Group Blog
 
All blogs
 

ดอกไม้ริมทาง


ดอกอะไรนักก็ไม่รู้ ได้แต่เดินถ่ายรูปอยู่ข้างทางคนเดียวแถวๆหน้าบ้านน้า
ตอนที่เจ้าตัวเล็กยังไม่มาอยู่ด้วย

เพื่อนบ้านขับรถผ่านไป ก็หยุดชะลอโบกมือทักทาย
ไม่ได้ทำหน้าประหลาดใจแต่อย่างใดที่มีผมดำๆโผล่มาอีกหนึ่งคน

ไม่เหมือนครั้งแรกที่ขับรถน้าเขยผ่านหน้าบ้านเพื่อนบ้าน แล้วเขาโบกมือร้องทักตามปกติที่เคยทักน้า
พอเห็นว่าไม่ใช่ ก็ทำหน้างงๆ แปลกใจหน่อย แต่ก็ยังยิ้มให้
เหมือนอยู่ชนบทบ้านเรา


ดอกไม้ริมทาง ดอกเล็กๆ
ไม่เหมือนดอกไม้ประดับในกระถางตามเมืองใหญ่ๆ อย่าง Petunia, Phlox, Alstroemeria หรือแม้แต่ Tulip ที่เกาะกลางถนน
แต่ก็ทำให้บรรยากาศแจ่มใสได้ไม่แพ้กัน

























 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552    
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 23:27:32 น.
Counter : 723 Pageviews.  

ไปเก็บแบร์รี่ป่ากัน






หลังจากระหกระเหินกับการเดินทางจนสะบักสะบอมเพราะเที่ยวบินยกเลิก
น้าสุดที่รักก็ได้เจอหน้าเราเดินแบกเป้กับโน้ตบุ๊คมารอรับกระเป๋าตอนบ่ายวันต่อมา

วันรุ่งขึ้น เรานั่งเอกเขนกดูทีวีอยู่ตอนบ่าย ก็มีเสียงเคาะประตูบ้าน
แล้วเด็กผู้หญิงตัวกลม ตาสีน้ำเงินคราม ในชุดกระโปรงแขนกุดสีชมพูก็เดินเข้ามามองหน้าเรางงๆ
เรารู้ว่าเธอคือหลานสาวคนเล็กสุด อายุเกือบครบห้าขวบแล้วปีนี้
แต่ยังไม่เคยเจอตัวจริงกัน

พ่อเธอเอามาส่ง หลังจากที่ไปร่วมงานวันเกิดย่าทวดของเธอกับปาร์ตี้รวมญาติเสร็จ
จริงๆแล้ว น้าบอกว่าเธอจะมาวันรุ่งขึ้น


เธอเดินเข้ามาใกล้เราแบบงงๆ ถามว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลยเหรอ
พอเราเรียกชื่อเธอ เธอก็ตอบรับ
พร้อมกับเดินเข้ามาสู่อ้อมแขนเราอย่างเต็มใจ ไม่มีการลังเลใดๆ
ตัวอวบนุ่ม น่ากอดเป็นที่สุด
และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นหลานสาวคนโปรดของเรา



เธอลูบแขนเราไปมา แล้วก็บอกว่าเธอชอบผิวเรา นุ่มจัง
แล้วเราก็ได้รู้ว่าเธอเป็นเด็กที่ช่างประจบอย่างร้ายกาจ
ตอนที่เราให้ดูรูป บอกว่าให้ดูรูปครอบครัวเราที่เมืองไทย
เธอตอบทันทีแบบไม่ต้องคิดว่า ครอบครัวเธอด้วย

หลังจากเธอดูรูปทุกคนในครอบครัว และซักถามจนพอใจแล้ว
ก็ตื่นเต้นกับรูปปูลมตัวจิ๋วๆ และรูปในอควาเรียม
เราชวนเธอออกไปเดินเล่น เธอถามว่าเล่นลูกบอลกับเธอได้ไหม
แล้วก็วิ่งเตะลูกบอลบาร์บี้กับเราจนเหนื่อย


