ใกล้...จนมองผ่านไป หรือว่าไกล...จนสุดมือคว้า
Group Blog
 
All blogs
 

ดาหลา...ยาใจ บทที่ 4

อรดีนั่งจิบกาแฟอยู่บนโต๊ะอาหาร เหลือบมองเห็นสองคนที่เดินตามกันเข้ามาในครัวอย่างสงสัย
แต่ไม่ได้ซักไซ้อะไร เพียงแต่ทักว่า “ตื่นเช้าจังเลยทั้งนัธ ทั้งพี่ปอ รับกาแฟมั๊ยคะ อรต้มเผื่อไว้”

“เอาสิจ๊ะ” ปรมัธตอบ

“นัธล่ะ ทานกาแฟรึเปล่า หรือจะเอานมในตู้เย็นก็มีนะ”
อรดีหันไปถามคนที่ไม่ยอมพูดอะไรตั้งแต่เดินกลับเข้ามา

“เอากาแฟดีกว่า” นัธฐาตอบ

“วันนี้มีโปรแกรมเที่ยวที่ไหนรึเปล่าอร” ปรมัธถามขึ้นเมื่อกาแฟเกือบจะหมดแก้ว

“ยังไม่มีค่ะ พี่ปอจะพาไปไหนเหรอคะ”

ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะบอกสิ่งที่ทำให้อรดีตาโต

“เห็นคุณลุงบอกว่าอรไม่ได้มาที่เกาะดาหลานาน พี่จะพาไปรำลึกความหลัง ไปดำน้ำกัน”



ปะการังหลากสีหลากชนิดที่เห็นตรงหน้าทำให้อรดีตื่นเต้น
เมื่อก่อนเธอมาที่เกาะบ่อย ดำน้ำเป็นว่าเล่น แต่หลังจากเรียนจบต้องรับผิดชอบงานมากขึ้น
ทำให้เวลาที่จะได้มาพักผ่อนแบบนี้หายไป ปะการังที่เกาะดาหลายังสมบูรณ์
คงเป็นเพราะพ่อกับลุงชาญที่คอยดูแลอยู่เสมอ

สองสาวแช่น้ำทะเลจนบ่าย นัธฐาเริ่มตัวซีด ปากสั่น แต่ก็ยังอดทนดำน้ำเป็นเพื่อนของเพื่อนรัก
ที่ยังคงเพลินกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล จนปรมัธทนไม่ไหว ขู่แกมบังคับให้อรดีขึ้นจากน้ำ

หากเมื่อกลับไปถึงบ้าน นัธฐากลับต้องพบกับบุคคลที่เธอไม่อยากจะเจอ...อย่างน้อยก็ตอนนี้

มาวิน

‘มาทำไมกัน’
อรดีร่ำร้องในใจ ชังน้ำหน้าคนที่ยืนยิ้มเผล่อยู่หน้าบ้านนัก ตาก็เหลือบมองเพื่อนสาวที่เดินอยู่ข้างๆ อย่างเป็นห่วง

ผิดกับคนตัวโตที่เดินตามหลังสองสาวต้อยๆ ที่ดูจะเฉย ไม่เดือดร้อนสักนิด
ที่เห็นชายหนุ่มแปลกหน้าที่บ้านของอรดี ทั้งๆ ที่เขาก็พอจะเดาออกว่า
คนแปลกหน้านั้นคงจะเป็นคนที่สร้างบาดแผลให้คนหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาป้วนเปี้ยนในใจเขา

ปรมัธบอกตัวเองว่าเขาไม่สามารถบังคับใจนัธฐาให้ลืมผู้ชายคนนั้นได้
มันเป็นสิทธิ์ของเธอที่จะตัดสินใจเอง และเขาก็พร้อมที่จะยอมรับการตัดสินใจทุกอย่าง

“นัธ” เสียงเรียกอย่างออดอ้อน หวังจะละลายปราการที่นัธฐาเพียรสร้างขึ้น

หากเป็นก่อนที่เธอจะมาที่เกาะดาหลา เธออาจจะใจอ่อน ยอมให้อภัยคนตรงหน้าอีกครั้ง
แต่หลังจากที่ใช้เวลาคิดให้ถี่ถ้วน เธอก็พบว่ามันง่ายเหลือเกินที่จะอภัยและลืมคนตรงหน้าซะ
ไม่ใช่เพราะเธอเจอใครคนใหม่
แต่เธอเพิ่งจะเข้าใจว่านอกจากมาวินแล้ว รอบๆ ตัวเธอมีอีกหลายชีวิตที่รักและเป็นห่วงเธออย่างจริงใจ

“มีอะไรหรือวิน มาทำอะไรที่นี่” นัธฐาถาม น้ำเสียงที่ใช้ช่างเย็นชานักในสายตาของมาวิน

“ใช่ นายมาทำอะไรที่นี่” อรดีถามย้ำอย่างไม่พอใจ ก้าวเข้ามาบังเพื่อนสาวเอาไว้...อย่างจะปกป้อง
โกรธคนตรงหน้า คนที่ทำให้เพื่อนเธอร้องไห้ แต่ก็ถูกปรามจากคนตัวโตที่เดินตามหลังมา

“อรอย่างยุ่ง มันเป็นเรื่องของนัธ” ปรมัธกระซิบเตือนก่อนจะหันไปบอกหญิงสาวอีกคน
ที่ตอนนี้เขาก็เดาอารมณ์ไม่ถูกเหมือนกันว่าเธอคิดอะไรอยู่

“พี่กับอรจะไปรอในบ้าน ถ้านัธคุยธุระเสร็จเมื่อไหร่ก็ตามเข้าบ้านไปแล้วกันนะ”
พูดจบก็คว้าแขนน้องสาวที่ดูจะไม่เต็มใจนักเข้าบ้านไป ทิ้งให้นัธฐาเผชิญหน้ากับมาวินตามลำพัง

“ว่าไงล่ะวิน มีธุระอะไรถึงมาถึงนี่” นัธฐาถามซ้ำ

“วินมาขอโทษ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดวินยอมรับผิด สัญญาว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว”

