ใกล้...จนมองผ่านไป หรือว่าไกล...จนสุดมือคว้า
Group Blog
 
All blogs
 

Memory_Part 2 Promise

Part 2 Promise
ภายในวัดร่มรื่น ในจังหวัดเชียงใหม่ นึกแปลกใจตัวเองเหมือนกัน ที่ถึงขนาดยอมเดินทางไกลทั้งๆ ที่เป็นคนที่ไม่ชอบไปไหนไกลๆ เพียงเพื่อมาหาคนที่ไม่ว่ายังไง ก็คงไม่มาเจอกันอีกแล้ว แต่ก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้น ในเมื่อใจฉันยอมรับแล้วว่า ถึงยังไง ‘เค้า’ ก็ยังคงเป็นคนที่อยู่ในใจเสมอ
พี่ธาราพาฉันมาและก็กลับไปหลังจากที่ฉันบอกกับเค้าว่า
“ขอเป้ยอยู่ที่นี่สักพักนะคะ แล้วจะกลับไปที่โรงแรมเอง”
“ไม่เป็นไร จะกลับเมื่อไหร่ โทรเรียกพี่แล้วกัน พี่จะมารับ”

และก็เหลือเพียงฉันคนเดียว

ฉันก้าวเท้าเข้ามาที่เนินกว้างๆ บนนั้นยังมีดอกไม้ที่มองผ่านๆ ก็รู้ว่าเพิ่งจะมีคนนำมาวางไม่นานนัก เพราะยังดูสดอยู่ ค่อยๆ บรรจงวางดอกไม้ที่นำติดตัวมาไว้ข้างๆ กองดอกไม้เดิม เสร็จแล้วก็ทรุดนั่งหลงตรงนั้น พลันน้ำตาที่ยังไม่เคยหลั่งไหลนับตั้งแต่ได้ข่าวร้ายนั้นก็ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย เธอไม่รู้ตัวว่าร้องอยู่นานสักเท่าไหร่ แต่พอเสียงสะอื้นค่อยๆ แผ่วลง เธอก็เริ่มมีสติมากขึ้น ความเศร้าที่ได้มาอยู่ตรงหน้าหลุมศพของคนที่เธอรักแม้จะไม่จางลง แต่เธอก็เริ่มคิดได้ว่า เธอมาที่นี่เพื่อที่จะบอกอะไรกับเค้า บอกสิ่งที่เธอบอกเค้าไม่ทัน
“เมฆ เป้ยมาหา”
“เมฆใจร้ายมากเลยนะ หนีเป้ยไปสบายแล้ว ไปอยู่ที่นู่น เมฆเหงามั๊ย เป้ยอยู่ที่นี่ เหงามากเลย ตอนนี้ไม่มีใครคอยปลอบเลยเวลามีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่เป็นไรนะ เป้ยมีตัวแทนแล้ว สมุดที่ให้เป้ยไว้ เป้ยจะเก็บเอาไว้อย่างดี และจะเขียนเล่าทุกอย่างให้ฟัง ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น จะเล่าให้เมฆฟังทุกวันเหมือนเดิมดีรึเปล่า?” คำถามสุดท้ายที่เอ่ยออกมานั้น แม้จะไม่มีคำตอบแต่เธอก็รู้ว่าเมฆคงจะยินดี
ร่างบางยังคงเอ่ยต่อไปพร้อมเสียงสะอื้น “รู้รึเปล่า ว่าเป้ยไปนั่งรอทุกวัน นั่งรอไปก็บ่นไป แช่งไป ต่อว่าเมฆทุกวัน แต่เมฆก็ไม่มาซักที...แล้วพอได้ข่าวเมฆก็ไม่ได้มาลาเป้ยด้วยตัวเอง แต่ส่งอย่างอื่นมาลา ทำไม! ทำไมไม่เล่าให้เป้ยฟัง ทำไมไม่บอกกันก่อน ไม่อยากให้เป้ยเสียใจเหรอ แต่รู้รึเปล่าว่าเป้ยเสียใจมากกว่าที่ยังไม่ได้บอกเมฆเลยว่าเป้ยรักเมฆแค่ไหน”
“แต่เป้ยก็รู้ว่าเมฆคงเสียใจเหมือนกัน ไม่เป็นไรนะ เป้ยไม่โกรธหรอกและสัญญาว่าจะไม่เศร้ามากไปกว่านี้แล้ว จะเข้มแข็ง เป้ยสัญญา แต่เรื่องที่ขอให้ลืมเมฆ เป้ยคงทำตามคำขอไม่ได้หรอกนะ...ยังไงก็คงลืมไม่ได้”

เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ ร่างน้อยก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รับรู้ว่าใครจะผ่านมาหรือผ่านไป นาน...จนคนที่พามาส่งเป็นห่วงจนต้องออกมาตาม และอย่างที่คาดไว้ สาวน้อยคนนี้ยังคงนั่งอยู่หน้าหลุมศพน้องชายของเขา เขารู้ว่ามันเศร้าเพียงใดที่จะต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป แต่หากน้องชายเขายังอยู่คงนึกเสียใจเป็นแน่ ที่เห็นคนที่ตัวเองรักมานั่งร้องไห้อยู่ข้างหน้า นึกถึงคำพูดของเมฆก่อนสิ้นใจ ‘พี่ธารา ฝากบอกเป้ยด้วยว่าอย่าร้องไห้ ผมไม่อยากให้คนที่ผมรักร้องไห้ ยังไงผมก็อยู่ข้างเค้าเสมอ’ คำพูดนั้นยังก้องอยู่ในหู ทำให้ตัดสินใจก้าวเข้าไปหาคนที่นั่งนิ่งๆ มาตั้งแต่เช้า แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เมฆคงไม่ดีใจหรอกนะ ที่เห็นคนที่เค้ารักเป็นแบบนี้”
“พี่ธารา มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” สาวน้อยตรงหน้าสะดุ้งและหันกลับมา
แต่เขากลับไม่ตอบคำถามนั้น กลับย้อนถามว่า
“เป้ยอยากกลับรึยัง”
...
ชายหนุ่มถอนหายใจ พลางเอ่ย “เป้ย เมฆคงไม่อยากเห็นเป้ยเสียใจนะ ร้องไห้แบบนี้ให้เมฆเห็น เค้าจะจากไปอย่างไม่สบายใจนะ จำที่สัญญากับพี่ได้รึเปล่า แล้วจำได้รึเปล่าที่พี่เล่าให้ฟังว่าเมฆบอกไว้ยังไง…อย่าร้องไห้เลยนะ”
“เป้ยขอโทษค่ะ”
“กลับกันเถอะ เย็นแล้ว”
“ขอลาเมฆเดี๋ยวนะคะ”
“งั้นพี่จะไปรอที่รถนะครับ” พูดจบก็เดินกลับไปยังรถที่ขับเข้ามา
ปณิษตาหันกลับมายังเนินตรงหน้าแล้วเอ่ยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เมฆเป้ยไปก่อนนะ แล้วจะมาเยี่ยมอีกทุกปี เป้ยสัญญา”
สายลมแผ่วเบาพัดผ่านราวกับรับรู้ถึงคำสัญญานั้น

และทุกปีเธอก็จะมาที่นี่ ที่เชียงใหม่ ที่ที่ดวงใจของเธออยู่ มาพบกับครอบครัวของคนที่เธอรัก มาพร้อมกับทำตามคำขอของเขาที่ขอให้เธออย่าร้องไห้




 

Create Date : 02 มกราคม 2549    
Last Update : 2 มกราคม 2549 15:36:03 น.
Counter : 157 Pageviews.  

Memory_Part 1 at First Sight

Part 1 at First Sight
เงียบเหงา...และน่าเบื่อ... คำสองคำที่บ่งบอกได้ดีถึงอารมณ์ของฉันในตอนนี้ ทุกวัน ฉันต้องมานั่งตรงนี้ ในห้องสมุดและโต๊ะตัวเดิม ห้องสมุดที่เวลาปกติ น้อยคนนักที่อยากจะเข้ามา นอกจากเวลาสอบ และในตอนนี้ก็เป็นช่วงปกติ ยิ่งทำให้ห้องสมุดทั้งเงียบและวังเวงมากขึ้นอีก