ตั้งแต่นั้น เธอไม่ยอมห่างเราอีกเลย
จนน้าบอกว่า เธอติดเราเป็นตังเม
สงสัยตอนเราจะกลับคงแย่แน่



หนหนึ่งเธอเซ ถอยหลังเหยียบลงไปในกระเป๋าเดินทางเรา
เราหัวเราะ บอกว่าให้เราแพ็คเธอใส่กระเป่า หิ้วกลับไปเมืองไทยด้วยไหม
เธอพยักหน้า ตอบรับอย่างเต็มใจ
คราวนี้เลยถามทุกวัน ว่าเมื่อไหร่จะไปสนามบิน


คืนหนึ่ง เธอคิดว่าเราจะกลับเช้าวันรุ่งขึ้น เธอไม่ยอมกลับไปนอนที่ห้อง
แต่พยายามยืนคุยกับเราเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทั้งที่เสียงบอกว่าเหนื่อยเต็มทีแล้ว
ไม่ว่าเราจะบอกลาให้ไปนอนกี่หน เธอก็ยังพยายามจะคุยต่อ

จนในที่สุด เธอก็บอกว่า เธอคิดถึงเรา ไม่อยากให้เรากลับบ้านเลย อยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอ
เรากอดร่างเล็กๆนุ่มๆนั้นไว้
รู้สึกทันทีว่า เมื่อเธอโตขึ้น เธอจะมีความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับเราติดตัวไป


เราบอกว่าเรายังไม่ไปพรุ่งนี้หรอก
ยังจะตื่นมากินโยเกิร์ตกัน เล่นลูกบอลกัน ดูรูปแมงกะพรุนกัน ไปถ่ายรูปกัน

ในที่สุด แม่เธอมาพาเธอไปนอน เนื่องจากดึกมากแล้ว
เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น อยู่บนเตียงตัวเอง
จนเราอดใจอ่อนไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากทำลายระเบียบวินัยที่แม่เธอปลูกฝังไว้


เช้ามา เราลืมตาขึ้นมา ก็เห็นเธอยืนยิ้มหวานอยู่ปลายเตียง
เราลุกขึ้นมาคว้าเธอขึ้นมานอนบนเตียงด้วย
พอเราอาบน้ำแต่งตัว ออกมาก็เห็นรองเท้ารออยู่ข้างเตียงแล้ว
ฝีมือเธอเอารองเท้ามาวางไว้ให้ทุกครั้งที่จะออกไปข้างนอก


เวลาเราเก็บดอกไม้ให้เธอ เธอก็จะบอกว่าหอมจัง
พอกลับเข้าบ้านเจอน้าเราทำอาหารอยู่ในครัว
เธอก็จะยื่นดอกไม้ให้ทันที บอกว่าเธอเก็บดอกไม้มาฝากคุณยาย
ทำเอาเราหัวเราะก๊าก หนอยแน่ะ ก็ชั้นเพิ่งเก็บให้เธออยู่แหม็บๆ



เวลาที่จูงมือเธอเดินเล่น คือเวลาที่เรามีความสุข และสงบที่สุด
เธอบอกว่าเธอมีความสุขเช่นกัน


วันสุดท้ายที่ออกไปเดินเล่นกัน
เราเจอแบร์รี่ป่าทั้งที่สุกแดง และแก่จัดจนเป็นสีดำ
ช่วยกันเก็บมาล้างน้ำ ใส่ชามไว้ เธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
แล้วก็ออกไปเก็บกันใหม่อีก


ขากลับ เดินกันมาเงียบๆ จู่ๆเธอก็บอกว่า ขอบคุณค่ะ
เราถามว่าขอบคุณเรื่องอะไรคะ
"ที่พามาเก็บแบร์รี่" เธอตอบ
เราก้มลงกอดเธอเอาไว้ ไม่ได้พูดอะไร


ในขณะที่เราเป็นหลานคนโปรดของน้า เธอก็เป็นหลานคนโปรดของเราเช่นกัน





++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เข้ามาใส่รูปเพิ่ม ตามคำเรียกร้องค่ะ



























 

Create Date : 06 มิถุนายน 2552    
Last Update : 6 มิถุนายน 2552 14:19:57 น.
Counter : 455 Pageviews.  