นัธฐานิ่งเงียบก่อนจะยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้มาวินใจชื้น
แต่เดี๋ยวเดียวก็ต้องตะลึงเมื่อได้ยินคำตัดรอนจากปากของอดีตแฟนสาว

“นัธบอกแล้วว่าไม่มีโทษอะไรจะยกให้ ทุกเรื่องนัธอโหสิให้
ยอมรับเถอะวินว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ วินรักนัธไม่พอ ไม่สิ เรารักกันไม่พอต่างหาก”

“วินรักนัธนะ” ชายหนุ่มปฏิเสธ

“แต่คนรักกันเค้าไม่ทำกันแบบนี้หรอก นัธไม่อยากจะพูดมาก แต่คงต้องบอกให้วินฟังชัดๆ ซักที
เรื่องที่นัธบังเอิญไปเจอวันนั้นมันไม่ใช่ครั้งแรกใช่มั๊ย ตอบนัธมาตามตรงสิ” นัธฐาถาม

“เอ่อ...คือว่า” มาวินอ้ำอึ้ง ไม่กล้าบอก .

“ไม่ใช่ครั้งแรกจริงๆ ใช่มั๊ย วินถึงไม่กล้าบอกนัธ ไม่ต้องทำหน้าสงสัยหรอกว่านัธรู้ได้ยังไง
สาวๆ ของวินส่งอะไรเยอะแยะมาให้นัธ ทำให้นัธรู้ว่าลับหลังแล้ว วินทำอะไรลงไปบ้าง”

คราวนี้ชายหนุ่มตรงหน้าหน้าซีดสนิท รู้ทันทีว่าทำไมนัธฐาถึงโกรธนัก

“วินสัญญาว่าจะเลิกทำแบบนั้น”

“วินทำไม่ได้หรอก และนัธก็รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน”
คำยืนยันของหญิงสาวทำให้มาวินเริ่มโกรธ

“วินยอมนัธทุกอย่างแล้ว ทำไมไม่ให้โอกาสวินซักครั้ง”

“วินโยนมันทิ้งไปเองนะ นัธให้โอกาสวินมาตลอด ตอนนี้ขอโอกาสคืนนัธเถอะ
ให้นัธให้โอกาสตัวเองบ้าง”

“นัธมีคนอื่นแล้วใช่มั๊ย ไอ้หนุ่มนั่นรึเปล่า”
ไหล่บางถูกเขย่าอย่างไม่ปราณี ความโกรธเข้าครอบงำชายหนุ่มตรงหน้า

“นัธยังไม่มีใครทั้งนั้น วินอย่าโทษคนอื่นเลย ถ้าจะโทษก็โทษตัวเองดีกว่า”
คำตอบของนัธฐาทำให้สองมือที่เขย่าตัวเธอหลุดออกไป

“นัธไม่รักวินแล้วใช่มั๊ย” น้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความปวดร้าวทำให้เธอถอนใจ
ตัดใจตอบออกไปอย่างเด็ดขาด

“เรายังเป็นเพื่อนกันได้”

เพียงเท่านั้นก็ทำให้ความหวังทั้งหมดของมาวินพังทลายลง
เพิ่งจะรู้สึกว่ารักหญิงสาวตรงหน้ามากแค่ไหน เพิ่งรู้ตัวว่าโง่ที่ปล่อยให้เพชรเม็ดนี้หลุดมือไป

“เป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้นหรือนัธ”

ไร้เสียงตอบรับ หากอาการพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน
อย่างไม่เหลียวหลังก็ทำให้มาวินทรุดนั่งบนผืนทรายอย่างหมดแรง

ความผิดนี้จะโทษใครได้ ถ้าไม่ใช่ตัวเอง...


คนที่แอบมองอยู่ในบ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากลุ้นอยู่นานว่า
สาวน้อยตาโตจะตัดสินใจอย่างไรเมื่ออดีตคนรักตามมาขอคืนดี แต่เมื่อเห็นนัธฐาหันหลังเดินกลับเข้ามา
สองพี่น้องคนละพ่อคนละแม่ก็เกือบจะตะโกนออกมาดังๆ ด้วยความดีใจ หากแต่ต้องรีบเก็บอาการ
เพราะเจ้าตัวกำลังก้าวเข้ามาในบ้าน

“ยังไม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกหรืออร เดี๋ยวก็เป็นปอดบวมหรอก”
นัธฐาถามอย่างตกใจเมื่อเห็นเพื่อนยังอยู่ในชุดดำน้ำ

“เออ ลืม งั้นอรไปเปลี่ยนชุดก่อนนะ” พูดจบก็รีบแวบหายไป ทิ้งให้ปรมัธเผชิญหน้ากับเธอตามลำพัง

“พี่ปอก็เหมือนกัน ไม่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกค่ะ”

ไร้คำตอบ มีเพียงยิ้มอ่อนๆ ที่ส่งมาให้ ยิ้มที่ทำให้น้ำตาที่พยายามจะกลั้นเอาไว้ไหลออกมา
ปรมัธโอบร่างตรงหน้าเข้ามาแนบอก ร่างน้อยสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น

“หนูน้อยขี้แย ร้องไห้ทำไมครับ”
ปรมัธเอ่ยล้อๆ เจ็บจี๊ดนิดๆ ที่เห็นเยื่อใยที่หญิงสาวในอ้อมกอดมีให้ชายหนุ่มคนอื่น

ร่างน้อยส่ายหน้า ส่งเสียงอู้อี้ตอบ “ไม่ได้ร้องซักหน่อย”

มือเรียวที่โอบหญิงสาวคลายออก ไล้นิ้วบนแก้มที่เปรอะไปด้วยคราบน้ำตา
“แล้วที่เปียกๆ เนี่ย อะไรเอ่ย”

หญิงสาวถอนสะอื้น เสียงนุ่มๆ ยังเอ่ยต่อ
“ร้องไห้หมดเถอะถ้าอยากร้อง คราวนี้พี่ยอมให้ร้องเพื่อหมอนั่น แต่คราวหน้าพี่ไม่ยอมแน่ๆ”

“นัธคบกับเค้ามานานเหลือเกิน ผูกพันกันหลายอย่าง นัธเสียดายเวลาที่ผ่านไป” หญิงสาวพึมพำ

