In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

ทางเลือก ในยุคเงินเฟ้อสูง(2)

ภาคสองครับ

6. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
ลักษณะทั่วไป กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิในการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้งสองต่างกันนะครับ ตรงนี้ต้องระวังให้ดีๆ

กองทุนที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(free hold)จะซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นๆมาเลย ดังนั้นกองทุนแบบนี้จะไม่มีหมดอายุครับ ถ้าหากไม่ได้ขายอสังหานั้นออกไป กองทุนแบบนี้ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่
ส่วนกองทุนที่ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์(lease hold)นี่สิครับ เพราะชื่อบอกแล้วว่าเป็นแค่สิทธิ ไม่ได้ซื้อทรัพย์สินไปจริงๆ กองทุนประเภทนี้จะซื้อสิทธิไป20-30ปี โดยจ่าค่าเช่าเหมาให้เจ้าของไป แล้วเอาไปปล่อยเช่าต่ออีกที ซึ่งปัญหาคือ ถ้าหมดอายุการเช่า สิทธินั้นจะกลายเป็น0ทันที แหมือนเราไปเช่าที่เปิดท้ายขายของ คืนละ100บาท พอตอนเช้าเราคืนที่ เราก็ไม่ได้เงิน100คืนนะครับ เพราะเป็นค่าเช่าที่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่ได้ จะมาจากเงินปันผลปีต่อปีเท่านั้น ตอนกองทุนหมดอายุเอาอสังหาไปขายไม่ได้นะครับ ดังนั้นหากกองทุนประเภทนี้จ่ายปันผล3.3%ต่อปีไป30ปี เท่ากับว่าพอครบอายุเราได้เงินคืน100% โดยไม่มีผลตอบแทนใดๆตลอดเวลา30ปีเลยครับ

นอกจากนี้ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ยังมีความแตกต่างกันในประเภทของทรัพย์สินอีกครับ คือ บ้านเช่า คอนโด พื้นที่เพื่อการพานิชย์ โรงงาน ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีอัตราเช่า ราคาเช่า และเวลาเช่าที่แตกต่างกันไป
เช่น คนเช่าบ้าน อาจจะย้ายออกเมื่อซื้อบ้าน ย้ายที่ทำงาน เบื่อ พื้นที่ขายอาจจะดูภาวะเศรษฐกิจ โรงงานนี่ย้ายยากหน่อย เพราะมีปัญหาเรื่องเครื่องจักรและคนงาน

ถ้าจะให้ดี ดูกองทุนที่มีนโยบายขยายกองทุนไปเรื่อยๆก็ดีครับ คือซื้อทรัพย์สินเข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ(สำหรับfree hold) ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนดีขึ้นเรื่อยๆครับ
อัตราผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุนครับ ว่าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบไหน ทำเลและการบริหารเป็นอย่างไร แต่ในปัจจุบันกองทุนประเภทนี้ให้ผลตอบแทน5-8% เฉพาะค่าเช่า ถ้ารวมราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อด้วย(ในกรณีfree hold)ผลตอบแทนก็จะมากกว่านี้ครับ

หมายเหตุ
ในM&Wฉบับเดือนกรกฏาคมระบุว่า ผลตอบแทนจากการเช่าคอนโดในเขตเมืองของกรุงเทพเฉลี่ยอยู่ที่18%ก่าๆ รวมทั้งรายได้ค่าเช่า และราคาที่ที่เพิ่มขึ้น
ในอเมริกาผลตอบแทนย้อนหลัง20ปีของอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่11-12%ต่อปีครับ
ความปลอดภัยของเงินต้น กองทุนแบบนี้มีความเสี่ยงต่ำครับ เพราะยังไงไม่มีวันกลายเป็นกระดาษแปะข้างฝาแบบหุ้นแน่นอน เพราะว่ามีอสังหาริมทรัพย์จริงๆหนุนหลังอยู่ ยกเว้นกองทุนแบบสิทธิในการเช่า(lease hold)ที่มีเวลาในการใช้ประโยชน์
ข้อดี เป็นการลงทุนที่ชนะเงินเฟ้อได้ค่อนข้างแน่นอน เพราะว่าราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อไปด้วย แล้วเรายังได้ผลประโยชน์จากค่าเช่าอีก(free hold) แต่ถ้าเป็นกองทุนแบบสิทธิ(lease hold)เราจะไม่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มค่าของราคาที่ดินนะครับ เพราะว่าเราเหมามาให้เช่าต่อ ไม่ได้ซื้อมาเป็นเจ้าของ ยังก็ตามกองทุนประเภทนี้ซื้อแล้วเก็บยาวได้ครับ ไม่ต้องดูแลมาก
ข้อด้อย กองทุนประเภทนี้ถึงแม้จะเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน แต่อาจแตกต่างกันได้แบบสุดโลก ดังนั้นก่อนการลงทุนต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนครับ ว่าเป็นกองทุนประเภทไหนซื้อขาด หรือเช่าสิทธิ และทำเลป็นอย่างไร ในพื้นที่นั้นๆมีความต้องการจริงหรือไม่ และหลายกองทุนเป็นกองทุนปิด ต้องซื้อในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ทำให้บางท่านอาจไม่สะดวกในการซื้อ ขายครับ

7. พันธบัตรรัฐบาล
ลักษณะทั่วไป คือตราสารที่ทางภาครัฐออกมาด้วยจุดประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อโปะการขาดุลงบประมาณ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของการออมเงิน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารเงินแผ่นดิน
อัตราผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด และวัตถุประสงค์ที่ออกมาครับ จะประกาศเป็นคราวๆไป
ความปลอดภัยของเงินต้น 100%ครับ เพราะรัฐบาลเป็นผู้ออก มั่นคงกว่าการฝากธนาคารอีก เพราะแบ็งค์ยังเจ๊งได้ แต่ว่ารัฐบาลล้มละลายไม่ได้ครับ ถ้ารัฐบาลเจ๊งนี่ก็คงต้องไปอยู่ที่อื่นกันละครับ ทั้งนี้รัฐบาลเค้าใช้เงินคืนให้แน่ๆ แต่ถ้าพิมพ์เงินออกมาเยอะจนเงินมันเฟ้อ แล้วมูลค่าแท้จริงลด มันก้อีกเรื่องนะครับ อิอิ
ข้อดี มีความมั่นคงในเงินต้นมากที่สุด สำหรับตราสารที่ออกในประเทศไทย และถ้าเราซื้อตรงได้เองก็จะได้รับผลตอบแทนเต็มๆครับ เพราะถ้าเราไปซื้อผ่านกองทุนรวม เร้าองเสียค่าธรรมเนียมการซื้อขายและค่าบริหารกองทุนด้วย
ข้อด้อย ถึงจะเป็นตราสารที่มั่นคงสูง แต่ในระยะยาวอาจแพ้เงินเฟ้อนิดหน่อยครับ ที่สำคัญ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น พันธบัตรรุ่นใหม่ๆก็จะห้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า ทำให้เราอาจเสียประโยชน์ในผลตอบแทนที่มากขึ้น ถ้าเรายังทนถือต่อไป หรือหากขายออกมาก้อาจขาดทุนจากราคาตลาดได้เหมือนตราสารหนี้ทั่วไปครับ

