Group Blog
 
All blogs
 
ภูหลวง...ในวันที่กำลังยังเหลือ



ก่อนอื่น ต้องบอกว่า บล็อกนี้ยาวเหมือนระยะทางที่เดิน
ใครไขข้อเสื่อม ไม่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ...



วางแผนไว้ว่าจะไปภูหลวงกับน้องคนที่ไปเที่ยวด้วยกันเสมอๆ ตั้งแต่มิถุนา
แล้วก็มีเหตุให้ต้องยกเลิกตอนปลายเดือนกันยา
เธอก็เข้าใจทันที ถ้าอย่างนี้ก็ไปกับหนูไม่ได้แล้วใช่ไหม
แต่เธอก็บอกว่า หนูยังเก็บที่ไว้ให้พี่ก่อนแล้วกัน
ถ้าพี่ไปไม่ได้จริงๆหนูค่อยหาเพื่อนคนอื่น

ในที่สุด เธอก็โทรมาอีกครั้ง ตกลงไปเที่ยวกับหนูได้แล้วใช่ไหม ไปเถอะ
เรารู้ว่าเธออยากให้เราไปอยู่ท่ามกลางคนที่คุ้นเคย

รู้ว่าต้องเตรียมเดิน
เตรียมรับมือกับอากาศหนาว
และที่แน่นอน ไม่ใช่การพักแบบคุณหนูแอนด์คุณนาย

เตรียมเสื้อกันหนาว ถุงมือ ถุงเท้าไปครบ
ถ้ากันหนาวไม่อยู่ก็ใส่ทั้งหมดที่มีอยู่ในกระเป๋านั่นแหละ

ก่อนไป อุณหภูมิพื้นราบ ราวๆ 16 C ข้างบนภูหลวงก็ราวๆ 5-10 C
ตอนที่ไปอุ่นขึ้นมาหน่อย ราวๆ 10 C
หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงบอกว่า
ต้องขอโทษที่อาทิตย์นี้เครื่องทำความเย็นเสียครับ

ขอเปลี่ยนเป็น heater แทนดีกว่ามั้งคะ
หรือเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นก็จะวิเศษสุด


ที่นี่ไม่มีน้ำอุ่นค่ะ
เวลาอาบน้ำเป็นเวลาวัดใจ
ควรอาบน้ำตอนเย็น ไม่เกิน 6 โมงเย็น
เพราะหลังพระอาทิตย์ตก อากาศจะเย็นยะเยือก

แน่นอน... น้ำก็เย็นเฉียบเหมือนมาจากถังน้ำแข็ง จนหน้าชา ตัวชา
ครีมอาบน้ำใครล้างยากๆละก็ อย่าให้พูดเลย อาจตายได้


จะไม่อาบน้ำตอนเย็นก็ใช่ที่
เพราะจากทางแยกที่ต้องนั่งรถสองแถวขึ้นไปอีกชั่วโมงหนึ่งนั้น
บางช่วงเหมือนถูกซัดด้วยแป้งฝุ่นสีนวลอมส้ม
ทางเป็นคอนกรีตแล้ว แต่บางช่วงยังเพิ่งเทปูน
ลงมาจากรถก็ตบฝุ่นตามตัวกับเป้ได้ฟุ้งกระจาย

อาบน้ำเช้าน่ะหรือคะ...แปลว่าอะไร...ลืมมันซะเถอะ
เพราะไม่สามารถเอาตัวเองออกมาจากเสื้อผ้าที่ห่อหุ้มอุ่นๆมาทั้งคืนได้
แถมตื่นมาตอนตีสี่ครึ่ง มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีไฟฟ้า
เพราะไฟฟ้าจะเปิดตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสามทุ่มเท่านั้น
ไม่สะดวกที่จะอาบน้ำแบบมืดๆหนาวๆ
ตีห้าออกเดินไปจากบ้าน เจ้าหน้าที่พาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า
ไฟฉายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการมาพักที่นี่