“เสียดายทำไมจ๊ะ เวลาที่ผ่านไปมันก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นไม่ใช่หรือ ฮึ” ชายหนุ่มแย้ง
“อย่างน้อยมันก็สอนให้นัธได้รู้จักที่จะรักใครสักคน”

“แม้ว่ามันจะเจ็บปวดหรือคะ”

“แต่มันก็จะทำให้นัธเข้มแข็งขึ้น กับรักครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น”
ปรมัธซับน้ำตาบนใบหน้าของสาวน้อยตรงหน้า

“พี่จะรอจนกว่านัธจะเข้มแข็ง เมื่อถึงวันนั้นพี่จะมาทวงคำตอบ”


หลังจากนั้นราวสองอาทิตย์สองสาวก็กลับสู่ชีวิตปกติ
อรดีกลับไปวุ่นวายกับธุรกิจของครอบครัวที่เจ้าตัวแอบเกงานหนีไปพักร้อนเสียดื้อๆ
ส่วนนัธฐาก็วุ่นวายเกี่ยวกับงานเปิดตัวหนังสือเล่มแรกของเธอ

แม้จะมีงานยุ่ง แต่เธอก็มีความสุขขึ้น อาจเป็นเพราะกำลังใจดีๆ จากเพื่อน
และจากใครบางคนที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในใจทีละน้อยๆ ราวกับน้ำที่ค่อยๆ หยดทีละหยด จนเต็ม

ใครคนนั้นที่ตอนนี้อยู่ไกลกันคนละซีกโลก

ปรมัธบินกลับอเมริกาไปเพื่อส่งวิทยานิพนธ์ ก่อนจะมีตำแหน่งดอกเตอร์นำหน้าชื่อ
โดยมีสองสาว อรดีและนัธฐาไปส่ง พร้อมด้วยคุณชาญ บิดาของปรมัธและคุณอธิคม

ก่อนขึ้นเครื่องชายหนุ่มดึงเธอไปพูดอะไรบางอย่าง

“พี่ไปเดือนอเมริกาสามเดือน จะคิดถึงพี่รึเปล่า”

“แค่ไปส่งวิทยานิพนธ์ ทำไมไปนานจังคะ” แทนที่จะตอบคำถาม เธอกลับย้อนถามเขา

“ต้องรอคอมเมนต์จากอาจารย์ และพรีเซนต์ให้บรรดาอาจารย์ที่นั่นดู บางทีอาจจะต้องแก้ไขอีก
ไม่แน่อาจจะเกินสามเดือนด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มตอบ ก่อนจะถามคำถามเดิม
“แล้วจะคิดถึงกันมั๊ย”

นัธฐาพยักหน้ารับ “ก็...คงจะคิดถึง...มาก”

คราวนี้ชายหนุ่มยิ้มออก ถอดแหวนวงเล็กที่ใส่ติดนิ้วก้อยเอาไว้
จับมือของสาวน้อยข้างกายขึ้นมาสวมแหวนไว้ที่นิ้วนางข้างซ้าย

“มัดจำเอาไว้ก่อน ให้คนอื่นรู้ว่ามีเจ้าของแล้ว”

นัธฐาหน้าแดง อุบอิบตอบ “ขี้ตู่ นัธไม่ได้เป็นของใครสักหน่อย”

“เอาเถอะ ไว้กลับมาเราค่อยคุยกัน อยู่ที่นี้รักษาสุขภาพด้วยนะนัธ
อย่าหักโหมงานมากไป เดี๋ยวจะป่วยเอา” ปรมัธสั่งเมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกให้เตรียมขึ้นเครื่อง

“ค่ะ พี่ปอก็ด้วย ที่นู่นคงหนาวแย่ อย่าลืมใส่เสื้อหนาๆ นะคะ”

ปรมัธพยักหน้ารับ ฉวยมือนุ่มขึ้นจรดที่จมูกอย่างแผ่วเบา ก่อนกระซิบ

“พี่รักเธอ”

ทิ้งให้คนที่ถูกฉวยโอกาสอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวหน้าแดง ทั้งจากรอยอุ่นๆ ที่มือ
และจากคำพูดสุดท้ายก่อนเขาไป

บาดแผลที่เกิดเพราะพิษรักค่อยๆ จางหาย

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะมนตราของเกาะดาหลาที่อรดีเสกให้ หรือเป็นเพราะเขากันแน่

ความรู้สึกนั้น อาจจะยังไม่ถึงกับรัก แต่ก็คงไม่ยากที่จะรัก...อนาคต คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

หวังว่าคงจะมีสักวัน ที่จะเธอบอกกับเขาได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่านัธก็รักพี่ปอ




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2549 11:42:42 น.
Counter : 128 Pageviews.  

ดาหลา...ยาใจ บทที่ 3

ในที่สุดการทำมื้อเย็นก็สำเร็จ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
อาหารหน้าตาน่าทานปรากฏขึ้นตรงหน้า นัธฐามองอย่างภูมิใจ
เพราะไม่ใช่แค่หน้าตามันเท่านั้นที่ดูดี รสชาติก็ใช้ได้ ไม่ถึงกับต้องพึ่งเมนูไข่ของปรมัธแก้ขัด

อรดีโผล่หน้าเข้ามาในครัวราวกับมีพรายไปกระซิบข้างหูว่า
‘อาหารพร้อมแล้ว’

“โอ้โห น่าทานจังเลย”

“แน่ล่ะ ขืนรออรทำชาตินี้คงไม่ได้กิน” เสียงของคนขี้เก๊กปรามาส
แต่แทนที่อรดีจะโกรธกลับหัวเราะ ยอมรับเสียงดัง

“แน่ละค่ะ ขืนรออรก็คงไม่ได้กินแน่”
ก่อนจะฉวยโอกาสที่เพื่อนสาวง่วนกับการลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ กระซิบกับคนปรามาส

“ช่วยให้ได้อยู่สองต่อสองกับนัธแล้วยังจะมาว่าอรอีก เดี๋ยวก็ไม่ช่วยซะเลยพี่ปอ”

ปรมัธดึงแขนอรดีเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะผลุบออกไปที่โต๊ะอาหาร กระซิบใส่บ้าง