สวนหัวมุมถนน และ Mark Twain

มองจากทางเท้าลงไปที่สวนหัวมุมถนนก็เห็นพ่อหนุ่มคนหนึ่งกำลังจัดการตกแต่งชิ้นงานศิลปะของตนเองอย่างตั้งอกตั้งใจ
ดูท่าว่าจะมีงานแสดงผลงานศิลปะที่สวนนี่
เพราะเมืองนี้เป็นแหล่งชุมนุมศิลปินหลากหลาย
คนไม่ใช่ศิลปินอย่างเราก็ดูเพลินไป


มองไปก็เห็นรูปปั้นคุณลุงคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่เก้าอี้ริมสวน
หน้าตาคุ้นๆ
ปกติเป็นคนชอบเก้าอี้ในสวนอยู่แล้ว
ต้องขอไปนั่งด้วยซะหน่อย







แล้วก็พบว่า คุณลุงผมยุ่ง หนวดเฟิ้ม ก็คือ มาร์ค ทเวน นั่นเอง
ใครที่เป็นแฟน ทอม ซอว์เยอร์ และฮัคเคิล เบอร์รี่ฟินน์ ก็คงจำคุณลุงได้
ถ้าอยู่ป่านนี้ก็คงเกินจะเป็นคุณทวดแล้ว



ตอนเด็กๆ เวลาอ่านหนังสือพวกนี้ทีไร ก็ตื่นตาตื่นใจ อยากซุกซนตาม


ช่วงนั้นราวๆบ่ายสี่โมงแล้ว แดดอุ่น ลมเย็น น่านั่งอ่านหนังสือข้างๆคุณลุงเป็นที่สุด
หลังจากที่เราถ่ายรูปนั่งข้างๆคุณลุงแล้ว
ก็เห็นว่า มีคุณลุงคุณป้า (คนจริงๆ) คู่หนึ่ง มาหยุดยืนยิ้มให้
แล้วคุณป้าก็ถามว่าจะให้ถ่ายรูปคู่ให้ไหม
เราและคนไปด้วยตอบขอบคุณ พร้อมส่งกล้องให้
คุณป้าก็ถ่ายรูปให้


ก่อนจากไปคุณป้าและคุณลุงบอกว่า ถ้าว่างก็แวะมาอีกนะ
เพราะนี่เป็นงานแสดงผลงานในสวนที่จัดโดยแกลอรี่ของคุณลุงคุณป้าเอง

น่าเสียดาย ที่วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่ที่นั่นพอดี




เบื้องหลังคุณลุงคุณป้า




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2552 18:53:31 น.
Counter : 905 Pageviews.  

เที่ยวบินยกเลิก...และคุณป้านางฟ้าผมทอง

กำลังจะเดินทางวันศุกร์ วันจันทร์เพิ่งจะตัดสินใจแวะไปเยี่ยมน้า
พอเห็นตารางเที่ยวบินก็ถอนใจ ต้องไปแวะสนามบินโอแฮร์ ที่ชิคาโก อีกแล้ว
ความที่สนามบินใหญ่ เที่ยวบินเยอะ คนพลุกพล่าน
และเคยวิ่งขึ้นเครื่องปุ๊บ เกตปิดปั๊บมาแล้ว
ก็ให้สังหรณ์ใจเป็นกำลังว่า มีสิทธิ์ตกเครื่องได้ถ้าเที่ยวบินต้นทางล่าช้า เพราะเวลาต่อเครื่องแค่ชั่วโมงสิบนาทีเท่านั้น
แต่ถ้าเที่ยวบินแรกตรงเวลาก็ไม่มีปัญหา

