ซาตานน้อยตะลอนทัวร์
Group Blog
 
All blogs
 
วิถีเนปาล ตอนที่ 3 ชางกุนารายัน-บักตะปู-ปาตัน

วันที่ถึงนากากอต จขบ.รู้สึกคอแห้งมาก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดื่มน้ำน้อยหรือปล่าว หรือว่าจะเป็นหวัด เลยเอาไฟฉายมาส่องคอดู คอก็ไม่แดง เลยสรุปเอาเองว่าคงดื่มน้ำน้อยเกินไป

แต่ตื่นเช้ามาซึ่งคือวันที่3ของการเยือนเนปาล เจ็บคอมาก น้ำมูกไหลนิดหน่อย รู้ตัวเลยว่าเป็นหวัดแล้ว กลัวมาก เชื้อเนปาลหรือเปล่า อาจเพราะทำเป็นเจ๋งเดินในกาฏมาณฑุไม่ยอมใส่หน้ากากทั้งๆที่อ่านมาแล้วว่าฝุ่น ควัน มลภาวะมันมาก อาจจะเชื้อโรค(สานพันธุ์เนปาล)ปะปนมากับมลภาวะแล้วแทรกสอดของมาในทางเดินหายใจเรา ใจคิดว่าเชื้อเนปาลมันคงน่ากลัวกว่าบ้านเราแน่ๆ

เนื่องจากจขบ.เป็นคนป่วยง่ายหายยาก การไปต่างประเทศแต่ละครั้งย่อมต้องเตรียมยาที่คาดว่าตัวเองต้องใช้มาด้วย มาเนปาลครั้งนี้เอายาปฏิชีวนะมาสองชนิดสำหรับไข้หวัดและท้องเสีย เอายาอย่างดีมาเลยเชียวหล่ะ

เช้ามา ยังไม่ได้กินข้าวเลยก็กินยาแก้อักเสบไปหนึ่งเม็ด ยาที่เอามาเป็นยาที่กินวันละเม็ดก็พอ แต่จขบกินเกินขนาดไปเลยเป็นเช้าเม็ดเย็นเม็ด กะว่าเชื้อไม่ตายฉันคงตายที่เนปาล (หรือไตวายเพราะกินยาเกิน?)
กินยาแล้วก็มากินอาหารเช้าของโรงแรม
ค่าอาหารรวมอยู่ในค่าโรงแรมแล้วคือ 25$(สำหรับ2คน) ไม่รวมภาษี



ไฮโซอย่างเรานั่งเก้าอี้อย่างคนอื่นไม่ได้ ต้องขอมานั่งแบบนี้...

เหมือนจะเป็นส่วนตัวเลยนะ...แต่ปล่าวเลย...พนักงานบริการดีมากกกกกกก หลังเสิร์ฟอาหารแล้วก็มายืนที่เคาท์เตอร์ด้านหลังเพื่อนเรา กินเสร็จจานนึงก็เก็บไปทีนึง กว่าจะกินหมดเก็บกันไปไม่รู้กี่หน แบบว่ายืนจ้องเราตลอดเวลาเลย (บริการดีไปมั้ยเพ่!) แต่เราก็ไม่ได้อึดอัดอะไรค่ะ กินต่อไป ทิปก็ไม่ให้...


ชอบอาหารเช้าของเนปาลจังค่ะ





แผนการวันนี้คือ วัดชางกุนารายันซึ่งเคยได้ยินมาว่ามีไม้แกะสลักที่งดงามมากแต่ไม่ค่อยมีใครไปเพราะเดินทางลำบากลำบน ต่อด้วยเมืองมรดกโลกอีกสองแห่งคือบักตะปูและปาตัน

ทั้งสามที่มีรถเมล์ไปถึงนะคะแต่เป็นlocal bus สไตล์เนปาล ลืมถ่ายรูปมา แต่อารมณ์แบบว่ายี่ห้อTATA เก่าสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าวิ่งขึ้นเขาได้ แล้วก็มีคน สัตว์ สิ่งของขึ้นไปอยู่บนหลังคารถเต็มไปหมด