8. ทองคำ
ลักษณะทั่วไป ถ้าต้องการลงทุนควรเลือกเป็นทองคำแท่งครับเวลาซื้อขายจะมีส่วนต่างกัน100บาทสำหรับทองคำ5บาทขึ้นไป ถ้าเป็นทองคำขนาด1-2บาท จมีค่าบล็อกเพิ่มขึ้นอีกบาทละ50-100บาทครับ
ดังนั้นการซื้อทองคำขุ้นต่ำคือ 1บาท+ค่าบล็อกอีก150-200บาท รวมเงินก็หมื่นกลางๆ
แต่ถ้าเงินต้นไม่มากพอแต่อยากสะสมทองคำ ก็สามารถลงทุนในกองทุนทองคำได้ครับ
โดยการลงทุนทั้งสองแบบมีสิ่งที่ต้องสนใจ คือ ราคาทองคำในตลาดโลก และราคาค่าเงินบาทครับ
เพราะการที่ราคาทองโลกขึ้นไป เราอาจจะไม่ได้กำไรก็ได้ ถ้าค่าเงินของเราแข็งค่าขึ้นตามครับ
อัตราผลตอบแทน ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับวัฏจักร บางช่วงอาจขึ้นแบบบ้าเลือด บางช่วงอาจกระดึ๊บๆ แต่ในระยะยาวแล้ว ให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อครับ (ยกเว้นคนที่ซื้อที่ดอยของรอบวัฏจักรพอดี)
ความปลอดภัยของเงินต้น ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่เราเข้าไปลงทุนครับ แต่ถ้าเราซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ก็จะลดความเสี่ยงในจุดนี้ลงไปได้
ข้อดี ให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่าเงินเฟ้อ และเป็นความสุขทางใจสำหรับหลายๆคน ถ้าเป็นกองทุนรวม สามารถทะยอยซื้อทีละไม่กี่พันได้
ข้อด้อย ถ้าเป็นทองคำแท่งอาจต้องมีค่ารักษา เพื่อป้องกันกาสูญหาย การกะจังหวะเพื่อลงทุนทำได้ยากเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ

หมดแล้วนะครับ ทั้งหมดนี่ผมเลือกการลงทุนที่ไม่ค่อยหวือหวา และเข้าใจได้ไม่ยาก เผื่อคนที่อยากต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ยังไม่รู้ว่ามีเครื่องมืออะไรบ้าง
ทั้งหมดนี้เป็นแค่รายละเอียดคร่าวๆในการลงทุนนะครับ ไม่ได้หมายความว่าถ้าไปออมเงินหรือลงทุนแล้วจะได้ผลอย่างนี้เป๊ะๆ
โดยเราต้องศึกษาสภาพแวดล้อมในขณะนั้นๆด้วยว่าเหมาะสมกับสิ่งที่เราจะลงทุนไหม
เช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เราก็ควรจะลงทุนกับตราสารที่มีอายุสั้นๆ เพื่อที่ผลตอบแทนจะได้ขึ้นตามดอกเบี้ยในท้องตลาดได้
แต่ถ้าดอกเบี้ยเป็นขาลง เราก็ลงทุนในตราสารระยะยาว เพื่อล็อคผลตอบแทนสูงๆไว้ให้นานที่สุดครับ




 

Create Date : 16 กันยายน 2551    
Last Update : 16 กันยายน 2551 0:13:27 น.
Counter : 395 Pageviews.  

ทางเลือก ในยุคเงินเฟ้อสูง(1)

เอามาจากกระทู้ในห้องพันทิปนะครับ พอดีกระทู้ตกไปแหล่ว อิอิ

ในช่วงนี้เงินเฟ้อวิ่งเป็นจรวดสำรวจดาวอังคารเลยครับ ทำให้หลายคนเริ่มมองหาการออมและการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าดอกเบี้ยที่ได้นั้นแพ้เงินเฟ้อแบบไม่เห็นฝุ่นเลยครับ
ณ วันที่เขียน เงินเฟ้อครึ่งปีอยู่ที่6.5% แต่ว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่0.75% ต่างกันประมาณ9เท่า!!!
หากสงสัยว่าเงินเฟ้อคืออะไร ทำให้เงินของเราด้อยค่าได้อย่างไร จำที่ผู้หลักผู้ใหญ่พูดได้ไหมครับ
“เมื่อก่อนนะ ก๋วยเตี๋ยวชามละสลึง ชามละบาท(ขึ้นอยู่กับอายุผู้พูดอิอิ) เดี๋ยวนี้ชามละ30เข้าไปแล้ว”
นั่นละครับเงินเฟ้อ คือการที่ข้าวของราคาแพงขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้นน้อยกว่าของที่แพงขึ้น
ทำให้เราซื้อของได้น้อยลงกว่าที่ควรจะเป็นครับ

เมื่อเงินเฟ้อสูง คนเราก็ย่อมหาทางป้องกันการเสื่อมค่าของเงินในกระเป๋า ดังนั้นการลงทุนอื่นๆจึงเป็นที่สนใจขึ้นมาในเวลานี้ ทว่า ในปัจจุบันเป็นเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดต้องบอกว่า ถ้าไม่อยู่กับที่ก็รอวันขึ้นเท่านั้น การจะลดดอกเบี้ยลงไปมีโอกาสเกิดน้อยมาก เพราะตอนนี้ปัญหาเงินเฟ้อสำคัญกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจครับ
(การลดดอกเบี้ย จะทำให้เกิดเงินเฟ้อครับ) ดังนั้นหากเราเอาเงินไปวางไว้ผิดที่ ผลตอบแทนที่เราได้ก็อาจจะไม่เต็มที่เท่าที่ควร วันนี้ผมเลยจะขอสรุปการออมและการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เอามาอธิบายแบบง่ายๆดูครับ เผื่อใครสนใจนำไปปรับใช้กับพอร์ทของตวเองได้

