Group Blog
 
All Blogs
 

มันอยู่ที่ใจ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2545

เคยได้ยินไหม คำคมที่ว่า '' ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำอะไรไม่ได้ก็ตาม คุณคิดถูกแล้วล่ะ!''

เราไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้เราจะวิ่งได้ติดต่อกันถึง 30 นาที แต่พอวันนึงคิดว่าทำได้ ตั้งใจจะทำให้ได้ ก็ทำได้สำเร็จ เราคนที่วิ่งครั้งแรกวิ่งได้แค่ 3 นาทีเท่านั้น! เราคนที่วิ่งครบ 15 นาทีสองครั้งแรกก็แทบอ้วก (แต่กลั้นอ้วกไว้ได้อย่างเฉียดฉิว) วันนี้วิ่ง 30 นาทีได้สบายๆ
เราก็ไม่ได้ฟิตเปรี๊ยะอะไร เพียงแต่ว่าคนมันหัวดื้อเท่านั้นเอง ถ้าร่างกายไม่ประท้วงจนถึงที่สุดก็ไม่หยุด

เรายังเคยไปปีนเขาได้ถึงยอด ด้วยแขนขาลีบๆ ไร้กล้ามเนื้อนี่แหละ แรงไม่ค่อยมี แต่ใจน่ะไม่ต้องห่วง (ถ้าปีนไม่ถึง ก็ไม่เท่ห์น่ะสิ 5555)

เรื่องทำครัวก็เหมือนกัน จากวันที่ 6 เมษายน 2545 ที่เข้าครัวทำอาหารครั้งแรกก็โกลาหลไปหมด ทั้งๆ ที่ทำแค่ต้มจืด //www.catcha.co.th/diary/?namwhaan.20020406 มาถึงวันนี้ ดันทุรังทำกับข้าวไปตักบาตรได้สำเร็จแล้ว! (555 ใส่เสร็จแล้วต้องรีบหนี เดี๋ยวหลวงพี่จำหน้าได้)

วันนี้ก็ทำกับข้าวได้หลายอย่างมากขึ้น มั่นใจมากขึ้น เข้าใจถึงพลังอำนาจของ ''ใจ'' ดี และพร้อมจะลองทำอย่างอื่นอีกเยอะแยะมากมาย ถึงแม้ว่าวันนี้จะทอดไส้กรอกไหม้ดำเป็นตะโกก็ตาม (ปล่อยให้น้ำมันร้อนไปไม่หน่อย แต่พอตอนเย็นก็แก้แค้นสำเร็จนะ)

พูดมาตั้งนานเนี่ย ก็เพื่อจะบอกเพื่อนๆ ทั้งหลายว่า หลายๆ สิ่งที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้นั้น จริงๆ แล้วเราอาจจะทำได้ และทำได้ดีด้วย
ลองหัดคิดว่า ''ทำได้ๆๆๆ'' ซะแต่บัดนี้ คุณก็อาจจะต้องแปลกใจตัวเอง
แต่ยังไงก็อย่าดันทุรังมากไป เช่นเรารู้ดีว่า ทอดปลา นั้นยังทำไม่ได้ ก็ยังไม่เสี่ยง แค่คิดก็ฝ่อแล้ว รอให้วันไหนคิดว่าทอดได้ก่อน ค่อยลองทำละกัน

ไม่รู้จะบรรยายด้วยวิทยาศาสตร์ยังไง ไอ้คำว่า ''ใจ'' เนี่ย ที่แน่ๆ คงไม่ใช่หัวใจ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของสมอง และอาจจะรวมอะไรไว้หลายๆ อย่างทั้งฮอร์โมน ทั้งเซลล์ประสาท

รู้แต่ว่ามันมีพลังจริงๆ นะ




 

Create Date : 13 เมษายน 2548    
Last Update : 13 เมษายน 2548 3:26:04 น.
Counter : 99 Pageviews.  