ประชุมเสร็จแบบเช้าจรดค่ำตลอด 5 วัน มีวันสุดท้ายที่ได้เดินแบบสบายๆ
วันรุ่งขึ้น สี่สหายก็แยกตัวกันไปคนละทาง
สองคนขับรถไปเที่ยวต่อ
คนหนึ่งแวะพักกับเพื่อนสองวันก่อนกลับ
เราแวะไปหาน้า ต้องบินจากสุดฝั่งตะวันตก ไปสุดฝั่งตะวันออก

เช้าวันเดินทาง ตื่นมาตอนตีห้า ฝันว่าพ่อกำลังเดินทางไปไหนไม่รู้ โดยรถไฟ
และกำลังจะวางกระเป๋าบนชั้น แต่วางไม่ถึง
เราก็เลยอาสาวางให้
แต่พอเดินไปบนสะพาน แผ่นไม้ก็แยกจากกัน เราหล่นลงมาห้อยต่องแต่ง เกาะปลายไม้ไว้ได้

ตื่นมาก็ เฮ้อ! ท่าทางจะไม่ราบรื่นซะแล้ว
แต่ก็น่ะ ไหนๆก็ไหนๆ

ไปถึงสนามบินที่ซานฟรานซิสโก เช็คกระเป๋าเสร็จ
ผ่านจุดตรวจเรียบร้อยก็มานั่งรอที่เกต
เค้าลางของความไม่เรียบร้อยเริ่มต้นขึ้น
เมื่อเครื่องบินล่าช้า ยี่สิบนาที ครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง ผ่านไป
เราเริ่มกระสับกระส่าย จะวิ่งทันมั้ยเนี่ย

กัปตันช่างรู้ใจทำเวลาได้ดีมาก จากที่ช้าหนึ่งชั่วโมงก็ช้าไปแค่ยี่สิบนาทีจากเวลาเดิม
แต่ครึ่งชั่วโมงหลัง ก่อนถึงสนามบินโอแฮร์ เรารู้สึกเหมือนนั่งรถบรรทุก
เพราะสะเทือนแบบตกหลุมอากาศ และฝ่าพายุตลอด

พอถึงสนามบิน มีเวลาอีกสี่สิบนาที สบายมาก ไปอีก Terminal หนึ่ง ทันแน่
แต่เดี๋ยวดูประกาศบนบอร์ดก่อน ให้แน่ว่าเกตไหน


แล้วหัวใจเราก็ตกลงมาอยู่ตาตุ่ม
พอเห็นเที่ยวบินชัดๆ

เที่ยวบินยกเลิก

อ้าวววว!!!! จะทำไงล่ะ








ถามเจ้าหน้าที่ที่เกตใกล้สุด ก็ได้รับคำตอบว่ายูเดินไปเกต C18 เลย
เคาน์เตอร์ customer service อยู่นั่น

จ้ำพรวดๆไปที่นั่นก็ อะฮ้า! มีผู้ประสบชะตากรรมเดียวกันมากมาย
แถวยาวเฟื้อย เพราะที่เห็นบนกระดาน ก็มีเที่ยวบินยกเลิกอยู่หลายเที่ยว

เจ้าหน้าที่เดินมาดูในแถว พอรู้ปัญหาเราก็บอกว่า เข้าแถวรอก่อน เพราะยังทำอะไรไม่ได้
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็ยังต้องเข้าแถวรอตามเดิม



เรากับพ่อหนุ่มน้อยที่ต่อแถวข้างหลังหน้าตาเอเชีย เขาเป็นคนอินโดนีเชีย
ก็ผลัดกันฝากแบ็คแพ็คกับโน้ตบุ๊ค แล้วมุดแถวไปดูบอร์ดเป็นระยะ
ด้วยความหวังว่าจะหาเที่ยวบินที่ใกล้เคียงไปต่อได้