“ช่วยอะไรฮึยัยอรตัวยุ่ง”

หญิงสาวหน้ามุ่ย ‘ตัวยุ่งงั้นรึ’ ส่งสายตาพิฆาตให้พี่ชาย
ที่เมื่อเห็นน้องเริ่มทำหน้ายักษ์ก็เปลี่ยนคำพูด “โอเค ยอมรับก็ได้ แต่เอาไว้ค่อยคุยนะ เดี๋ยวนัธสงสัย”

“ก็ได้ค่ะ ไว้ค่อยพูดก็ได้”

จบบทสนทนาที่เป็นความลับระหว่างสองพี่น้องนอกอุทร ปรมัธก็ลากแขนอรดีมาที่โต๊ะอาหาร
ก่อนจะจบมื้อนั้นด้วยเค้กวานิลาที่เจ้าของบ้านแอบไปซื้อเมื่อเช้าตอนขึ้นแผ่นดินใหญ่

หลังจากส่งเพื่อนสาวขึ้นนอนแล้วอรดีก็ย่องเงียบๆ กลับมาที่บ้านหลังข้างๆ
ปรมัธรออยู่ที่ชานบ้าน คืนนี้แสงจันทร์ส่องสว่าง เพราะเป็นข้างขึ้น แม้จะยังเว้าแหว่งไปบ้าง
แต่ก็ดูงดงามกระจ่างตา

“มาแล้วรึยัยตัวยุ่ง”

ผู้ถูกเรียกหน้าง้ำกับคำที่ได้ยิน “ว่าอรอีกแล้ว”

“โอเค ไม่ว่าก็ได้ เริ่มเล่ามาได้แล้ว”

อรดีทำหน้าตาย ถามอย่างแกล้งๆ ว่า
“จะให้เล่าอะไรคะ อรจำได้ว่าไม่ได้บอกสักหน่อยว่ามีอะไรจะเล่าให้พี่ปอฟัง”

ชายหนุ่มชูมือขึ้นทำท่าจะเขกบนศีรษะของคนช่างแกล้ง ทำเอาสาวน้อยร้องเสียงหลง

“โธ่ พี่ปอก็ แหย่หน่อยเดียวเอง จะทำร้ายร่างกายแม่สื่อคนนี้ซะแล้ว”

ปรมัธหน้าปั้นเสียงขรึมใส่ “เลิกล้อเล่นได้แล้ว เล่าเรื่องนัธฐาให้พี่ฟังได้แล้ว อย่าโยกโย้”

“ด้ายยยยสิ พี่ชาย” แกล้งลากเสียงยาวอย่างกวนๆ ก่อนที่จะพรั่งพรูเหตุการณ์ที่เพื่อนสาวประสบมาให้เขาได้รู้

จบเรื่องที่อรดีเล่า ชายหนุ่มก็นิ่งไป

“มิน่าเล่า ถึงได้หน้าเศร้าเหมือนแบกทุกข์หนักไว้ขนาดนั้น”

“ใช่ค่ะ เมื่อก่อนนัธเค้าไม่เป็นแบบนี้หรอก เป็นเพราะไอ้ผู้ชายบ้าๆ แบบนั้นแท้ๆ
แต่อรว่าตอนนี้ยัยนัธก็ดีขึ้นเยอะแล้วนะคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว คิดในใจ ‘นี่ดีขึ้นแล้วเหรอ’
อรดีเห็นคนตรงหน้าทำหน้าแบบว่าไม่เชื่อ จึงย้ำอีกครั้ง
“อรพูดจริงๆ พี่ปอไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นเลย ถ้ามาเห็นยัยนัธก่อนหน้านี้
รับรองพี่ปอคงอยากรีบแล่นไปฆ่าไอ้หมอนั่นแทนอรแน่ๆ”

พูดจบก็มองหน้าปรมัธด้วยสายตาที่เขาบอกกับตัวเองว่า ‘ยัยนี่กำลังจะออกลูกบ้า’

“ว่าแต่พี่ปอเถอะ คิดจะจริงจังกับเพื่อนอรแค่ไหน”

ชายหนุ่มนิ่งคิด นั่นสิ เขาคิดยังไงกับนัธฐากันแน่
ที่รู้ๆ คือเขาไม่เคยคิดแบบนี้กับใคร...ที่เพิ่งรู้จัก

ห่วงใยทั้งๆ ที่เพิ่งเคยเห็นหน้า
อยากเห็นรอยยิ้มแทนใบหน้าเศร้าๆ ที่เจ้าตัวชอบเผลอทำ
อยากแหย่ให้หัวเราะหรือโกรธ ดีกว่าเฉยชาแบบคนไร้ความรู้สึก

“ไม่รู้หรอก” คำตอบที่ทำให้อรดีทำหน้ายักษ์หนักกว่าเดิม

“เพิ่งเคยเห็นหน้านี่นา จะให้พี่รักเค้าเลยหรือไง”

คำพูดสุดท้ายในประโยคนั้นทำเอาเธอชะงัก
ใช่สิ คนเพิ่งเคยเห็นหน้ากันนี่นา จะให้รักเลยคงแปลกแย่แต่ประโยคต่อมาก็ทำให้เธองง

“แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าไม่ได้ชอบเพื่อนของเธอ”

อรดีเกาหัวแกรกๆ (ไม่เสียภาพพจน์แน่ๆ ก็ฉันไม่ใช่นางเอกนี่นา)
“หมายความว่าไงคะ”

“ไม่ได้โง่สักหน่อย ทำไมถึงไม่เข้าใจล่ะ”

อ้าวปากเหรอนั่น แต่ยังไม่ทันแว้ดพี่ชายก็อธิบาย

“คือไงดีล่ะ ยังไม่ถึงกับรัก แค่ประทับใจ อะไรประมาณนั้นแหละ”

เออ พูดแค่นี้ก็เข้าใจแล้ว

“อรก็ไม่ได้หวังให้ถึงกับรักนี่คะ แค่อยากรู้ว่าไอ้ที่พี่ปอคิดเนี่ย
จริงจังรึเปล่า อรไม่อยากให้เพื่อนเสียใจซ้ำซาก”