บางคนอาจสงสัยว่า ก็ในเมื่อทั้งเงียบเหงา และน่าเบื่อขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ไปทำอย่างอื่น หรือไปอยู่ที่อื่น อย่างไปเดินห้าง ดูหนัง ทำไมยังคงมาขลุกในที่ที่น่าเบื่อแบบนี้ คำตอบก็ง่ายๆ ฉันมารอใครคนหนึ่ง รอมานาน รอจนไม่คิดว่าเค้าจะมาอีก รอจนคิดว่าคงไม่ได้พบกัน หรือหากพบ ก็อาจจะจำไม่ได้ว่าเคยรู้จัก หรือว่าเธอไม่เคยจำกันแน่

เราพบกันวันที่ไม่ค่อยมีแดด เหมือนชื่อเค้า ‘เมฆ’ วันนั้นเมฆเยอะจริงๆ และเป็นวันที่แสนจะวุ่นวายเพราะบรรดางานต่างประดังกันเข้ามา ไม่รู้ว่าพวกอาจารย์เค้านัดกันให้งานรึเปล่า ถึงได้ใจตรงกัน สั่งงานเหมือนเด็กมีสิบมือซะงั้น หลังจากเคลียร์งานทุกอย่างเรียบร้อย ฉันก็เลยตัดสินใจมาที่ห้องสมุด ที่ที่ไม่เคยคิดจะก้าวเท้าเข้ามาหากไม่จำเป็น โดยกะว่าจะลงมานั่งพักให้หายเหนื่อยแล้วจะกลับบ้าน

ฉันเจอเมฆที่โต๊ะนี้แหละ ตอนเดินผ่านบังเอิญเหลือบเห็นคนกำลังก้มๆ เงยๆ หาอะไรอยู่ซักอย่าง ตอนแรกก็กะจะเดินเลยผ่านไป แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าไปถามประสาพลเมืองดีว่า “กำลังหาอะไรอยู่รึเปล่าคะ ให้ฉันช่วยมั๊ย” ฉันสาบานได้เลยนะว่าไม่ได้เห็นหน้าอีตานี่ก่อนตัดสินใจเดินเข้ามาถาม ฉันเพิ่งเห็นหน้าเค้าตอนนี้นี่เองว่า หน้าตาดีจริงๆ...ผู้ชายอะไร ซึ่งพอฉันเห็นหน้าเค้าปุ๊บ ฉันก็คิดจะชิ่งปั๊บ ไม่ใช่ไม่ชอบนะ คนหน้าตาดีเนี่ย แค่กลัวเค้าเข้าใจผิดว่าที่อาสาช่วยเพราะหลงในหน้าตาดี หรือเพราะหวังอย่างอื่นตอบแทน ที่คิดแบบนี้ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายนะ แต่ว่าเพราะเคยเจอมากับตัวเองแล้วว่า ‘การมีน้ำใจกับคนบางคนด้วยความจริงใจนั้น บางครั้ง เค้าก็ไม่คิดว่าเราจริงใจเลย กลับกาว่าทำไปโดยแฝงเจตนาอื่น’ ก็เลยตั้งใจว่า ต่อไปนี้จะช่วยเหลือเฉพาะ เด็ก สตรี คนมีครรภ์ และคนชราเท่านั้น สงวันนี้จะเพลียเกินไปถึงได้ลืมปณิธานที่เคยตั้งไว้ กลับเผลอเสนอตัวช่วยเหลือผู้ชายคนนี้ซะได้ คิดได้ดังนั้นก็กำลังจะเดินกลับออกไป

แต่เสียงของผู้ชายคนนั้นกลับเรียกเธอเอาไว้ “ขอบคุณมากครับ ช่วยผมหาคอนแทคเลนส์หน่อยได้มั๊ย ผมเผลอขยี้ตาเพราะเพิ่งเคยใส่ แต่มันกลับหลุดหายไป”

“ฉันว่าคุณไปซื้อใหม่เถอะค่ะ ตกพื้นแล้วมันไม่สะอาด ใส่แล้วอาจมีปัญหากับดวงตาได้นะคะ” ฉันเสนอด้วยเป็นห่วงคนตรงหน้าว่าจะไม่ปลอดภัย และฉันก็ต้องอมยิ้มเมื่อได้ฟังเสียงอ่อยๆ ของเค้าตอบกลับมา

“ผมไปไม่ได้ ไม่ได้เอาแว่นสำรองมา สายตาสั้นมากๆ มองทางไม่เห็นเลยครับ จะรบกวนเกินไปรึเปล่า ที่จะให้คุณ...”