วันดี

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2545

วันนี้วันดีจิงๆๆๆๆๆๆ 5555555555555
ตื่นแต่ตีห้าครึ่ง (นาฬิกาปลุกแต่ตีห้า แต่ปล่อยให้ฟังก์ชั่น snooze ทำงานซะครึ่งชั่วโมง)
ทำกับข้าวไปตักบาตรได้สำเร็จ (แต่พอใส่แค่รูปเดียวนะ)
ตอนเย็นทำ fusilli al ragu (พาสต้าเกลียวซอสหมู) สำเร็จ ออกมารูปสวย และรสดีเด็ด 55555 ไม่เคยเลยที่จะออกมาดีตั้งแต่ครั้งแรกที่ลองมั่วสูตรเอาเองแบบนี้

รายละเอียดตอนเช้า ข้าว+ผัดกะหล่ำปลี
ล้างและหั่นกะหล้ำปลี 3/4 หัวไว้แต่วาน ตีห้าครึ่งตื่นมา หุงข้าว อาบน้ำ เริ่มปอกกระเทียม
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมหัวที่ปอกเสร็จลงไป
อุตริทำเก๋าเสียบปลั๊กให้น้ำมันร้อน ตั้งแต่ยังปอกกระเทียมไม่เสร็จทุกหัว
น้ำมันเริ่มร้อน กระเทียมส่งเสียงฉี่ฉ่า เริ่มลนลานปอกกระเทียมที่เหลือ
กระเทียมในกระทะทำท่าจะไหม้ เลยต้องละทิ้งกระเทียมนอกกระทะ มาหยิกหมูสับลงกระทะแทน
อิ๊บอ๋ายแล้ว หมูแข็ง หยิกไม่ออก นี่ขนาดเอาออกจากช่องฟรีซมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แงๆๆๆๆๆ
หยิกหมูลงไปได้ไม่กี่ชิ้น กระเทียมก็ไหม้
ปิดไฟ หันกลับมาปอกกระเทียม ทุบแล้วใส่ลงกระทะไปใหม่
เปิดไฟ พยายามหยิกหมูใหม่ พอไม่ได้ ก็ปลงซะ กินแค่กะหล่ำปลีก็อร่อยแล้ว
ขยุ้มกะหล่ำปลีกองใหญ่ลงกระทะ ใส่ซีอิ๊วขาว ใส่น้ำมันหอย
ผัดไปผัดมา ที่พองๆ อยู่ก็ยุบลงๆ แทนที่จะได้ 6 ที่ กลับแฟบเหลือแค่ 3 ที่
ตักใส่ถุงร้อน ตัดสินใจตักบาตรแค่รูปเดียว ที่เหลือขยักเอาไว้ให้ตัวเอง (เจ้าอั๋นวิพากษ์วิจารณ์ว่าหวงพระ) จากนั้นตักข้าวใส่บาตร และตักกับข้าวใส่ถุงให้นาง รวม 3 ถุง
โทรไปหานางบอกข่าวร้าย แต่เจอแม่นางแทน
แล่นออกจากบ้าน ไปถึงที่นัดก่อน 5 นาที (ใครที่เคยนัดกับเราคงรู้ว่านี่ปาฏิหาริย์!!!!!)
หกโมงสามสิบห้า นางยังไม่มาซักที เลยเดินเข้าไปตามถึงในซอย
นางบ่นผิดหวังใหญ่ที่เรามีของมาแค่เนี้ย (ของตักบาตรแค่ชุดเดียว แถมมีกับข้าวอย่างเดียว กับข้าวที่ให้มันก็แฟบๆ)
นางบ่นไปเรื่อย เราก็แก้ตัวไปเรื่อย
นิมนต์หลวงพี่ เราใส่กะหล่ำปลี นางใส่ข้าว
ร่ำลานาง แล้วไปจ่ายตลาดต่อ