“ก็น่าจะรู้ว่าพี่เป็นคนยังไง”

“รู้ค่ะว่าพี่ปอเป็นคนดี (ที่ขี้เก๊ก) เอางี้นะคะอรก็จะช่วยเท่าที่จะช่วยได้
อ๊ะ ไม่ต้องทำหน้าบาน อรช่วยเพราะอยากให้นัธเค้าหายอกหักไวๆ ต่างหาก
ไม่ได้ช่วยเพราะเห็นแก่พี่ปอหรอก” ดักคอก่อนที่ชายหนุ่มตรงหน้าจะฉีกยิ้ม
ก่อนจะกระซิบให้เขาเสียวเล่น

“แต่ถ้าทำให้นัธเสียใจเหมือนผู้ชายคนนั้นอรเอาพี่ตายแน่”

เสียงคลื่นสาดซัดแว่วมาให้ได้ยินทำให้เธอรู้ตัวว่าตอนนี้เธอไม่ได้นอนอยู่ที่บ้าน
ร่างบางลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน อากาศแบบนี้น่านอนชะมัด แต่ก็น่าเดินเล่นด้วยเหมือนกัน

หลังจากจัดการกับตัวเองเรียบร้อย ส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองก็เห็นว่าซูบ
ไปกว่าก่อนมาก สาเหตุคงเพราะพิษร้ายจากพิษรักที่เล่นงานเธอเสียสะบักสบอม

เคราะห์ดีที่เธอยังไม่สูญเสียอะไรให้มาวินไป แม้อีกฝ่ายจะเรียกร้องมากเพียงใด
แต่เธอก็ใจแข็งไม่ยอมตามใจ จนอีกฝ่ายค่อนเธอเอาบ่อยๆ ว่าเป็น ‘แม่แก่’
และคงเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้เขาต้องไปหาความสุขเอาจากคนอื่น

ยิ้มเหยียดให้กับข้ออ้างที่อีกฝ่ายยกขึ้นมา

‘เหตุผลของคนมักง่ายแท้ๆ’

ถามตัวเองอีกครั้งว่าโง่หรือเปล่าที่มานั่งเสียใจแทบเป็นแทบตายให้กับคนแบบนั้น
คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่โง่หรอก
เพราะเธอไม่ได้เสียใจที่เขานอกใจ เพียงแต่เสียดายเวลาที่ฟูมฟักความรักครั้งนี้
เกือบห้าปีที่เธอเฝ้าถนอมมัน ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะจบลงง่ายๆ แบบนี้

แต่ก็ดี ดีกว่าหากเธอตัดสินใจถลำลึกมากกว่านี้แล้วพบภายหลังว่ามาวินเป็นคนแบบนี้
ขนาดยังไม่ได้แต่งงานยังนอกใจและนอกกายเธอ
หากตัดสินใจแต่งงานด้วยจริงๆ เธอคงช้ำใจมากกว่านี้

เสียเวลาเศร้ามามากพอแล้ว พอกันที

ต่อไปนี้เธอจะลืม ลืมเสียทีและเริ่มต้นใหม่...


นัธฐาชะงักเท้าเมื่อเห็นแผ่นหลังของคนข้างบ้าน
ร่างสูงกำลังก้มๆ เงยๆ กับผืนผ้าใบขนาดใหญ่ คงจะออกมาวาดรูป
นึกว่าตื่นเช้าแล้วแท้ๆ แต่กลับมีคนตื่นเช้ามากกว่า ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าใกล้

เสียงย่ำเท้าแผ่วเบาทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเพลินกับภาพวาดสีน้ำเหลือบไปมอง
เมื่อเห็นเป็นเพื่อนน้องสาวก็หันกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งๆ ที่ใจเริ่มเต้นแรง

‘ไม่รู้ยัยอรบอกอะไรยัยตาโศกนี่หรือเปล่า’

นัธฐาก้าวมาใกล้ สายตาหยุดนิ่งบนแผ่นเฟรม เห็นภาพร่างคร่าวๆ ภาพทะเลยามเช้า
แม้จะเป็นเพียงภาพร่าง แต่เธอก็เป็นนักศิลปะพอที่จะมองออกว่า มันสวย...

“ตื่นเช้าจังนะคะพี่ปอ”

“อืม นัธเองก็ตื่นเช้าเหมือนกันนี่ หรือเป็นเพราะแปลกที่”
ร่างสูงตอบมาทั้งๆ ที่ยังนั่งหันหลังให้

ไม่ตอบแต่กลับเปลี่ยนเรื่อง “เพิ่งรู้ว่าพี่ปอเป็นศิลปิน รูปสวยจังค่ะ”

“ยังไม่เสร็จ รู้ได้ยังไงว่าสวย” คราวนี้หันกลับมามองอย่างแปลกใจ

หญิงสาวยิ้มอย่างอมภูมิ “เพราะนัธก็เป็นนักศิลปะนี่คะ วาดรูปเป็นเหมือนกัน
ดูคร่าวๆ ก็รู้ค่ะว่าคงสวย อ้อ ในกรณีที่ฝีมือลงสีของพี่อยู่ในเกณฑ์ดีนะคะ”

ปรมัธพยักหน้ารับรู้ ไม่ตอบว่ากระไร ทำให้นัธฐาเริ่มรู้สึกตัวว่า
คงจะมารบกวนสมาธิคนตรงหน้าเป็นแท้ “นัธกวนพี่ปอรึเปล่า”

สีหน้าคนถามดูจืดเจื่อน ทำให้เขาต้องรีบบอกไป
“อ๋อ ไม่หรอก กำลังเหงาปาก มีใครมาคุยด้วยก็ดี”

นัธฐายิ้มนิดๆ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงใกล้ๆ เอ่ยปากขออนุญาต
“นั่งด้วยคนนะคะ ขอนั่งมองเฉยๆ ไม่กวนหรอก”

แม้จะแปลกใจแต่เขาก็พยักหน้ารับ หญิงสาวเห็นสีหน้าคนข้างๆ ก็รูว่าเจ้าตัวคงจะสงสัย
ว่าจู่ๆ มาขอนั่งด้วยทำไม แต่เธอไม่จำเป็นต้องบอกนี่นาว่างานศิลปะทุกแขนงเป็นยาขนานดี
ที่จะทำให้เธอหายจากความเศร้า และภาพวาดนี่ก็เป็นตัวยาที่ดีทีเดียว

ไม่ได้เอะใจสักนิดว่าไม่ใช่เพียงภาพวาดที่เป็นยาดี
หากแต่คนข้างๆ ก็เป็นยาดีอีกขนานด้วยเช่นกัน!