1.บัญชีออมทรัพย์
ลักษณะทั่วไป เรามาเริ่มกันที่การออมที่ทุกคนคุ้นเคยกันนะครับ การฝากบัญชีออมทรัพย์นั้น เป็นการออมเงินของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย มีสภาพคล่องสูงมาก คือสามารถถอนเงินได้ทันทีในเวลาทำการของธนาคาร หรือถ้ามีบัตรเดบิต(บัตรATMเป็นอดีตไปแล้วครับT-T)ก็สามารถเบิกถอนได้24ชมที่ตู้ที่มีสัญลักษณ์ ATM POOL
อัตราผลตอบแทน ถ้าวงเงินไม่เกินสามล้านบาท ธนาคารใหญ่สามแห่งให้ 0.75%เท่ากันหมดครับ
ความปลอดภัยของเงินต้น ในที่สุดสถาบันเงินฝากจะประกันเงินไม่เกิน1ล้านบาทต่อบัญชีครับ สำหรับรายย่อยอย่างเราๆท่านๆก็สบายใจไปได้ แต่ถ้าเป็นรายใหญ่คงต้องกระจายฝากหลายแห่งหน่อย แต่บัญชีออมทรัพย์ก็ไม่ใช่บัญชีที่ปลอดภัย100%อีกต่อไป
ข้อดี มีสภาพคล่องสูงมากเบิกถอนได้ทันทีที่ต้องการ ถ้าเป็นบัตรเดบิต สามารถรูดซื้อสินค้าได้ไม่เกินเงินที่มีในบัญชี
ข้อด้อย อัตราผลตอบแทนแพ้เงินเฟ้อแบบน็อกตั้งแต่ยกแรกเลยครับ 0.75%ต่อ6.5% มีความเสี่ยงในการล้มละลายของธนาคาร ไม่ประกันเงิน100%แบบสมัยก่อน


2.บัญชีเงินฝากประจำ
ลักษณะทั่วไป บัญชีนี้เป็นบัญชีที่คนส่วนใหญ่จะคิดถึงต่อจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ครับ เพราะว่าให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า คนส่วนใหญ่นิยมฝากเงินที่ไม่ได้คาดว่าจะใช้ในอนาคตอันใกล้ เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น
ระยะเวลาในการฝากเงินนั้น มีหลายระยะ เช่น 3 6 และ12เดือน ซึ่งยิ่งฝากในเวลาที่ยาวมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะมากขึ้นเท่านั้นครับ
อัตราผลตอบแทน 3เดือน 6เดือน 12เดือน 24เดือน
กรุงเทพ 2.35 2.5 2.75 3.5
กสิกรไทย 2.375 2.5 2.75 3.5
ไทยพานิชย์ 2.375 2.5 2.75 3.5
ความปลอดภัยของเงินต้น เหมือนกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ครับ
ข้อดี ได้ผลตอบแทนมากกว่าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หลายคนใช้บัญชีนี้ออมเงินเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ค่าเล่าเรียน นอกจากนี้บัญชีเงินฝากประจำยังสามารถนำไปค้ำประกันในตอนขอทำบัตรเครดิตได้อีกด้วย
ข้อด้อย สภาพคล่องต่ำมาก เพราะต้องเก็บเงินไว้ตามที่กำหนด ถ้าหากว่ามีการถอนออกมาก่อนกำหนด จะได้ดอกเบี้ยเท่ากับเงินฝากออมทรัพย์แทน

3. บัญชีเงินฝากระยะยาว
ลักษณะทั่วไป ผมไม่รู้ว่าจะเรียกเงินฝากพวกนี้ว่าอะไรดีครับ เพราะธนาคารจะออกมาเป็นแพ็คเกจต่างๆกัน ช่วงไหนที่ธนาคารต้องการระดมเงินฝากมากๆ บัญชีพวกนี้ก็จะให้ผลตอบแทนดีเป็นพิเศษครับ บัญชีพวกนี้มีทั้ง6 9 12 24 และ36เดือน
อัตราผลตอบแทน ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่แต่ละธนาคารออกมาครับ ถ้าธนาคารต้องการเงินด่วน ดอกเบี้ยก็สูงตาม
ความปลอดภัยของเงินต้น เหมือนกับสองบัญชีข้างต้นครับ
ข้อดี ให้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนใหญ่มักจะออกมาในช่วงที่ธนาคารต้องการระดมเงินฝากมากๆ ดังนั้นผลตอบแทนอาจจะดีกว่าการฝากประจำ มีแพ็คเกจให้เลือกเยอะ เหมาะกับความต้องการผลตอบแทนและสภาพคล่องของเราๆ
ข้อด้อย สภาพคล่องต่ำมากเหมือนกับการฝากประจำครับ และที่สำคัญถ้าเราไปฝากไว้ที่นึง แล้วอีกธนาคารนึงออกใหม่ผลตอบแทนดีกว่าเก่า จะเกิดอาการ”เสียดาย” ได้ครับ

4. กองทุนรวมตลาดเงิน
ลักษณะทั่วไป เรียกอีกชื่อว่าMoney Market Fund(MMF) ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมครับ เพราะว่ากองทุนประเภทนี้โดยส่วนใหญ่จะได้เงินหลังจากการขายหน่วยลงทุนเพียงหนึ่งวัน บางกองทุนขายแล้วได้เงินในตอนนั้นเลยครับ คือมี “สภาพคล่องสูงเหมือนบัญชีออมทรัพย์ แต่ได้รับผลตอบแทนเท่าเงินฝากประจำ” เมื่อบัญชีออมทรัพย์เริ่มไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง100% คนจึงเริ่มมาสนใจกองทุนประเภทนี้กันเยอะครับ
กองทุนประเภทนี้มีความมั่นคงสูง เพราะพอร์ทการลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาล เช่นพันฐบัรระยะสั้น ตั๋วเงินคลัง ตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่นพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และที่ตราสารหนี้เอกชนที่มีความั่นคงในระดับสูงเท่านั้น

โดยปกติกองทุนนี้จะมีDURATIONหรือระยะเวลาการชำระหนี้ของตราสารโดยเฉลี่ยไม่เกิน1ปี แต่หลายกองทุนในปัจจุบันมีDURATIONประมาณ3-6เดือนเท่านั้นครับ ทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดไม่กระทบผลการดำเนินงานเท่าไหร่ เพราะเดี๋ยวเดียวตราสารเก่า(ที่ผลตอบแทนต่ำ)ก็หมดอายุ เอาเงินไปซื้อตราสารที่ออกใหม่ๆมีผลตอบแทนสูงได้เร็วกว่าครับ
อัตราผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยในท้องตลาดในเวลานั้นๆ เรียกได้ว่าลอยตัวตามอัตราดอกเบี้ยก็ว่าได้ ในปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ2.5-2.7%
ความปลอดภัยของเงินต้น กองทุนประเภทนี้ลงทุนในตราสารของรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความปลอดภัยมีสูงมากครับ
ข้อดี อย่างที่บอกเลยครับ ว่าผลตอบแทนเท่าเงินฝากประจำ แต่สภาพคล่องเหมือนบัญชีออมทรัพย์ ดังนั้นถ้าผลตอบแทนที่ได้เท่าๆกัน แล้วเราจะเอาเงินไปฝังไว้เป็นปีๆทำไม จริงไหมครับ
ข้อด้อย ถึงแม้ว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็ไม่แน่ว่าจะชนะเงินเฟ้อครับ และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ หากกองทุนนั้นๆมีขนาดใหญ่มากๆ อาจะทำให้หาซื้อตราสารที่มีผลตอบแทนดีๆได้ไม่พอ ต้องซื้อตราสารที่ให้ผลตอบแทนต่ำลงมา ดังจะเห็นได้ว่ากองทุนที่ใหญ่ที่สุดในระบบกองทุนรวมตอนนี้มีผลตอบแทนรั้งท้ายตลอดก็เพราะสาเหตุนี้เองครับ