รายละเอียดตอนเย็น ฟูซิลิ ซอสหมู
เอาหมูออกจากตู้เย็นแต่เนิ่นๆ ล้างผัก
หั่นหอมไปร้องไห้ไป หั่นแครอท หั่นกระเทียม ล้างโหระพา เด็ดใบ
งุนงงกับสูตร ตกลงน้ำซอสมะเขือเทศ (ไม่ใช่ ketchup) นี่มันทำเองไงหว่า
เสียบปลั๊กต้มน้ำ อย่างไร้จุดหมาย
หั่นมะเขือเทศ 3 ใบ ออกเป็นลูกละสี่ส่วน
ตัดสินใจทดลองทำมั่วๆ ตั้งกระทะ ใส่ extra virgin olive oil (product of spain -- ซื้อตอนลดราคา) ไปจี๊ดนึง
ใส่หอมซอยไปนิดนึง พอเริ่มฉ่าๆ ก็ใส่หมู คราวนี้ผ่านฉลุยไม่มีปัญหา ใส่กระเทียมสับไปนิดนึง
เมื่อเห็นว่าน้ำมันชักจะเดือดเกิน ก็ตักน้ำที่ต้มอยู่ในหม้อเติมลงในกระทะ
ใส่หมูเพิ่ม ผัดจนสุก แล้วใส่มะเขือเทศ 12 ชิ้นลงไป ผัดจนน้ำออกมาเคลือบหมูเป็นสีแดงๆ ใส่เกลือ ใส่พริกไทย
เติมน้ำเมื่อของในกระทะชักจะเดือดเกิน ใช้ไฟต่ำ ผัดไปมาให้น้ำมะเขือเทศออกมามากที่สุด
เติมน้ำในหม้อ ตั้งรอให้เดือดใหม่ พอเดือดก็ใส่ฟุซิลิ (พาสต้าเกลียว) ลงไป เติมเกลือ เติมน้ำมันพืช
หั่นมะเขือเทศอีกสองลูกเป็นชิ้นใหญ่ๆ สี่ส่วน ส่วนมะเขือเทศอีกลูกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และใส่ชิ้นใหญ่เพิ่มลงในกระทะ (20 ชิ้นแล้วนะเนี่ย) เติมน้ำ เติมเกลือ เติมพริกไทยอีกรอบ
ผัดไฟต่ำไปเรื่อย ของในกระทะ เริ่มมีหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาเหมือน ซอสเนื้อ แต่ว่าในที่นี้เป็นซอสหมู
พอฟุซิลิเริ่มได้ที่ ก็ใส่หอมกับกระเทียมที่เหลือ ผัดสองตลบก็ใส่แครอท ผัดสักพักพอสุก ก็ช้อนพาสต้าจากหม้อลงมาผัดด้วย
ใส่มะเขือเทศชิ้นเล็ก ผัดนิดหน่อย พอสุก ไม่ให้น้ำละลายจนเละเหมือนมะเขือเทศชิ้นใหญ่พวกแรก
ใส่โหระพา
โอ้ว้าว สีเขียวและกลิ่นหอมๆ ของโหระพาทำให้อาหารที่ทำท่าว่าจะไม่มีอนาคตกลายเป็นสดใสสวยงามน่ากินสุดๆ
เจ้าอั๋นเข้าบ้านมา ยังตกตะลึงในรูปลักษณ์ที่ดูน่ากินอย่างไม่น่าเชื่อ
ตักใส่จานให้เจ้าอั๋นได้กินพอดิบพอดี (กะเวลาเก่งจังเยย) ไม่มีมาร้องหิวๆๆๆๆ อย่างวันก่อน
กินๆๆๆๆๆๆๆๆ หมดเกลี้ยง
รสชาติเค็มๆ เปรี้ยวๆ กลมกล่อม (อาจจะเค็มไปนิด เพราะดันใส่เกลือสองรอบ) แต่ส่วนผสมทุกอย่างนุ่มลิ้น มีแครอทจืดๆ แข็งๆ มาเป็นตัวสอดแทรกให้รสชาติไม่น่าเบื่อ

Ragu ของแท้ (หรือ Bolognaise อย่างที่ทั่วโลกเรียกกัน)
คุยกับหนุ่มอิตาเลียนใกล้ตัว ตาช่างติบอกว่า ต้องทำน้ำซอสมะเขือเทศก่อนหนึ่งวัน และใช้ต้มไม่ใช้ผัด (อันนี้เราก็ต้มนะ แต่ต้มในกระทะ หรือผัดด้วยน้ำ คล้ายๆ กันน่า 55555)
ถึงวันทำจริงให้เอาหมูมาต้มกับน้ำซอสมะเขือเทศ พอสุก ก็ต้องเอามาพักไว้หลายชั่วโมง
พอจะกินจริง ก็ค่อยเอามาอุ่น แล้วตักราดพาสต้า ที่ต้มสุกใหม่ๆ (วุ่นวายฉิบ)




 

Create Date : 13 เมษายน 2548    
Last Update : 13 เมษายน 2548 2:59:03 น.
Counter : 78 Pageviews.  