ระหว่างนั้น แถวก็เริ่มยาวมากขึ้น ตามจำนวนคนตกเที่ยวบินที่สะสม
เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย ฝนตกหนัก พายุ หมอก และลมแรง

ชั่วโมงครึ่งผ่านไป เจ้าหน้าที่ถึงประกาศว่าผู้โดยสารภายในประเทศให้ไปติดต่อที่เกต
ส่วนผู้โดยสารต่างประเทศให้รอที่นี่ เพราะไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาในการติดต่อมาก


เราถอนหายใจ บอกลาพ่อหนุ่มน้อยผู้ร่วมชะตากรรม
ออกไปกดทำรายการจองเที่ยวบินใหม่ ก็ไม่มีเที่ยวบินใดๆ
ยกหูโทรศัพท์ถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับคำตอบว่าเที่ยวบินต่อไปคือวันรุ่งขึ้น


ทั้งที่พอเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็อยากร้องว่า อะไรนะ!!!

ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย และง่วงจากยาแก้เมาเครื่องบินได้ที่
หลังจากบอกน้าผู้ขับรถออกจากบ้านไปรับเราแล้ว
ก็โทรบอกที่บ้านที่เมืองไทยให้รู้และไม่ต้องห่วง

จะไปนอนโรงแรมก็รู้สึกสมองทำงานแค่ครึ่งเดียว ตกลงอยู่สนามบินนี่แหละ

โทรหาเพื่อนที่เมืองไทย "ป๋อง...มีอะไรอร่อยๆกินที่โอแฮร์มั่ง"
จากเสียงสดชื่นของเพื่อนที่ถามมาว่า "ว่าไงจ๊ะ" เปลี่ยนเป็นเสียง "ไปทำอะไรนั่น ตกเครื่องบินเหรอ"
เราก็ตอบเนือยๆ... อืมม์ เที่ยวบินยกเลิกจ้ะ
แล้วจะเข้าเมืองไหมเนี่ย ...เพื่อนถาม
เราส่ายหน้ากับโทรศัพท์ คงไม่มั้ง ยังมึนอยู่เลย กินยาเข้าไป กว่าจะสร่างก็สี่ห้าชั่วโมงแหละ ไม่อยากออกไปสภาพนี้

ไปร้านหนังสือเลย หาหนังสืออ่าน ...เพื่อนบอก
พอฉุกใจคิดได้ก็ถามเราว่า เอาโน้ตบุ๊คไปหรือเปล่า ถ้าเอาไปก็นั่งใช้เน็ตไป
เราพยักหน้าเนือยๆกับโทรศัพท์อีก ก็คงต้องงั้นแหละ

ระหว่างนั่งอยู่ เราก็ได้ยินเสียงผู้โดยสารตะโกนด่าดังลั่น จากแถวที่หน้าเคาน์เตอร์
ก็รู้ว่า คนที่ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย มาเจอแบบนี้ก็สติขาดได้ง่ายๆ


คุณป้าผมทองหยิกยาวเหมือนนางฟ้าในนิทานฝรั่งที่เกต หน้าตาเฉยๆ
ตอบเราหลังจากที่เราถามว่ามีอะไรจะแนะนำเราบ้างไหม
ว่าถ้าไม่ไปพักโรงแรมก็ต้องรอที่นี่
พอเราบอกว่า เรากินยาเข้าไป สมองเราช้า และเราไม่ได้อยู่ในสภาพสติพร้อม
เธอก็ตอบทันทีว่า งั้นยูควรรอที่นี่ดีกว่า อย่าออกไปเลย



เรานั่งลงเสียบปลั๊กโน้ตบุ๊ก ชาร์ตแบตเตอรี่ และชาร์ตโทรศัพท์
ซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ต แล้วก็นั่งเช็คสภาพอากาศไป