“งั้นเดี๋ยวฉันพาคุณไปซื้อเองค่ะ”


จุดเริ่มต้นของการรู้จักกัน เพราะคอนแทคเลนส์คู่หนึ่ง


หลังจากวันนั้นเราสองคนก็บังเอิญพบกันอีกบ่อยๆ ตามห้องสมุดนี่หล่ะ คงเป็นเพราะว่างานที่ประดังกันเข้ามาทำให้ฉันต้องเข้ามาใช้เวลาในห้องสมุดมากขึ้นเรื่อยๆ แรกๆฉันก็นึกว่าเป็นเพราะความบังเอิญจริงๆ แต่ตอนหลังเมฆมาสารภาพว่า แอบสืบมาว่าฉันมีงาน

เราสองคนสนิทกันมาก มากจนฉันยอมรับกับตัวเองว่า ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน ความเหงาที่เคยมีอยู่เต็มหัวใจ บัดนี้มีความอบอุ่นและสายใยบางๆซึมเข้ามาให้อุ่น จนเกือบเต็มทั้งใจ

เมฆเล่าว่า เค้าเป็นคนเชียงใหม่ หน้าหนาวก็รู้ๆกันอยู่ว่าหนาวมาก แต่แปลกที่ความจริงน่าจะชินกับอากาศหนาวๆ เค้ากลับบอกฉันว่า “อากาศหนาว ถ้าหนาวไม่มากก็ดี แต่ถ้าหนาวมากๆ จะรู้สึกว่าเหมือนอยู่คนเดียว”

และฉันก็แย้งไปว่า “หนาวสิดี จะได้รู้ไง ว่าอยู่กับใครแล้วอุ่นใจ”

ได้ฟังฉันตอบแบบนั้น เค้าก็ย้อนกลับมาทันควันว่า “แล้วเป้ยรู้รึยังว่าอยู่กับใครแล้วอุ่นใจ”

“รู้แล้วหล่ะ” ฉันตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ตัวฉันเองรู้ว่า มันคงดูเจ้าเล่ห์สุดๆ

“แต่ไม่บอกหรอก”

“ไม่บอก ผมก็รู้ ว่าเป้ยอยู่กับใครแล้วอุ่น”

“ใครหล่ะ”

“ก็ผมไง” พูดจบก็อมยิ้มพร้อมจ้องตาฉัน และแปลก เหมือนสายตาเมฆจะสื่อถึงฉันได้ว่า ‘รู้หรอกน่า ว่าคิดอะไรอยู่’

ฉันอึ้งไปพักหนึ่ง รู้สึกตัวว่าหน้าร้อนผ่าว และถ้าเดาไม่ผิด มันก็คงจะแดงเหมือนกับไข้ขึ้นก่อนจะหาเสียงของตัวเองเจอรีบตอบออกไปว่า “บ้า”

กว่าปีที่ทุกจักกัน เมฆเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายมากๆ ใจเย็นและใจดี พอๆกับเป็นคนมีอารมณ์ขันซ่อนอยู่ภายใต้ความใจดีนั้น และยังสัมผัสได้ว่า มีความเป็นห่วงฉันอยู่เสมอ เห็นได้จากอาการร้อนรนยามฉันไม่สบาย หรือเวลาฉันทำหน้าเครียดๆ ก็จะคอยถามอยู่เสมอด้วยความเป็นห่วง (หรือรำคาญก็ไม่รู้) ว่า

“หน้ายุ่งจัง เดี๋ยวหน้าแก่น๊า...มีอะไรรึเปล่า บอกผมได้นะ” และจบท้ายด้วยประโยคที่ทำให้รู้สึกตื้นตันทุกครั้งที่ได้ฟัง

“ผมเป็นห่วง” เพราะมันทำให้รู้สึกว่า ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

ตลอดเวลาที่เราคบกัน เราไม่เคยเอ่ยออกมาเป็นคำมั่นสัญญา หรือเอ่ยคำว่า ‘รัก’ ที่ไม่รักใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นคำที่เค้าบอกกับฉันว่า

“ใจผมฝากเอาไว้กับเป้ยแล้ว เป้ยจะช่วยดูแลให้ผมหน่อยได้รึเปล่า”

“ให้แล้ว อย่ามาทวงคืนแล้วกันนะ” ซึ่งก็ได้รอยยิ้มกว้างกลับคืนมา แต่เมฆก็ดูเหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ปกปิดไว้ไม่ให้ฉันรู้ ฉันเริ่มรู้สึกได้ในช่วงหลังๆ ก่อนที่เค้าจะหายไป ดูเมฆเหม่อๆ มากกว่าปกติ ถามแล้วก็จะตอบทุกครั้งว่า “ไม่เป็นอะไร” แล้วก็เฉไฉเปลี่ยนเรื่องทุกที หลังจากนั้นสามเดือน เค้าก็หายไป

ไม่มาเจอกัน ณ ที่เดิม แต่ฉันก็ยังคงมารอเค้าทุกวัน รอด้วยความหวัง ว่าสักวัน เค้าจะกลับมา รอจนกระทั่งความหวังค่อยๆ จางหายไป สุดท้ายก็หวังจะรอเพียงเพราะอยากจะถามว่า “ตกลงใจที่ให้มา นายทวงคืนไปแล้วหรือ...หรือนายเอาคืนไป ไปโดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลา”

ฉันพยายามติดต่อเพื่อนเค้าที่ฉันรู้จัก เพียรโทรหา แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเค้าหายไปไหน แต่ฉันก็ยังคงรอ รออยู่นั่นเอง

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่เค้าหายไปได้ราวหกเดือน ฉันก็ยังคงมารอทุกวัน แม้จะรู้ว่า เค้าคงไม่มาอีกแล้ว แต่เมื่อเดินกลับมาถึงโต๊ะตัวที่คุ้นเคย กลับพบใครคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว ฉันก้าวเท้าเดินเข้าไปด้วยความรู้สึกที่หัวใจกำลังพองโต เพราะคิดว่าเป็น ‘เค้า’ แต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้เห็นว่า ไม่ใช่คนที่ฉันคิด แค่เป็นคนที่มีรูปหน้าคล้ายๆ เมฆเท่านั้นเอง และเมื่อคนที่ฉันคิดในใจว่าคงจะเป็นพี่น้อง หรือญาติของเมฆหันมาพบฉัน ก็หยุดมองฉัน พร้อมกับก้มมองภาพถ่ายในมือ ภาพถ่ายที่ฉันจำได้ว่า เป็นภาพที่ถ่ายโดยเมฆนั่นเอง เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่า มันไปอยู่ในมือของคนๆ นี้ได้อย่างไร

“คุณปณิษตา ใช่รึเปล่าครับ” คำถามที่แฝงเอาไว้ด้วยความลังเล ถูกส่งออกมาพร้อมกับสายตาที่แสดงชัดถึงความไม่แน่ใจว่า คนที่กำลังอยู่ตรงหน้า จะเป็นคนที่เค้ากำลังตามหาอยู่รึเปล่า

“ใช่ค่ะ รูปนั่น...” ยังไม่ทันได้ถามว่าไปเอารุปนี้มาจากไหน ผู้ชายแปลกหน้าที่หน้าตาคล้ายเมฆกลับพูดแทรกขึ้นมาทันที

“เจอตัวซักที ผมชื่อธารา เป็นพี่ของเมฆครับ” ความรู้สึกยินดีกำลังพุ่งขึ้นอย่างถึงขีดสุด แม้จะยังสงสัยว่า แล้วเมฆส่งพี่ชายมาทำไม แต่ความยินดีที่จะได้รู้ข่าวคราวของคนที่ตนรอคอยกลับมีมากกว่าจนทนไม่ได้ ต้องรีบถามออกไปด้วยความอยากรู้ “แล้วเมฆ...ไม่มาด้วยเหรอคะ”

จบคำถามนั้น ฉันสังเกตว่าแววตาของพี่ธาราไหววูบ เค้าสูดลมหายใจลึกๆ แล้วตอบคำถามฉันด้วยคำตอบที่ทำให้ฉันอึ้ง ตื้อ และคิดอะไรไม่ออก