ทึ่งพ่อ

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2545

วันนี้ทึ่งพ่อมาก เจรจากับเซเว่นแคตาล็อกสำเร็จ อุตส่าห์ยอมรอพวกเราตั้งบริษัทใหม่ แล้วยังมาช่วยกำกับการทำกับข้าวของเรา จนออกมาอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ :-)

วันนี้ ความฝันว่าจะไปใส่บาตรล่มสลายเพราะแพ้ใจตัวเองอีกครั้ง จากนั้นพอตื่นมา ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานชดเชย แล้วก็โทรไปหาอั๋นบอกว่าจะทำข้าวผัดทูน่าเย็นนี้ ให้กลับมากินด้วย
''ไม่เอา จะกินนอกบ้าน''
''ไม่ได้ ต้องกลับมากินข้าวผัดทูน่า''
''แล้วจะผัดเมื่อไหร่''
''เนี่ยจะผัดละ''
''โอ้ย กว่าจะกลับไปกินก็ไม่อร่อยละ จะกินนอกบ้านนนนน''
''ไม่งั้นก็ต้องผัดสองรอบน่ะสิ''
''โอ้ย กว่าจะกลับไปกินก็ไม่อร่อยละ จะกินนอกบ้านนนนน''
''เออๆ ผัดสองรอบก็ได้วะ''
''5555555 เออ เดี๋ยวจะกลับไปกิน''

ก็นับว่าดีเหมือนกัน ไม่ห่วงหรอกเรื่องผัดสองรอบ เพราะจะได้ฝึกฝึมือไปในตัว ว่าแล้วก็ผัดรอบแรกก่อน ขลุกขลักๆ ใส่น้ำมันเยอะไป เลยออกมามัน และเหมือนข้าวคลุกไข่มากกว่าข้าวผัดไข่ แต่ไงๆ ก็อร่อย ฮะฮะฮะ ก็มันหิวนี่หว่า จากนั้นพอเย็นย่ำ ก็ออกไปวิ่งได้ 20 นาที โอ้ววว :-) นับว่าประสบความสำเร็จ และใกล้จะกลับไปวิ่งได้เท่าเดิม คือ ครึ่งชั่วโมง นอกจากนี้เรายังมีโครงการเพาะกล้ามแขนให้แข็งแรงอีกด้วย อุอุ แต่เดี๋ยวรอให้วิ่งอยู่ตัวก่อน

วิ่งเสร็จ พ่อมาก็รอแล้ว เราเอาข้าวผัดมาเสิร์ฟ พ่อร้องหาไข่ดาว น้ำพริกน้ำปลาทันที แต่เราบอกขี้เกียจทำ แต่พ่อก็ยอมกินจนหมด แล้วเราก็โทรไปถามอั๋นว่าจะกลับยัง
''เตรียมทำได้แล้ว คุณหลวงจะกลับบ้านแล้ว ทำอะไรให้กินด้วย''
''เออๆ''
''คุณหลวงจะกลับบ้านแล้ว เตรียมทำอะไรให้กินด้วย''
''เออๆ''
เดี๋ยวนี้น้องเราเป็นไรหว่าชอบพูดจาซ้ำซาก นึกรึว่าเราจะรู้สึกอะไรกับการที่ต้องคอยมาบริการคุณหลวง ถึงเราเคยทำแบบสอบถามได้นิสัยด้านสังเคราะห์สงเคราะห์ศูนย์ ย้ำว่า 0 แต่ตอนนี้เราดีใจมาก หากจะมีใครยอมมาทดลองกินอาหารของเรา 5555