พอพระอาทิตย์ขึ้น ดอกไม้ใบไม้ก็จะฉ่ำน้ำค้าง ถ่ายรูปสวยสุด
แต่อากาศก็เย็นชื้นสุดๆเหมือนกัน
เราก็ยืนสูดน้ำมูกไป ใส่ถุงมือถ่ายรูปไม่ถนัด ก็ต้องถอด
หมุนไปทางซ้ายก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเล็งกล้องมาทางเรา แล้วก็ยกนิ้วโป้งให้ เป็นทำนองว่าภาพสวยมาก
ตกลงถ่ายรูปดิฉันหรือคะ...
นึกว่ามากลุ่มเดียวกัน แต่เปล่า...
อ้าววว....เอารูปชั้นคืนมานะ

อาหารเช้า กลางวัน เย็น จะเป็นอาหารที่สั่งจากที่โรงครัวทุกมื้อ
ห้ามประกอบอาหารเองในที่พักค่ะ


มื้อเช้าเป็นข้าวต้มหมูกับเห็ดหอม กาแฟ โอวัลติน
ตอนกลางวันเป็นข้าวกล่องที่เราต้องหย่อนใส่เป้ไปเดินป่าด้วย
เจอที่เหมาะๆก็หยุดกิน
เมนูยอดฮิต กระเพราไก่ ไข่ดาว ที่แสนอร่อยเวลาเดินป่ามาหิวๆ
ตอนเย็นมีกับข้าวหลายอย่าง พร้อมผลไม้
คืนนั้นมีน้ำพริก ปลาทูทอด ผักลวก ซุปมันฝรั่งกับไก่ กระดูกหมูทอด ไข่เจียว

กิจกรรมระหว่างวันคือการเดินป่า
มีรอบเล็ก รอบใหญ่
รอบเล็กคือ 1800 เมตร
รอบใหญ่คือ 12 กิโลเมตร


แน่นอนว่าเราเป็นพวกตีตั๋วเดินอยู่แล้ว ระดับนี้ต้องรอบใหญ่เท่านั้น
กลุ่มเล็กของเรามีกัน 6 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรุ่นน้องสมัยเรียนหนังสือ
รู้จักกันมาก่อนแล้ว
แต่น้องเล็กสุดขอเดินรอบเล็กเพราะข้อเข่าอักเสบจากรถชน
ก็เลยมีแต่พี่ๆ 5 คนไปเดินรอบใหญ่

น้องผู้ชายคนเดียวในกลุ่มชวนว่า
เดี๋ยวเราเดินรอบใหญ่เสร็จ ไปต่อรอบเล็กไหมพี่
เรามองหน้า...เดินรอบใหญ่ให้รอดแล้วค่อยถามพี่ใหม่อีกทีก็ได้นะจ๊ะ

ในกลุ่มรอบใหญ่นั้นก็มีทั้งกลุ่มที่เดินชมนกชมไม้
และกลุ่มที่ถ่ายภาพทุกอย่างที่ขวางหน้า
ดังนั้นกลุ่มชมนกชมไม้จะตามติดเจ้าหน้าที่
ทิ้งกลุ่มถ่ายภาพไว้ข้างหลัง

เราเป็นพวกเดินไปเดินมาก็จะเดินอยู่คนเดียวทุกที
เป็นเวลาที่สงบสุข เหมือนโลกเป็นของเรา

แต่เจ้าหน้าที่สองคนที่เดินสวนมาคงห่วง เพราะกลุ่มหน้าล่วงหน้าไปไกลแล้ว
ถามว่า "ไม่มีเจ้าหน้าที่นำหรือครับ"
คือว่า ที่นี่ไปไหนต้องมีเจ้าหน้าที่นำ ห้ามเดินออกนอกเส้นทาง
เราบอกว่าอยู่ข้างหน้าค่ะ
แล้วก็เลยเดินช้าลง รอน้องๆที่ถ่ายรูปอยู่ข้างหลัง

สักพักก็สวนกับอีกกลุ่มเล็กๆ 5-6 คน
ผู้หญิงคนที่เดินท้ายสุดท่าทางจะเป็นห่วงเรา ถามว่าทำไมเดินคนเดียวล่ะคะ
เราก็เลยบอกว่า เพื่อนตามมาข้างหลังค่ะ

หยุดรอเป็นระยะๆ 3 รอบ กลุ่มเราถึงตามมาทัน
พร้อมกับพี่อีกคนที่ถือโทรโข่งและวิทยุตามมา