5. กองทุนรวมตราสารหนี้
ลักษณะทั่วไป เป็นกองทุนที่ลงทุนในตราสารแห่งหนี้(หุ้นกู้) ทั้งที่ออกโดยภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งพันธบัตรรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนแต่ละแห่ง ว่าจะเน้นไปที่สัดส่วนไหนมากกว่ากัน ถ้าเน้นไปที่พันธบัตรก็เน้นที่ความปลอดภัยของเงินต้น ถ้าภาคเอกชนมากก็เน้นไปที่ผลตอบแทนการลงทุน
กองทุนนี้จะต่างกับMMF ตรงที่อายุของตราสารจะยาวกว่า ดังนั้นผลตอบแทนการลงทุนจะมากกว่า และเช่นกัน หากขาดทุนก็จะขาดทุนมากกว่าเช่นกันครับ เพราะว่าดอกเบี้ยท้องตลาดขึ้นไปแล้ว แต่เราโดนล็อกผลตอบแทนไว้อีกหลายปี
อัตราผลตอบแทน ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด ยิ่งอายุตราสารยาวมากขึ้น ก็จะมีความผันผวนต่ออัตราดอกเบี้ยมากขึ้นเช่นกัน (กำไรหรือขาดทุนได้มากกว่าพวกอายุสั้นๆ)
ความปลอดภัยของเงินต้น ถ้ากองทุนเน้นไปที่พันธบัตรรัฐบาลก็จะมีความปลอดภัยมากกว่าครับ ส่วนตราสารเอกชนเองก็มีระดับความปลอดภัยหลายเกรด จากสำนักจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งหลาย ดังนั้นกองทุนประเภทนี้ต้องดูไส้ในกันเป็นกองทุนๆไปครับ
ข้อดี ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมประเภทก่อนๆที่ว่ามาครับ จากการดูข้อมูลย้อนหลัง20ปี กองทุนตราสารหนี้นั้น พอฟัดพอเหวี่ยงกับอัตราเงินเฟ้อเลย คือแพ้ชนะกันไม่มาก ดังนั้นหากต้องการลงทุนเพื่อรักษามูลค่าเงิน การซื้อกองทุนตราสารหนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งเลยครับ
ข้อด้อย ถ้าช่วงเวลานั้นๆอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น(แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้) กองทุนประเภทนี้จะทำให้เราเสียผลประโยชน์ไปครับ เพราะหากเราถือต่อไปเรื่อยๆ เมื่อตราสารที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าออกมาเราก็เสียโอกาสได้ดอกเบี้ยสูงๆไป หรือถ้าเราขายออกมา ก็จะขาดทุนจากราคาตลาดได้ครับ โดยเฉพาะถ้าเราลงทุนในกองทุนรวมซึ่งใช้ราคามาร์คทูมาร์เก็ตทุกวัน(แสดงเป็นราคาตลาด)

เดี๋ยวมาต่อภาคสองกันครับ




 

Create Date : 16 กันยายน 2551    
Last Update : 16 กันยายน 2551 0:10:08 น.
Counter : 486 Pageviews.  

การตั้งเป้าหมาย

ถ้าหากถามว่าใครอยากรวยยกมือขึ้น ผมคิดว่าคงมีหลายคนยกมือนะครับ
แต่หากถามว่า "รวย" คือเท่าไหร่ ผมคิดว่ามีน้อยคนนักที่จะตอบเป็นตัวเลขได้
ส่วนใหญ่จะเป็น "ก็รวยแหละ" "มีเงินพอใช้ตลอดชีวิต" "มีบ้านใหญ่ๆ มีรถสวยๆ มีงานดีๆ"
และที่เกร่อที่สุดในปัจจุบัน คือ "มีอิสรภาพทางการเงิน"
ผมไม่ได้บอกว่าการให้นิยามเหล่านี้ผิดนะครับ เพียงแต่ว่ามันยังไม่ชัดเจนพอเท่านั้นเอง

บางคนมีสิบล้านบอกยังไม่รวย บางคนบอกมีเงินแสนเดียวก็ดีใจตายแล้ว
และสำหรับบางคน การมีเงินใช้ไปเดือนต่อเดือนไม่ขาดมือ นั่นก็ดีมากแล้ว
ถ้าเราไม่สามารถระบุเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจนได้ แล้วเราจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไร
ถ้าเราขับรถไปตามแผนที่ รับรองว่าเราไม่หลงทางครับ แต่เราก็ไปไม่ถึงเป้าหมายเช่นกัน
เพราะเราไม่ได้มีเป้าหมายตั้งแต่แรก และคงไม่มีใครตั้งเป้าหมายว่า จะไปกรุงเทพ
โดยไม่ระบุสถานที่ที่ชัดเจนใช่ไหมครับ

ในด้านการเงินก็เช่นกัน หากเราบอกว่า อยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากรวย อยากมีเงิน
มันก็เหมือนกับเราอยากไปกรุงเทพ แต่ไม่ระบุสถานที่ที่ให้แน่ชัด แล้วจะไปถึงไหมครับ
ถ้าเราขับรถไปตามแผนที่ ก็เหมือนกับเรามีเครื่องมือในการลงทุน ยังไงเราก็ไปไม่ถึง ยังไงเราก็ไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงิน เพราะมันไม่ได้มีอยู่มาตั้งแต่แรกแล้ว เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้นั่นเอง

หลังจากที่เราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ว่าเราจะลงทุนเพื่อวัยเกษียณ เพื่อรักษามูลค่าเงินลงทุน เพื่อเพิ่มค่าเงินลงทุน เพื่อการศึกษา เพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ เพื่อท่องเที่ยว เพื่อฯลฯ
เราก็สามารถที่จะจัดการได้ว่า เงินลงทุนเราควรไปอยู่ในจุดไหนจึงจะเหมาะสม
ทั้งในด้านของความปลอดภัยของเงินต้น(ความเสี่ยง) สภาพคล่อง และอัตราผลตอบแทนที่เราคาดหวัง
การได้เป้าหมาย จะบอกเราถึงวิธีการที่เราควรใช้ในการวิ่งไปหาจุดมาย
คงไม่มีใครเดินไปรัสเซีย(หมายถึงคนส่วนใหญ่นะครับ พวกสร้างสถิติไม่นับ) และคงไม่มีใครนั่งเครื่องบินจากลาดพร้าวไปพระโขนง
เช่นกัน ในด้านการเงิน หากเราลงทุนเพื่อการเกษียณ เราก็จะใช้เครื่องมือคนละตัวกับการลงทุนเพื่อท่องเที่ยว
เราจะจัดการพอร์ทของเราได้ ถ้าเรามีเป้าหมายครับ