ใจจริงจขบ.แอบอยากลอง จะได้ลิ้มรสวิถีเนปาลอย่างแท้จริง แต่เพื่อนห้ามไว้...ก็เลยใช้วิธีเหมาแท็กซี่ค่ะ ทั้งวัน 4,500 รูปี ราคานี้เป็นแท็กซี่ที่เราให้โรงแรมที่นากากอตจัดหาให้ค่ะ ขามาเราเหมามาจากกาฏมาณฑุ 3,500 รูปี แพงขึ้นตั้ง 1,000 รูปี แต่ทำไงได้คะ ถ้าไม่เอาก็local busสถานเดียวแล้วค่ะ ถ้าเพื่อนๆจะมาเที่ยวนากากอตโดยการเหมาแท็กซี่ขอแนะนำให้จ้างแท็กซี่เหมาทั้งไปกลับจากที่กาฏมาณฑุเลยค่ะ น่าจะได้ราคาถูกกว่า

เวลาจ่ายค่าแท็กซี่ต้องจ่ายล่วงหน้ากับทางโรงแรมเลยค่ะ คาดว่าโรงแรมกินหัวคิวตามระเบียบวิถีเนปาลที่การท่องเที่ยวเป็นเงินเป็นทอง
check out ค่าโรงแรมรวมภาษี 27.5$ & จ่ายค่าแท็กซี่ทั้งหมดไปเรียบร้อย
นัดแท็กซี่เก้าโมงเช้าค่ะ อุเหม่....ชิชะ เก้าโมงเช้าแล้ว มันยังไม่มา เอาไงอะ จ่ายตังค์ไปแล้ว ทำใจร่มๆไม่เป็นไร เดี๋ยวก็มา...

จริงๆจขบ.เป็นคนตรงเวลามากค่ะ แท็กซี่ไม่มาซะที จขบ.แอบกริ้วเพราะเราไป 3 ที่ กลัวไม่ทัน 1 วัน เราชอบเที่ยวแบบชิว เกลียดนักชะโงกทัวร์ ชะแว๊บทัวร์ แต่ด้วยความที่มาเที่ยว ยังเช้าอยู่ด้วย กริ้วแต่เช้าเดี๋ยวเซ็งทั้งวัน เลยต้องพยายามสงบสติอารมณ์ ทำหน้าสวยๆแล้วไปถ่ายรูปดอกไม้ที่หน้าโรงแรมเล่นฆ่าเวลา....

เวลาไปเที่ยวควรอารมณ์ดีเข้าไว้นะคะ
ให้วีนแตกเฉพาะเวลาจำเป็นเท่านั้นค่ะ ซ่านอกสถานที่เดี๋ยวจิ๊กโก๋ต่างประเทศกระทืบเอาจะไม่ดีค่ะ...


เก้าโมงกว่าๆแท็กซี่ก็มาค่ะ ดีใจมากเลย
"คุณได้ไปต่อ" อารมณ์แบบนี้เลย

มุ่งสู่นากากอต...

ทางที่ไปเป็นคนละทางกับที่มา ทางขึ้นเขาลงเขาตลอด ข้างทางเป็นนาขั้นบันไดแบบเนปาล ไม่ค่อยสวยนะคะ มันดูแห้งแล้งไม่รู้เฉพาะช่วงนี้หรือเปล่า

ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงวัดชางกุนารายันค่ะ ตั๋วเข้าวัดชางกุนารายัน คนละ 100 รูปีเท่านั่นค่ะ

สองตัวนี้ถูกผูกอยู่แถวๆลานจอดรถ เลยถ่ายรูปมาเป็นที่ระทึก

ไปเนปาลจะเห็นสัตว์เลี้ยงอยู่ทั่วๆไป






เราต้องเดินผ่านเข้าหมู่บ้านไปก่อนนะคะ
ในหมู่บ้านมีของที่ระทึกขายอยู่ประปราย ไม่เห็นนักท่องเที่ยวอื่นเลยค่ะ นอกจากเรา เรา เราและเรา


มีธงนมัสการอยู่ทุกๆที่...



ชัดเจนว่า "ขาดแคลนน้ำ"




วัดชางกุนารายัน
ประติมากรรมส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิศณุอวตาร
ทั้งสี่ด้านของวัด สัตว์ที่เฝ้าประตูมีสี่ชนิด
พระวิษณุในปางต่างๆ เช่น พระวิษณุสิบเศียรสิบกรเสด็จผ่านชั้นต่างๆของจักรวาล วิษณุวิกรานตาเป็นอวตารในชายร่างแคระมีหกกร


พระเศียรกุด...เหมือนที่ไหนวา...