เดินไปถ่ายรูปวิวผาเตลิ่นที่เป็นชั้นๆ โดยถ่ายจากผาสมเด็จ
แต่อากาศไม่เป็นใจ หมอกลงจัดจนขาวฟุ้งไปหมด
ก็เลยไม่รอหมอกจางละ เดินต่อไป



สักพักก็หลงทางกับกลุ่มข้างหน้าที่มีเจ้าหน้าที่นำ
...จะไปทางไหนดีละเนี่ย

มีพี่อีกสองคนตามมาสมทบ
ได้ยินเสียงจากวิทยุเจ้าหน้าที่คุยกันว่า ถึงหน้าผาแล้ว แต่ยังขาดอีก 8 คน
นับไปนับมาก็กลุ่มเรานี่นา

พี่คนที่ถือวิทยุบอกว่า ...ผมไม่รู้ว่าพิกัดที่เราอยู่คือตรงไหน...
อ้าว...แปลว่ายังไงก็ต้องดั้นด้นไปเองใช่ไหม
พี่จ๋า ตกลงวิทยุที่พี่ถือมา ช่วยอะไรเราไม่ได้เลยนะเนี่ย

ระหว่างรอพี่อีกคนไปทำธุระส่วนตัว
พวกเราก็เลยลงนั่งทานข้าวกลางวันซะเลย
ไม่ได้อนาทรร้อนใจใดๆทั้งสิ้น
ขอท้องอิ่ม และกำจัดสัมภาระส่วนหนึ่งไปก่อน
มารู้ทีหลังว่ากลุ่มใหญ่ที่รออยู่ที่หน้าผา เป็นห่วงว่าพวกเราหายไปไหน

จบข้าวกลางวันก็ตบท้ายด้วยส้มสายน้ำผึ้งที่พี่สองคนหลังหิ้วมาด้วย
เพื่อช่วยลดน้ำหนักสัมภาระ
และของหวาน ...ช็อกโกเลตรัมเรซิ่นที่เราพกใส่เป้มาหลายแท่ง
เพราะกะว่าบ่ายๆ เราคงหมดแรงเป็นแน่


อิ่มแล้วสบายใจ เดินต่อ
ตัดสินใจเดินไปตามทางที่ดูใหญ่ที่สุด
ปีนก้อนหินดูเป็นระยะ แล้วก็เห็นกลุ่มใหญ่รออยู่ที่หน้าผา
เป็นอันว่าไม่หลงแล้ว

นิสัยป่ายปีนของเราก็ยังคงอยู่ครบถ้วน
เมื่อเราบอกพี่ๆน้องๆว่า เราจะปีนไปหน้าผาที่ยื่นออกมา ถ่ายรูปให้ด้วย
ทิ้งเป้ กับกล้องไว้ที่พี่คนที่ถือวิทยุ
คิดว่าตัวเปล่าน่าจะคล่องตัวกว่า
แต่พอถึงชะง่อนผาแล้วเสียดาย
น่าเอากล้องมาด้วย เพราะมองลงไปให้อารมณ์หวิวสุดๆ
เวิ้งว้าง ว่างเปล่า... ลมเย็นฉ่ำ


เนื่องจากพวกที่เหลืออยู่เป็นตากล้องทั้งสิ้น
จึงมีการตะโกนมาเป็นระยะๆ... ให้ได้ภาพตามที่คุณๆต้องการ
จนเสร็จสิ้นกระบวนการ
เราตั้งท่าจะลุกยืน... แต่พอมองลงไปก็เหวอ...
บวกกับกระแสลมที่พัดมา ทำเอาเรานั่งลงทันที
ไม่ยืนก็ได้...กลัวลมกระโชกลงหน้าผาไป
ไม่ใช่สไปเดอร์แมน จะได้เกาะหน้าผาห้อยต่องแต่ง
เดี๋ยวบรรดาตากล้องฝั่งโน้นจะแข่งกันเอารูปสุดท้ายของเราไปแสดง

ต่อจากนั้นก็เดินไปดูรอยเท้าไดโนเสาร์
แล้วก็เดินเข้าป่าดิบชื้น ออกมาดูดงเมเปิลแดง
เวลากระทบแสงแดดที่ส่องลงมาสวยจับใจ