สุดท้ายผมจะยกตัวอย่างการลงทุนเพื่อการเกษียณมาให้ดูกันนะครับ
ถ้าเราเก็บเงินไว้ในที่ๆปลอดภัยจากการลดมูลค่าของเงินในระยะสั้น ทำให้ได้ผลตอบแทนน้อยลง
แล้วเป้าหมายที่เราตั้งไว้กับเครื่องมือที่เราใช้ไม่เหมาะสมกัน จะเกิดอะไรขึ้น
ในตารางนี้ ผมสมมติให้เก็บเงินเดือนละเท่าๆกันหลังจากเรียนจบปริญญาตรี
และกำหนดให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 37 ปี เท่ากับ4.5% ต่อปี
ผลตอบแทนอ้างอิง ผมใช้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของสินทรัพย์
เนื่องจาก ถ้าเราลงทุนในระยะเวลายาวนานมากๆ อตราผลตอบแทนจะวิ่งเข้าหาค่าเฉลี่ยเสมอ
โดยให้การลงทุนในพันธบัตร ได้อัตราผลตอบแทน 5%
การลงทุนในหุ้น ได้อัตราผลตอบแทน 11%
และมีผลตอบแทนแบบกลางๆ ได้อัตราผลตอบแทน7% (สำหรับใช้อ้างอิงในการลงทุนอื่นๆครับ)


ตารางแรก เป็นการเก็บเงินทุกเดือนในตราสารหนี้
จากตารางจะเห็นว่าการเก็บเงินเพียงเดือนละ2,000บาท แต่เก้บอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา37ปี
ก็จะทำให้เราเป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขาได้เหมือนกัน เย้ๆๆๆๆ



แต่เดี๋ยวก่อน!!! ถ้าเราปรับอัตราเงินเฟ้อเข้าไป เงินที่เรามีตอนอายุ60จะมีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน
ถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 2,000บาท เมื่ออายุ60ปี
เราะมีเงิน 2,655,040.30 บาท แต่งินจำนวนนี้มีค่าเทียบเท่า 521,618.92 บาทในปัจจุบัน
โดยที่เราเก็บเงินจริงๆ เป็นจำนวน 912,050.00 บาท
ถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 3,000บาท เมื่ออายุ60ปี
เราจะมีเงิน 3,982,560.46 บาท แต่งินจำนวนนี้มีค่าเทียบเท่า 782,428.38 บาทในปัจจุบัน
โดยที่เราเก็บเงินจริงๆ เป็นจำนวน 1,368,075.00บาท
ถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 3,000บาท เมื่ออายุ60ปี
เราะมีเงิน 6,637,600.76 บาท แต่งินจำนวนนี้มีค่าเทียบเท่า 1,304,047.30 บาทในปัจจุบัน
โดยที่เราเก็บเงินจริงๆ เป็นจำนวน 2,280,125.00 บาท

ถ้าดูคร่าวๆ มูลค่าที่ใช้ได้นอนาคต น้อยกว่าจำนวนเงินที่เราเก็บซะอีกนะครับ
ทั้งๆที่ เราเก็บเงินในที่ๆอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินเฟ้อแท้ๆเชียว ทำไม…
เพราะว่าเราเก็บเงินเดือนละครั้ง ทำให้เดือนท้ายๆของปี เราได้ดอกเบี้ยไม่ถึง5%ไงครับ
ในขณะที่เงินเฟ้อนั้น ทำงานอย่างขยันขันแข็งตลอดทั้งปีไม่มีหยุด ไม่มีการทำงานทีละส่วน
ดังนั้น ถ้าใครเลือกที่จะลงทุนเพื่อการเกษียณในตราสารหนี้แต่เพียงอย่างเดียว
ลองคิดแล้วคิดอีกให้ดีๆนะครับ


ต่อมา ถ้าเราลงทุนในตราสารทุน
ถึงแม้ว่าการลงทุนในหุ้น จะมีการขึ้นๆลงๆของราคาให้หัวใจเราไหวหวั่น
แต่กระนั้น ผลตอบแทนในระยะยาวของหุ้นเป็นผลตอบแทนที่ใช้ได้ทีเดียวครับ
ทั้งนี้การลงทุนระยะยาว จะช่วยลดความผันผวนของราคาลงทำให้ผลตอบแทนดีขึ้น
สำหรับ ผลตอบแทน ดูในตารางเลยครับ เหมือนกับตารางที่แล้ว(แอบอู้ อิอิ)



อันนี้เป็นแบบกลางๆครับ สำหรับคนที่สนใจกองทุนรวมแบบผสม
หรือว่าจะจัดพอร์ทการลงทุนให้มีทั้ง ตราสารทุนและหนี้ด้วยตนเอง
เห็นไหมครับ ว่าหากเราลงทุนไปเรื่อยๆโดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน
เราอาจจะพลาดในท้ายที่สุดก็ได้ครับ
ดังนั้น ก่อนจะคิดว่าจะลงทุนในอะไรดี ลองถามตัวเองใหม่ก่อนไหมครับ
ว่าเราลงทุนเพื่อเป้าหมายอะไร



หุหุหุ




 

Create Date : 05 กันยายน 2551    
Last Update : 5 กันยายน 2551 21:44:03 น.
Counter : 1401 Pageviews.  

ใช้บัตรเครดิต ให้ได้เงิน

เคยแนะนำเรื่องแบบนี้ไปหนนึงแล้ว ลองดูอีกทีหรือ
ถ้าอยากให้ได้แบบเต็มขั้นเลยนะครับ เอาแบบเป็นเงินสดไปเลย

1 อันดับแรกผมแนะนำให้ใช้เป็นแบบcash backใช้เท่าไหร่ ได้เงินคืนเป็น%ของเงินที่ใช้ไปผมลองคำนวณจากการเอาแต้มแลกกับได้เงินคืนแล้ว ผลคือผลตอบแทนเท่าๆกันดังนั้น การที่เราได้เงินสดออกมาเลย ย่อมคุ้มกว่าการเอาแต้ม(เงินในอนาคต)ไปจมอยู่กับบริษัทบัตรครับ

2 ทุกครั้งที่ซื้อของ ถ้ารูดบัตรได้ รูดซะ แล้วพอกลับบ้านให้เปิดอินเตอร์เน็ทเพื่อซื้อกองทุนเท่ากับจำนวนเงินที่รูดทันที วิธีนี้จะมีปัญหาบ้าง ตรงที่บางครั้งเราซื้อของแค่ไม่กี่ร้อยบาท ไม่พอค่าขั้นต่ำของหลายๆกองทุนแต่ก็มีบางกองทุนที่ค่าขึ้นต่ำไม่กี่บาท อันนี้ลองทำการบ้านเองนะครับ อ่อ กองทุนต้องเป็นแบบmoney marketนะครับ ความเสี่ยงจะได้น้อย และมีสภาพคล่องสูงพอ

