10 ในอเมริกา (4) วันแรกของการเป็นเด็กล้างจาน


เราสอบโทเฟล 2 ครั้ง เพราะคะแนนสอบจากครั้งแรกต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่มหาวิทยาลัยที่เราอยากจะสมัครกำหนดไว้ 3 คะแนน

"เราควรลองสอบอีกรอบดีมั้ยแก" เราพิมพ์ปรึกษาเพื่อนผ่านโปรแกรม MSN ซึ่งเป็นโปรแกรมแชทยอดนิยมในสมัยนั้น สอบโทเฟลมีค่าสอบ 5,000 กว่าบาท เป็นเงินจำนวนที่มากโขสำหรับเรา เราอยากถามความเห็นจากคนอื่นว่าจะคุ้มหรือไม่ถ้าเราจะสอบโทเฟลอีกครั้งในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ เนื่องจากใกล้หมดเขตส่งใบสมัครเรียนแล้ว 

 เพื่อนคนเดียวกับคนที่เคยจุดประกายความคิดในการไปเรียนต่อต่างประเทศตอบเรากลับมาว่า "แกอย่าฝืนทำอะไรเกินตัวเลย ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง" เพื่อนดุเรา เขามองว่า เรามีเวลาเตรียมตัวอีกเพียงไม่กี่วัน คงจะไม่ทำให้เราได้คะแนนดีขึ้นนัก เขากลัวเราจะเสียเงินและจะผิดหวังเปล่า เราบอกลาเพื่อนเพราะดึกมากแล้ว เพื่อนบอกให้ไปนอน อย่าคิดมาก พรุ่งนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ 

เราร้องไห้... "อย่าทำอะไรที่เกินตัว" "เราทำไม่ได้" "เราต้องอยู่บนโลกแห่งความจริง"  เราคิดทบทวนซ้ำๆ 

Click here to confirm your exam schedule.

 เรากด Enter เพื่อยืนยันเลือกวันสอบ ก่อนปิดคอมพิวเตอร์และเข้านอน 

โลกแห่งความเป็นจริงเป็นอย่างไร? เราก็คงจะไม่มีวันรู้ หากเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน 

 "Gam, you have a very beautiful smile" Dr. Cox อาจารย์คนหนึ่งพูดกับเรา จริงๆ แล้วเราไม่ได้มียิ้มที่สวยอะไรหรอก แต่เขาแซวเราต่างหากที่เราแทบจะไม่เคยแสดงความคิดเห็นอะไรในห้องเรียน สำหรับคนที่ไม่เคยได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างจริงจังในชีวิต แค่ฟังคนอื่นพูดให้รู้เรื่องก็ยากมากแล้ว อย่าว่าแต่ให้พูดอะไรกลับเลย ฟังอาจารย์พูดยังไม่ยากเท่าไหร่ เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่จะตั้งใจพูดเพื่อให้นักศึกษาต่างชาติสามารถเข้าใจได้ แต่เพื่อนฝรั่งร่วมห้องน่ะซิ เราแทบจะเอาหัวโขกโต๊ะ เวลาเขาพูดในชีวิตจริงมันต่างจากในภาพยนตร์หรือในรายการข่าวมาก บางคนก็อมเสียงอยู่ในลำคอ บางคนก็พูดเร็วราวกับมีคนไปกดปุ่มเร่ง speed ความเร็ว 1.5 เท่า หลายครั้ง เรานั่งมองคนอื่นๆ ในห้องแล้วก็ถามตัวเองในใจ "นี่เขาพูดอะไรกันว่ะเนี่ย...จะรอดมั้ยเนี่ยเรา" 

พอหมดชั่วโมงเรียน เราก็รีบไปทำงานต่อที่ห้องอาหารของมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ เราได้ชั่วโมงทำงานที่ห้องอาหารเยอะขึ้น เพราะมีนักเรียนที่เคยทำตำแหน่งล้างจานลาออกไป 

 "เป็นคนล้างจาน (dish washer)" เท่ห์อ่ะ เป็นนักเรียนนอกทำงานล้างจาน ล้มลุกคลุกคลานเหมือนที่เคยได้ยินมาเลย น่าสนุก เราก็หาเรื่องคิดบวกไปตามประสา 

ในห้องล้างจานของห้องอาหารที่นี่มีเครื่องล้างจานขนาดใหญ่ หน้าที่ของคนล้างจานคือ เอาสายยางฉีดน้ำไล่เศษอาหารจากภาชนะต่างๆ ลงตะแกรงปั่น แล้วเรียงพาชนะใส่กระบะ ลำเลียงเข้าเครื่องล้างจาน จานชามก็จะไหลตามสายพานเข้าไปในเครื่อง ภาชนะไหลที่ออกมาจากเครื่องสะอาด แห้ง จากนั้นเราก็มีหน้าที่เอาไปเรียงเก็บตามจุดตั้งภาชนะต่างๆ 