แถวๆธารน้ำที่ใบไม้ร่วงหล่นลงมาค่อนข้างลื่น
สักพักก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายหงายหลังแต่เอามือยันพื้นไว้ทัน
ตามด้วยพี่ผู้ชายรายสุดท้ายที่ตามมา
เสียงดังปั้ก... เพราะเธอหงายหลังลงทั้งตัว มือกอดกล้องไว้สุดชีวิต

เราเองระวังลื่นสุดๆ เพราะรู้ว่าถ้าเดี้ยงในป่านี่ เป็นภาระพี่ๆแน่
รองเท้าบู๊ตคู่เก่าแก่สิบกว่าปียังทำหน้าที่ของมันอย่างครบถ้วนในการเดินป่า
หลังจากรอบสุดท้ายที่เปลี่ยนพื้นใหม่เมื่อหลายปีที่แล้ว เราก็ไม่ได้ใส่ไปไหนอีก
เพราะส่วนใหญ่จะใส่เป็นบู๊ตหัวแหลมหรือหัวตัด ส้นสูง ใส่เดินในเมือง
ก่อนไปก็เอารองเท้าไปเช็คสภาพเรียบร้อย
ต้องขอบคุณเจ้ารองเท้าคู่นี้ที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
บุกป่าฝ่าดงได้แบบตลอดรอดฝั่งทั้งวัน
กลับมาถึงที่พัก ฝุ่นท่วมรองเท้ากลับมา
แต่เท้าดิฉันก็ยังสวยงามเป็นคุณนายเหมือนเดิม สีทาเล็บเท้ายังไม่ถลอกแม้แต่น้อย
ไม่เหมือนตอนไปหลงทางที่น้ำหนาว คราวนั้นรองเท้าผ้าใบกับถุงเท้าหนานุ่มยังทำให้เท้าพอง เลือดซึมถุงเท้า


ออกมาจากป่าก็เดินตามถนนอีก 3 กิโล
แต่เป็นสามกิโลเมตรแบบขึ้นเขา
โอ แม่เจ้า...
ถามเจ้าหน้าที่ว่าอีกไกลไหม... เสาวิทยุนั่นแหละครับ (ลิบๆ)



ว่าแล้วพวกเราก็งัดขนมที่แต่ละคนพกมา ออกมาแจกจ่ายกันระหว่างเดิน
มีทั้งช็อกโกเลต บ๊วย มะขามคลุก กูลิโกป๊อกกี้

จะโบกรถก็ห่วงน้องผู้หญิงสองคนข้างหลังที่น้องผู้ชายเดินปิดท้ายเป็นเพื่อน
ในที่สุดก็โบกรถให้พี่ผู้หญิงที่น้ำหนักเยอะสุด อายุมากสุดในกลุ่มขึ้นไป
ที่เหลือก็เดินคุยกันไปต่อ

พอถึงที่ทำการฯ อ้าว...ไหงเจ้าน้องสามคนนั่นอยู่หน้าเรา
ได้ความว่าโบกรถขึ้นมาอยู่ในสเปซแค็บ ยื่นหน้ามาบอกไม่ได้
โห แล้วปล่อยพี่ๆเดินเนี่ยนะ...

ถ่ายรูปกล้วยไม้รองเท้านารีหน้าที่ทำการฯเสร็จ
น้องคนเดิมก็ถามว่า ตกลงพี่ไปเดินรอบเล็กอีกไหม
...พี่อยากไป แต่พี่อยากอาบน้ำ สระผม ไม่งั้นกลับมามืดแล้วสระผมไม่ไหว..."
"งั้นเลื่อนนัดเจ้าหน้าที่เขาไปอีกครึ่งชั่วโมงก็ได้..." พี่คนที่กอดกล้องตอนล้มบอก
โอเคเลย พี่ออกจากบ้านก็แวะเรียกด้วยแล้วกัน...