3 มีบัตรสักสองใบ อย่าเกินจากนี้ เพราะถ้ามีใบเดียวตอนใกล้จะตัดยอดเงิน เราจะได้ประโยชน์จากกองทุนรวมไม่เต็มที่แต่ถ้าเรามีบัตรสองใบ ห่างกันครึ่งนึงของระยะเวลาปลอดหนี้ เราจะขยายเวลาให้เงินทำงานได้มากกว่าเดิม อย่ามีมากกว่าสอง ถ้าไม่จำเป็น เพราะการมีบัตรเครดิตหลายใบ จะมีผลต่อการกู้ซื้อบ้านและรถ แม้ว่าเราจะไม่มียอดคงค้างก็ตาม

4 โดยปกติ การจ่ายเงินจะช้าได้2-3วันโดยไม่มีค่าปรับ ถือเป็นอีกช่วงนึงที่ให้เงินเราทำประโยชน์ได้ครับและการเลือกบัตรเครดิตนั้น สำคัญต้องมีค่าธรรมเนียมต่ำมากๆไม่รวมค่าทำบัตรและรายปี ที่ควรจะฟรีแบบไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น

5 ถ้ามีเงินเดือน จะจ่ายตามวันที่กำหนด เช่นวันที่28ให้ทำเรื่องซื้อกองทุนอัตโนมัติไปเลย แล้วเบิกออกมาเท่าที่พอใช้อาทิตย์นึงเพราะกองทุนmoney marketนั้นมีกำหนดรับเงินไม่นาน ส่วนใหญ่ t+1 t+2คือขายวันนี้พรุ่งนี้ มะรืนได้เงินแล้ว ส่วนใหญ่จะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่(มีกองทุนหนึ่ง ขายแล้วได้เงินวันนั้นเลย(T) ลองถามเพื่อนๆในนี้ก็ได้ครับ ทำการบ้านหน่อยนะ อิอิ)ซึ่งตามจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายพวกนั้นมักจะเลื่อนได้วันสองวันอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นวันได้เงินพอดี หรือไม่ก็รูดบัตรมันซะเลย

6 ตอนเปิดบัญชีทุกอย่างให้สมัครทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ทไว้ด้วยเพราะสะดวก ประหยัดเงินและเวลาในการเดินทางด้วยยิ่งบางธนาคารและกองทุน ซื้อขายกันในเวบเดียวกันเลย หรือเชื่อมกันได้แบบนั้นยิ่งทำรายการสบายเลยครับ

สำคัญที่สุด คือ มีวินัยในการใช้เงินมากน้อยแค่ไหนครับถ้ามีวินัยพอ วิธีนี้ทำผลตอบแทนได้มากกว่าอยู่แล้วแต่ถ้าไม่มีวินัย วิธีนี้จะฆ่าคุณไปทีละน้อยๆครับ

หุหุหุ




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 27 สิงหาคม 2551 22:49:51 น.
Counter : 1638 Pageviews.  

ข้อคิดจากมันนี่ แคมป์

ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ไว้ในบอร์ดRDTครับ เลยเอามาลงที่นี่อีกที

โฮ่ๆๆ ไม่ได้มาแบ่งปันเลย ช่วงนี้ยุ้ง ยุ่งเป็นยุงตีกัน
เริ่มเลยนะครับ จากวันแรกไปไม่ทันเล่นเกมส์ T-T
ไปถึงพอดี เขาเลิกกันหมดแระ กะลังสรุปกันเลย
ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าตอนเล่นเกิดเหตุอะไรขึ้นมาบ้าง
เลยไม่ค่อยเข้าใจตอนที่สรุปกันเท่าไหร่
ต่อมาก็ไปเล่นกันที่ชายหาด แบบว่ามาถึงก็เล่นเลยซะงั้น
แล้วก็ไปอาบน้ำ เพื่อมาฟังแผนธุรกิจ
เป็นอะไรที่ตั้งใจเพื่อมาฟังโดยเฉพาะ+อสังหาอีกอัน
ปรากฏว่าเสี่ยเหมียว(พี่นู)กระซิบว่า “อ๋อง ไปเสนอแผนด้วยกันนะ”
อ่ะโห ไม่ลากผมขึ้นไปตอนถึงเวลาเลยล่ะบอกกันซะเร็วเชียว
แต่เอาน่ามีเวลาเตรียมตัวนิดหน่อยหึหึหึ
คนแรกที่เสนอแผนคือพี่ร๊อค
(ตอนแรกนึกว่าเป็นเฮียร๊อคแห่งwww.setontherock.com)
เสนอแผนธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา
ซึ่งตอนนี้พี่เค้าสอนอยู่ที่โงเรียนกวดวิชาที่ผมเคยเรียนอยู่
(ไม่เกี่ยวไรกับแผนหรอกครับ แต่ตื่นเต้น)
รรที่พี่เค้าจะตั้งเน้นไปที่กลุ่มเด็กน้อยผู้น่ารัก
โดยมีคู่แข่งคือคุมงกับอีกท่ำชื่อไม่ได้แหล่ว
มีการสำรวจมาพร้อมตัวเลขที่ชัดเจน
ซึ่งก็มีเพื่อนๆให้ความเห็นกันมากมาย
ใครที่ไม่มีแผนไป ไม่มีทางได้ความเห็นแบบนี้หรอกครับ
“ใครทำใครได้สิน่า” (หัวเราะ)
ต่อมก็แผนของพวกเราครับ ไปเสนอสามคน
แต่คนคิดจริงๆมีประมาณฝูงหนึ่ง
โดยแผนของเราคือการทำหนังสือเกี่ยวกับ
การลงทุนในหุ้นโดยวิธีทางเทคนิค
ซึ่งผลตอบรับคือ………….ดีมาก
แต่อย่าทำเลยT-T
ซึ่งก็ขอขอบคุณพี่ๆทั้งหลายที่ให้คำแนะนำด้วยครับ
แต่เราก็ไม่ย่อท้อ จะพยายามลบข้อเสีย ล้างจุดด้อย
เพิ่มข้อดี และจุดแข็งเพื่อออกProductตามแนวคิดให้ได้ครับ
พี่หนุ่มพี่โจ้พี่ย้งยังออกFFได้ พี่นูกะตาโน้ตก็ต้อง
ออกหนังสือให้ได้สิจิงป่ะ(สังเกตว่าไม่มีชื่อผมนะ)
ช่วงแรกแอบขอไม่มีอะไรนะครับ
เพราะว่าที่ผมไปทันส่วนใหญ่เป็นการแชร์ไอเดียธุรกิจ
บางเรื่องมันเฉพาะกรณีมากๆ
เป็นเรื่องที่ใครทำใครได้จริงๆครับ