สายตาของเธอเพ่งความสนใจไปที่มือที่ตวัดพู่กันลงบนแผ่นผ้าใบ
มือเรียวๆ ที่ไม่สมตัวของคนตัวโตข้างๆ
แปลก ตัวโตยังกับตึกแต่มือกลับเรียวสวยสมเป็นมือของศิลปินแท้ๆ

“วาดรูปได้ทำไมไม่ออกมาวาด”
คำถามถูกส่งออกมาจากคนที่กำลังตวัดมือไปมาอย่างขะมักเขม้น
“ไม่มีอารมณ์ค่ะ แค่อยากมองเฉยๆ รำคาญแล้วหรือคะ” นัธฐาถามกลับ

คราวนี้คนตัวโตหยุดมือ หันมาตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ
“ไม่ได้รำคาญ เพียงแต่...พี่เริ่มจะไม่มีสมาธิ”

เม้มปากก่อนจะบอก “งั้นนัธไปก็ได้” นัธฐาลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับบ้าน
ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงยามเอ่ยประโยคนั้นออกไปสั่นเครือราวกับกำลังน้อยใจ

ปรมัธทิ้งพู่กันในมือ คว้าแขนบอบบางของคนขี้น้อยใจรั้งไว้
“พี่ไม่ได้หมายความว่านัธมาทำลายสมาธิพี่ แต่เวลานัธอยู่ใกล้ๆ พี่วาดรูปไม่ได้ เฮ้ย คือยังไงดี พี่ พี่”
ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้คนตรงหน้าหน้าเจื่อนลง ทำให้สุดท้ายเขาโพล่งออกไปตรงๆ

“พี่ตื่นเต้นเวลานัธอยู่ใกล้ มันทำให้พี่มือสั่น สงสัยจะดีใจมากไปมั้ง”

สีแดงๆ ที่เริ่มแต้มบนแก้มของนัธฐา เรียกกำลังใจจากเขาได้โข
แต่เมื่อนึกได้ว่ากำลังจับแขนหล่อนอยู่ก็รีบปล่อย

“ขอโทษที่ถือวิสาสะจับแขนไว้ แค่อยากให้นัธฟังพี่ก่อนเท่านั้นเอง ไม่โกรธใช่มั๊ย”

“ไม่โกรธหรอกค่ะ แต่ทำไมต้องดีใจด้วย” คำถามที่ดูเหมือนง่ายหาก
แต่มันยากนักที่จะอธิบายให้คนตรงหน้าเข้าใจ

นิ่งคิดเพื่อหาเหตุผลดีๆ อธิบายให้สาวน้อยที่กำลังมองเขาตาแป๋วฟัง
ก่อนจะตัดสินใจที่จะพูดตรงๆ ทั้งๆ ที่ความตั้งใจเดิมของเขา คือรอให้เวลาผ่านไปสักพัก
รอจนสาวน้อยตรงหน้าหายโศกเศร้า รอจนกว่าเธอจะเข้มแข็งพอ...

เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนี้ก็อาจเป็นเพราะ ความรู้สึกลึกๆ มันบอก

ยิ่งอ้อมค้อม นอกจากเขาอาจเจ็บปวดเพราะความไม่กล้าแล้ว
ผู้หญิงตรงหน้าก็อาจจะต้องจมกับแผลนี้ไปอีกนาน

ริจะรักษาแผลใจ ก็ต้องแลกด้วยความจริงใจที่เขาต้องแสดงให้เธอเห็น

“นัธฐา เธอบอกพี่หน่อยได้รึเปล่าว่าตอนนี้ใจเธอเข้มแข็งพอรึยัง”

แวบแรกที่ได้ยินนัธฐาสะดุ้ง

เขารู้เรื่องของเธอ!

เหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงใจอยู่ แต่แปลก ที่ความเจ็บปวดมันน้อยกว่าที่เคยเป็น
คำถามที่ทำให้เธอต้องกลับมาย้อนถามตัวเอง

ใจเธอเข้มแข็งพอหรือยัง?

คำตอบที่เธอเองก็ไม่แน่ใจ

“ถ้าคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่กับความรักแล้วพี่จะบอก”
ปรมัธเสี่ยงบอกไปอีกครั้งเมื่อเห็นหญิงสาวนิ่งไม่ตอบอะไร

“บอกไม่ได้หรอกค่ะ ว่าเข้มแข็งพอที่จะนับหนึ่งใหม่หรือเปล่า
แต่คิดว่าไม่เจ็บเหมือนแรกๆ อีกแล้ว” เพียรสงบใจที่เริ่มจะสั่น ก่อนจะยอมเปิดปาก

ชายหนุ่มถอนหายใจ โล่งอก ที่ได้ยินคำตอบแบบนี้ อย่างน้อยสาวน้อยตรงหน้าก็เปิดใจขึ้น

“อรเล่าอะไรให้พี่ฟังบางเรื่อง เพราะอรสังเกตเห็นว่าพี่สนใจนัธ”
คำบอกเล่าที่เรียกสีหน้าแปลกใจให้กับนัธฐา และเรียกสีขึ้นบนใบหน้าของคนเล่า

“พี่เองก็ยอมรับว่าสนใจนัธจริงๆ สะดุดตาตั้งแต่เห็นหน้าเศร้าๆ ตาโศกๆ ของนัธแล้ว
ยังคิดอยู่เลยว่า คนที่ดูแล้วออกจะยิ้มสวยแบบนัธ ทำไมถึงเศร้าแบบนี้”

“พี่ไม่ได้หวังให้นัธมาชอบพี่ตอบซะเดี๋ยวนี้ เพียงแต่ไม่อยากให้จมอยู่กับอดีต
ถ้านัธลองมองไปรอบๆ คงจะเห็นว่ามีหลายคนที่เค้าเป็นห่วงนัธ ทั้งอร คุณลุง และก็...พี่เองก็เป็นห่วงนัธ”