ขณะที่เรากำลังฉีดน้ำไล่เศษอาหารอย่างเมามัน "Almost done, Gam" (เกือบจะเสร็จแล้วล่ะ) Abraham เพื่อนนักเรียนผิวดำแอฟริกันที่ล้างจานอยู่คู่กันในวันนั้นพูดกับเรา เรามองไปที่นาฬิกาติดพนัง ถึงเวลาปิดประตูโรงอาหารแล้ว ทำความสะอาดภาชนะต่างๆ ให้เสร็จ ก็กลับบ้านได้ 

ซักพัก พ่อครัวแม่ครัวก็ทยอยขนอุปกรณ์เครื่องครัวออกมาใส่เครื่องล้างจาน ขณะที่เรากำลังง่วนอยู่กับกับจัดเรียงเครื่องครัวเข้าเครื่องล้างจาน ถาดใส่อาหารเริ่มถูกลำเลียงเข้ามาตามสายพาน พิซซ่าร้อนๆ ที่เพิ่งออกมาจากเตา คุ้กกี้อุ่นๆ อาหารอื่นๆ ที่ดูแล้วเหมือนเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ถูกขนมากองไว้ตรงหน้าเรา 

"Dump everything in the trash can" (โยนทุกอย่างลงถังขยะเลย) Abraham คงเห็นว่าเรานิ่งไปจึงเริ่มสั่งการ 

"นี่มันอาหารดีๆ ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย" เราตกใจ Abraham บอกว่า ที่นี่มีกฎว่า ทุกวันจะต้องเทอาหารทุกอย่างทิ้ง ห้ามเก็บข้ามวัน ห้ามไม่ให้นักเรียนหรือพนักงานเอากลับไปทานต่อที่บ้าน เพราะหากมีคนเอาอาหารกลับไปทานที่บ้าน อาจจะมีการจัดเก็บอาหารที่ไม่ถูกต้อง เมื่อทานไปแล้วเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็อาจจะกลับมาฟ้องร้องมหาวิทยาลัยได้ 

เราหยิบพิซซ่าร้อนๆ ถาดแรกโยนลงถังขยะ น้ำตาเราเกือบจะไหล แม้ว่าในชีวิตนี้เราจะยังไม่เคยรู้จักกับความอดอยาก แต่เราก็ไม่เคยทิ้งขว้างอาหารมากมายขนาดนี้ ขณะที่เทอาหารลงถังขยะ ในหัวของเราก็มีภาพของทหารชายแดนที่เมืองไทยขูดเศษข้าวไหม้ๆ จากหม้อกินประทังชีวิต ภาพเด็กเอธิโอเปียที่ผอมแห้งหัวโตท้องบวมยืนมือขออาหารจากนักท่องเที่ยว... 

 เราก็พอเข้าใจนะว่าเป็นการป้องกันตัวทางกฎหมายของมหาวิทยาลัย แต่ในแต่ละวันจะต้องมีอาหารถูกเททิ้งไปมากแค่ไหน เด็กนักเรียนบางคนก็ตักอาหารทิ้งๆ ขว้างๆ บางทีตักอาหารไปแล้วชิมไป 1 คำ ไม่ถูกใจก็โยนทิ้ง แค่ห้องอาหารเดียวที่เราเห็น ก็ 2 - 3 ถังขยะขนาดใหญ่แล้ว แล้วทั่วประเทศอเมริกาล่ะ จะเยอะแค่ไหน ในหัวก็จินตนาการเห็นภาพอาหารกองเท่าภูเขา 

เราเสียใจมากที่เราได้เห็นว่า จริงๆ แล้วโลกของเรามีทรัพยากรเหลือเฟือ แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถกระจายทรัพยากรเหล่านี้ให้ทั่วถึงได้ด้วยข้อจำกัดด้านระยะทางและอายุที่จำกัดของอาหาร ในขณะที่สำหรับบางคน เศษขนมปังก้อนเล็กๆ ก็อาจจะช่วยประทังชีวิตไปได้หลายวัน ก็มีคนจำนวนมากที่กินเหลือ กินทิ้งกินขว้าง โดยที่ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของมัน 

หลังจากที่เราทำงานไปได้ซักพัก เราก็ขออนุญาติ manager ของห้องอาหาร เก็บเศษขนมปังไปโยนให้เป็ดที่บึงน้ำในป่านอกมหาวิทยาลัยกิน manager บอกว่า เอาไปให้ไปได้ แต่ห้ามเอาไปกินเองนะ 5555 ที่บึงนั้นมีเป็ดอาศัยอยู่จำนวนมาก ทุกวันอาทิตย์ เราก็จะปั่นจักรยานออกไปที่บึงน้ำ ฝูงเป็ดก็มารอเราที่จุดนัดหมาย กินขนมปังที่เรารวบรวมมากันจนอวบอ้วน 

เอาว่ะ...ช่วยลดขยะอาหารไปได้หน่อย น้องเป็ดก็อิ่มท้องด้วย 
เราก็คงทำได้แค่นี้... เห้อ...



Create Date : 30 ธันวาคม 2559
Last Update : 30 ธันวาคม 2559 4:45:42 น.
Counter : 299 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ชาเขียวไกลบ้าน
Location :
Washington D.C.  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กำลังจะครบรอบ 10 ปีที่เดินออกจากบ้านมายังดินแดนแสนไกลที่เรียกว่าอเมริกา มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในชีวิตที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง