In the last analysis, our only freedom is the freedom to discipline ourselves. - Bernard Baruch
Group Blog
 
All Blogs
 

วาทะนักลงทุน(3)

ของแต่ละคนมีน้อยมาก แต่ก็นักลงทุนคุณภาพทั้งนั้น
ลองเอาชื่อไปเสิชหาประวัติกันเอาเองนะกั๊บ ๕๕

Carl Icahn
You learn in this business: If you want a friend, get a dog.
สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากธุรกิจนี้ก็คือ ถ้าอยากมีเพื่อน ให้ไปหาหมามาสักตัว

Peter Lynch
Although it's easy to forget sometimes, a share is not a lottery ticket... it's part-ownership of a business.
แม้บางครั้งมันจะถูกลืมไป แต่หุ้นไม่ใช่ล็อตเตอร์รี่ มันคือการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ

Don't bottom fish.
อย่าหวังซื้อที่จุดต่ำสุด

Everyone has the brainpower to follow the stock market. If you made it through fifth-grade math, you can do it.
ทุกคนมีปัญญาที่จะติดตามตลาดหุ้นได้ ถ้าคุณเคยเรียนเลขปอห้ามาแล้ว มั่นใจเถอะว่าคุณทำได้

Go for a business that any idiot can run - because sooner or later, any idiot probably is going to run it.
จงหาธุรกิจที่ไอ้โง่ที่ไหนก็ทำได้ เพราะสักวันมันจะมีไอ้โง่สักคนเข้ามาบริหารจริงๆ

I think you have to learn that there's a company behind every stock, and that there's only one real reason why stocks go up. Companies go from doing poorly to doing well or small companies grow to large companies.
ผมคิดว่าคุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัทที่ออกหุ้นตัวนั้น เพราะนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมหุ้นจะขึ้น
บริษัทที่แย่เปลี่ยนมาเป็นบริษัทที่ดี หรือบริษัทเล็กๆที่ขยายตัว

I've found that when the market's going down and you buy funds wisely, at some point in the future you will be happy. You won't get there by reading 'Now is the time to buy.'
ผมพบว่าเมื่อตลาดดิ่งเหว การเลือกซื้อกองทุนดีๆจะทำให้คุณยิ้มได้ในอนาคต
คุณไม่สามารถสร้างอนาคตด้วยการซื้อเมื่ออ่านเจอว่า "นี่คือเวลาที่ควรซื้อหุ้น"

You get recessions, you have stock market declines. If you don't understand that's going to happen, then you're not ready, you won't do well in the markets.
คุณอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นกำลังตก ถ้าคุณไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น
คุณอาจจะยังไม่ใช่คนที่พร้อมจะเข้ามาลุยในตลาด

Jesse Livermore
A loss never bothers me after I take it. I forget it overnight. But being wrong - not taking the loss - that is what does damage to the pocketbook and to the soul.
ผมไม่เคยสนใจกับการขายขาดทุนเลย ไปนอนซะเดี๋ยวมันก็ลืม
แต่การผิดทางแล้วไม่ขายขาดทุนนี่สิ มันฉีกทั้งกระเป๋าและจิตใจเลยทีเดียว

It isn't as important to buy as cheap as possible as it is to buy at the right time.
มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะซื้อหุ้นได้ถูกที่สุดหรือเปล่า แต่อยู่ที่ซื้อถูกเวลาหรือเปล่า

There is only one side of the market and it is not the bull side or the bear side, but the right side.
ในตลาดหุ้นมีด้านเดียวที่เราควรอยู่ ไม่ใช่ฝั่งขาขึ้นหรือขาลง แต่อยู่ในฝั่งที่ทำกำไร

J. P. Morgan
A man always has two reasons for doing anything: a good reason and the real reason.
คนเรามีสองเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ เหตุผลที่ดูดีกับเหตุผลที่แท้จริง

Go as far as you can see; when you get there, you'll be able to see farther.
ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่คุณจะมองเห็น เพราะเมื่อคุณไปถึงตรงนั้น มันอาจจะเห็นได้ไกลขึ้นอีก

If you have to ask how much it costs, you can't afford it.
ถ้าคุณต้องถามว่าราคาเท่าไหร่ ส่่วนใหญ่คุณจะไม่มีตังค์พอซื้อ

Well, I don't know as I want a lawyer to tell me what I cannot do. I hire him to tell how to do what I want to do.
ผมไม่รู้จะจ้างทนายมาบอกผมทำไมว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้
ผมจ้างพวกเขามาเพื่อให้เขาบอกว่าจะทำยังไงในสิ่งที่ผมอยากทำ

When you expect things to happen - strangely enough - they do happen.
ถ้าคุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ประหลา มันจะเกิดขึ้นจริงๆ




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 15:21:22 น.
Counter : 691 Pageviews.  

วาทะนักลงทุน(2)

Bottoms in the investment world don't end with four-year lows; they end with 10- or 15-year lows.
จุดต่ำสุดในการลงทุนไม่ได้จบที่จุดต่ำสุดในรอบสี่ปี แต่คือจุดต่ำสุดในสิบหรือสิบห้าปีต่างหาก

Commodities tend to zig when the equity markets zag.
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นมักจะไปตรงกันข้ามกัน

Get inside information from the president and you will probably lose half your money. If you get it from the chairman of the board, you will lose all of your money.
ได้ข่าววงในจากประธานาธิบดี คุณจะเจ๊งไปครึ่งนึง
แต่ถ้าได้ข่าววงในจากผู้บริหาร คุณจะหมดตัว

If the current birth rate, which is the lowest in the major developed countries, continues, there will be no Japanese. Who will pay the enormous debt?
ถ้าอัตราการเกิดที่ต่ำยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตจะไม่มีชาวญี่ปุ่น แล้วใครจะจ่ายหนี้ก้อนโตนี่ล่ะเนี่ย

Index investing outperforms active management year after year.
การลงทุนในดัชนีชนะการลงทุนแบบใช้ผู้จัดการกองทุน

Most of my thoughts, you couldn't print.
ความคิดส่วนใหญ่ของผม ไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้

Right now I own shares of companies in 28 countries.
ตอนนี้ผมมีหุ้นอยูใน28ประเทศ

น้อยจัง แถมของคนนี้ด้วยละกัน นักเก็งกำไรในตำนาน(แต่เมืองไทบไม่ค่อยรู้จักกัน)
Bernard Baruch

A speculator is a man who observes the future, and acts before it occurs.
นักเก็งกำไรคือคนที่คาดการณ์อนาคต แล้วลงมือก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

Do not blame anybody for your mistakes and failures.
อย่าไปตำหนิใครในความผิดพลาดและล้มเหลวของเรา

Don't try to buy at the bottom and sell at the top. It can't be done except by liars.
อย่าไปพยายามซื้อที่จุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุดเลย ไม่ทำไม่ได้หรอกเว้นว่าคุณจะโกหก

I made my money by selling too soon.
ผมทำกำไรได้จากการขายหมู

I never lost money by turning a profit.
ผมไม่เคยขาดทุนจากการขายทำกำไร(ก็แน่ล่ะ)

Nobody ever lost money taking a profit.
ไม่มีใครเคยขาดทุนจากการขายทำกำไร(ขายหมู)


If a speculator is correct half of the time, he is hitting a good average. Even being right 3 or 4 times out of 10 should yield a person a fortune if he has the sense to cut his losses quickly on the ventures where he is wrong.
ถ้านักเก็งกำไรทายถูกสักครึ่งครึ่ง เขาก็ทำได้ดีแล้ว ต่อให้ทำกำไรได้3-4ครั้งจากสิบเลยก็เถอะ
เขาก็ยังมีอนาคตที่สดใสถ้ารู้จักตัดขาดทุนได้เร็วตอนที่เค้าผิดทาง

If all you have is a hammer, everything looks like a nail.
ถ้าคุณมีฆ้อน ทุกอย่างก็ดูเป็นเล็บไปหมด

If the history of the past fifty years teaches us anything, it is that peace does not follow disarmament - disarmament follows peace.
ประวัติศาสตร์ห้าสิบผีที่ป่านมาสอนเราให้รู้ว่า
สันติภาพไม่ได้เกิดจากการลดการสะสมอาวุธ แต่การลดการสะสมอาวุธเกิดขึ้นเพราะสันติภาพ

Millions saw the apple fall, but Newton was the one who asked why.
คนเป็นล้านที่เห็นแอปเปิลตก แต่นิวตันเป็นคนเดียวที่ถามว่า "ทำไม"

Never follow the crowd.
อย่าตามมงกุฏ เอ้ย อย่าทำตามคนหมู่มาก

One of the secrets of a long and fruitful life is to forgive everybody everything everynight before you go to bed.
ความลับอย่างนึงของการมีอายุยืนและมีความสุข
คือการให้อภัยทุกๆคน ทุกๆอย่าง ในทุกๆคืนก่อนเข้านอน

The main purpose of the stock market is to make fools of as many men as possible.
หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของตลาดหุ้น คือ การหลอกทุกๆคนเท่าที่จะทำได้

To me, old age is always fifteen years older than I am.
สำหรับผมแล้ว อายุเยอะหมายถึงอีกทุกๆ15ปี

Vote for the man who promises least; he'll be the least disappointing.
ลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่สัญญาไว้น้อยที่สุด จะได้ผิดหวังน้อยที่สุด
(เหมาะกับช่วงนี้จริงจริ๊ง)

When good news about the market hits the front page of the New York Times, sell.
เมื่อมีข่าวดีเกี่ยวกับตลาดหุ้นลงหน้าแรกของนิวยอร์ค ไทม์ ขาย

(@_@)




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 15:20:46 น.
Counter : 629 Pageviews.  

วาทะนักลงทุน(1)

ฟังเรื่องเล่าของปู่บัฟมาก็เยอะแล้ว ลองมาฟังquoteของเค้ามั่งดีกว่า

Derivatives are financial weapons of mass destruction.
ตราสารอนุพันธ์(วอแรนท์ ออบชัน ฟิวเจอร์) คืออาวุธทางการเงินที่ทำความเสียหายได้มากมาย

I always knew I was going to be rich. I don't think I ever doubted it for a minute.
ผมรู้มาตลอดว่าผมจะรวย ผมไม่เคยสงสัยในคความเชื่อมั่นนี้แม้แต่นาทีเดียว

I buy expensive suits. They just look cheap on me.
ผมก็ซื้อสูทราคาแพงนะ แต่พอผมใส่แล้วมันเลยดูราคาถูกเองน่ะ

I don't look to jump over 7-foot bars: I look around for 1-foot bars that I can step over.
ผมไม่คิดจะกระโดดข้ามบาร์กระโดดที่สูงสองเมตรหรอกนะ ผมจะมองหาอันที่มันสูง30เซน แล้วค่อยข้ามอันนั้นแทน

I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years.
ผมไม่เคยพยายามที่จะทำเงินจากตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อผมจะคิดว่าวันพรุ่งนี้ตลาดจะปิดไปอีกห้าปี

If a business does well, the stock eventually follows.
ถ้าธุรกิจไปได้ดี หุ้นก็จะไปได้สวย

If past history was all there was to the game, the richest people would be librarians.
ถ้าทุกอย่างมันเป็นไปตามอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ คนที่รวยที่สุดก็ควรจะเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดแล้วล่ะ

It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.
จะดีกว่าถ้าเราซื้อบริษัทมหัศจรรย์ในราคาที่ยุติธรรม ดีกว่าซื้อบริษัททั่วๆไปในราคามหัศจรรย์

Only when the tide goes out do you discover who's been swimming naked.
ตอนที่คลื่นลมสงบแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าใครแก้ผ้าอยู่ใต้น้ำ

Price is what you pay. Value is what you get.
ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ

Risk comes from not knowing what you're doing.
ความเสี่ยง คือการที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.
กฏข้อแรก คือ อย่าขาดทุน กฏข้อสอง คือ อย่าลืมกฏข้อแรก

Someone's sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.
เมื่อเรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็เพราะใครสักคนได้ปลูกต้นไม้ไว้เมื่อนานมาแ้ล้ว

The investor of today does not profit from yesterday's growth.
นักลงทุนในวันนี้ ไม่ได้ทำกำไรจากการเติบโตของเมื่อวาน

The only time to buy these is on a day with no "y" in it.
วันที่เหมาะสำหรับการซื้อ คือ...วันที่ไม่มีตัว วเลย




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2554 15:15:28 น.
Counter : 551 Pageviews.  

บันไดกี่ขั้นสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน – ขั้นที่1.5 ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง(2)

เรื่องที่สี่ อ่านหนังสือพิมพ์ก็ต้องระวัง

เกริ่นกล่าว – บางครั้งนักหนังสือพิมพ์ก็ชอบเอาเรื่องราวของคน ที่(น่าจะ)ประสบความสำเร็จมาลง เรื่องราวดูเต็มไปด้วยสีสันบาดตาบาดใจ บ้างอ่านแล้วก็อมยิ้ม บ้างก็อ่านแล้วอมทุกข์ บ้างก็อ่านแล้วอดที่จะเย้ยหยันชะตาชีวิตตัวเองไม่ได้ ฟ้าส่งข้ามาเกิด แล้วไยไม่ส่งไปเกิดในท้องคนรวย เราลองมาดูกันว่า ไอ้ที่ลงหนังสือพิมพ์น่ะ มันเป็นยังไง

เนื้อเรื่อง – มีคนหน้าตาดีคนหนึ่ง(ขอไม่บอกว่าใครนะ อิอิ) ได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ชื่อดังด้านการเงิน เค้าก็เล่าเรื่องราวไปตามที่มันเป็นจริง ไม่ได้มีการปิดบังประการใด อาจจะมีการบิดนิดหน่อยให้พองาม ๕๕๕

ผล – พอไปออกหนังสือพิมพ์ ผมล่ะงงว่า เฮ้ย นี่เราเคยพูดอะไรแบบนี้ไปด้วยหรอ น่าจะมีข้อผิดพลาดจากการสื่อสารแน่นอน นี่ถ้าผมดังผมจะนัดมาสัมภาษณ์ใหม่แล้ว แต่แน่นอนมันไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้น

สรุป – คนที่ถูกเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสือพิมพ์มันอาจจะไม่ได้สวยหรูอย่างนั้นไปทั้งหมดหรอกครับ อย่าอิจฉาวาสนาคนอื่น ทำตัวเราให้ดีที่สุดก็พอแล้ว และก็อย่าโทษฟ้าโทษฝนเลย เราเกิดมาเท่านี้แต่ไม่ได้ต้องตายเท่านี้สักหน่อยนี่นา อย่าไปหาข้ออ้างว่าทำไม่ได้ คนบางคนพอเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จแล้วก็ชอบอ้างว่า(อ่านดีๆนะถ้าเราเคยพูดหรือเคยคิด ลด ละ เลิกซะนะครับ)

เค้าเกิดมารวยอยู่แล้ว เค้ามีเงิน เค้ามีโอกาสเราไม่มี เค้ามีความรู้ และที่สำคัญที่สุดและแย่ที่สุดด้วย คือ เค้ามีดวง

ผมถามหน่อยเถิด ว่าตอนเกิดมาคุณมีป้ายประจำตัวติดมาด้วยหรือเปล่าว่า
นี่เป็นเทพสวรรค์ ข้าขอระบุว่าเด็กคนนี้จะต้องชื่อขอบฟ้าบูรพา และเด็กคนนี้จะต้องมีชีวิตเป็น...เท่านั้น
ไม่มีหรอกครับ คนเรากำหนดทางเดินเองทั้งนั้น ถ้าดวงมันแม่นจริง เปลี่ยนไม่ได้จริง ผมถ้าหมอดูทุกคนหานายกจากเด็กที่เพิ่งเกิดให้ได้สิ ทายทีมที่จะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกล่วงหน้าสิเอาแบบตรงๆไม่กั๊ก ทำนายอัตราดอกเบี้ยให้ถูกสิ ซื้อหุ้นให้ได้กำไรสิ แปลกนะที่เค้าทำกันไม่ได้ แต่เราก็เชื่อเค้าอยู่ตลอดมา และคงตลอดไป

แถม – แต่สิ่งที่ออกมาแม้ว่าคนที่ออกสื่อจะสร้างภาพ หรือจะหลอกแมงเม่าให้เข้าหุ้นก็ตามแต่ แต่เราก็อาจจะได้ความรู้จากตรงนั้นด้วย ตรงนี้สำคัญนะครับ เค้าอาจจะพูดมาลอยๆ แต่ถ้าเราเก็บมาคิดเราอาจจะได้อะไรติดสมองมามั่งก็ได้ เหมือนที่ผมได้มาจากนักลงทุนชื่อดังท่านนึง(ผมไม่ได้บอกว่าเค้าสัมภาษณ์สร้างภาพนะ แต่ตอนผมอ่านผมได้ความรู้จากเค้าจริงๆ) เค้าบอกว่า”อะไรที่ผมไม่รู้ นั่นคือความเสี่ยง และไม่จะไม่เล่นกับมัน ผมจะลงทุนก็ต่อเมื่อผมรู้ว่ามันจะเป็นยังไง”(อาจไม่ตรงเป๊ะ แต่ใจความก็ประมาณนี้)

อย่ารบ ถ้าไม่คิดว่าจะชนะ – มิยาโมโต มูซาชิ

เรื่องที่ห้า เก็บเงินได้เยอะดี

เกริ่นกล่าว – เอาล่ะย้ายออกมาจากเรื่องลงทุนมาเป็นเรื่องที่คนทั่วๆไปเคยเจอบ้างดีกว่า หลายคนมักน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าไยเราจึงเก็บเงินได้ขี้ติ๊ด ไม่เหมือนทิดอ่ำเก็บได้หลายอัฏ แล้วเราจะมีชีวิตที่ดี มีอนาคตที่สดใสกับเค้ามั่งไหมน้อ หรือจะใสเฉพาะหัวล้านหว่า อยากเก็บเงินให้ได้มากๆแบบเค้ามั่ง ทำไงดี!!! โพสถามตามบอร์ดดีกว่า!!!

เนื้อเรื่อง – ผมเคยวิสาสะกับคนรู้จักอยู่คนหนึ่ง ที่เค้าเองออกจะชื่นชมตัวเองเป็นหนักหนาว่าเป็นนักเก็บเงินตัวยง ขอบฟ้ารู้ไหมว่าชีวิตเรานะ เราหามาเองหมดเลย อายุ20ต้นๆเรามีหมดแล้วนะ รถยนต์ เสื้อผ้า ของใช้ (ไม่แน่ใจว่าที่ศัลยกรรมนี่เงินตัวเองหรือที่บ้านออกให้) โอ้โหชีวิตดูเจ๋งมากเลยอ่า มีเงินเก็บตั้งแต่อายุยังน้อยแปลว่าต้องขยันทำมาหากินแล้วประหยัดอดออมสุดๆไปเลยนะเนี่ย ชีวิตน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ผล – ผมเองตั้งข้อสงสัยว่า ด้วยการดำเนินชีวิตแบบเค้าคนนั้นและด้วยวิถีคิดแบบนี้เป็นไปได้อย่างไรที่มีเงินเก็บมากขนาดซื้อรถได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาทางบ้าน คนเรานี่ดูจากหน้าตาไม่ได้จริงๆนะ เลยสอบถามเพิ่มเติมสักหน่อย

เบื้องหลัง – ก็มันจะไม่มีเงินซื้อนู่น นี่ นั่นได้ไงในเมื่อที่บ้านให้เงินเดือนตั้งแต่อยู่มัธยม แล้วก็ไม่มากเท่าไหร่ แค่มากกว่าเงินเดือนผู้บริหารบริษัทระดับกลางละกัน เค้าคนนั้นกิน เที่ยวเดือนละสองสามหมื่นต่อเดือน(วัยมัธยมนะนั่น) แล้วการเก็บเงินจากตรงนี้มาซื้อสิ่งของมันไม่ได้ยากเลย จนผมต้องเปลี่ยนความคิดจาก “เก็บเงินเก่งจัง เป็นฟุ่มเฟือยดีจัง”

สรุป – เวลาที่หดหู่เนื่องจากคิดว่าเราเก็บเงินได้น้อยจัง ทำไมคนอื่นทำได้เราทำไม่ได้ ก็ภาระเราต่างกันครับ บางคนบอกว่าเก็บเงินได้ 50%ต่อเดือน แต่ถ้าถามดีๆ กินอยู่ที่บ้าน ไปกลับกับพ่อ เสาร์อาทิตย์ไปเที่ยวกับพ่อแม่(แน่นอนพ่อแม่จ่าย) แบบนี้ถ้าหักที่เค้าใช้จากที่บ้านดีไม่ดีอาจติดลบก็ได้ แต่กับหลายคนที่เก็บได้เพียง 10-20% แต่ดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระให้ใคร ช่วยเหลือที่บ้านได้ แบบนี้ผมว่าภูมิใจในตัวเองเถอะครับ

เรื่องที่หก – ตำแหน่งดีๆ ไม่มีที่ให้ฉัน

เกริ่นกล่าว – นี่ก็เป็นอีกหัวข้อนึง ที่ทำให้คนหมดกำลังใจเอาง่ายๆ เราเองก็เป็นมนุษย์อยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนกันนี่นา ทำไมคนอื่นทำงานแป๊บๆได้เลื่อนขั้นแล้ว บางคนอายุยังไม่สามสิบก็เป็นเจ้าคนนายคน เราเองวัยทองแล้วสามีก็ยังไม่มี หน้าที่ก็ต่ำต้อย โอ๊ย ชั้นละสับสน นี่ก็เข้าทางศาสนาท่านพุทธทาสก็สอนนะว่า”ตัวกู ของกู” ชั้นก็พยายามแล้วแต่มันยังไม่ได้อย่างที่อยากเลยนะ(สงสัยอ่านแต่หน้าปกจริงๆ)

เนื้อเรื่อง – อันนี้พบเจอได้เยอะแยะตาแป๊ะไก่ครับ คนเดี๋ยวนี้เก่งๆกันเยอะแยะไปครับ พอเข้าทำงานก็ได้เป็นตำแหน่งที่ต้องใช้สมองบริหารกันเลย ประเภทจบปุ๊บได้ตำแหน่งรองผู้จัดการเลย บ้างก้หัวหน้าฝ่ายเป็นอย่างน้อย นี่แค่ตรีนะครับไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเดือนคนกลุ่มนี้ได้เงินเดือนบางทีฟังแล้วยังกับไม่ใช่สกุลบาท อาจจะเป็นจ๊าด เป็นกีบ เป็นด่ง ก็แหมเริ่มกันที่หมื่นปลายเหยียบๆแสน บางคนก็ดูไม่ได้เก่งอะไรมากมาย แต่ได้งานบริษัทดีๆที่ทุกคนอยากได้

ผล – กลุ่มนี้มักจะพบเจอได้บ่อยในห้องสีลม บ้างก็เข้ามาชื่นชมคนรุ่นใหม่ บ้างก็เข้ามาขอบตาร้อน บ้างเข้ามาบ่น บ้างเข้ามารำคาญกระทู้ประเภทนี้ และหลายๆคนเริ่มท้อใจในชะตาชีวิต(อีกแล้ว)

เบื้องหลัง – เท่าที่ผมพบเจอคนที่ทำได้แบบนี้มีน้อยมากๆครับ และต้องครบองค์ประกอบหลายๆอย่างเช่น เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยดัง และภาษาที่ดั่งกับเกิดมากลางมหานครลอนดอน
หากไม่มีองค์ประกอบดั่งว่ามา ก็สามารถเช่นกันหากมีคุณสมบัติดังนี้ พ่อแม่ทำธุรกิจอยู่แล้วรับลูกเป็นรองประธานมันเลย หรือไม่ก็ฝากให้บริษัทเพื่อน อาแปะอาโกวที่ทำงานตำแหน่งใหญ่ๆในบริษัทโตๆ

สรุป – การที่เค้าทำได้ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกเรื่องความสามารถหรอกครับ แต่เป็นการสร้างโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถของตัวของเค้ามากกว่า ถ้าเรามองแต่เปลือกก็อาจจะท้อใจ แต่ถ้าเรามองไปลึกๆ ความสามารถมันสร้างได้ไง พ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จเค้าเลยพยายามเอาลูกเค้าไปอยู่ในทางที่ถูกต้อง เราเองถ้าท้อชีวิตนี้ก็หมด สิ่งที่เราน่าจะทำคือทำยังไงที่จะไปอยู่ในที่ๆถูกต้อง ในสังคมที่ถูกต้อง และกับคนที่ถูกต้องนะครับ

แถม – จริงๆว่าจะไม่เล่าเป็นตัวอย่าง เพราะเรื่องนี้พบเจอได้บ่อยมาก แต่เล่าหน่อยละกัน ผมรู้จักคนนึงจบมาจากมหาลัยมีชื่อของประเทศ(ถ้ามีมหาลัยไหนไม่มีชื่อบอกผมด้วยนะ-ฮา) ที่บานจะให้ไปทำงานในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนั้น ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในบริษัทนั้น กับคนที่เก่งมากๆของบริษัทนั้น เลยอาศัยเส้นสายจัดการไป ผมก็อำนวยพรให้ไปได้ดี ปรากฏว่าหลายเดือนผ่านไป ก็ยังไม่ได้เข้าทำงานสักที ผมมาสอบถามภายหลังพบว่า เค้าสอบข้อเขียนตก(อันนี้เส้นยาก) เลยอดสัมภาษณ์(อันนี้เข้าไปนั่งตดก็ผ่าน) ต่อมาเค้าก็ได้เข้าไปทำงานในนั้น(ไม่แน่ใจว่าเส้นหรือสอบรอบหลัง) และก็ข้ามห้วยไปอยู่ฝ่ายที่ดีที่สุดตลอดกาลของบริษัทนั้น เห็นไหมครับจะไปอิจฉาทำไมถ้าเราเข้าทำงานได้ด้วยความสามารถของเราเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าไปทำงานอะไร แต่อยู่ที่เราทำงานแล้วได้เติบโตแค่ไหนต่างหาก อย่างคนนี้ถ้าเค้าได้เรียนรู้มากๆ และทำงานได้ดีในที่สุดก็จะพัฒนาขึ้นมาได้(จากที่สอบยัไม่ผ่าน) แต่ถ้าเข้าไปแล้วอยู่ไปวันๆ เค้าก็รอเราไล่หลังครับ

เรื่องที่เจ็ด เงินเดือนเหมือนความฝัน คิดได้แต่ไม่เป็นจริง
ขี้เกียจพิมพ์แล้ว ดึกมากกก เอาว่าก็คล้ายๆกับข้อบน คนส่วนใหญ่ที่มาบอกว่าเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ลองถามสิครับว่าทำงานให้ใคร ทำอะไรบ้าง ถ้าไม่เซียนจริงส่วนใหญ่ก็ทำงานกงสี ทำกับที่บ้าน ที่บ้านฝากให้ทำนองนี้เป็นส่วนใหญื

เรื่องที่แปด ทำธุรกิจง่ายนิดเดียว

เกริ่นกล่าว – คนเราเดี๋ยวนี้นิยมออกมาทำมาหากินเอง นัยว่าทำเองเจ๊งเอง เอ้ยทำเองได้เองไม่ต้องเป็นเบี้ยล่างบริษัท เดี๋ยวนี้ออกมาทำกันเยอะแยะ ใครๆก็ทำได้ มีแต่เราที่มีแต่เรื่องปวดหัวไปหมด ทั้งเรื่องเงิน การผลิต คนงาน ทำไมคนอื่นทำอะไรก้ได้ง่ายจัง สงสัยต้องไปหาหนังสือ DIY มาอ่านมั่งซะแล้ว

เนื้อเรื่อง – มีคนคนนึงมาสังสรรค์หลังจากที่ไม่ได้พบกันมานานปี ด้วยหัวเรื่องที่น่าตื่นเต้นว่า เค้าตั้งบริษัทเองแล้วนะไม่ทำกับที่บ้านหรอก เพราะว่าเค้าอยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ตอนนี้ธุรกิจก็ไปได้ดีเพราะเป็นแบบใหม่มีทีมทำออกมาเอง พี่เค้าจบด้านการออกแบบพวกนี้มา ลูกค้านี่เยอะมาก

ผล – ฟังแล้วหูตาตั้งเลย โหยเก่งจังเลยนะอายุ(ตอนนั้น)20ต้นๆเอง คนที่ออกมาตั้งธุรกิจเอง มีลูกน้องมีหน่วยวิจัยนี่ต้องสุดยอดมากแน่ๆเลย

เบื้องหลัง – ผมชอบถามคนครับ ถามๆๆๆเท่าที่เราอยากรู้ เพราะถ้าเค้าเก่งจริงผมก็อยากศึกษาจากเค้า ถ้าเค้าของปลอมผมก็ฝึกการใช้คำถามและคิดวิเคราะห์แยกแยะ มีแต่ได้ไม่มีเสีย ;0 สรุปว่าที่ออกมาตั้งเอง เงินที่บ้าน ใช้ออฟฟิศที่บ้าน ใช้คนงานที่บ้าน(บางส่วน) เวลามีปัญหาก็ถามที่บ้าน และที่สำคัญลูกค้าก็คือลูกค้าเก่าของที่บ้านนั่นเอง(ซึ่งจะซื้อด้วยความเจ๋งของสินค้าหรือเกรงใจก็ไม่แน่)

สรุป – คนเรามีกรรมไม่เหมือนกันครับ ถ้ามานั่งอิจฉาคนประเภทนี้ก็ไม่รู้จะว่ายังไง อิจฉาแล้วไง น้อยใจแล้วไง ชีวิตเราดีขึ้นหรือเปล่า พ่อแม่เค้าก็เคยไม่มีเหมือนเรามาก่อน ทำไมเราไม่สร้างมันขึ้นมาเหมือนพ่อแม่เค้าเพื่อว่าวันนึงข้างหน้าลูกเราจะได้สบายๆแบบนี้บ้าง แล้วเดี๋ยวพอผมยกตัวอย่างอื่นๆต่อไปก็จะได้รู้ว่า คนที่สร้างเองนั้นมันน่าภูมิใจกว่าเป็นไหนๆ





 

Create Date : 30 ธันวาคม 2553    
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 3:13:56 น.
Counter : 587 Pageviews.  

บันไดกี่ขั้นสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน – ขั้นที่1.5 ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง(1)

บันไดกี่ขั้นสู่ความมั่งคั่งทางการเงิน – ขั้นที่1.5 ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้
กัมมัสสะโกมหิ (เรามีกรรมเป็นของๆตน)
กัมมะทายาโท (เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น)
กัมมะโยนิ (เรามีกรรมนำเกิด)
กัมมะพันธุ (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์พวกพ้อง)
กัมมะปะฏิสะระโน (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัย)
ยัง กัมมัง กะริสสามิ (เราทำกรรมอันใดไว้)
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา (เป็นบุญหรือเป็นบาป)
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ (เราจะต้องรับผลของกรรมนั้น)
อภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง (พึงพิจารณาเห็นเนืองๆดังนี้)
ไปทำพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลายคนอ่านแล้วอาจจะงง เอนี่เรามาถูกห้องหรือเปล่าหวา ขอบฟ้ามันเอาอะไรมาให้อ่านเนี่ย ไหนย้อนกลับไปดูหน่อยว่านี่มันห้องศาสนาหรือเปล่าหนอ จริงๆท่านเข้าถูกห้องแล้วครับ เย้ แต่ที่เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านมาลงไว้ เนื่องมาจากกระทู้แรกก็มีทั้งคนตอบและหลังไมค์เข้ามา ประกอบกับเข้าไปอ่านหลายๆกระทู้ในห้องสีลมและสาธร เอ้ยสินธรแล้วเนี่ย ผมเลยรู้สึกว่าน่าจะเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา เพื่อหลายๆคนที่อ่านกระทู้บางประเภทแล้วพาลทำให้เสียกำลังใจ หมดกำลังใจ ที่จะตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้ต่อไป

กระทู้เหล่านี้ทั้งหลายก็เป็นกระทู้ประเภท เงินเดือนเท่าไหร่หรอ เก็บเงินล้านแรกได้ตอนอายุเท่าไหร่ ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นยังไงบ้าง เงินเก็บเท่าไหร่ มีพอร์ทเท่าไหร่ บลาๆๆ เชื่อมั้ยว่ากระทู้เหล่านี้บางคนอ่านก็ได้กำลังใจโขว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องเป็นอย่างนั้นบ้าง แต่หลายคนอ่านแล้วพาลหมดกำลังใจเอาดื้อๆ เราเองก็ทำงานหนัก เหนื่อยทำไมทำไม่ได้อย่างเค้าบ้างว้า บ้างก็รำคาญไปเลยก็มี เงินแก พอร์ทแกเอามาบอกฉันก็ไม่ได้รวยไม่ได้จนไปด้วย บ้างก็อิจฉาตาร้อนผ่าว อยากได้แบบเขามั่ง แต่ก็ไม่พร้อมจะอุทิศแรงกาย แรงใจแบบคนที่เขามี(อันนี้เค้าเรียกโลภ)

แต่เท่าที่เจอผลลัพธ์ของกระทู้เหล่านี้ หรือการได้พบเจอกับบุคคลเหล่านี้มักจะออกมาในแง่ร้ายมากกว่าดี อันนี้คงต้องยกเครดิตให้กับความเป็นมนุษย์ของเรา เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมองโลกในแง่ร้ายๆไว้ก่อน หรืออยากได้ อยากมี อยากเป็นแบบเขาไว้ก่อน(ถ้าใครไม่มีเลยก็อริยชนแล้วครับ ไม่ใช่ปุถุชน) ถึงที่สุดก็อาจจะเสียกำลังใจ ไม่อยากทำในสิ่งที่เคยได้ทำ หรือเลิกทำไปเลยดื้อๆก็มี บ้างก็แสวงหาหนทางที่คิดว่าจะทำห้ตัวเองเป็นแบบนั้นบ้าง พวกที่เคยลงทุนดีๆก็พากันไปเก็งกำไร(ที่เคยเสียมันไม่เร็วเท่า ไม่มันส์เท่า) ที่เคยทำงานดีๆก็ลาออกมาทำธุรกิจทั้งๆที่ตัวเองไม่มีความพร้อม บ้างก็หลงระเริงไปกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่(สองอาทิตย์ที่ผ่านมามีคนโทรมาหาผมเกี่ยวกับ “ธุรกิจใหม่” สี่รายเข้าไปแล้ว เท่าที่ผมวิเคราะห์ อีกไม่นานผมจะได้ซับน้ำตาเขาเหล่านั้นอีกคนละรอบ)

กระทู้นี้จึงเกิดขึ้น เพื่อเล่าเบื้องหลังเบื้องลึกของบุคคลที่ประสบความสำเร็จตามเว็บบอร์ด ตามงานสัมมนา ว่าแท้ที่จริงแล้วมี “ความจริง” อะไรบ้างที่ยังไม่ถูกตีแผ่ ผมจะเล่าทั้งแง่ที่ไม่ดีว่าอย่าไปเสียกำลังใจกับคนเหล่านั้น และจงศึกษาไว้เป็นแบบอย่างจากคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ข้อเขียนทั้งหมดนับตั้งแต่ความเห็นแรกเป็นต้นไป ผมจะเขียนเองเออเองดังนั้นใครจะมาปรักปรำว่าเอาเรื่องเค้ามาเล่าผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น(ฮา)

สุดท้าย อย่าท้อถอยเพียงเพราะคนอื่นทำได้ดีกว่าเรา อย่ายอมแพ้เพียงเพราะคำบอกเล่าที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เราทุกคนมีกรรมเป็นของๆตน หากเราจะเกิดมาไม่รวยเท่า ไม่หน้าตาดีเหมือน ไม่มีโอกาสเช่น แต่ทุกอย่างเราสร้างมันขึ้นมาได้ครับ คนที่มี90เค้าทำแค่10ก็100แล้ว แต่ถ้าเรามีแค่5เราก็ต้องทำ95มันถึงจะถึง100เหมือนคนที่เขามีมาก่อน แต่นั่นไม่ใช่ข้อแม้ที่จะยอมแพ้ ลองคิดว่าถ้าเรามีล้านแรกจากการที่ไม่มีอะไรเลย กับคนที่ทำ1ล้านจากฐาน100ล้าน อะไรมันน่าภาคภูมิใจกว่ากันครับ คิดในแง่ดีๆบ้าง “คนรวยไม่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นจากศูนย์แบบเราๆท่านๆนะครับ”

เรื่องแรก เจ๊อยากเล่า

เกริ่นกล่าว – สมัยเริ่มเรียนรู้การลงทุนทางเทคนิคใหม่ๆ ผมได้มีโอกาสไปช่วยงานชมรมอยู่เสมอๆ และนั่นทำให้ผมได้พบกับบุคคลหลากหลาย และครั้งหนึ่งผมได้พบอาเจ้รุ่นป้า พยายามจะบอกว่าแกเก่งครับ ดังรายละเอียด

เนื้อเรื่อง – คุณป้าพยายามจะบอกกับทุกคนในโต๊ะว่าเรียนทำไมเทคนิค ไม่เห็นจะต้องใช้เลย อย่างชั้นเนี่ยนะไม่ต้องเรียนก็ทำกำไรได้แล้ว เนี่ยคราวก่อนนะ(ไม่บอกนะว่าคราวไหน เมื่อวาน? เมื่อเดือนที่แล้ว? หรือครั้งเดียวในชีวิต?) ซื้อหุ้นABCนะ กำไรมาล้านนึง สองสามวันเอง ล้านนึงแล้วเนี่ย เห็นมั้ยตอนนั้นก็ไม่ได้เรียนเทคนิคเลย ยังทำได้เลย นี่วันก่อน(อีกละ ไม่ระบุให้หน้อย เลยไม่รู้ว่าวันก่อนนี่มันกี่ปีมาแล้ว)ก็ทำกำไรไปสองล้าน เงินมันได้มาง่ายๆเลยเนี่ย ส่วนคนรู้จักนะเค้าใช้เทคนิคก็เห็นบ่นขาดทุนๆ ถ้าเล่นเทคนิคแล้วรวยนะมาร์มันรวยไปแล้ว เพราะต้องดูเทคนิคเป็น(แค่รู้จักอินดิเคเตอร์ไม่ได้แปลว่าดูเทคนิคเป็นนะป้า)

ผล – ทุกคนบนโต๊ะคลอยตามป้ามาก เทคนิคเรียนไปทำไม ป้าคนนี้ไม่ได้เรียนยังเก่งเลย ดูสิแป๊บๆทำกำไรเป็นล้านๆไปแล้ว แล้วป้าก็กลายเป็นศูนย์กลางของการสนทนาไปโดยปริยาย โดยที่ผมเองก็นั่งเงียบๆปล่อยป้าแกภูมิใจของแกไป น้ำมันเชี่ยวอย่าไปขวางเรือ

เบื้องหลัง – พอทุกคนลุกไปหมด เหลือแต่ผมกับพี่ที่สนิทกันยังชื่นชมแกไม่ขาดปาก ผมก็เลยเอ่ยด้วยคำถามว่า
ขอบฟ้า - พี่โน้ต(แน่นอนนามสมมติ)พี่ว่าป้าเค้าเก่งมากเลยหรอ
พี่โน้ต – อืมพี่ว่าเก่งนะ ดูสิแกได้กำไรมาเยอะเลยนะเนี่ย ใช้เวลาแป๊บๆเองด้วย แกจะมาเรียนทำไมนะในเมื่อทำกำไรได้มากขนาดนี้
ขอบฟ้า – อืม แล้วพี่จำตอนที่แกเล่าตอนที่แกขาดทุนได้ป่ะ ที่ว่าขาดทุนหุ้นละบาทน่ะ
พี่โน้ต – จำได้ดิ แกก็เก่งนะคัทลอสไปบาทนึง นิดเดียวเอง
ขอบฟ้า – พี่จำได้มั้ยว่าเค้าบอกว่าเค้ามีกี่หุ้น
พี่โน้ต – จำไม่ได้อ่ะ ตอนนั้นน่าจะกำลังฟังคนอื่นอยู่ ทำไมหรอ
ขอบฟ้า – แกบอกว่าแกถือหุ้นนั้นอยู่ 20ล้านหุ้น พี่ พี่ลองคำนวณหน่อยสิว่า20ล้านหุ้น ขาดทุนหุ้นละบาทแกขาดทุนไปเท่าไหร่
พี่โน้ต – 0_o! เฮ้ย20ล้านแน่ะ
ขอบฟ้า – ที่ป้าเล่าเรื่องขาดทุนครั้งเดียวแล้วม่เล่าอีกเลย ถ้าไม่สนใจก็คงคิดว่ามันน้อยๆนะ แต่พี่ลองเอาหุ้นทุกตัวที่ป้าเล่าว่ามีกำไรมารวมกันสิ ว่ากำไรเค้าถึง20ล้านรึเปล่า
พี่โน้ต – 0_o! เออว่ะรวมๆที่เล่ามาทุกตัว(ตัวละหลายๆรอบ) ยังได้มาสิบกว่าล้านเอง ขาดทุนเยอะนะเนี่ย
ขอบฟ้า – ใช่พี่ แล้วปกติมนุษย์จะเล่าแต่ด้านดีเสมอ พี่คิดดูละกันว่าด้านขาดทุนเล่ามาเรื่องเดียว20ล้าน แล้วไอ้ที่ไม่เล่าจะอีกเท่าไหร่

สรุป – เวลามีคนเล่าผ่านบอร์ดหุ้น หรือเวลาไปงานสัมมนาจะมีคนพวกนี้เสมอครับ ว่าเก่งอย่างนุ้นอย่างนี้ เรื่องกำไรล่ะพูดเต็มปากเต็มคำ แต่พอเรื่องขาดทุนละไม่เล่า บ้างก็อ้อมๆแอ้มๆ พอคนฟังก็คิดว่าเก่งอยากทำตาม(ทางสวรรค์มีไม่เดิน) ดังนั้นคิดเป็นอุทาหรณ์เลยนะครับ อย่าไปใส่ใจหรือหมดกำลังใจเพราะคนพวกนี้ เพราะส่วนใหญ่ฝอยทั้งนั้นครับ ถ้าคนจริงเค้ายอมรับทั้งกำไรและขาดทุน ตอนผมพบหนึ่งในไอดอลด้านการลงทุนของผม คุณ ณสุ จันทร์สม เค้าบอกออกไมค์เลยครับ ว่าปีที่ผ่านมาเค้าขาดทุนนะ เท่านั้นเท่านี้แน่ะ คนอื่นอาจจะฟังแล้วไม่ชอบ แต่ผมคิดว่านี่แหละ ”คนจริง”

เรื่องที่สาม ชั้นนี่แหละวีไอ

เกริ่นกล่าว – หลังจากที่ทั่นดร.จุดกระแสการลงทุนแนวใหม่(ในตอนนั้น) จากหนังสือ”ตีแตก”(หนังสือดีที่ควรอ่าน) ก็มีหลายคนที่พกยี่ห้อ “วีไอ” ไว้ติดตัว แต่หลายคนที่เข้ามา”โพนทะนาตัวเอง” ว่าเป็นวีไอ ได้กำไรจากวีไอนั้น บางครั้งก็อย่าไปอิจฉาเค้าเลยครับ

เนื้อเรื่อง – ผมมีคนรู้จัก(แน่นอนผมบอกไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าทุกเรื่องผมคิดเองเออเอง ดังนั้นที่ว่าผมรู้จักนี่ก็คิดไปเองแต่งเองนะ) หลายคนที่เข้าไปอ่านไทยวีไอ(เว็บดีของไทย ที่ไม่อยากให้กลายพันธ์) ได้หุ้นจากไทยวีไอ และซื้อหุ้นตามไทยวีไอ

ผล – กำไรบานเลยสิครับพี่น้อง แหม่หุ้นดีพิมพ์นิยมทั้งนั้นเลยนี่นา แถมมาอวดตามบอร์ด เวลานัดสังสรรค์ได้โก้ๆด้วยว่า ข้านี่วีไอนะว้อย ซื้อหุ้นคุณฆ่าทั้งนั้น

เบื้องหลัง – วิธีการก็ง่ายมาก เข้าไปในร้อยคนร้อยหุ้น แล้วดูว่าขาประจำเค้าเข้าตัวไหนกัน ก็ซื้อตาม ดูอย่างเดียวราคาเป้าหมายที่ให้กันในเว็บ (อันนี้ผมขอหน่อยนะ เมื่อก่อนไม่ค่อยเป็น เดี๋ยวนี้เห็นบ่อยมาก ผมว่าราคาจะไปเท่านั้นเท่านี้ ไม่ค่อยเหมือนสมัยก่อนที่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน) พอหุ้นขึ้นก้ตัวข้านี้ซื้อหุ้นได้แม่นยำนัก แบบนี้ รวย รวย รวย

