โลกไกลบ้าน ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา
Group Blog
 
All Blogs
 

★ ★ อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรรับชม>>> เรื่องเกิดขึ้นในห้องนํ้า ... ชีวิตนักเรียนทุนไทยในอเมริกา ★★

ใครที่เพิ่งหลงเข้ามา สามารถเริ่มอ่านตอนนี้ได้เลยครับ ไม่ต้องอ่านตอนก่อนๆก็เข้าใจตอนนี้ได้

สวัสดีครับ อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ไม่หนีหายไปไหนหรอก
แอบไปซุ่มเขียนตอนใหม่อยู่
นึกการนานหน่อย ตามประสาคนแก่ขี้ลืม

เริ่มเลยดีกว่า
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า
ตอนนี้เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีห้ามชมนะครับ

เพราะแอบติดเรต
ยังงงง....อย่าเพิ่งตาวาว
ยังไม่มีใครได้เสียกันที่นี่หรอกครับ (แต่ที่อื่นต่อไป ไม่แน่!)

ผ่านไปสองตอนแล้ว คราวนี้ก็ต้องบอกให้รู้ซักทีว่า ระบบนักเรียนทุนเป็นยังไง

คือแต่ละปีจะมีหลายๆทุนมากครับ แล้วก็หลายๆวัย
คราววนี้จะขออธิบายเอาเฉพาะเด็กนักเรียนเพิ่งจบ ม.หก
แล้วกำลังจะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาแล้วกันนะครับ
จะมีหลายๆทุนที่อัดฉีดพวกเราครับ
ที่ดังแล้วก็มีเกียรติสุดคือ ทุนเล่าเรียนหลวง หรือภาษาปากเรียกว่าทุนคิงส์
(ที่มี ส์ส์ส์ มานี่ก็เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า King's scholarship)
มิกก็เป็นเด็กทุนคิงส์คนนึง ทุนนี้ กพ. จะเป็นคนจ่ายตังส์ให้ครับ


ส่วนทุนอื่นที่ ก.พ.จ่ายตังส์ให้อีกก็มีทุน ไทยพัฒน์
ซึ่งคัดเลือกตัวแทนมาจากแต่ละภูมิภาค
(เช่นน้องด้วงเป็นเด็กทุนไทยพัฒน์จากภาคอีสาน)
และอีกทุนนึงคือทุนกระทรวงวิทย์ จะมีต้นสังกัดที่เราจะไปทำงานอยู่แล้ว
เช่น ศูนย์วิจัย หรือ มหาวิทยาลัยเป็นต้น (ผมจัดอยู่ในทุนนี้ครับ)
แล้วก็มีทุน พสวท. ซึ่งจะให้ทุนสำหรับผู้แทนประเทศไทย
ที่ได้ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการ(ที่เราได้ยินข่าวบ่อยๆกันในทีวี)
แล้วถ้าผู้แทนสละทุน เค้าก็จะเลื่อนลำดับมาให้คนต่อๆไปที่คิดว่ามีความเหมาะสมครับ
รายละเอียดอีกมากมาย ค่อยๆเล่าไปทีละนิดแล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะงงไปไก่ตาแตกซะก่อน


แล้วก็มีทุนโครงงานวิชาการ ที่จะให้ผู้ที่ประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ชนะเลิศระดับประเทศ
ทุนสำหรับคนพิการ ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย หรือง่ายๆว่า ทุนแบงค์ชาติ
และที่ลืมไปไม่ได้ก็คือทุนทหาร ซึ่งรวยมากกกกกกกก
ไม่รู้จะให้เงินทำไมกันนักหนา โรงเรียนทหารที่เรียนอยู่ก็กินฟรีอยู่ฟรีทุกอย่างแล้ว
วันก่อนไปถามเด็กทุนทหารคนนึงมา ตอนนั้นเพิ่งกลับบ้านปีแรก
"ขนเงินไปต่อร้านเสริมสวยให้แม่ สองแสน"....
"แล้วแม่ก็เรียกกลับทุกปี บอกว่าคิดถึง "
" ไม่ได้คิดถึงกรูหรอกนะ... คิดถึงเงิน"
.... แป่ว

ทีนี้ หลายๆทุนก็เลือกประเทศได้ ส่วนบางทุนที่เหลือก็กำหนดประเทศไว้แล้ว
ชีวิตลิขิตเองไม่ได้ และท้ายที่สุด
พวกเราก็ได้เพื่อนๆที่มาอเมริการ่วมชะตากรรมปีละประมาณครึ่งร้อย
แล้วเราต้องสอบโทเฟลกันก่อน เพื่อจะเอาคะแนนไปยื่น prep school ต่างๆ
ซึ่งแต่ละโรงเรียนเค้าก็มีความเข้มข้นทางวิชาการไม่เท่ากัน
ก็เปิดรับเด็กช่วงคะแนนแตกต่างกัน
จุดนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ กพ. เค้า
ที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมจัดสรรให้ลงตัวเอง ครับ


แต่สมัยนี้ได้ข่าวว่าเด็กๆบอกความจำนงห้าอันดับแรกที่อยากเลือกได้
เหมือนยื่นคะแนนเอ็นท์อะไรมาณนั้นน่ะครับ
แล้ว กพ.ก็พิจารณาความเหมาะสมอีกที
ส่วนใหญ่จะส่งนักเรียนไปคนนึง หรือสองคนครับ แต่ละโรงเรียน
เพราะเค้าไม่อยากให้พวกเรากระจุกๆกันพูดภาษาไทยกันอย่างเดียว ให้พูดกับฝรั่งเยอะๆ
แต่ส่วนใหญ่จะลงเอยโดยการไม่พูดกับใครเลย ....ซะงั้น


พวกเราก็มีเวลาอยู่โรงเรียนเตรียมความพร้อม Brewster Academy สองเดือนครับ
เค้าก็จะกวดจะขันเราอย่างดี
ให้เราไปเอาตัวรอดที่โรงเรียนได้ (แต่ผมก็แทบเอาตัวไม่รอดมาแล้ว)
ซัมเมอร์โปรแกรมเค้าจะแบ่งเป็นสองช่วง
ช่วงแรกก็จะเน้นเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษทั่วๆไป
ครึ่งหลังก็จะเน้นการเตรียมตัวสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
ทีแรกกะจะเล่าแบบ lecture ว่าแต่ละวันเค้าให้ทำอะไรบ้าง
แต่กลัวคุณๆจะหลับคาคอมไปซะก่อน
เลยเปลี่ยนมาเล่าแบบ เม้าท์ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันหนึ่งๆก็แล้วกันนะครับ


ตอนแรกผมประหลาดใจกับซัมเมอร์ที่นี่มาก
คือตีสี่ก็สว่างแล้ว แล้วเก้าโมงครึ่งนู่นแหนะ กว่าจะมืด
อันนี้มันเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ที่เรียนมาตั้งแต่ ป.สามแล้วอะนะครับ
แต่ไม่เคยจะใส่ใจมัน ( ผลเป็นไงล่ะ)
แต่กว่าจะตื่นก็เจ็ดโมงนู่น ปลุกมิก แล้วก็รีบวิ่งไปห้องน้ำ
ห้องน้ำที่นี่เค้ามักไม่เรียกว่า toilet นะครับ (อย่าไปปล่อยไก่เอาล่ะ ถ้ามาที่นี่)
พูดถึง toilet เค้าจะนึกถึงโถขี้ มากกว่า (เห็นมั๊ยล่ะความรู้สึกประมาณนี้เลย)
ถ้าเราพูดว่า I want to use a toilet ก็ประมาณว่า จะไปใช้โถขี้แล้วนะ
สื่อความหมายได้ครับ แต่มันน่าฟังมั๊ยล่ะ เอ้อ
ถ้าเป็นบ้านคน หรือห้องน้ำที่มีที่อาบน้ำอยู่ด้วย เค้าจะเรียกว่า Bathroom
แต่ถ้าเป็นห้องน้ำตามอาคารเรียน หรือร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เค้าจะใช้ว่า Restroom ครับ



ชั้นที่ผมอยู่มีห้องอาบน้ำสี่ห้อง ห้องส้วมอีกสี่ห้อง
ห้องน้ำสามห้องจะมีแค่ผนังทำจากพลาสติก หรือไม้อัดก็ไม่รู้ครับกั้น
แล้วก็จะมีช่องข้างล่างซึ่งจะเห็นห้องข้างๆผ่านเงาน้ำ (ถ้าแอบมอง)
แล้วจะมีห้องในสุดซึ่งจะมีผนังปูนแยกจากห้องอื่นๆ
วันดีคืนดีหนุ่มคนไหนอยากทำงานอดิเรกหาความเพลิดเพลินยามว่าง
ก็มักจะมาใช้บริการห้องลับนี้ครับ
จำได้ว่าวันนั้นไปเล่นน้ำกันมา กับสาวๆ (และหนุ่มๆ) แล้วไม่รู้ว่าของอะไรขึ้นกัน
บรรดาชายชั้นสอง ก็มาเข้าคิวออจะเข้าห้องน้ำริมสุดนี่กันเต็มแบบแถวยาวมากวันนั้น
ไม่มีใครไปใช้ห้องน้ำสามห้องทะลุกันนั่นเลย โหรงงงง ...



ก็หน่า ตอนนั้นยังเป็นเด็กไทยใจงามกันทุกคน แต่มีฝรั่งทีเอนี่ เดินแก้ผ้าโทงๆ มาเลย
พวกเรานี่เอาผ้าเช็ดตัวห่อกายกันอย่างมิดชิด คงไม่อยากจะโดนเปรียบเทียบ ...ฮาๆ

แต่ฝรั่งเค้าเป็นแบบนี้ครับ เค้าจะเดินแก้ผ้า ในห้องน้ำในยิม หรือห้องน้ำในโรงเรียนตามปกติ
บางโรงเรียนไม่มีผนังกั้นเลย มีแต่ฝักบัวเรียงรายกันให้ไปอาบ
อย่างโรงเรียนที่มิกไป มันก็บอกว่าเป็นแบบนี้ครับ
แล้วฝรั่งก็จะจับมันไปโกนขนผู้ใหญ่ออก
พวกฝรั่งบอกว่าไว้ทำไมให้เกะกะ ไม่มีใครเค้าไว้กัน
อันนี้ก็ต้องถามพี่มิกเอาเองละกันนะครับ ว่าตอนนี้สรุปว่าได้ตกลงปลงใจบวชเณรไปรึยัง

เธอทำให้โลกนี้สวยดีไปหมดทุกอย่าง - NADIA

ตอนต่อไปจะไปกินอาหารเช้าแล้ว แล้วก็มีนินทาเด็กทุนเพียบ จะมาพูดถึงสาวเนื้อหอม หนุ่มเนื้อหอมกัน
ติดตามกันละกันนะครับ ...




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2551    
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 23:58:44 น.
Counter : 1548 Pageviews.  

★ ★ ★ ก า ร คิ ด เ ชิ ง บ ว ก เชื่อได้จริงๆหรือ... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 6 ★ ★

วันนี้ใจดี แถมให้สองตอน ตอนนี้เป็นตอนที่สอง ใครยังไม่อ่านตอนแรกของวันนี้ กลับไปอ่านตอนที่ 5 ก่อนนะครับ แล้วค่อยกลับมาอ่านตอนนี้ วันนี้เรื่องของมิกจบแล้วล่ะ

ตอนที่ 6 (ต่อจากตอนที่ 5)




เคยอ่านหนังสือเรื่อง Creative Visualization มา (รู้สึกจะมีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว แต่ไม่รู้ว่า ชื่อเรื่อง อะไร)

เป็นวิธีการที่เราใช้จิตนึกถึงสิ่งที่เราต้องการ อยากให้มันเกิด อย่างสร้างสรรค์

แล้วมันก็จะเกิดกับตัวเราจริงๆครับ

ใครสนใจเวอร์ชั่นเต็มกดอ่านได้ฟรีเลยนนะครับ >>> click here

คนแต่งเค้าใจดีมาก ให้อ่านออนไลน์ฟรีทั้งเล่มเลย

เอาย่อๆ ก็คือ


จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแต่เป็นรูปแบบของพลังงาน

ของทุกอย่าง จริงๆแล้วองค์ประกอบเล็กๆของมันก็คือพลังงาน

เคยได้ยินกฎของไอสไตน์ E= mc^2 มั้ยครับ

พลังงาน(E) กับมวล (m) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเป็นสสารหรือวัตถุ

สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้

ง่ายๆก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแต่เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงาน


แต่ละสิ่ง มีลักษณะความเร็วของการสั่นต่างกันของอนุภาคย่อย ความหนักความหนาขององค์ประกอบต่างกัน

เช่น วัตถุจะมีความเร็วของการสั่นต่ำมาก องค์ประกอบเรียงตัวหนา

เลยทำให้หนัก เปลี่ยนแปลงยาก เคลื่อนย้ายยาก เช่นก้อนหินใหญ่

พลังงานจะมีความสั่นมาก เรียงตัวกันบางเบา เพราะฉะนั้นจะเคลื่อนไหวง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

จิตใจคนเราก็จัดอยู่ในจำพวกนี้

(ถึงว่า วอกแวกง่าย แล้วก็เปลี่ยนใจง่าย หลายใจด้วย )



แต่ทุกอย่างก็เกี่ยวดองกัน ก้อนหินใหญ่มีอนุภาคที่รวมตัวกันหนา ทำให้เคลื่อนไหวยาก เปลี่ยนแปลงยาก

แต่ก็ยังโดนพลังงานที่บางและเบาจากน้ำเซาะ ทำให้เปลี่ยนสภาพได้


กฎอีกข้อของพลังงาน เรียกว่า "Energy is Magnetic"

มันจะสามารถดึงดูดพลังงานที่มีการสั่นแบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกันได้ดี

ความคิดและความรู้สึก ก็เป็นไปตามกฎแบบนี้เหมือนกัน

ที่จะ ดึงดูดพลังงานที่มีลักษณะเหมือนกัน

เคยเจอมั้ยครับ ที่พอคิดจะโทรหาใครแล้วเค้าโทรมาพอดี หรือพอนึกถึงใครก็บังเอิญเจอเค้าพอดี


ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะสอนการผ่อนคลาย ทำให้ใจนึ่ง

และนึกถึงเรื่องดีๆ ให้ละเอียด ชัดเจนที่สุด

แล้วสิ่งนั้นก็จะไหลมาสู่ตัวเราเอง พร้อมๆกับที่เราไหลไปหามัน

โดยไม่รู้สึกเหนื่อยหน่าย ฝืน หรืออึดอัดเลย



แต่กลับกันถ้าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ กลัวไปทุกอย่าง สิ่งเหล่านั้นก็จะมาจริงๆ

เช่นคนที่ป่วย แล้วคิดว่าตัวเองตายแน่

ระบบต่างๆในร่างกายที่อยู่นอกเหนือจิตสำนึกของเรา

(ตัวอย่างง่ายๆคือ การเต้นของหัวใจ... เราควบคุมจังหวะไม่ได้ สั่งให้มันหยุดเต้นไม่ได้)

มันจะแอบทำตามจิตใต้สำนึก ที่เราหวาดระแวง

เพราะบางระบบของร่างกาย มันอยู่นอกเหนือจิตสำนึก และก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรากลัว

มันก็จะค่อยๆทำให้เราเป็นไปตามนั้น มันคงคิดว่าเราต้องการ

อย่างที่เค้าเรียกว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว


ยังเคยมีหลายคนหายจากการเป็นมะเร็งจากการคิดแต่ในสิ่งดีๆ คิดว่าหาย สำเร็จมาแล้วนักต่อนักเลย

ผมก็คนนึงครับ เคยเป็นเนื้องอก

ตอนนั้นตกใจมาก เพราะต่างบ้านต่างเมือง เป็นอะไรไปใครจะมาดูแล

แต่ก็ใช้วิธีคิดในทางบวกนี้ แล้วก็หายมาแล้ว หมอก็ตกใจอยู่เหมือนกันว่าหายได้ไง

(ค่อยมาเล่า เมื่อเดินเรื่องไปถึงแล้วกันเนอะ)



หนังสือเล่มนี้ยังบอกด้วยว่า เวลาเรานึกอะไรให้นึกถึงแต่ภาพดีๆไว้ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

เช่น อยากได้ตำแหน่งที่ดีกว่ารายได้ดีกว่า ก็ให้นึกว่าเราได้ตำแหน่งนั้นจริงๆ ในภาพที่ชัดเจน

แล้วก็ให้นึกไปว่า รอบๆคือ คนที่เคยมีตำแหน่งนั้นมาก่อน แต่เค้าได้ตำแหน่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่านึกว่าเค้าโดนไล่ออก

เพราะว่าธรรมชาติจะเคลื่อนที่ไปยังด้านที่เสถียรที่สุด

(คนอื่นเค้าก็อยากได้อะไรดีๆ เหมือนกันนะ)

มันจะเป็นไปตามกลไกไหน ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นฝ่ายจัดการเองครับ ธรรมชาติเค้าเก่งอยู่แล้ว

อันนี้ไม่ได้เป็นความเชื่องมงาย อะไรใดๆนะครับ

เค้าเรียกว่า Second Law of Thermodynamics

พูดภาษาชาวบ้านๆคือ ทุกสิ่งจะเคลื่อนไปยังสภาพที่เสถียรที่สุด

อันนี้ง่ายๆครับ เช่นว่าเราลองทำอะไร หรือคุยกับใคร เราไม่ชอบ รู้สึกฝืน อึดอัด

รู้สึกต้องใช้พลังงานให้การประคับประคอง ซักวันเราก็เหนื่อย หน่ายและก็เดินจากมันไปเอง



The universe is endlessly bountiful.

หลายๆคนไม่ชอบหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ใครเลย กลัวคนอื่นแย่งของหมด

เค้าบอกไม่ต้องกลัวหรอกครับ

สิ่งดีๆในโลกนี้มีเยอะแยะ ที่มนุษย์ยังไม่พบ

เพราะมัวแต่แย่งสิ่งที่หาได้มาน้อยนิดกันอยู่แบบนี้


เคยเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก่อนครับ ไม่ใช่ไม่เคย

แต่ก็เรียนรู้แล้วว่าไม่มีอะไรดีกับใครเลย

ทำให้ใจเป็นทุกข์ปล่าวๆ สร้างบาปติดตัวด้วย

(ถึงได้เจอมารมาผจญอยู่บ่อยๆ)

มีอะไรหยิบยื่นให้คนอื่นได้ ไม่เสียหายก็ช่วยๆละกันครับ

โลกนี้จะได้มีอะไรร้ายๆน้อยลง


ตั้งแต่ยึดคตินี้มา รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีเรื่องเพื่อนมากครับ

ตอนไปอยู่ไหนก็มีคนจริงใจ ที่อยู่ดีๆยื่นมือมาช่วยเหลือเรา จนได้เป็นเพื่อนแท้กัน

มีคนมาอาสาช่วยสอนโน่นสอนนี่ให้ (ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้หาได้ยากมาก ในหมู่ฝรั่งรุ่นราวคราวเดียวกัน)

แล้วก็มีคนชวนไปเล่น ไปเที่ยว ไปดูโน่นดูนี่มากมาย

ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจอ รอหัน การัน ยอ

แต่ว่าคิดๆดู ถ้าเกิดเป็นเรา เราก็อยากจะช่วยคนอื่นแบบนี้



เมื่อก่อนเคยมีคนบอกว่า หน้าตาอมทุกข์ หมองเศร้า ทั้งๆ เราก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น แต่หน้ามันพาไป

อาจจะเคยมองโลกในแง่ร้ายมาก่อน คิดว่าหาคนจริงใจยาก

ใครอยู่ไกล้ก็ต้องรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา กับคนที่คิดอะไรในแง่ร้าย กลัวโน่นกลัวนี่ไปหมด


แต่พอเปลี่ยนแนวคิด โลกก็เหมือนเปลี่ยนไป

มีหลายๆคนเคยเข้ามาคุยกับเราตรงๆว่า รู้สึกอบอุ่นเวลาที่ได้พูดได้คุยกับเรา

เพราะเรามองโลกในแง่ดี รู้สึกได้ว่าเราจริงใจ


เดี๋ยวนี้คิดดี พูดดี ทำดีกับคนรอบข้างๆจริงๆครับ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทุกทีที่ทำก็รู้ว่าตัวเองมีความสุข รู้สึกได้

บางทีก็มีหลงทางไปบ้าง แอบคิดร้ายบ้าง แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้ทุกครั้ง


แล้วก็อย่าลืมยิ้มนะครับ มันเป็นประตูที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้สึกยังไง

ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะหาว่าบ้า ไม่ต้องกลัวว่าฝรั่งจะหาว่าไทยจ๋า

เคยถามฝรั่งแล้วครับ เค้าบอกว่า รู้สึกดีที่เรายิ้ม ไม่ได้คิดว่าบ้า แต่คิดว่าเป็นเอกลักษณ์เรา

คือเค้าบอกว่า เหมือนเรายิ้มแทนเค้า เพราะพวกเค้ายิ้มยาก เห็นเรายิ้มก็สดใสขึ้นมา



นึกไปนึกมา ตอนนั้นยังเด็กมากจริงๆนะครับ

ไม่ประสีประสาเรื่องการเข้าสังคม การเจอเพื่อนใหม่ๆเลย

เลยทำตัวไม่ถูกอยุ่หนึ่งเดือนเต็มๆที่ Brewster

แต่เดี๋ยวนี้ต้องฝึกกันจนเชี่ยวแล้วครับ เพราะฝรั่งจะมีงาน มีปาร์ตี้บ่อยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน

แต่อยู่ดีๆก็เบลอไปคุยกัน

แล้วคนอเมริกัน เวลาเจอกัน เค้าจะเน้นแนว friendly กันด้วย

ถ้าทำหน้าบึ้งใส่ เค้าจะหาว่าเราไม่อยากคบค้าสมาคม

Bakery ส่งต่อความรัก - 04 - Piano Version.mp3 -


เมื่อก่อนกลัวมาก แต่เดี๋ยวนี้สนุกละ

เพิ่งเริ่มคุยกันบางคนสิบนาที ก็รู้สึกเหมือนกับเป็นเพื่อนกันมาแล้วสิบปีเลยก็มี โดยไม่รู้สึกอึดอัด

มีเทคนิคอีกมากมายเลยครับ (วันนี้ยาวแล้ว มาคุยต่อวันหลังละกัน)

ในการคุยกับคนไม่ให้รู้สึกอึดอัด หรือฝืนธรรมชาติ

หนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้นการแอบส่งยิ้มที่จริงใจ


ถ้าสนใจก็ลองๆเอาไปทำดูบ้างนะครับ

แล้วอย่าลืมยิ้มให้คนรอบข้าง คิดดีๆกับเค้า แล้วส่งต่อความรักให้เค้าด้วยนะครับ





 

Create Date : 16 สิงหาคม 2551    
Last Update : 16 สิงหาคม 2551 23:32:09 น.
Counter : 435 Pageviews.  

★ ★ ★ ป า ฏิ ห า ร ย์ มี จ ริ ง ... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 5 ★ ★ ★

เย่.. ได้วันหยุดกะเค้าซักที ก็เลยมีเวลาเขียนเยอะขึ้น คราวนี้ใจดี แถมให้สองตอนในวันเดียวกันเลย

เอาให้จบเรื่องไปเลยกับนายมิกเนี่ย ไม่ต้องคาราคาซังกันอยู่ ใครอ่านจบตอนนี้แล้ว ก็คลิ้กตอนที่ 6 ได้เลยนะครับ



ต่อจากตอนที่ 4

หนึ่งเดือนผ่านไป

ในระหว่างนั้น ก็แอบได้ยินที่เค้าคุยโทรศัพท์กับทางบ้าน

แล้วแอบได้ยินที่เค้าเม้าท์กับเพื่อนๆ สั่งสายตรงไปที่หออื่น

แล้วก็ได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับมิก ที่คนอื่นเข้าแซดกัน


ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เกิดมาเป็นคนเก็บข้อมูลเก่งครับ

แล้วก็เรียนรู้เร็วว่าใครเป็นยังไง

และก็เรียนรู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของมิกเป็นคนดี

แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เค้าปรากฏตัวออกมาเป็นแบบนี้

อยู่กับคนอื่นไม่เป็น เพราะไม่เคยอยู่กับใครมาก่อน

ก็ไม่ได้แปลว่า เค้าเป็นคนไม่ดี

เค้าไม่สนใจช่วยเรา ก็ใช่ว่าเค้าจะเป็นคนเห็นแก่ตัว

เราเองก็ไม่เคยปริปากถามเค้าเลย

ก็เลยฉุกคิดขึ้นมา


To have a friend, be a friend.


ความดีเท่านั้นครับ ที่จะช่วยได้

ไม่ได้คิดจะฉกฉวยผลประโยชน์จากการจุดอ่อนเค้านะครับ

แต่พอรู้ว่าจริงๆเค้าก็มีจิตใจอ่อนโยน ก็ไม่ยากหรอกครับที่จะคบค้าด้วย



ก็เลยเริ่มคุยกับเค้ามากขึ้น เพราะเรารู้ว่าเค้าสนใจเรื่องอะไร

แล้วก็ให้เค้าสอนภาษาอังกฤษให้

ขอเค้าอ่านงานเขียน ที่เค้าเคยเขียนเก็บไว้ทุกอย่าง

ทำให้รู้ว่ามีความคิดความอ่านยังไง เป็นคนถ่ายทอดความคิดมาแบบไหน

บอกเค้าตรงๆด้วยว่า เค้าโดนนินทาอะไรบ้าง นิสัยยังไงที่เพื่อนๆไม่ชอบ

แล้วก็คุยกันเป็นน้ำไหลไฟดับเลยครับทีนี้

ทั้งเรื่องวิชาการ และก็เรื่องไร้สาระ

บางทีก็แอบแชร์ความสนใจเดียวกัน

คือซุบซิบชาวบ้าน ไอ้เราก็เป็นคนถักทอข้อมูลเก่ง อ่านน้ำเสียงคน แววตาคนได้ดี

แล้วมิกก็ข้อมูลแน่นมาก เลยช่วยๆกันเดาว่าใครชอบใคร เกลียดใครอะไรยังไง

หนุกไปอีกแบบ (แต่บาป เหลือหลาย...เจ้ากรรมนายเวร อโหสิให้ด้วยนะ)





