมบังเหียนม้าของภรรยาเป็นส่วนใหญ่ก็ จะพาให้ได้บุตรชาย แต่ถ้ากลับกันภรรยาเป็นฝ่ายมีบทบาทมากกว่าก็จะกลายเป็นบุตรสาว และที่โหดยิ่งกว่านั้นก็มีครับ บางพวกเชื่อกันว่า อัณฑะข้างขวาเป็นตัวผลิตอสุจิเพศชาย ส่วนอัณฑะข้างซ้ายผลิตเพศหญิง ดังนั้นถ้าอยากได้ลูกชายต้องผูกหรือตัดอัณฑะข้างซ้ายทิ้งเสียเล ย อันนี้ผมขอประนามและคัดค้านอย่างสุดฤทธิ์ เพราะมันช่างโหดร้าย ป่าเถื่อนเหลือเกิน (พูดแล้วหวาดเสียว !?!) ใคร จะลองทำตามดูก็เชิญนะครับ ตอนจะเลือกตัดข้างซ้ายหรือขวาน่ะกรุณาเล็งให้แม่นเข้าไว้ ระวังอย่าพลาดไปตัดตรงกางเข้าล่ะ แล้วได้ผลเป็นยังไงไม่ต้องแจ้งมานะครับ...สยอง !...

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร

แบ่งได้กว้างๆ เป็น 2 แบบคือ

1. การเลือกเพศบุตรก่อนจะเกิดการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิ (Preconception)

มี ทฤษฎีซึ่งพูดถึงการรับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียม และโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก เนื้อสัตว์ ถั่ว มะเขือเทศ ว่าจะช่วยให้ได้บุตรเป็นผู้ชาย ส่วนใครที่ต้องการบุตรสาวก็ให้เลือกรับประทาน นม ไข่ และผักใบเขียว ซึ่งมีแคลเซียมและวิตามินดีมากๆ ทั้งนี้ไม่มีข้อยืนยันถึงผลที่ได้นะครับ

ส่วนทฤษฎีที่น่าจะมีความเป็นไปได้คือ การศึกษาที่พบว่าอสุจิ Y (เพศชาย) ทนต่อสภาวะความเป็นด่างได้ดีและมีขนาดเล็ก จึงน่าจะวิ่งได้เร็วกว่าอสุจิ X (เพศ หญิง) ซึ่งมีขนาดใหญ่ (น่าจะอุ้ยอ้ายกว่า) และชอบภาวะที่เป็นกรด จึงมีการนำเอาคุณสมบัติที่แตกต่างกันนี้มาใช้เป็นวิธีคัดเลือกก ลุ่มอสุจิ เพื่อเพิ่มโอกาสที่อสุจิเพศใดเพศหนึ่งจะได้ชิงตัดหน้าเข้าไปผสม กับไข่ได้ก่อน และมากกว่าอีกเพศหนึ่งได้

กล่าวคือ ถ้าต้องการบุตรชายให้ร่วมเพศและพยายามให้ภรรยาถึงจุดสุดยอดพร้อ มกับสามี (เฮ้อ! ยากจัง) แต่ถ้าอยากได้บุตรสาวให้ร่วมเพศ 2-3 วันก่อนไข่ตก และก่อนเริ่มบรรเลงกิจกรรมกันนั้นให้ล้างช่องคลอดด้วยน้ำส้มสาย ชู่อ่อนๆ (กรด)

เกี่ยว กับเรื่องนี้หากพิจารณาในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว น่าจะเป็นไปได้ยากที่จะทำให้ได้ครบตามข้อกำหนดดังกล่าวทั้งหมด ทฤษฎีเหล่านี้ในทางการแพทย์จึงไม่เป็นที่น่าเชื่อถือนัก แต่เหตุที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่าได้ผล ก็เพราะคนที่บังเอิญได้เพศตรงตามต้องการ มักจะเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วยังมีที่ผิดหวังอยู่เป็นจำนวนมาก เพียงแต่คนเหล่านั้นมักจะเงียบเฉยเพราะอับอาย เขินจังเลยตัวเอง ฯลฯ จึงทำให้เรารู้สึกไปว่าทฤษฎีเหล่านี้ใช้แล้วได้ผลนั่นเอง

ฉะนั้นถ้าจะคัดแยกอสุจิ X หรือ Y ออก จากกันให้ได้ผล ที่น่าเชื่อถือจริงๆ ต้องใช้วิธีทางห้องทดลอง โดยใช้สารบางอย่าง เช่น อัลบูมิน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยคัดแยกกลุ่มอสุจิได้ตามต้องการ จากนั้นจึงนำอสุจิที่คัดแล้วฉีดกลับเข้าสู่โพรงมดลูก แทนการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ จึงจะทำให้โอกาสการมีบุตรตรงตามเพศที่ต้องการเพิ่มขึ้นได้ประมา ณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยนะครับว่า การคัดอสุจิทิ้งบางส่วน ย่อมส่งผลให้โอกาสสำเร็จในการตั้งครรภ์ลดลงกว่าการใช้อสุจิทั้ง หมดที่เก็บได้

2. การเลือกเพศบุตรภายหลังการปฏิสนธิของไข่กับอสุจิ (Postconception)

หลังจากคัดแยกอสุจิ X หรือ Y ใน ห้องทดลองแล้ว จะนำอสุจิเพศที่ต้องการนั้นมาผสมกับไข่ภายนอกร่างกาย รอให้เกิดการปฏิสนธิแล้วจากนั้นจึงทำการเลี้ยงตัวอ่อนให้เจริญเ ติบโตต่อในหลอดทดลอง (ที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว) ซึ่งปัจจุบันเทคนิคที่ทันสมัยและให้ผลการตั้งครรภ์สูงที่สุดคือ การเลี้ยงไปจนถึงตัวอ่อนระยะสุดท้าย (วิธีบลาสโตซิสท์ คัลเจอร์)

จาก นั้นนำตัวอ่อนที่ได้มาตรวจโครโมโซมเสียก่อน ให้รู้ว่าตัวไหนเป็นตัวอ่อนเพศชายหรือหญิง แล้วจึงเลือกแต่ตัวอ่อนซึ่งมีโครโมโซมปกติ และตรงตามเพศที่ต้องการ นำมาใส่กลับให้ฝังตัวเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป เรียกว่า การทำ PGD (คัดเลือกเพศของตัวอ่อน ก่อนที่ตัวอ่อนจะฝังเข้าสู่โพรงมดลูก) ซึ่งจะบอกเพศได้ตรงและแม่นยำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

หลัง จากที่ตัวอ่อนฝังตัวเรียบร้อยจนเกิดการพัฒนาเป็นทารกแล้ว ยังมีวิธีตรวจเพื่อยืนยันเพศของทารกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยการเจาะตรวจจากเซลล์รก (CVS) เจาะน้ำคร่ำ เจาะตัวอย่างเลือดจากสายสะดือทารก หรือตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตร้าซาวนด์ 2D-3D-4D) แต่ นั่นหมายถึงการตั้งครรภ์ได้เกิดตัวทารกที่สมบูรณ์ขึ้นแล้ว ถ้าได้เพศไม่ตรงกับที่ตั้งใจ คงทำอะไรไม่ได้ เพราะการจงใจทำแท้งอาจเกิดอันตราย และยังผิดกฎหมาย ศีลธรรม จริยธรรมอันดีงามอีกด้วย

ชอบวิธีไหนก็เลือกใช้ตามอัธยาศัยนะครับ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 260 เดือนกันยายน พ.ศ. 2547




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 10:35:26 น.
Counter : 1059 Pageviews.  

ไข่ตก ตกไข่


หลังจากแต่งงานก็ต้องเตรียมหาข้อมูลสำหรับการเป็นคุณแม่ทันที


ปะป๊าหมีอยากมีลูกหมีเหลือเกิน อีกอย่างปะป๊าอยากให้หายจากโรคช๊อกโกแลตซีส กับเนื้องอก


เอาก็เอาวะ ไหนๆหมอก็แนะให้มีลูกอยู่แล้ว


อืมมม........แล้วไอ้การจะมีลูกได้เนี่ยมันต้องเริ่มจากอะไรน้าา


นอกจากการมีสามีเป็นตัวเป็นตน 55


ไปค้นข้อมูลกันดีกว่า



ไข่ตก ตกไข่ อะไรกันนี่




การ ตกไข่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในแต่ละเดือน
โดยภายในรังไข่แต่ละข้างจะมีไข่อ่อนซึ่งยังไม่เจริญเติบโตเต็มท ี่อยู่มากมาย
ไข่อ่อนแต่ละใบจะมีถุงไข่หุ้มไว้ รังไข่แต่ละข้างจะสลับการตกไข่และผลิตเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งใบ เมื่อไข่อ่อนเจริญเติบโตเต็มที่จะหลุดออกจากรังไข่
เคลื่อนที่ลงสู่ช่องท้อง เรียกว่า
ตกไข่กลไกการตกไข่เป็นดังต่อไปนี้ค่ะ




สัปดาห์ที่ 1

ระยะ นี้เริ่มต้นตรงกับประมาณวันที่ 1 - 5 ของการมีประจำเดือน
โดยระยะนี้รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเพศออกมาน้อยที่สุด เนื่องจากมีแต่ไข่อ่อนอยู่ภายในรังไข่โดยจะมีไข่หลายใบที่มีการแบ่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตกไข่ แต่ร่างกายจะปรับให้มีเพียงไข่ใบเดียวที่เจริญอย่างสมบูรณ์ที่เรียกกันว่า ไข่สุกค่ะ


สัปดาห์ที่ 2

การตก ไข่ เมื่อไข่สุกเต็มที่จะถูกปล่อยออกมาจากช่องว่างในรังไข่ไปยังปลายท่อรังไข่ข้างหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายท่อ และเริ่มเคลื่อนตัวไปยังมดลูก โดยใช้เวลาประมาณ
2 - 3 วัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเมื่อไข่ตก แต่บางคนจะรู้สึกปวดท้องน้อยแปลบๆ

ระยะนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะ ถูกปล่อยออกมาเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงผนังมดลูก และฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น ทำให้เกิดของเหลวออกมาทางช่องคลอดลักษณะเป็นเมือก ใส ลื่น คล้ายไข่ดิบ ปริมาณมาก ต่างจากในช่วงอื่นๆ
ที่เหนียวข้นและไม่สามารถยืดได้มากนัก และรู้สึกเปียกชุ่มในช่องคลอดตลอดเวลาค่ะ


สัปดาห์ที่ 3

หลัง ไข่ตก ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้น ของเหลวที่ปล่อยออกมาทางช่องคลอดจะข้นขึ้นและน้อยลงช่วงนี้เองที่สเปิร์มผสมกับไข่ระหว่างเคลื่อนไปที่ท่อรังไข่ ทำให้การตั้งครรภ์เกิดขึ้นจากนั้นผนังมดลูกจะเตรียมพร้อมรองรับและบำรุงไข่ที่ได้รับการผสมนั้น ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมจากสเปิร์มก็จะสลายและไหลออกมาทางช่องคลอด (ปกติจะเกิดก่อนการมีประจำเดือน) และช่องว่างในรังไข่จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนน้อยลงค่ะ

สัปดาห์ที่ 4

การ เกิดประจำเดือนหากไม่มีการปฏิสนธิ เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง ผนังในมดลูกจะหยุดการหล่อเลี้ยงและลอกตัวออกมากลายเป็นประจำเดือนในที่สุด เมื่อเกิดประจำเดือนครั้งใหม่ วงจรทั้งหมดก็จะเริ่มต้นขึ้นค่ะ


การเกิดวงรอบการทำงานของรังไข่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของท่อต่างๆ ในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
นอกจากนี้ยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งสามารถวัดได้หลังจากตื่นนอนก่อนที่จะทำกิจกรรมใดๆโดยพบว่าวันที่มีระดับ
LH เพิ่มขึ้นสูงสุด จะพบว่าอุณหภูมิร่างกายลดลงเล็กน้อยและ 1 วันหลังจากที่ระดับ LH สูงขึ้น อุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และจะสูงอยู่ตลอดระยะ
luteal phase การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงสามารถนำมาคาดเดาวันตกไข่ได้ และใช้ประโยชน์ในการตั้งครรภ์ค่ะ



ตารางคำนวณโอกาสตั้งครรภ์

Free TextEditor






 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 10:16:45 น.
Counter : 3362 Pageviews.  

1  2  

++Love Shuffle++
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Daisypath Anniversary tickers
Friends' blogs
[Add ++Love Shuffle++'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.