“แต่เราเพิ่งพบกันนะคะ แล้วทำไมถึง เอ่อ บอกว่าชอบนัธ” หญิงสาวอ้อมแอ้มถาม

“ตรงนี้มันบอก ว่าพี่ชอบเธอ” เอื้อมมือคว้ามือสาวน้อยมาแนบที่อกด้านซ้าย

“ไม่เร็วไปหรือคะ”

“ก็อาจจะ แต่เราก็ยังมีเวลาอีกตั้งมากที่จะพิสูจน์ ว่าแต่นัธเถอะ
จะยอมพิสูจน์ไปกับพี่ด้วยรึเปล่า” ปรมัธเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ยังไม่ปล่อยมือที่กุมมือนุ่มๆ นั่นไว้

“ยังไม่ต้องรีบตอบหรอก บอกแล้วว่าพี่ไม่รีบ แดดเริ่มแรงแล้ว
เราเข้าบ้านกันดีกว่า ไม่รู้ว่าอรตื่นรึยัง” ชายหนุ่มค่อยๆ ปล่อยมือเธออย่างสุภาพ
เก็บอุปกรณ์วาดภาพแล้วเดินนำหล่อนไปที่บ้าน

ทิ้งคำพูดที่ปั่นหัวใจเธอให้ป่วนได้ ทั้งๆ ที่เคยคิดว่าใจน้อยๆ ดวงนี้มันเจ็บจนชาไปแล้วแท้ๆ




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2549 11:36:19 น.
Counter : 151 Pageviews.  

ดาหลา...ยาใจ บทที่ 2

เดินเข้ามาในบ้านพักได้สักครู่ เสียงโทรศัพท์กรีดเสียงเรียกความสนใจให้กับผู้มาเยือน
อรดีรีบวางข้าวของสัมภาระไว้บนโซฟาก่อนจะรุดมายังโต๊ะเล็กๆ ที่วางโทรศัพท์เอาไว้

“สวัสดีค่ะ”

“อรรึเปล่าลูก” เสียงเรียกจากปลายสายทำให้อรดียิ้มอย่างยินดี

“อรเองค่ะพ่อ เพิ่งถึงเกาะเมื่อครู่นี้เอง” อรดีบอกบิดาเสียงแจ๋วๆ
“คนที่พ่อให้ไปรับอรกับนัธเนี่ยแย่จังค่ะ ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เอาซะเลย”

คำบอกเล่าที่เรียกเสียงหัวเราจากบิดา แต่กลับทำให้ลูกสาวยิ่งหน้าง้ำลง

“ไม่ขำเลยนะคะ”

“ปกติเจ้าปอก็เป็นแบบนี้แหละ อรน่าจะชินได้แล้วนะ”

อรดีอ้าปากค้าง คนที่ไปรับหล่อนกับเพื่อนคือปรมัธหรอกรึ
มิน่าเล่า ยังเก๊กเหมือนเดิมเลย

“นั่นพี่ปอหรอกหรือคะ พ่อไม่กระซิบบอกอรเลย เกือบหน้าแตกแล้วมั๊ยละคะ” ลูกสาวบ่น

“หน้าแตกเรื่องอะไรลูก”

“ก็แหม อรเกือบจะให้เงินเป็นทิปค่าขับเรือกับพี่ปอไปสิคะ
ดีนะที่เกิดหมั่นไส้ท่าเก๊กๆ นั่นเสียก่อน เลยไม่ได้ให้”

เท่านั้นแหละ คุณอธิคมก็หัวเราะลั่นอีกรอบ “มีประโยชน์เหมือนกันนะไอ้เรื่องความเก๊กเนี่ย
ขืนอรเอาเงินไปให้พี่เขา มีหวังคงถูกปอเชือดแน่ๆ”

“อรก็ว่างั้นแหละค่ะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างเห็นด้วย

“ว่าแต่ที่โทรมามีอะไรรึเปล่าคะ” อรดีถาม

“อ๋อ จะโทรมาบอกว่าบ้านพักไม่มีแม่บ้านนะอร
แต่พ่อสั่งให้เค้าซื้อของเอาไว้เต็มตู้เย็นแล้ว ขาดเหลืออะไรก็ไปบอกเจ้าปอแล้วกัน”

“ค่าพ่อ แค่นี้ใช่มั๊ยคะ”

“แล้วหนูนัธเป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึเปล่า” อธิคมถาม
เนื่องจากลูกสาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนที่ว่าไปก็เหมือนกับลูกสาวเขาอีกคนให้เขาฟังแล้ว

“ก็ยิ้มออกแล้วค่ะ สักพักคงจะดีขึ้นกว่านี้” น้ำเสียงบ่งความไม่แน่ใจนั้นทำให้เขารีบบอกอีกฝ่าย

“อีกหน่อยคงยิ้มออกหรอก เกาะสวยๆ ทะเลก็สวย แถมคนบนเกาะก็...”

“คนบนเกาะหรือคะ ไม่เห็นมีใคร เอ๋ หรือว่าจะเป็น...ไม่ดีกว่ามั้งคะพ่อ อรว่าไม่ดีหรอก”
อรดีว่าอย่างไม่เห็นด้วยนัก สายตาก็เหลือบไปยังคนที่ถูกกล่าวถึง
ที่ตอนนี้กำลังยืนเหม่ออยู่ริมหน้าต่าง

แต่บิดากลับบอกอย่างมั่นอกมั่นใจ “บางทีพ่ออาจจะได้หลานสะใภ้สมใจสักที”

พ่อลูกคุยกันอยู่อีกสักพักก่อนจะวางสาย อรดีเดินเข้ามาสะกิดเพื่อน
ที่ตอนนี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง เอ่ยชวน “ไปเก็บของเถอะ แล้วค่อยมาดูวิวต่อ”

“เอาสิ แล้วพ่อว่าไงบ้าง” นัธฐาเรียกบิดาของเพื่อนว่า ‘พ่อ’ อย่างสนิทสนม
ความที่เป็นเด็กกำพร้า เธอจึงรักและเคารพอธิคมเหมือนบิดาแท้ๆ