แล้วเราก็เริ่มทำต้มกระดูกหมูกะหล่ำปลี และข้าวผัดทูน่าอีกรอบ โดยมีคุณพ่อคอยบอกบท และแสดงความเก่งกาจราวมืออาชีพให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยความรำคาญอยู่หลายตอน โอ้โห ไม่รู้ไปบ่มเพาะทักษะมาแต่ไหน สงสัยถูกทิ้งอยู่บ้านให้ทำกับข้าวเลี้ยงหมาบ่อย :-)

ปรากฏว่าคุณหลวงกลับถึงบ้านก่อนกับข้าวเสร็จ ปากก็บ่นๆๆๆ ว่าหิวแล้วๆ แต่พอเสร็จจริงๆ ก็ 555 กินหมดด้วยความรวดเร็ว เราผัดสี่จาน นึกว่าจะเหลือไว้พรุ่งนี้เช้าด้วย ปรากฏพ่อขอเพิ่ม สิริรวมพ่อกินข้าวผัดเราไปสามจานด้วยกัน ปลื้มเปรมกับฝีมือลูกสาวเลยล่ะซี้ ;-)




 

Create Date : 13 เมษายน 2548    
Last Update : 13 เมษายน 2548 1:58:14 น.
Counter : 85 Pageviews.  

สปาเก็ตตี้ทูน่า

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2545

ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ทำสปาเก็ตตี้ทูน่าให้คุณยายและน้องๆ ได้รับประทาน เราพูดว่าจะทำมาหลายวันแล้ว แต่ยายไม่ยอมให้ทำ อ้างว่ามืดแล้วบ้างล่ะ กับข้าวเยอะแล้ว คนโน้นคนนี้ไม่อยู่
พอมาวันนี้บ่ายเบี่ยงไม่ได้ ก็ทำหน้ากลุ้มใจ เจ้าเป้ประกาศว่าจะกินแค่ครึ่งจาน ที่เหลือคืนเราให้หมด หนอยๆ แต่ละคน ไม่เชื่อมือเราเล้ย

หลังจากที่ศึกษาสูตรอย่างละเอียด เราก็เริ่มเตรียมส่วนผสม กระเทียม หอมใหญ่ ทูน่าในน้ำเกลือ สปาเก็ตตี้ที่เหลือจากคราวที่แล้วครึ่งถุง และก้ใบโหระพา ง่ายๆ แค่นี้ล่ะ มะเขือเทศไม่มีก็ไม่ต้องใส่ เอาซอสมะเขือเทศมาแทน

จากนั้นก็เริ่มต้มน้ำ ใส่เกลือ ระหว่างนั้นยายเห็นเราเก้ๆ กังๆ สับกระเทียม ก็เอาไปสับเอง ทั้งกระเทียมทั้งหอมอย่างรวดเร็ว ปากก็บ่นไป
''มันก็ไม่พ้นยายจนได้''
''จะอร่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้''
''จะกินได้หรือเปล่าก็ไม่รู้''

เราห้ามไม่ได้ก็เลยไปเด็ดโหระพาแทน พอน้ำเดือด ก็เอาสปาเก็ตตี้ใส่ เราใส่เลยหมดถุง ยายก็บ่น ''ทำเยอะทำไม เดี๋ยวกินไม่ได้'' เราไม่สนใจก้มหน้าก้มตาทำไป ด้วยความมั่นใจว่าคราวนี้ต้องกินได้

จากนั้นก็เริ่มเทน้ำมันมะกอกลงกระทะ ใส่กระเทียม ซึ่งก็เหลืองอย่างรวดเร็ว ใส่หอมใหญ่ ผัดไปผัดมา นึกไม่ออกว่าใส่ไรต่อ กว่านึกออกว่าต้องใส่ทูน่ากระเทียมก็เริ่มเหลืองอย่างรุนแรง กว่าจะใช้ช้อนควักทูน่าออกจากกระป๋องเสร็จ ก็เริ่มมีไหม้ เราเริ่มละล้าละลังหาน้ำซุปที่เหลือจากก๋วยเตี๋ยวเทลงไป ใส่ซอสมะเขือเทศที่เหลือจากกินพิซซ่าลงไปหนึ่งซอง ใส่เกลือ ใส่พริกไทย ท่ามกลางเสียงบอกบทของยาย จากนั้นก็ได้เวลาคีบสปาเก็ตตี้จากหม้อมาลงกระทะ ใส่เกลืออีก ใส่ซอสมะเขือเทศอีก ใส่โหระพา โอยกว่าจะเสร็จ หน้าตาไม่น่ากินได้เล้ย

แต่ ยายโบ ก็บอกว่า ''เส้นอร่อยอ่ะ นุ่มมากเลย อร่อยมากเลย''

โอ้ ว้าว หัวใจเราพองโต ถึงแม้ว่า ........ไอ้เส้นที่ออกมานุ่มเนี่ย จะฟลุคก็เถอะ

ทุกคนกินกันหมดจาน แค่นี้ก็ปลื้มแย่แล้ว เลยมานั่ง search มาสูตรทำอาหารต่อทั้งคืน ทำอาหารนี่สนุกจริงๆ




 

Create Date : 13 เมษายน 2548    
Last Update : 13 เมษายน 2548 1:32:29 น.
Counter : 303 Pageviews.  

ครั้งแรกในชีวิต

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2545

วันนี้ตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าว!!

ทำไมแค่นี้ถึงได้ตื่นเต้น? ก็นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เข้าครัวประกอบอาหารเองคนเดียว ด้วยความเต็มใจน่ะสิ!

ถ้ายายอยู่คงไม่ยอมให้เราเข้าไปเกะกะในครัวหรอก แต่นี่ยายไม่อยู่เลยได้โอกาส ว่าแล้วก็ประกาศก้องตั้งแต่คืนวาน
''พรุ่งนี้จะทำกับข้าว''
ชะรอยน้องชายสุดที่รักได้ยินเข้าคงสยอง เลยสวนกลับว่า ''ไม่กินนะ''
เราต้องเข้าไปเกลี้ยกล่อมเป็นการใหญ่
''ไม่กิน ไม่กิน ไม่กิน เป็นตายยังไงก็ไม่ยอมกิน ขอไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า''
''โธ่ จะทำแค่ต้มจืดผักกาดขาวหมูสับเอง ยังไงก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว เป็นหนูทดลองให้หน่อย''
''ไม่เอา! ไม่เป็นหนู!''

แต่ถึงแม้มันจะยืนยันอย่างนั้น เช้าขึ้นมา เรายังนอนอุตุอยู่เลย มันก็มาทวงแล้ว
''หิวแล้ว ไหนล่ะต้มจืด''
ความอยากเป็นแม่บ้านสู้ความงกนอนไม่ไหว เราเลยทำเป็นไม่ได้ยิน แต่มันก็กวนอยู่นั่นแหละ
''หิวแล้ว หิวแล้ว หิวแล้ว''
เราเลยต้องยอมตื่น มีคนอุตส่าห์อยากกินกับข้าวที่เราทำทั้งที

เราเริ่มด้วยการต้มน้ำ แล้วค้นหาหมู เจอแต่ซี่โครง ไม่เจอหมูให้สับ เลยเอาซี่โครงนั่นใส่ลงไปทั้งน้ำยังไม่เดือด แล้วเริ่มล้างผัก สักพักน้ำเริ่มขุ่นผิดวิสัยต้มจืด เลยไปโวยวายกับเจ้าอั๋น
''ทำไมน้ำมันขุ่นยังงี้''
''อ้าว นี่ใส่หมูลงไปทั้งน้ำยังไม่เดือดเหรอ ตักขึ้นมาเดี๋ยวนี้! อะไร ไม่มีเซนส์ในการทำครัวซะเลย!''

เราตักขึ้นโดยดี ต้มน้ำใหม่ ตั้งท่าจะหั่นผัก
''อะไร ไม่ต้องหั่น ผักกาดขาวแค่หักก็พอแล้ว!''

เราก็เลยนึกถึงตอนกินสุกี้ขึ้นมาได้ พอดีหันไปเจอเห็ดหอมแห้งกับสาหร่าย เลยเอาเห็ดหอมแห้งแช่น้ำไว้ ดีใจว่ามื้อนี้ต้องอร่อยแน่ๆ พอน้ำเดือด เราเอาหมูใส่ลงไปใหม่ คอยไล่ช้อนฟองออก ตามด้วยเห็ดหอมแห้ง แล้วหักผักกาดขาวใส่ แล้วตบท้ายด้วยสาหร่ายแห้ง

คิดว่าไม่พลาดแล้วนะ ดันเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ปรุงรส เลยเอาน้ำปลามาเติม แล้วคน สาหร่ายก็กระจายหมด เฮ้อ ยังไงก็กินได้ล่ะฟะ เรียกเจ้าอั๋นมาช่วยชิม มันก็ว่า
''ทำๆ มาเหอะ''

เราเลยตักไปวางไว้ให้ แล้วเตรียมตัวทำน้ำปลาพริก ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้


ลืมหุงข้าว!!!!


เจ้าอั๋นทำหน้ากลุ้มใจ แต่ก็หยิบช้อนมาชิมต้มจืด เรารอฟังด้วยความระทึก
''อืมมม ต้มจืดจริงๆ''
โธ่ ก็ให้ชิมก็ไม่มาชิม มันเอาน้ำปลาเติมเอง ในขณะที่เราเริ่มขบวนการหุงข้าว สักพักมันก็บอก ''หมดเวลาแล้ว ต้องไปตีแบดละ'' เราให้ลงไปซื้อข้าวก็ไม่เอา มันกินต้มจืดจนหมดแล้วบอก

''ใช้ได้!''

แหม ค่อยมีกำลังใจทำหน่อย เราจัดการปอกกระเทียมจะทำน้ำปลาพริกต่อ แต่ก็ยังไม่วายถามเจ้าอั๋น กระเทียมนี่เขาหั่นทางไหนอ่ะ? น้ำปลาพริกเรียบร้อย ข้าวก็สุก แต่ปรากฏว่าแฉะ เราเลยอุ่นรอไว้ให้หายแฉะ แต่สุดท้ายชักหิว ข้าวก็ยังแฉะอยู่ เลยต้องยอมกิน เจ้าอั๋นหนีไปแล้ว เรากินได้สองสามคำก็คิดได้ว่า รอข้าวจนต้มจืดเย็น ดังนั้นเอาไปอุ่นหน่อยดีกว่า แล้วมานั่งแชทอย่างเย็นใจ เวลาผ่านไปเท่าไหร่ประมาณไม่ได้ ก็นึกถึงต้มจืดขึ้นมา รีบถลาเข้าครัว แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

น้ำต้มจืดเราระเหยไปหมด สาหร่ายและผักกาดขาวยุ่ยๆเริ่มจะไหม้ติดหม้อ เสียงเดือดดังน่ากลัวมาก เรารีบเอาน้ำมาราดแล้วปิดไฟ โฮๆๆๆๆๆๆๆ หมดแล้ว กับข้าวชั้น ไม่มีอะไรจะกินกับข้าวแฉะๆแล้ว!!! อยากร้องไห้เหลือเกิน ยังดีกอริลล่าช่วยปลอบ

''แค่พยายามก็พอแล้ว สำคัญที่พยายามนะ''

สักพักเรารู้สึกดีขึ้น ก็ล้างหม้อ แล้วทำต้มจืดใหม่ คราวนี้ออกมาดีกว่าเดิมนิดนึง ถึงแม้จะยังเหมือนน้ำใส่น้ำปลาอยู่เช่นเดิม

แต่ยังไงก็มีกำลังใจขึ้นมาแล้ว ต่อไปจะไปตลาดกับยาย และหัดทำโน่นนี่เพิ่มอีก หนทางยังอีกยาวไกล ต้องสู้ต่อไปอย่าท้อถอย!




 

Create Date : 12 เมษายน 2548    
Last Update : 12 เมษายน 2548 23:00:26 น.
Counter : 108 Pageviews.  


Notti Magiche
Location :
Bavaria Germany

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Notti Magiche's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.