“เมฆเสียแล้วครับ” ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับภาวนาในใจว่า ไม่จริงหรอกมั้ง นี่เป็นเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น และกลั้นใจถามออกไปอีกครั้ง

“ว่ายังไงนะคะ”

“เมฆเพิ่งเสีย...ได้หนึ่งอาทิตย์พอดีครับ”

แต่คำตอบที่ได้กลับมา กลับยืนยันให้แน่ใจอีกครั้งว่านี่ ไม่ใช่ความฝัน คำตอบที่ทำให้ใจที่พองโตด้วยความหวัง เหมือนกำลังถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจนแตกฟีบอย่างไม่มีชิ้นดี น้ำตาไม่ไหลออกมาอวดความปวดร้าว แต่เจ้าตัวก็รู้ดีว่า กำลังไหลอยู่ทั่วทั้งสี่ห้องของหัวใจ เคยนึกตำหนิเค้าสารพัดว่าเป็นคนไม่รักษาสัญญา แต่ไม่เคยคิดสักนิดว่า เค้าจะจากไป อย่างที่ไม่มีวันจะหวนกลับมา

คนตรงหน้ายังคงเล่าต่อไป “เค้าอาการทรุดกะทันหัน ทางบ้านไม่มีใครคิดมาก่อนเลยว่าอาการจะหนักมากขนาดนี้ หมอที่ดูแลเค้าอยู่บอกว่าต้องผ่าตัดด่วน แต่ต้องไปที่อเมริกา คุณลุงของพวกเราติดต่อทุกอย่างเอาไว้แล้ว เรารีบส่งเมฆไปทันที ผ่าตัดอยู่สามครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ ไม่รู้สึกตัวเลย เพิ่งจะมาดีขึ้นก่อนเค้าเสียอาทิตย์หนึ่ง” คนเล่าเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า “ตอนเค้าฟื้น คำแรกที่เค้าเรียกก็คือชื่อคุณ”

“เมฆเป็นอะไรคะ” เธอยอมเสียมารยาทเอ่ยถามถึงสิ่งที่สงสัย ทำไมต้องผ่าตัด

“เป็นโรคหัวใจ”

คนตรงหน้าตอบคำถามที่ฉันถาม และตั้งหน้าตั้งตาเล่าต่อไป

“เค้าเคยเล่าเรื่องคุณให้ผมฟัง มีรูปของคุณมาอวดผม ทั้งพ่อและแม่อยากพบคุณมาก และเมฆก็สัญญาว่า เค้าจะพาคุณไปพบท่าน เมฆขอร้องให้พาเค้ากลับเมืองไทย เค้าบอกว่าเค้าผิดสัญญา หายมาอย่างนี้คุณต้องโกรธเค้าแน่ๆ พวกเราก็เลยบอกกับเค้าว่า ต้องรักษาตัวดีๆ แล้วจะพากลับเมืองไทย อาการเมฆหลังจากนั้นดีขึ้นมากๆ ดีจนหมอวางใจว่าการผ่าตัดสำเร็จ แต่หลังจากนั้นแค่อาทิตย์เดียว เค้าก็กลับอาการหนัก หนักจนหมอบอกว่า ให้พวกเราทำใจ และเมฆก็จากพวกเราไป”

ทุกสิ่งที่พี่ธาราพูดออกมา ฉันได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง รู้สึกตัวว่าหูอื้อไปหมด แต่ก็ยังได้ยินประโยคบอกเล่าสุดท้าย ที่ออกมา

“เมฆสั่งก่อนสิ้นใจว่าให้ผมมารอคุณที่นี่ แล้วเอาสมุดเล่มนี้ ให้คุณ” พูดจบก็ยื่นสมุดบันทึกเล่มโตให้ฉัน หน้าปกเป็นรูปท้องฟ้า และเมฆเหมือนกับชื่อเค้า...

ฉันเอื้อมมือออกไปรับมันมา และเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา ราวกับว่าเสียงนั้นได้หายตามใครคนหนึ่งไป

“แล้วตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหนคะ อยู่ในเมืองไทยใช่รึเปล่า...เป้ยอยากไปหาเค้าสักหน่อย...อยากบอกอะไรกับเค้า...”