ใช้เวลาที่ชางกุนารายันประมาณชั่วโมงครึ่งแล้วไปบักตะปูต่อค่ะ

ค่าเข้าบักตะปูคนละ 1,100 รูปี เข้าไปวันเดียวนะคะ ไม่เหมือนที่หนังสือบางเล่มเขียนนะคะ ราคาขึ้น กฏก็เปลี่ยน

ภาพวาดทังกา


Bhaktapur เป็นหนึ่งในสามเมืองในหุบเขากาฏมาณฑุ 600 ปีก่อนเก่ายังไงตอนนี้ก็เก่าอย่างงั้น เรียกว่าได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เป็นมรดกโลกที่เราไม่ควรพลาดชม

...นกเกาะหัวแหนะ








คนขับให้เวลาเราเที่ยวที่นี่ 3 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งถ้าสำรวจละเอียดจริงๆเวลาเท่านี้ไม่พอนะคะ


เราโชคดี ช่วงที่เราไป(สงกรานต์)มีเทศกาล Bisket Jatra
เป็นเทศกาลประจำปีต้อนรับปีใหม่เนปาลซึ่งพร้อมๆกับสงกรานต์บ้านเราพอดีค่ะ ฉากสำคัญคือการลากรถที่ประดิษฐานBhairab มีการแบ่งฝ่ายเป็นฝั่งตะวันตกและตะวันออกและแข่งกันลาก ฝ่ายที่ชนะจะได้รูปประดิษBhairabไปดูแล แต่พอผ่านพ้นวันปีใหม่ไปรูปประดิษBhairabก็จะกลับไปอยู่ที่เดิมค่ะ





ลัลลา...อยากปีนบ้างแต่มองแล้วไม่เห็นมีผู้หญิงเลย กีดกันทางเพศจริงๆเลย



ไม่ได้อยู่รอลากจริงนะคะเพราะรู้สึกจะเอาจริงกันตอนหกโมงเย็น
ได้ดูรอบซ้อมค่ะ สนุกดีเหมือนกัน เชียร์กันเสียงดังเลย จะมีทหารมาเดินดูแลด้วยค่ะ
แต่ทำไมมีแต่เด็กๆที่มาลากหว่า...



โคมไฟ...ของที่ระลึก



วัดนยาตาโปลา

สูงกว่า 30 เมตร สูงจริงจึงไม่ปีน

เป็นวัดที่สูงสุดในเนปาล หลังคาซ้อน 5 ชั้น มีเสาไม้แกะสลักล้อมรอบ ตัววัดโดดเด่นพุ่งสู่ฟ้าอยู่บนฐานเขียงลดหลั่น 5 ชั้น บันไดตรงกลางแต่ละชั้นมีรูปปั้นหินตั้งขนาบคู่ ตัวที่อยู่ชั้นล่างแต่ละชั้นจะมีพลังอำนาจต่ำกว่าชั้นบน 10 เท่า ไล่ตั้งแต่ล่างขึ้นบนคือ นักมวยปล้ำ(มีพลังมากกว่ามนุษย์ 10 เท่า) ช้าง สิงห์กริฟฟิน(ครึ่งนกครึ่งสิงห์) เทวีภคินีและสิงหินี

อำนาจสูงสุดอยู่ที่ยอดคือสิทธิลักษมีแห่งนยาตาโปลา

สังเกตชาวเนปาลขึ้นไปชิวอยู่ชั้นบนมากมาย น่าจะเป็นวิวที่ดีสำหรับชมงานเทศกาลนะคะ



พระราชวัง 55 หน้าต่าง

golden gate เป็นประตูทางเข้าBhaktapur Royal Palace


Siddhi Lakshmi Temple อีกชื่อ stone temple


National Art Gallery

พิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดหนึ่งในสามแห่งในบักตะปู ด้านหน้ามีสิงห์สองตัว ตัวผู้กับตัวเมีย ตัวเมียคือตัวที่มีนม(คับที่อยู่ได้ คับเออยู่ยาก สิงห์ตัวนี้อยู่ยากแน่นอน) ด้านหลังของสิงห์เป็นรูปปั้นหนุมานและนรสิงห์

ด้านในแสดงภาพวาดทังกา งานศิลปะจากเหล็ก หิน ไม้ ภาพวาดกษัตริย์

ใกล้ทางออกอีกด้านมีสระน้ำ คนเนปาลมานั่งชิว เดินชิว แสดงให้เห็นวิถีเนปาล แบบ ชิวๆ



เลี้ยงกันริมถนนเลยค่ะ...

อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัดกับคนขับรถแล้ว แต่เราสำรวจบักตะปูไปครึ่งเดียวเองค่ะ ส่วนตัวคิดว่าถ้าจะเสพความงามให้สมใจควรมีเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันให้คุ้มกับค่าตั๋ว 1,100 รูปีค่ะ ขณะที่กำลังงงๆว่าจะเดินไปดูอะไรต่อดี กลัวกลับมาไม่ทันจุดนัดพบ แต่แล้ว...ฝนก็ตกค่ะ นี่นะ ริไปเนปาลช่วงเมษา

ฟ้าแจ้งจางปางแต่ดันมีฝนตก ตกไม่หนักนะคะ แต่ถ้าเดินต่อก็กลัวกล้องมีอันเป็นไป แล้วตอนนั้นจขบ.ก็รู้สึกเหนื่อย เหนื่อยมากจนไม่อยากเดินไปไหน เลยไปนั่งหลบฝนอยู่ที่ข้างๆ Sunny Guesthouse ระหว่างที่นั่งรอฝนหยุดก็ได้เจอ... ...เจอครอบครัวชาวเนปาลที่แสนน่ารัก คุณพ่อลูกสาม
เด็กๆเห็นเราถือกล้อง ทำหน้าแบบว่า "อยากถ่ายรูป"
แน่นอน จัดให้...




เรานั่งจนถึงเวลานัดเลยค่ะ จขบ.เหนื่อยมากจนไม่อยากไปต่อ แต่จ่ายไปแล้ว 4,500 รูปี เรื่องไรจะยอมหยุด

ไปต่อค่ะที่ปาตัน

ที่ปาตัน คนขับให้เวลา 1 ชั่วโมงค่ะ

ค่าตั๋วคนละ 200 รูปี



เมื่อมาถึงปาทัน จขบ.เหนื่อยหนักกว่าเดิม รู้สึกน้ำมูกไหลนิดๆจึงไม่ได้เอากระดาษออกมาเช็ดแต่ใช้วิธีสูดๆเข้าไปแทน ร้อนๆหนาวเหมือนจะเป็นไข้แต่ก็ไม่ได้บอกใครไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วง

ในรูปด้านล่างนี้คือ พิพิธภัณฑ์ปาทัน ตอนที่ไปถึง มันปิดแล้วค่ะ เดินไปชมฟรีด้านล่างได้แต่ขึ้นข้างบนไม่ได้แล้ว ในหนังสือบอกว่าที่นี่แสดงรูปถ่ายหายาก



กฤษณามันดีร์
วิหารแปดเหลี่ยมสร้างด้วยหินตามแบบศิขรโดยธิดาของกษัตริย์องค์หนึ่งในศตวรรษที่ 17 เพื่อรำลึกถึงมเหษี 8 องค์ ที่เดินเข้าสู่กองไฟ เผาตัวเองพร้อมกับพระราชา



ฟ้าค่อยๆมืดลง จขบ.รู้สึกว่าน้ำมูกไหลมากไปแล้วสูดไม่ไหวเลยจกกระดาษทิชชู่มาเช็ด โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ มันไม่ใช่น้ำมูก แต่มันคือเลือดกำเดา จขบ.เลือดกำเดาไหลจากจมูกสองข้าง เลือดค่อยๆไหลซึมออกมาจนแทบจะเอาทิชชู่อุดจมูกตัวเองไว้(ไม่ทำ เพราะมันคงดูทุเรศเกินไป) ตั้งสมมุติฐานว่าตัวเองเป็นอะไร หวัดเนปาล ที่เรากินยาสกัดไปเมื่อเช้า...