อ้อขอนิดนึงนะครับ จากแผนหนังสือของเรา
มีหลายคนให้ความสนใจว่าเจ๊งแน่นอนครับ
แต่ถ้าน้องๆเปิดคอร์สสอนพวกพี่ๆไปแน่นอน
อันนี้ผมจำได้นะครับ มีการทวงสัญญาแน่นอนแฮ่ๆ
พี่บ๊อบแนะนำมาว่าถ้าทำอะไรก็ตามแล้วตั้งราคาแพงๆไปเลย
เพื่อว่าคนซื้อนั้นจะได้เหลือแต่คนที่เห็นคุณค่าจริงๆ
ไม่ใช่เอาไปทิ้งขว้าง………..จากคำสอนพี่บ๊อบ
ผมจะตั้งราคาคอร์สเท่าไหร่ดีน้า (หัวเราะ)
มาถึงเรื่องที่ผม”ได้”มามากมายมั่งดีกว่า
ผมไปMCมาสองครั้ง ไม่น่าเชื่อว่า
ทั้งสองครั้งผมได้ความรู้นอกห้องเรียนมากกว่าในคอร์สซะอีก
โทรไปงงๆกับพี่หนุ่มมา พี่หนุ่มบอกไม่แปลก เฮ้อ…โล่ง
ครั้งแรกผมได้อะไรไปมากมายตอนโดนพี่บ๊อบสั่งอดข้าวเย็นกับพี่กิ่งไผ่
คราวนี้ผมได้แนวคิดมากมายตอนเล่นจับหมู!!!!!!!!!
จับหมูวงนั้นเลิกตอนตีสามกว่าเกือบตีสี่
แต่สามวันต่อมาผมยังนั่งคิดๆๆๆๆเกี่ยวกับไพ่ที่เล่น
1 ถ้าคุณเล่นไพ่โป๊กเกอร์ไป30นาทีแล้วไม่รู้ว่าใครเป็นหมู คุณนั่นแหละหมู
ครับนี่เป็นคำพูดของคนแก่ๆที่รวยอันดับสองของโลก
ผมนึกได้ถึงคำนี้ตอนเล่น เพราะผมไม่รู้ว่าใครเล่นแย่กว่าผม
นั่นคือผมเองนั่นแหละที่เป็นหมู….แล้วมันเกี่ยวกับการลงทุนยังไง
ในตลาดที่เป็นZero-Sum Game คือตลาดที่กำไรของคนนึง
มาจากการขาดทุนของอีกคนนึง เช่น หุ้น future โป๊กเกอร์ การพนันทั้งหลาย
รวมถึงอสังหาด้วย!!!
(การซื้อขายโดยไม่มีการสร้างเพิ่มในช่วงหนึ่งถือเป็น Zero-Sum Game
รายละอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้จาก ทุนนิยมฟองสบู่ของดร.สุวินัยนะครับ)
การได้กำไรของเรานั่นคือการขาดทุนของคนอื่น
ดังนั้นถ้าเรายังหาคนที่จะมาขาดทุนให้เราไม่ได้ เรานั่นแหละ
ที่จะกลายเป็นคนไปเพิ่มกำไรให้กับผู้อื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดการเงินที่ผู้เล่นแต่ละคน”ไม่ได้โง่”
ดังนั้นก่อนเข้าตลาดไม่ว่าคุณจะอยู่ในตลาดไหน
ขอให้มั่นใจว่ารู้จริง เพื่อจะได้ไม่เข้าไปเพิ่มความร่ำรวยให้ผู้อื่น
“ด้วยเงินของคุณเอง”

2 มีอยู่รอบนึงที่ผมเล่นไพ่ได้เจ๋งสุดๆ
คือผมมีไพ่ที่บวกมากที่สุดและไพ่อีกใบ
ที่มีโอกาสได้ไพ่ที่ลบมากที่สุดอยู่ในมือ
ตานั้นจะจบรอบการลงแล้วครับ ผมต้องลง
และตามด้วยพี่หนุ่ม(กุนซือพี่แมวอีกที)
ผมจ้องเข้าไปในตาพี่หนุ่ม มองว่าเค้ามีไพ่ที่ลบมากที่สุดในมือไหม
สัญชาติญาณผมบอกว่า ไคนดีๆอย่างพี่หนุ่มไม่ทำเราแน่”
ครับ ผมค่อยๆบรรจงวางไพ่เอจโพธิ์ดำลงไป
แล้วพี่หนุ่มก็ตบแหม่มโพธิ์ดำลงมาT-T(ไพ่ที่ลบมากที่สุด)
ดวงตาของผมเอ่อล้นด้วยน้ำตา “พี่หนุ่มเล่นตรูแล้ว”
จากนั้นสมองผมก็ไม่ทำงานแล้วครับ
ผมทิ้งไพ่ใบที่บวกมากที่สุด ไพ่ที่สามารถทำให้ผมไม่ลบได้
แจกไพ่ใบนั้นให้คนอื่นไปอีกต่างหาก
เพราะตอนนั้นผมกำลัง “มีอารมณ์” กับ “การเสีย”
เปรียบกับการลงทุนแล้วเมื่อเสียมากๆหรือเสียต่อเนื่อง
เราไม่ควรจะอยู่ในตลาดอีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตลาดไหน
หุ้น อสังหา ทองคำ การพนันทั้งหลาย
เพราะหากอยู่ต่ออาจเกิดอาการ “เมาหมัด” หน้ามืด
อยากได้คืนโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งการไร้เหตุผลนี่แหละ
คือตัวการสำคัญทำให้การตัดสินใจครั้งต่อๆมาของเราไม่ดีเท่าที่ควร
จริงๆผมมีกฏอยู่ว่าถ้าขาดทุนติดต่อกันให้หยุดไปสักพัก
จนกว่าจะหมดอาการอยากเอาคืน มิฉะนั้นจะหมดตัว
แต่ในกรณีนี้ไม่สามารถครับเพราะว่าบังคับให้เล่นต่อT-T
กฏข้อนี้ใช้ได้กับการลงทุนทุกประเภทครับ อ๋องรับรอง (หัวเราะ)

3เนื่องจากว่าตาสุดท้ายในการเล่นไพ่นั้น ผมได้แต้มสูงมาก
(โดยปกติไพ่จับหมู ไม่โดนลบแต้มก็เก่งแล้ว แต่ผมได้200แต้มแน่ะ)
ผมว่าเกมส์นั้นผมวางแผนได้ดีนะ(ชมตัวเองซะแล้ว)
บวกกับโชคนิดหน่อยที่พี่โจ้มองไม่เห็นไพ่ใบนึงในมือตัวเอง
ต้องเข้าใจครับ คนแก่ตาก็ฝ้าฟางเป็นธรรมดา
แต่ผมมาเข้าใจทีหลัง ว่าที่ทุกคนทำอะไรไม่ถูก
เพราะการเล่นในข้อที่สองขอผมนั่นเอง
คือตอนนั้นเสียจนประชดตัวเองไปแล้ว เล่นมั่วไปหมด
การกลับเป็นว่ารอบหลังๆไม่มีใครรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่
เพราะเกิดอาการมึนส์การเล่นในรอบนั้นไปซะแล้ว
ผมมานั่งคิดทีหลังว่ามันไปเหมือนกับที่คนคนนึงพูดไว้ครับ
รู้สึกจะชื่ออะไรจอบๆนี่แหละ เห็นว่าก่อตั้งแอบเปิลด้วยนิ
(อยากรู้จังว่าใครก่อตั้งบานาน่ามา (หัวเราะ))
เค้าบอกว่าเราต้องเชื่อมแต่ละช่วงของชีวิต
เค้าเคยไปเรียนออกแบบตัวอักษร ไม่รู้หรอกว่าจะเอาไปทำอะไร
แต่ต่อมาเค้าก็ใช้ตรงความสามารถนั้นเอามาออกแบบฟ้อนของแอบเปิล
ดังนั้นเราทุกคนทำทุกสิ่งมันมีประโยชน์แหละ
ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาแต่ละจุดมาต่อกันได้หรือไม่เท่านั้น
ในเกมส์นี้ก็เช่นกัน
ผมได้ประโยชน์จากช่วงหนึ่งของเกมส์โดยไม่ได้ตั้งใจ
ถ้าเปรียบในชีวิตและการลงทุน
ผมขอพูดเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งดีกว่าครับ สั้น และตรงดี
“สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ”
ดังนั้นอย่าไปกังวลกับสิ่งที่แก้ไม่ได้เลยนะครับ

4 ในเกมส์เดียวกัน ที่ผมบอกว่าผมวางแผนดี
เพราะตอนนั้นผมได้ไพ่มาแล้วใบนึงครับ
หากผมมีไพ่ใบนั้นใบเดียว ผมจะได้บวก50
แต่ถ้ามีไพ่ใบอื่นมาอีก จะกลายเป็นคูณสองทันที
เช่นบวก50*2=100
ลบ100*2=-200
โดยไพ่ในมือผมตอนนั้นมีไพ่บวก100อยู่อีกใบนึง
ดังนั้นผมมีโอกาสได้ 50 หรือ200เลยทีเดียว
แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นสิครับ
เพราะถ้าผมคิดจะเก็บไพ่บวกมากสุดไว้กับตัวเองเพื่อหวัง200
ผมอาจโดนยัดไพ่ลบมาได้
ทำให้ผมคิดว่าโอกาสแต้มผมคือ 50 200 หรือ0เลย
เมื่อผมไปดูแผ่นจดคะแนนแล้ว ผมอยู่อันดับที่สาม เก่งไหมครับ
(แต่เล่นกันสี่คนนะ แล้วคะแนนที่สี่กับผมนี่…..)
ผมมองแล้วว่าที่สี่ตอนนี้แต้มลบไปเต็มๆ
ถ้าผมได้บวกเพิ่มแค่50ก็จะได้ไปกลับมากกว่าร้อยแล้ว
เลยเล่นแบบไม่เสี่ยงครับ เลือกที่จะได้แค่50ดีกว่า
โดยทิ้งไพ่ที่มีโอกาสบวกมากสุดไปเลย
จะได้มาต้องมานั่งลุ้นไปลบสุดในตอนหลัง
ปรากฏว่าผมได้ไพ่บวกสุด(100แต้ม)มาเอง
ผมมาสรุปรอบนี้เอาเองว่า
การตัดสินใจใดๆก็แล้วแต่ เราต้องประเมินตัวเองก่อน
ไม่ใช่ว่าโลภจะอาท่าเดียว
เราต้องอยู่ในจุดที่ปลอดภัยก่อนเสมอ ก่อนที่จะได้กำไร
การประเมินคนอื่นนั้นยาก มันง่ายกว่าที่จะประเมินตัวเอง
“เราต้องหวังกำไรตามความสามารถ
ไม่ใช่เท่าที่เห็นคนอื่นเขาได้กัน”

อ้ามาตอนเช้ามาฟังเรื่องอสังหากันครับ
พี่หนุ่มมาเล่าแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนให้ฟัง
บวกด้วยเช็คลิสการลงทุนว่าเราต้องตรวจดูตรงไหนบ้าง
ซึ่งผมเองได้แต่นั้งอึ้งๆไป เพราะอะไรน่ะหรอ ติ๊กต่อกๆๆๆ
เพราะถ้าตัดคำว่า “อสังหาริมทรัพย์” ออกไปใส่คำว่าหุ้นเข้ามา
อ้าวมันหลักการเดียวกันเลยนี่นา
แนวคิดหลายๆอย่างผม”ถูก”สั่งสอนมาแล้ว
แต่ด้วยความโง่ของเราเอง ที่ยังไปมองเป็น”วิธีการ”
มากกว่าที่จะมองเป็น”แนวคิด”
วันนั้นผมได้อะไรมากกว่าสิ่งที่เป็น”วิธีการลงทุนในอสังหา”
โทรไปคุยกะพี่หนุ่ม โอ้วจอร์จ ซาร่างงอะไรมันจะ…ขนาดนั้น
แล้วสายก็ตัดไป เอ่อผมยังไม่ได้คำตอบเลยครับพี่ทวงๆ
ที่เจ๋งมากๆของMCคราวนี้คือต้องโทรจริง
คือโทรไปถามรายละเอียดของอสังหาที่ประกาศขายจริงๆ
แล้วเอามานั่งคำนวนว่าเราจะเคาะซื้อเท่าไหร่
อันนี้เจ๋งมากครับ ชอบ (หัวเราะ)
เพราะหลายครั้งการเรียนรู้ ไม่ได้ตามมาด้วยการกระทำ
คราวนี้พี่หนุ่มเลยให้นั่งทำจริงในห้องซะเลย (หัวเราะ)
อันนี้ใครทำใครได้อีกแล้วครับ
เพราะถึงผมบอกไปว่ากลุ่มผมได้ราคาที่8ล้าน8
ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าตัวเลขมายังไง ถ้าไม่ได้มาคิดด้วยกัน
อันที่จริงการคิดราคาของอสังหาก็เหมือนกับการหาราคาเหมาะสมของVI
เลยนะครับ แต่ผมคงขอข้ามไป เพราะเพื่อนๆคงเบื่อกระทู้ยาวๆของผมไปแล้ว
จากนั้นพี่หนุ่มก็ให้เขียนเกี่ยวกับการสัมมนาครั้งนี้
(มีคนเขียนชมสถานที่ด้วยละสวยดี หึหึหึก็คนหาสถานที่ไง ใครน้า?
คือไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ สวยมาก แต่แหมชมตัวเองด้วยนะป้า…..)
สุดท้ายพี่หนุ่มให้คนที่สมัครใจออกมาพูดเป้าหมายที่จะทำในปีนี้
(อย่าแปลกใจที่มีแต่พี่หนุ่มๆ ตอนนั้นพี่โจ้หลับครับเป็นผลมาจากจับหมู)
ได้ฟังอะไรประทับใจมากมาย ใครจะแต่งงาน ใครจะทำให้พี่น้องรักกันมากขึ้น
ผมยินดีด้วยนะครับ
ขอต้นทุนจงอยู่กับท่าน แต่กำไรจงมาหาเรา
ขอโทษนะครับพิมพ์ซะยาวเหยียด

แล้วเราก็มาขอโทษอีกทีที่ไม่ได้เคาะเว้นบรรทัดเลย555




 

Create Date : 15 มีนาคม 2550    
Last Update : 15 มีนาคม 2550 2:35:45 น.
Counter : 452 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.