ช่วยๆกันทำการบ้านเสร็จ ก็เม้าท์กันถึงเที่ยงคืนบ้าง ตีสองบ้าง ตีสามบ้าง

จนหิวขึ้นมา ก็มาต้มมาม่าแย่งกัน

กลายเป็นว่ามันติดใจมาม่าขึ้นมา

จนหลังๆ ชาวบ้านเค้าเอือมระอากัน เพราะได้ฉายาว่าเป็น "นักแย่งมาม่าเหรียญทอง"

เพราะตัวเองทำมาม่าไม่เป็น




มีอยู่วันนึง เดินมาบอกว่า ง่วงแล้ว จะนอนแล้วนะ ขอปิดไฟนะ

หู.... ตอนนั้นนี่ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ตบบ้องหูไปสองครั้ง ปาฏิหาริย์มีจริง

แล้วมีการบอกด้วยว่า เปลี่ยนเตียงกันมั๊ย ถ้าเมิงหนาวมาก จะได้นอนไกลๆลม

ตอนเช้าก็ช่วยๆกันปลุก



หลังๆนี่ตัวเกือบติดกันเลย

เพราะบางทีคุยค้างจากเมื่อคืน แล้วก็วิ่งกันไปคุยต่อที่โรงอาหารตอนเช้า

มีอยู่คืนนึง ถูกกิเลสครอบงำ เม้าท์กันนานมาก

เลยตื่นสายไม่ทันคลาสกันทั้งสองคน แบบมันตื่นมาปลุกผมแล้วก็วิ่งกันตาตั้งไปเลย


จนวันสุดท้ายของโปรแกรม

ตอนนั้นก็แอบเศร้าอยู่เหมือนกัน ที่เวลาที่มีความสุข ผ่านไปเร็วเหลือเกิน

แอบเสียดายที่ทำตัวงี่เง่า เสียเวลาไปหนึ่งเดือนเต็ม

อาจเป็นเพราะว่าเราทั้งสองมาเรียนรู้กันอีกที แล้วปรากฏว่าจริงๆแล้วเราก็เข้ากันได้ เหมือนตอนคุยกันในเอ็ม

เพียงแต่เรามาตั้งกำแพงกัน เมื่อเราได้เห็นด้านแย่ๆของอีกฝ่าย โดนลืมนึกไปเลยว่าด้านดีๆ เค้าก็มีอีกมากมาย



จริงๆมิกเป็นคนมีน้ำใจครับ

ปลายๆโปรแกรม มิกจะถามบ่อยๆว่าให้ช่วยอะไรบ้าง กินโน่นกินนี่มั๊ย ไปโน่นไปนี่ด้วยกันมั๊ย

พอแยกย้ายไปต่างโรงเรียนกัน มีเปเปอร์ด่วน อยากให้มิกตรวจ เค้าก็ตรวจให้

แม้จะรู้ว่าเขาก็ยุ่ง แต่มันจำเป็นอ้า.... ชั่วจริงๆเรา

แต่เค้าก็ยังทำให้ ... หลังๆนี่ซึ้งมาก เพราะนอกจากเรื่อง มาม่าแล้ว ไม่มีอะไรที่เราเคยช่วยเค้าเลย


ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้เกี่ยวดองกันแล้ว แต่ก็ยังแอบห่วงถามไถ่ทุกข์สุขอยู่บ่อยๆ

วันก่อนก็ยังถามกันอยู่เลย หลังจากไม่ได้คุยกันนานนม

ปรากฏว่ายังสบายดีครับ แฟนคลับพี่มิก ไม่ต้องห่วงนะ

(มีสายรายงานว่า ห้องเดิมที่ผมกับมิกเคยอยู่ ก็เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ ในรุ่นต่อจากนั้น

มีอาถรรพณ์อะไรป่าวเนี่ย)



คนเราทุกคน แท้จริงแล้วมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว

จะแสดงออกมาให้เห็นมากน้อยต่างกัน

ถ้าวันนั้นถือคติ "ร้ายมาร้ายไป" ป่านนี้ก็คงไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีกันจนถึงทุกวันนี้

อดรู้เลยว่าลึกๆแล้วเค้าก็เป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี ชอบช่วยเหลือคน


ได้รับบทเรียนว่า ดีด้วยเข้าไว้ ยังไงก็ต้องถึงใจเค้าซักวันครับ

ทำดี คิดดี พูดดีกับคนอื่น จริงๆเป็นเรื่องง่ายจะตาย แต่คนเราก็ไม่ชอบที่จะทำกัน

คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก บางคนไม่เคยพูดกันซักคำ ถึงกับเกลียดขี้หน้ากันได้เลยก็มี

ห้ำหั่นกัน นินทาว่าร้าย กลั่นแกล้ง ชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบกันสารพัด

จริงๆแล้วไม่น่าจะทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นเลย



คนส่วนใหญ่ เวลาคิดจะช่วยใครก็คิดแล้วคิดอีก

คิดว่าจะคุ้มรึปล่าว จะเหมาะรึปล่าว

ร้ายมาก็ร้ายไปสิ แช่งให้ตายวันตายคืนไปเลย

นี่ไม่ได้กำลังบอกให้มองโลกเป็นสีชมพูนะครับ

เพราะมีบางคนจริงๆ ที่กำแพงเค้าหนามาก

ทำดีแค่ไหนเค้าก็แปลเป็นเจตนาร้ายหมด

มองแต่ด้านแย่ๆของเรา

คนใจร้าย ปากร้าย คิดร้าย เห็นแก่ตัว ไม่มีจิตใจ รักใครไม่เป็น มีอยู่จริงครับ เจอกับตัวเองมาแล้ว

(ชุดคำนี้ไปก็ก็อปมาจาก สวรรค์เบี่ยงนะครับ ไม่ได้คิดเอง)



แต่คนดีๆก็มีอีกเยอะครับ บางคนก็ไปหลบอยู่ในคราบคนปากร้าย แต่แอบใจดี

จริงๆทุกคนก็ต้องการความรัก การเอาใจใส่ การดีด้วย แต่ก็อาจมีปมลึกในใจ ที่ทำให้เค้าแสดงออกมาอีกแบบนึง

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย เราคิดยังไงก็ได้อย่างนั้นกับตัวเราเองครับ

อันนี้ไม่ได้งมงาย เพ้อเจ้อนะ เพราะส่วนตัวผมเป็นคนวิทยาศาสตร์จ๋ามาก

เวลาเรียนเลข ทฤษฎีไหนที่มีการพิสูจน์ให้เห็นกับตา จะไม่เชื่อเด็ดขาด



ต่อไปนี้ทำใจดีๆนะครับ เพราะว่ามันอาจจะฟังดูยากซักนิด

แต่ลองๆอ่านไป เก็บไปคิด สังเกตดูไปเรื่อยๆ ก็จะ gain insight เองนะครับ

มันเป็นหลักการพื้นฐานศักยภาพมหาศาลของจิตใจคนเรา ที่สามารถสร้างสรรค์ในสิ่งที่คิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เช่น

การใช้จิตให้หายจากมะเร็ง การทำลายสถิตกีฬาโลก คุณลักษณะของการเป็นมหาเศรษฐี และรวมถึงการทำให้เป็นคนน่าคบหา ...

สัมพันธ์ - พอส

ติดตามดูตอนที่ 6 นะครับ ตอนนี้โพสต์แล้ว





 

Create Date : 16 สิงหาคม 2551    
Last Update : 17 สิงหาคม 2551 9:41:57 น.
Counter : 491 Pageviews.  

★ ★ ★ คิ ด ด้ า า า า ย ค น เ ร า... ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ในอเมริกา ตอนที่ 4 ★ ★ ★

ก่อนอื่นเลยนะครับ ขอคิดบัญชีกันก่อน

คือมีคนมาแอบบคอมเม้นต์หลังไมค์

(หน้าไมค์ก็ได้น้อง อยากให้มีคนเม้นต์เหมือนกัน เห็นบล็อกโหรงๆ)

คอมเม้นต์ว่า... "ชอบหยุดกลางคัน ชะงักทุกทีเลย อารมณ์ค้าง เขียนให้ยาวๆกว่านี้ไม่ได้เหรอ"

ผมก็บอกกลับไปว่า "อ้าว มีคนบอกว่าถ้าเขียนบล็อกๆนึง ยาวเกิน คนเห็นแว็บแรก จะถอดใจไม่อยากอ่าน แล้วจะข้ามไปเลย"

"ก็ใช่ไง เห็นสั้นๆถึงได้อ่าน พออ่านจนจบก็อารมณ์ค้างอะ ขอต่อไม่ได้เหรอ"

"อ่าววววว"

ยาวเกิน ก็บอกว่าปวด(ตา) สั้นเกินก็บ่นว่าอารมณ์ค้าง

ตกลงจะเอาแบบไหนครับคุณหนู ยืดหด ยืดหด ก็ไม่ได้

ผมเป็นเด็กใหม่พันทิพย์ ยังไม่มีประสบการณ์ด้วย

อยากได้ความยาวบล็อกในแต่ละวันขนาดไหนก็บอกนะครับ

เดี๋ยวป๋าจัดให้

เริ่มเลยละกันนะ ฝอยมาซะนาน




ต่อจากตอนที่ 3 (ใครหลงเข้ามา ช่วยย้อนไปอ่าน ของตอนก่อน ก่อนนะครับ ลองอ่านดูแค่สองสามย่อหน้าแรกก็ได้ครับ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเริ่มตอนนี้ คงจะอ่านไม่รู้เรื่อง เป็นห่วงสุขภาพ)



แล้วนอนไปได้ซักพัก พี่แกก็จะส่งดนตรีมาให้กำลังใจ

กรนดังมากกกกก แบบเอาเป็นเอาตาย กรนทุกคืน

ZZZZZZZz



ซัมเมอร์ที่นั่นจะร้อนเอาการ

แต่เช้าๆจะเย็นๆสบาย

มิกก็เลยเปิดพัดลมทิ้งไว้ก่อนนอน

ส่วนใหญ่พัดลมจะติดไว้ที่หน้าต่าง จะเป็นพัดลมบานใหญ่ๆระบายอากาศ

(ส่วนใหญ่ คนที่นี่จะใช้พัดลมแบบนี้กัน)

ไอ้เราก็ได้เตียงใกล้หน้าต่างตามที่บอก

พอผมจะนอนก็เลยแอบปิดพัดลม เพราะเป็นคนไม่ชอบเปิดพัดลม

เพราะมันจะพัดมาแล้วทำให้ไม่สบายทุกที

แล้วก็ทำให้หน้าเหี่ยวด้วย เรื่องของเรื่อง

(เพลงของ บัวชมพู มักจะแวบเข้ามาในหัวทุกที

...ลม อย่าพัดแรงนะคืนนี้ เพราะฉันใจคอไม่ดี ใบหน้าใบนี้จะเฉาเหี่ยว...)



พอมิกตื่นมาตอนเช้า โดนต่อว่าด่าทอใหญ่ว่า "ปิดทำไม"

ผมก็อ้างไปว่า เปิดพัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ

ตื่นมาคอแห้ง ฉี่เหลือง ต้องขับถ่ายของเสีย เนื่องจากร่างกายต้องปรับสมดุลเยอะ

เพราะอุณหภูมิต่ำจากร่างกายปกติมาก และก็ขาดน้ำด้วย...เห็นมั้ย

มันบอก...เว่อร์ มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นตอนตื่นนอน ถึงไม่เปิดพัดลม

(แต่ก็ยอมรับนะ ว่าอันนี้แอบเวอร์จริงๆนั่นแหละ)


ตอนนั้นนี่แบบอยู่กันทรมานมาก

คือตีกันทั้งวัน แค่นั้นแหละสิ่งที่ได้พูดกัน

เลยไม่สบอารมณ์ พาลไม่พูดกันทั้งสองคน



แล้วต้องขอยอมรับเลยว่า ผมเป็นคนรกมาก

มาลองคิดๆดูว่า ทำไมคนอื่นเค้าไม่รกกันนะ

ก็คิดว่า อาจจะเป็นว่าตอนเด็กๆ เรามีพี่เลี้ยง

เล่นของเล่น หรือทำการบ้านเสร็จ แล้วไม่เคยเก็บเองเลย

เค้าเก็บให้ตลอด เลยติดนิสัย รื้อออกมาแล้วก็ไม่เก็บเข้าที่ทันที

กองมากมาย เลยกลายเป็นรังหนู

แต่ก็รักความสวยงามนะครับ

ลงทุนสองวัน มาจัดครั้งใหญ่อยู่บ่อยๆ

แล้วอีกสองวันต่อมา ก็กลับมารกอีกตามเคย

(ใครกำลังจะมีลูก ก็สอนให้เค้าเก็บเป็น ตั้งแต่เด็กๆนะครับ)



ทีนี้กลับกลายว่า ความตึงเครียดไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องแล้ว

เพราะว่าคู่ของเราไม่เหมือนชาวบ้านเค้า

แล้วจะมีวงซุบซิบกันว่า แต่ละคู่รูมเมตที่ไม่กินเส้นกัน มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร


มิกก็ใช่ย่อย ปากเป็นเอกเลขเป็นโทคนนี้

เอาไปซุบซิบ สารพัด ตั้งแต่เรื่องรก อะไรต่างๆ

แล้วคำฮิตติดปากมิกก็คือคำว่า “สถุน”

แบบคำก็สถุน สองคำก็สถุน

บางเรื่องอาจจะมีมูลอยู่บ้าง แต่ตอกไข่ระบายสีซะจนจำโครงจริงไม่ได้ เช่น เรื่องรก

บางเรื่องก็แต่งขึ้นมาเองซะดื้อๆ

แต่มีเรื่องนึงรับไม่ได้อย่างแรง

It’s not what I could bear. It's unbearable!



มีสายมาแอบรายงานว่า

พอมีคนถามมันว่า ทำไมผมไม่คุณกับมัน มีอะไรกันนักหนาเหรอ ใครทะเลาะใคร

มันบอกว่า ... ผมคงแอบชอบมันอยู่ เลยเขิน ไม่กล้าพูด

กรรม -*-

คิดด้าาาย คนเรา

และ กล้าพูดดดดดดดด



ตอนนั้นแบบไม่ไหวจริงๆ

มีคนมาถาม มาว่า มาแซว เรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัด

แต่ตอนนั้นไม่รู้วิญญาณคนดีอะไรมาเข้าสิง

คือ รู้สึกไม่อยากจะไปเที่ยวนินทา โพทะนาวีรกรรมของมิกให้ชาวบ้านฟัง

ก็มีแต่เพื่อนสนิทๆเท่านั้นที่รู้ เพราะผมแอบแหกกฎ แอบเดินย่องๆ ไปบ่นกับเพื่อนข้างห้อง ประจำหลังเที่ยงคืน

(นี่ถ้าตอนนั้นทางโปรแกรมเค้ารู้ว่าเราแหกกฎนะ ชะตาขาดแน่)

ตอนนั้นอึดอัดมาก ไม่อยากพูดด้วยกับมิก อะไรใดๆทั้งนั้น ถามคำตอบคำอยู่อย่างนี้

หนึ่งเดือนผ่านไป ... แล้วจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้น




แค่นี้ก่อนละกันเนอะ เดี๋ยวจะปวด(ตา)ซะก่อน แต่ถ้าอารมณ์ค้างก็บอกกันได้นะ จะได้เอาให้ยาวกว่านี้ ตอนต่อไป




03 ลม - บัวชมพู - บัวชมพู



Free TextEditor




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2551    
Last Update : 16 สิงหาคม 2551 2:54:06 น.
Counter : 408 Pageviews.  

★ ★ เ กิ ด ขึ้ น ไ ด้ กั บ ค น...ชีวิตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในอเมริกา ตอนที่ 3 ★ ★

ต่อจาก ตอนที่ 2 (ใครเพิ่งหลงเข้ามา ช่วยไปอ่าน ตอนที่ 2 ก่อนนะครับ อ่านแค่ล่างๆก็ได้ นิดเดียวเอง)
*************************

ผมก็หันไป ใจเต้นตึกๆ
แล้วเราก็สบตากัน วิ้ง วิ้ง วิ้ง
ปรากฏว่า....จริงๆมิกเป็นผู้ชาย แล้วก็มาหลอกเราว่าเป็นผู้หญิง
แต่ก็เอาเหอะ มิได้เกี่ยง
แต่ที่เกี่ยงคือ...
มิกกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางแก๊งซ์ถึก แล้วหน้าตามันก็หน้าตาออกเถื่อนๆ (ในความคิดตอนนั้น)
ดำด้วย (คนเขียน ไม่ดูตัวเองเลย ว่าทั้ง ดำ ทั้งเถื่อน มากกว่าเค้าหลายเท่า)
แล้วก็พูดกันภาษาสมันพ่อขุนราม ไอ้เหี้- ไอ้สั- ไอ้ค-ย
คือตอนนั้นขอเซไปตั้งหลักก่อน
พอสติสตังส์กลับมาแล้ว ถึงเข้าไปทักมิกมัน
แล้วมันเหมือนเป็นคนละคนกับในเอ็มเลย
ดูเถื่อนๆมาก ไม่ขำเลย ฝืดดดดดด น่ากลัวด้วย
น้ำตาตกใน คิดในใจว่า อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย
ข้าน้อยกลัวแล้ววว


ส่งตัวเข้าหอ
คิดแล้วยังอดขำไม่หายตอนหอบชะลอมเข้าบ้านทรายทอง (ย้ายกระเป๋าเข้าห้อง)
หอที่ได้ตอนนั้นชื่อว่า Sargent เป็นหอที่ใหญ่ที่สุดของ Brewster
เดินเข้าประตูไป เห็นห้องนึง ชั้นหนึ่งตรงกับประตูเลย
มีป้ายชื่อว่า ...Mick & Jame
ก็เลยถามพี่จอย พี่เลี้ยงคนไทยที่นั่นว่า
“พี่จอยครับ มีคนชื่อมิกกี่คนเหรอครับ รุ่นนี้”
“เดี๋ยวนะคะน้องเจม ขอดูรายชื่อก่อน... ก็คนเดียวนี่คะ ไม่เห็นจะมี MickL MickT อะไรทำนองนั้นเลยนี่ค่ะ”
(ที่นั่น พี่เลี้ยงเค้าจะเรียกชื่อเล่นกัน ถ้ามีชื่อเล่นซ้ำกัน เค้าก็จะมีอักษรแรกของชื่อจริง มาแยกแฝดออกจากฝา เช่น
TopK (ท็อป เค) เพราะเจ้าตัวชื่อเล่นชื่อ Top ชื่อจริง Kanoot และ TopW (ท็อป ดับเบิ้ลยู)มาจาก Top Worachai)

จะไม่ยอมเป็นฝ่ายเดินหนี

เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ชะตาชีวิตครับ เลยถามต่อ
“แล้วเจมอะครับ มีชื่อเจมกี่คน”
“ก็คนเดียวนั่นแหละค่ะ ก็ไม่เห็นมี JameK JameD อะไรนี่คะ”

คราวนี้ก็ต้องยอมแพ้ชะตาชีวิตแล้วล่ะครับ
เข้าห้องก่อน ก็รีบจองที่ติดหน้าต่างเลย จะได้ไม่อึดอัด มีโต๊ะทำงานไกล้ๆ ตู้เสื้อผ้า ไกล้เตียง
สร้างอาณาจักรได้เลย (จริงๆคือ รังหนูในปลายภาคหน้า)

พอมิกเข้ามา ก็พูดกันไม่กี่คำ ตามมารยาท
จัดของเสร็จ ก็ออกไปทักทายเพื่อนๆคนอื่นกัน
ผมกับมิก ไม่คุยกันเลยซักคำ
กลับมาในห้อง ก็ดูเหมือนเกร็งๆ กันทั้งสองคน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย
แค่ถามคำตอบคำ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ


วันเรียนวันแรก
วันเรียนวันแรกก็มาถึง
ทางโปรแกรม จะจัดห้องให้เด็กๆตามความสามารถทางภาษาอังกฤษ ชื่อห้องคล้ายๆกับบ้านในเรื่องแฮรรี่ยังไงยังงั้น
มีสี่ห้องครับจากชื่อว่า Very , Good, Nice, ไปจนถึงชื่อว่า Really
จากเก่งสุดไปหัวกลวงสุด
ไอ้เราก็ด้อยพัฒนา ภาษาอังกฤษไม่กระดิกเลย (ตอนนั้น...และอาจจะยังคง ตอนนี้)
ก็เลยถูกจับส่งไป Really อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มิกนี่ไม่ต้องพูดถึง สแตนฟอร์ดเอาเกวียนมารับแล้ว เลยไปอยู่ Very โดยปริยาย

อันนี้จากการสังเกตเอาเองนะครับ คือว่า เค้าจะจัดให้เพื่อนช่วยเพื่อน ครับ
คือพวก Very กับ Good เค้าจะให้เป็นรูมเมต กับ Nice หรือ Really
เพื่อจะได้สอนการบ้านให้ สอนภาษาอังกฤษให้รูมเมตที่ภาษาอ่อนกว่า
จริงแท้แน่นอนขนาดไหน ยังไม่เคยถามคนจัดเลยครับ

แต่มิกมันคงคิดว่า ถ้ามาจุ้นจ้านผมมากเกินเดี๋ยวจะไปหาว่าดูถูก เลยไม่เอ่ยปากถามซักคำ
ขัดวัตถุประสงค์ (defeat the purpos) จริงๆ
เค้าจะฝึกเราให้ใช้ชีวิตให้ได้เหมือนตอนไปอยู่ prep school คือ
และเค้าจะมีเวลาให้เด็กๆทำการบ้าน ตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เรียกเวลานั้นว่า Study Hall
หลังจากนั้นก็ไล่กลับหอ เช็คชื่อ แล้วห้าทุ่มก็ให้อยู่ในห้องนอน ห้ามออกไปไหน เรียกว่า in room
เที่ยงคืนจึงให้ปิดไฟ เค้าเรียกว่า light out ครับ
แต่ห้องผม light มักจะ out ไปประมาณตอนห้าทุ่มทุกทีเลยครับ
เกิดอะไรขึ้นมาดูกัน


คนกลางคืน
คือมิกจะทำการบ้านเร็วมาก แบบทุกทีจะเสร็จใน Study Hall
หรือไม่ก็มาทำต่อสิบนาทีในห้อง จากนั้นก็อ่านหนังสือปรัชญา การเมือง เป็นภาคภาษาอังกฤษหมด
แล้วพี่แกพิมพ์เร็วมาก แบบแก็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เร็วมากจริงๆครับพ่อแม่พี่น้อง
ได้ยินเสียงแล้วกลัวจนหางจุกตรูดเลย
คือไอ้เราก็ล้าหลังมาก คือ ตอนนั้นยังพิมพ์สัมผัสภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย
แล้วก็ต้องเปิดดิกทีละตัวๆ รู้เรื่อง หาที่แป้น แล้วพิมพ์ไป นอนๆคลานๆ อยู่หยั่งงี้
แล้วก็ยังแอบเล่นเอ็มไม่ขาดสาย

มิกเค้าก็ไม่น้อยหน้าครับ
เค้าก็นักเอ็มเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่ได้เล่นเป็นงานหลักเหมือนผม
เค้าเล่นตอนพักสมอง อ่านหนังสือไปเหนื่อยๆ
แต่คนนี้เฉียบขาดมาก หยุดเป็นหยุด
พับปิดแล็บท็อปกลับมาอ่านหนังสือทีนึงนี่ คิดว่าพายุเข้า ประตูพัง
เพราะพี่แกปิดแบบส่งสัญญาณให้โลกรู้เลยว่า หยุดเป็นหยุด
อย่าได้มีเสียง ตึ๊ง ตึ่ง ลอดออกมา
(เทคนิคนี้เคยแอบก็อปไปใช้ ได้ผลจริงๆด้วย.. ค่อยเล่าวันหลังละกันนะ)


เกิดขึ้นได้กับคน
ผมเป็นคนที่ปอบลงกลางคืนบ่อยครับ
แบบยิ่งดึกยิ่งหิว
เลยต้มมาม่ากิน ชวนมันด้วย แล้วมันก็บอกว่าในชีวิตนี้ไม่เคยกินมาม่าเลย
(หา... เกิดขึ้นได้เหรอ)
แล้วก็นอนสี่ห้าทุ่มทุกคืน
ประมาณห้าทุ่มมันก็ออกไปแปรงฟัน
แล้วก็เปิดประตูเข้ามา ปิดไฟ ...ตึ้ง เลย
แล้วก็ไหลลงเตียงไป ไม่บอกไม่กล่าวกันซักคำ
เราก็ต้องเอามือ คลำๆงมๆ หาสวิตช์โคมไฟ เจอบ้างไม่เจอบ้าง
บางทีก็คลำเลยขอบโต๊ะ ตกลงไปนอนแอ้งแม้งในถังขยะเลยก็มี
(อันนี้จริง ไม่ได้เว่อร์)

แล้วนอนไปได้ซักพัก ...

วีรกรรมของมิกยังไม่จบแค่นี้ครับ ยังลามไปถึงนอกห้องด้วย
แต่วันนี้คงยาวแล้ว มาฟังเรื่องของวันรุ่งขึ้น ในวันพรุ่งนี้นะครับ อย่าเพิ่งทิ้งกันเด้อ



Wall In Your Heart - Shelby Lynee



Free TextEditor




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2551    
Last Update : 16 สิงหาคม 2551 2:58:14 น.
Counter : 448 Pageviews.  

1  2  3  

Valentine's Month


 
ลูกคิดไกลบ้าน
Location :
กรุงเทพฯ United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย กำลังเรียนปริญญาตรี คณะวิศวกรรมอยู่มหาลัยแห่งหนึ่งที่อเมริกาครับ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ
Friends' blogs
[Add ลูกคิดไกลบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.