แต่คิดว่าไม่น่าใช่ คิดว่าน่าจะเป็นจากมลพิษในกาฏมาณฑุมากกว่า มาเนปาลสามวันไม่ใส่หน้ากากเลย(กลัวถ่ายรูปไม่สวย) จขบ.เป็นคนป่วยง่ายแต่ชอบทำตัวถึก เวลาได้กลิ่นฉุนมากๆหรือจามบ่อยก็จะมีปัญหาโพรงจมูกอักเสบ เคยนั่งรถเมล์ไม่มีแอร์ที่กรุงเทพนี่แหละแล้วก็แสบจมูก อาการเหมือนที่เนปาลเลย จากนั้นก็มีเลือดกำเดาไหล แต่บางทีเลือดกำเดาก็มาแบบไม่มีสาเหตุ คุณนายแบบนี้มันยังมาเนปาล...

ตอนนี้ปาทันไม่สนุกแล้ว ไข้ขึ้น หนาวสั่น เหนื่อย เสียเลือด หายใจทางปากแทนจมูก ได้กลิ่นเลือดตัวเองตลอดเวลา

เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงเวลานัด ทรมานมาก ครึ่งชั่วโมงนานจัง เดินปาทันเหมือนเดินไล่ควาย เที่ยวให้จบๆไป ฉันอยากกลับแล้ว ฉันเสียเลือด...




ตั้งหน้าตั้งตาเดิน ไปเจอวัดนี้ ซึ่งปิดแล้วเหมือนกัน





เดินกลับมารอคอย ลอยคอ ที่หน้าจตุรัส ถ่ายรูปรอไปเรื่อยๆ

หนุมาน เจิมจนแดงทั้งองค์ ลูบกันจนหน้าแบน




กลับถึงโรงแรมหกโมงเย็น กระเป๋าที่ฝากไว้ยังอยู่ดี ตอนแรกเพื่อนๆอยากออกไปกินข้าวที่ทาเมล ....Oh NO! I ป่วยอยู่นะ ไม่กล้าบอกเพื่อนอีกหล่ะ ทำไงดีไม่อยากตากฝน

โชคดีค่ะ ฝนตกอีกครั้งเลยบอกเพื่อนว่า "อย่าออกไปเลยนะ ฝนตก ไฟฟ้าก็ไม่มีเดี๋ยวกลับลำบากนะ" ดูรอบคอบและห่วงใยซะเหลือเกิ๊นนนน จริงๆมันห่วงตัวเอง

ก็เลยกินข้าวกันที่โรงแรม ไม่รีวิวอาหารค่ะเพราะกินเหมือนตอนแรกเลย ไม่กล้าสั่งของแปลก กลัวกินไม่ลง ภัตตาคารของrosebudมันเป็นrooftop restautant ตอนกินข้าวหนาวมาก ฝนตก ลมแรง

กินเสร็จฝนหยุดพอดี เพื่อนอยากไปเดินทาเมลอีกแหละ เขาอยากไปซื้อขนมปังร้านhot breadมาตุนไว้เพราะพรุ่งนี้เราจะนั่งรถทัวร์ไปโพคาราและเราไม่ซื้ออาหารบุฟเฟ่ห์ของรถ ร้านhot breadลดราคาหลังสองทุ่มครึ่ง เฉพาะขนมปังนะคะที่ลดราคา พวกคุ้กกี้นี่ไม่ลดนะ ก็เลยไปกับเขาด้วยค่ะ ซ่ามั้ยหล่ะ ป่วยยังจะไปอีก อยากไปดูบรรยากาศทาเมลยามค่ำคืนไงคะ

สอยขนมปังมาเป็นเสบียง 2 ชิ้นกับคุ้กกี้อีก 2

ขอปิดด้วยรูป "สาวน้อยแห่งบักตะปู"




Create Date : 14 สิงหาคม 2554
Last Update : 14 สิงหาคม 2554 15:25:35 น. 0 comments
Counter : 908 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Sun-Dong
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




มีความฝันอยากเก็บประสบการณ์ทั่วโลก ค่อยๆเก็บกันไปเท่าที่โอกาสอำนวย แค่อ่านหนังสือท่องเที่ยวบางทีก็รู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมไปแล้ว
Friends' blogs
[Add Sun-Dong's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.