ได้โอกาส รีบสระผม แบบไม่ให้ตัวเปียก เสร็จแล้วค่อยอาบน้ำ
รู้สึกสบายตัว สบายหัว

ออกไปเดินรอบเล็กอีกรอบ
รอบนี้มีเอื้องพลายชุมพลให้เห็นหลายที่
พวกสิงโตทั้งหลายโรยแล้ว
กล้วยไม้ส่วนใหญ่จะบานช่วงกุมภา-มีนา
ตอนนี้เลยมีไม่มากนัก
กุหลาบขาวมีอยู่ 4 ดอก
กุหลาบแดงยังเพิ่งตูม แต่ตรงหน้าที่ทำการฯออกดอกเต็มแล้ว

เดินวนรอบออกมาสมทบกับพวกที่รอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก
แล้วก็เดินกลับที่ทำการมากินข้าวเย็น
ระหว่างนั้นก็โหลดรูปมาดูกัน

นี่คือส่วนหนึ่งของทริปนี้ค่ะ


















































Create Date : 14 ธันวาคม 2550
Last Update : 14 ธันวาคม 2550 21:06:55 น. 6 comments
Counter : 451 Pageviews.

 
ชอบรูปสุดท้ายมากมากเลยครับ เหมือนอยู่ เมกา เลย


โดย: เม้ง (everything on ) วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:10:50:58 น.  

 
เล่ามายาวมาก แต่อาจเพลินเหมือนกันครับหมอฮันนี่ ภูหลวงเป็นที่หนึ่งที่ลุงอยากไป ต่ผู้ร่วมทีมไม่เอาด้วย จึงอดไปจนถึงทุกวันนี้


โดย: เขาพนม วันที่: 15 ธันวาคม 2550 เวลา:17:37:32 น.  

 


คุณแมท --- เมเปิลที่ภูหลวงมีแต่สีแดงค่ะ
ไม่เห็นสีเหลืองเลย


ลุงเขา --- จะเขียนบันทึกเดินทางอย่างเดียว ไม่มีรูปก็เกรงใจค่ะ
แต่งานนี้คิดถูกที่ไม่ได้เอาสีไปวาดรูป
เพราะถ้ามัวแต่สเก็ตช์รูปอยู่ เดินไม่ทัน โดนทิ้งแน่ๆเลย

พวกสารพัดภูแบบที่ต้องเดินสาหัสนี่
ขอไปตอนที่ไขข้อยังทำงานดีๆอยู่ค่ะ


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 16 ธันวาคม 2550 เวลา:22:51:06 น.  

 
มาเดินตามดูดอกไม้ค่ะ...ไม่เห็นเหนื่อยเลย อิ๊...อิ๊...

ดีจังมีเพื่อนเที่ยวแบบนี้ ดิฉันไม่ค่อยจะมีเพื่อนแบบขึ้นเขาลงห้วยเลย แ8jเดินจตุจักมันก็บ่นร้อน บ่นเหนื่อ บ่นคนเยอะ สารพัดที่จะบ่น...เซ็ง!


โดย: Q.NUH วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:11:49:53 น.  

 

คุณ Q โดนเข้ามั่งแล้วเรา
แบบไปเดินตามดูในบล็อก
ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน ไม่มีฝุ่น อิ่มตา อิ่มใจน่ะ เราชอบทำบ่อยๆค่ะ

โชคดีที่เรามีเพื่อนแบบไปไหนไปกัน
รับปากก่อนถามว่าไปไหนก็มี
เป็นเพื่อนเราต้องอดทนค่ะ


โดย: HoneyLemonSoda วันที่: 17 ธันวาคม 2550 เวลา:18:25:28 น.  

 
ยังไม่ได้อ่านบลอคนี้เลย ขออ่านย้อนหลังหน่อยนะครับ ^^

ถ้าหนาวขนาดนั้นผมไม่ไหวแน่ครับ
ปกติก็กลัวหนาวอยู่แล้ว ยิ่งเป็นภูมิแพ้ด้วย คงไม่แคล้วไอจนตัวงอแน่ๆเลยครับ



โดย: อะไรคือสิ่งหายาก แต่ไม่มีค่า วันที่: 22 ธันวาคม 2550 เวลา:13:40:17 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

HoneyLemonSoda
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา
คือของขวัญที่กาลเวลามอบให้
Friends' blogs
[Add HoneyLemonSoda's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.