“อยู่ที่เชียงใหม่ครับ แล้วพี่จะพาไปเอง”




 

Create Date : 01 มกราคม 2549    
Last Update : 1 มกราคม 2549 22:03:54 น.
Counter : 167 Pageviews.  

Memory_Intro

Memory_Intro

Intro
"เป้ย! จะรีบไปไหนเนี่ย งานเธอเพิ่งเสร็จเองนะ หรือรีบนัดหนุ่มไว้จ๊ะ" เสียงทักจากนาราเพื่อนสนิทดังขึ้นเมื่อเหลือบเห็นปณิษตาหรือเป้ย กำลังรีบจ้ำออกจากห้องเรียนหลังการพรีเซนต์งานครั้งสุดท้ายเสร็จลง


"อืม เรามีนัด ไปก่อนนะนา" เสียงที่ตอบกลับมาพร้อมกับร่างน้อยที่หายลับออกไปจากห้องเรียน ทำให้เพื่อนสาวถึงกับถอนหายใจพลางพึมพำ "มีนัดเหรอเป้ย นัดกับคนที่เค้าไม่มีทางมา เมื่อไหร่เธอจะลืมได้สักทีนะ..."


ฉันแยกจากเพื่อนร่วมกลุ่มทำงานเพื่อมาที่ที่ฉันเรียกว่า 'สถานที่นัด' ที่ที่ทั้งเงียบ และสงบ เต็มไปด้วยบรรยากาศของความเคร่งขรึม โดยเฉพาะในช่วงของการสอบ ถูกแล้ว ที่นัดของฉัน คือห้องสมุดนั่นเอง

'สวัสดีตอนเย็นนะเมฆ วันนี้เรามาสายไปหน่อย เพราะติดงาน และวันนี้ก็เหนื่อยมากเลยด้วย ทั้งรายงานเอย คุยโปรเจคกับอาจารย์เอย สารพัดงานเลยหล่ะ เมฆรู้มั๊ย บางทีที่เป้ยเหนื่อยมากๆ เป้ยก็อยากตามเมฆไปนะ มันคงไม่เหนื่อยเหมือนตอนนี้ ถ้าเมฆยังอยู่ตรงนี้ คงต้องทำตาดุๆ แล้วก็เอ็ดเป้ยแน่ๆ เลยใช่มั๊ย? ว่าทำไมถึงคิดอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้...เป้ยคิดถึงเมฆมากเลยนะ เมฆคิดถึงเป้ยบ้างรึเปล่า'


จบการเขียนประโยคนี้ น้ำตาที่เคยคิดว่าคงแห้งเหือดไปแล้ว กลับไหลออกมาหยดลงบนกระดาษที่เจ้าตัวกำลังเขียน ความเหน็ดเหนื่อยและกดดันกับงานที่เจอมาตั้งแต่ต้นอาทิตย์จนถึงบัดนี้ ได้ถูกระบายผ่านตัวอักษรและหยดน้ำตา หวังจะสื่อให้กับใครบางคน ที่เจ้าตัวเองก็รู้ดีว่า 'เค้า' ไม่มีวันที่จะกลับมารับรู้ได้อีกแล้ว มีแค่สมุดเล่มนี้เล่มเดียวที่เสมือนเป็นตัวแทนในการสื่อสารระหว่าง 'เค้า' และ 'เธอ' และเมื่อใจกำลังอ่อนแอ ก็อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนไปยังอดีต อดีตที่ไม่มีทางหวนคืน อดีตที่ทุกคนพร่ำบอกกับเธอว่า ควรรจะเก็บเอาไว้ในความทรงจำเท่านั้น อย่าเอามันมาทำให้ตัวเองเจ็บปวด แต่ทำอย่างไร เธอก็ไม่สามารถทำได้...ซักที




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 มกราคม 2549 20:38:33 น.
Counter : 152 Pageviews.  

1  2  3  4  

@ลูกท้อแช่อิ่ม@
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรียกยู้ได้นะคะ

แล้วก็ลงท้ายที่ MBA
Friends' blogs
[Add @ลูกท้อแช่อิ่ม@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.