เพื่อนที่ซีแอตเทิลออนไลน์พอดี ก็เลยรู้ว่าเราตกเครื่องบินอยู่
เมื่อวันจันทร์เขาเพิ่งบินมากินข้าวเย็นด้วย แล้วก็บินกลับไปวันรุ่งขึ้น
พอรู้ก็บอกว่า ถ้าเป็นอีกสนามบินหนึ่งจะให้น้องขับรถมารับไปพักที่บ้าน
แต่ที่นี่ไกลจากบ้านน้องเขามาก
เราก็บอกไม่เป็นไร เรานั่งอยู่นี่ได้

ระหว่างนั้นมีผู้โดยสารผู้ชาย หน้าตาดี แต่งตัวดี แต่ท่าทางแปลกๆ กึ่งมึนกึ่งเหนื่อย มาติดต่อคุณป้า
พอเขาไปแล้ว คุณป้าก็มองตาเราแล้วก็บอกว่าเขาท่าทางแปลก
ตอนนี้ที่เกตนี่มีเราเป็นผู้หญิงอยู่แค่สองคน ไอกับยู
คุณป้าบอกว่าออกเวรตอนเที่ยงคืน

สักพักคุณป้าก็เดินหายไปไหนไม่รู้
แล้วก็เดินกลับมาพร้อมหมอนกับผ้าห่มโบกไหวๆอยู่ในมือ พร้อมรอยยิ้ม
เราขอบคุณ รู้สึกได้ถึงน้ำใจ และความใส่ใจของเธอ


เราไม่ได้นอนหรอก นั่งคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆจนตีสาม
ระหว่างนั้นก็มีเด็กผู้หญิงหอบข้าวของมายิ้มให้เราแบบมึนๆ
แล้วก็ล้มตัวลงนอนที่เก้าอี้ห่างออกไป
คงอุ่นใจว่ามียายคนนี้นั่งเฝ้าชั้นนอนแล้ว

พอตีสี่กว่า เริ่มได้กลิ่นกาแฟ ร้านเปิดแล้ว ไปหาอะไรกินดีกว่า
ก่อนหน้านั้นกินแซนด์วิชกับโค้กไปประทังชีวิต
บอกเด็กผู้หญิงคนนั้น เธอตื่นมาพอดี ว่าเราจะไปหาอะไรกินแล้ว




สักพักเธอก็เดินตามมาที่ร้านเดียวกัน
เราสั่งกาแฟกับแซนด์วิชมากิน
นึกถึงกับข้าวที่น้าบอกว่าทำไว้ให้เรา มีไข่กับหมูพะโล้ มะระผัดไข่ ผัดพริกขิง
แล้วเราหัวเราะบอกว่าไปถึงก็สี่ทุ่มครึ่ง ถึงบ้านเกือบเที่ยงคืนเราคงกินไม่ไหวแล้วละ
แล้วก็ถอนใจ ทีหลังจะไม่พูดอย่างนี้อีกแล้ว










นั่งลงเขียนโน้ตให้คุณป้าผมทอง
ตั้งใจจะฝากพนักงานไว้ให้
เราบอกว่า เราเบลอจนเราจำชื่อเธอไม่ได้ แต่เราจำน้ำใจที่เธอมีให้เราได้
ขอบคุณสำหรับหมอนและผ้าห่ม







พอไปห้องน้ำกลับมา โอ! เดินสวนกับคุณป้าผมทอง เหมือนเธอกลับมาเข้าเวรใหม่
เราปราดเข้าไปหา แล้วบอกว่าเราตั้งใจจะฝากโน้ตไว้ให้

พอเราส่งโน้ตให้ คุณป้าก็นิ่งไปชั่วอึดใจ
แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก ฮันนี่ ไฟลท์ยูอยู่เกตไหนเหรอ
พอเราบอก ก็บอกว่าเดี๋ยวจะดูให้ว่าชัตเติลบัสเปิดกี่โมง
ยูกินอะไรหรือยัง เอาน้ำส้มไหม
เราบอกขอบคุณ เรากินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว


คุณป้าเดินหายไปในห้องพนักงานแป๊บหนึ่ง
แล้วออกมาบอกว่าไปรอที่เกต C9 เลยนะ แล้วไปชัตเติลบัสเถอะ อย่าเดินเลย ไกล
แล้วก็อย่าลืมคอยเช็คเกตเป็นระยะๆ เพราะที่นี่เกตเปลี่ยนบ่อยมาก



คำเตือนของคุณป้าเป็นจริง
ขนาดเราเช็คจนแน่ใจแล้วว่า เป็นเกตที่ต้องลงไปชั้นล่าง และไม่มีบอร์ดแจ้งที่นั่น
ก็เลยรออยู่ข้างบนจนอีกสี่สิบนาทีจะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่อง ถึงลงไปที่นั่น

พอใส่หูฟัง ฟังเพลงดังลั่น กลบเสียงคุณป้าแหม่มข้างๆที่โทรศัพท์หาใครนักไม่รู้ คงทั้งตำบล ธุรกิจเยอะจริงๆ
ก็ได้ยินเสียงประกาศ
ดึงหูฟังออก รู้แต่ว่าเปลี่ยนเป็นเกตที่อยู่ข้างบนแทน
แต่ไม่แน่ใจว่าเที่ยวบินไหน ฟังไม่ทัน

รออีกห้านาที ประกาศซ้ำ
เที่ยวบินใหม่ของเราแหละ ที่เปลี่ยนเกตไปข้างบน
เรากวาดข้าวของขึ้นบันไดไป ดีนะคุณป้าผมทองเตือนไว้
ชะล่าใจละก็ มีสิทธิ์ตกเครื่องบินอีกแหง



ในวันเวลาที่ยุ่งยาก อย่างน้อย เราก็เจอสิ่งที่ดี น้ำใจ
และมิตรภาพจากคนแปลกหน้า ที่ทำให้วันเวลางดงามขึ้น



เพื่อนที่ซีแอตเทิลบอกเราว่า
glad that you had an angel to look out for you...

ขอบคุณคุณป้าผมทองเป็นเกลียว นางฟ้าในคืนที่มีแต่คนแปลกหน้าต่อกัน





 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2552 2:35:38 น.
Counter : 364 Pageviews.  

โปสการ์ดบอกตัวตน


รื้อของออกมาจัด ก็เลยเจอกล่องโปสการ์ด จดหมาย และการ์ด
บ่งบอกว่าเป็นของเก่าก่อนยุคที่มีอีเมล์

ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเหมือนตอนที่ได้รับ สีสันยังสดใส
ยกเว้นรอยยับ เยิน ตามมุม ที่บอกการเดินทางมายาวไกล ครึ่งค่อนโลก



พลิกอ่านเนื้อความข้างหลังแล้วก็อมยิ้ม
หลายๆฉบับบอกถึงความหดหู่จากผลการเรียนและแล็บที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง
บางฉบับบอกถึงความสนุกสนานจากการไปท่องเที่ยวพักผ่อน
บางฉบับเป็นการอวยพรการเดินทาง
หลากหลายอารมณ์


เวลาเห็นโปสการ์ดเหล่านี้ก็จะมองเห็นตัวตนของคนส่ง
บางคนชอบโปสการ์ดภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ของเมืองที่ไปเที่ยว
บางคนชอบโปสการ์ดภาพเขียนสีน้ำ
บางคนชอบโปสการ์ดการ์ตูน



รายนี้ชอบภาพถ่ายแสงเงาสวย
เพราะคนส่งเป็นคนชอบถ่ายรูป
















เซ็ตนี้มาจากอังกฤษ
คนส่งท่าทางจะรู้ว่าเราชอบภาพวาด
















เซ็ตนี้มาจากสวิส
ไม่รู้คนส่งจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าส่งรูป Matterhorn มากี่หน















นั่งอ่านไป ดูภาพไปก็มีความสุข




 

Create Date : 11 เมษายน 2552    
Last Update : 11 เมษายน 2552 22:16:07 น.
Counter : 1405 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.