อนิจจาหุ้นมันไม่ได้มีวันขึ้นอย่างเดียว ในเว็บก็ไม่ใช่เว็บไซต์ราชการที่ใครจะซื้อจะขายต้องมานั่งรายงาน พอพื้นฐานเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน(หุ้นขึ้นเกินเป้าหมาย) เซียนออก แต่เซียนล่องจุ๊นน่ะเต็มพอร์ท ทุกคราวที่หุ้นตก หรือปรับตัวเราจะเห็นเซียนล่องจุ๊นสาขาไทยวีไอออกกาการ เซียนกลุ่มนี้จะมีกำไรหลักๆคือกำไรทางบัญชี ไม่ใช่กำไรตัวเงิน เพราะพอถึงเวลาขาย ไม่รู้ อมจนหน้าเขียวหน้าแดง
สรุป – ถ้ายังต้องอาศัยอ่านเอาแล้วซื้อตามโดยไม่ผ่านการคิดเองเลย ตราบนั้นคุณก็ยังเป็นเพียง นักเก็งกำไรเท่านั้นครับ โปรดระลึกไว้เสมอว่า ”หุ้นคุณค่าไม่มี มีแต่นักลงทุนคุณค่า”

ดังนั้นผมอดสงสัยไม่ได้ทุกทีเวลาที่มีคนมาถามหาหุ้นคุณค่าตามบอร์ด หรือมาถามผมส่วนตัว ผมให้ไม่ได้หรอกก็มันไม่มีนี่หว่า

เรื่องที่สอง กำไรแบบนี้อยู่ได้สบายๆ

เกริ่นกล่าว – เวลาที่มีใครมาเล่าให้เราฟังว่าเดือนนี้กำไรเท่านั้น รอบนั้นกำไรเท่านี้เป็นยังไงบ้างครับ โอ้โฮเราไม่เคยทำได้แบบนั้นเลยนะนั่น โอ้โฮ กำไรเท่านี้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็อยู่ได้(เห็นมะว่าคนส่วนใหญ่รักสบายแค่ไหน) คราวนี้ผมจะเล่าเรื่องรุ่นน้องให้ฟังครับ ว่าเบื้องหลังคนที่กำไรเท่านั้นเท่านี้เป็นยังไง

เนื้อเรื่อง – ผมขอยกตัวอย่างน้องที่รู้จักกัน(สมตินะสมติ) เค้ากำลังดูพอร์ทอยู่ พอผมเดินเข้าไปเค้าก็หันมาบอกว่า “เนี่ยพี่ขอบฟ้า ดูพอร์ทผมสิ ตัวนี้กำไรแล้วแปดพัน ตัวนั้นกำไรแล้วสี่หมื่น” จริงๆเล่นหุ้นมันก็ไม่ยากนะ แป๊บๆก็ได้กำไรแล้ว เนี่ยแล้วเดี๋ยวหุ้นตัวนั้นตัวนี้ก็จะขึ้นมาอีกพี่ ผมรู้เพราะว่าผมมีข่าววงใน(แต่ในกรณีหุ้นตัวนี้วงในจริงๆครับ)

ผล – ไม่เกิดอะไรกับผมนักเพราะผมรู้เบื้องหลังอยู่ก่อนแล้ว แต่คนอื่นๆที่เคยฟังแล้วลืมคิดถึงเรื่องนึงที่เค้าเคยพูด อาจจะนึกในใจว่า โอ้โห น่าอิจฉาจังเลย ได้เงินดีกว่าเรามานั่งทำงานกินเงินเดือนงก งก งก งกอีก

เบื้องหลัง – สั้นๆเลยนะครับ ไอ้เวลากำไรน่ะ หลักพันกับหลักหมื่น แต่ไอ้ที่ขาดทุนน่ะ ตัวเดียวล่อไปล้านกว่าแล้ว ไม่รวมที่ขาดทุนหลักแสนอีก แต่วิธีแก้ปัญหาของเค้า คือ ไม่ขายไม่ขาดทุน เออเอ็งก็อมหุ้นหน้าแดงต่อไปเถอะโว้ย

สรุป – เวลาใครบอกว่ากำไรเท่าไหร่ อย่าเอามาเทียบกับเราครับ ทางใครทางมัน เราเล่นหุ้นหลักหมื่นกำไรหลักพัน แต่พอมีคนบอกว่ากำไรหลักหมื่น เรามานั่งเสียใจ โอโห เค้าทำได้ยังไงเนี่ย ว่าแล้วก็ไปเล่นหุ้นแบบเค้ามั่ง ไอ้ประเภทสามตัวบาท ขึ้นลงวันละซิลลิ่ง วันละฟลอ แล้วไง ”ล่องจุ๊น”

ทีหลังถ้าใครมาบอกว่ากำไรเท่าไหร่ ถามกลับไปเลยว่าเริ่มจากเงินเท่าไหร่ มีเพิ่มระหว่างทางมั้ย แล้วขาดทุนน่ะเท่าไหร่บอกด้วย ถ้าเราทำกำไรได้บนฐานที่เราพอใจ นั่นคือพอครับ อย่าไปฟังคนที่บอกว่าได้เท่านั้นได้เท่านี้ ถ้าจะเอาให้ได้จริงๆ ผมมีเคล็ดลับจะบอกครับ การทำให้มีเงินล้านนึงจากหุ้นจริๆแล้วโคตรง่ายเลย ใช้เวลาไม่นานด้วย อยากรู้ใช่มั้ยครับว่าจะทำให้มีเงินล้านนึงจากหุ้นในเวลาอันรวดเร็วได้ยังไง
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
เริ่มลงทุนจากเงินร้อยล้านสิ




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2553    
Last Update : 30 ธันวาคม 2553 3:11:59 น.
Counter : 591 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

ขอบฟ้าบูรพา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




ผู้ประกาศกรุงเทพธุรกิจทีวี พิธีกรรายการแกะรอยหยักสมองและ World Class Smart Thai
สนใจประวัติศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ต่างประเทศ เทคโนโลยี สังคม และชนชั้น

ติดตามทวิตเตอร์ได้ที่ @atis_kttv นะครับ
New Comments
Friends' blogs
[Add ขอบฟ้าบูรพา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.