“อ๋อ โทรมาถามว่าเดินทางเป็นยังไงบ้าง แล้วก็บอกว่าเราต้องอยู่กันเอง
ทำอาหารเองแต่ซื้อของทิ้งไว้ให้แล้ว”
ไม่กล้าบอกอีกเรื่องที่คุยกับบิดาไว้ แต่เมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าสงสัย ก็บอกต่อ
“ป้าแอ๋วลากลับบ้าน เห็นว่าหลานป่วยหรือไงเนี่ยแหละ”

นัธฐาพยักหน้ารับ ก่อนจะบอกล้อๆ “งั้นอรจะได้โชว์ฝีมือ”

“อรหรือนัธกันแน่ก็ไม่รู้ที่จะโชว์”
อีกฝ่ายเกี่ยงเนื่องจากไม่ชอบทำครัว ก่อนจะเร่งเพื่อน
“รีบไปเถอะเดี๋ยวจะแนะนำใครให้รู้จัก”

“ใคร”

อรดียักคิ้วให้ “เดี๋ยวก็รู้เองแหละ” ว่าแล้วก็เดินนำลิ่วๆ ไปข้างบน
ทิ้งอีกคนให้มองตามอย่างงไม่เข้าใจนัก...แต่ก็ช่างเถอะ

หลังจากเก็บของเสร็จสองสาวก็เดินลงมาด้านล่าง ตรงไปยังห้องครัว
นัธฐาสำรวจตู้เย็นขณะที่อรดียืนมองอยู่ข้างๆ ปากก็พูดแจ้วๆ
“พ่อเอาของมาใส่ตู้เย็นให้เหมือนเราจะมาอยู่สักเดือน”

นัธฐาหันมาพูดหน้าตาย “อยู่ได้ถึงเดือนก็ดีสิ ที่นี่สวยออก ไม่อยากกลับกรุงเทพฯเลย”

“ก็ไม่ต้องกลับ อยู่จนกว่าจะสบายใจ แล้วค่อยกลับก็ได้นี่นา”

“พูดเล่นหรอก ขืนมานานแบบนั้นจะเอาอะไรกินเล่า”

อรดีทำหน้าจริงจัง บอกอย่างใจป้ำ
“ป๋าอรเลี้ยงนัธเองก็ได้ ตัวนิดเดียวแบบนี้คงกินไม่จุเท่าไหร่”

นัธฐาส่ายหน้า ก่อนจะทวงถาม “แล้วไหนว่าจะแนะนำใครให้รู้จัก”

“อ๋อ ตามมาสิ อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก”

นัธฐาเดินตามเพื่อนออกมาทางด้านหลังบ้านพัก เพิ่งจะสังเกตเห็นบ้านพักอีกหลัง
ที่อยู่บริเวณใกล้ๆ รอบๆ ตัวบ้านเต็มไปด้วยต้นมะพร้าวและต้นสนเรียงรายเป็นตับ
ส่วนตัวบ้านเป็นบ้านไม้สองชั้นหลังไม่ใหญ่นัก หน้าบ้านมีเปลญวณผูกระหว่างต้นมะพร้าวสองต้น
หญิงสาวบอกกับตัวเองว่าน่านอนดีแท้

“พี่ปอ อยู่รึเปล่าคะ” อรดีป้องปากตะโกนเรียกพี่ร่วมโลกเสียงดังลั่น

“พี่อยู่นี่อร” เสียงทุ้มๆ ดังมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัวขึ้น

เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็แอบยิ้ม ‘นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่น้องสาวร่วมโลกจอมยุ่งกับแม่สาวตาโศก’

อรดีฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะต่อว่าคนตรงหน้า
“ไปรับแต่ไม่ทักทายอรเลยนะคะ ถ้าพ่อไม่บอกอรก็จำไม่ได้หรอกนะคะว่าเป็นพี่ปอ
ว่าแต่กลับมาไทยเมื่อไหร่คะเนี่ย”

คนตรงหน้ายิ้มให้นิดหนึ่งปากตอบแต่ตาแลมองไปด้านหลังของอรดี
“สักเดือนนึงได้แล้วกระมัง กลับมาเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์”

อรดีแลเห็นสายตาของปรมัธเหล่มองไปยังเพื่อนเธอก็แอบยิ้ม
นึกถึงคำพูดของบิดา 'เห็นทีพ่ออาจพูดถูก' ก่อนจะเอ่ยแนะนำ

“พี่ปอคะ นี่นัธฐา เพื่อนอรเอง ยัยนัธนี่พี่ปอ ปรมัธ ลูกชายลุงชาญ เจ้าของเกาะนี้ครึ่งหนึ่ง”

นัธฐาพนมมือไหว้ นึกชมชายตรงหน้าในใจว่ามีเครื่องหน้าที่เหมาะเจาะ
‘เหมือนพระเอกในนวนิยายที่เธอเขียน’

“ยินดีที่ได้รู้จัก พี่เรียกนัธได้รึเปล่า” น้ำเสียงยามถามแม้จะดูไร้อารมณ์เหมือนเดิม
แต่ก็นุ่มนวลขึ้น อย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อเช้านี้

“ได้ค่ะ” นัธฐาตอบ

“รู้จักกันแล้วก็ดีค่ะ พ่อบอกว่ามีอะไรให้ใช้พี่ปอได้” อรดีบอก หน้าตาเจ้าเล่ห์

ปรมัธมองอรดีอย่างหวาดๆ ก็น้องสาวของเขาคนนี้มีลูกบ้าอยู่รอบตัว
นี่ทำหน้าแบบนี้ ไม่รู้จะหาอะไรมาให้เขาปวดหัวอีก

“แล้วมีอะไรจะใช้พี่”

“โถๆ ใครจะกล้าใช้พี่ปอของน้องอรได้ ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ
แค่วันนี้นัธกับอรเหนื่อยมากๆ ทำอาหารเย็นไม่ไหว รบกวนพี่ปอด้วยแล้วกันนะคะ”
จบประโยคปุ๊บก็ฉุดมือเพื่อนสาววิ่งออกจากบ้านของเขาไป
ทิ้งให้เจ้าของบ้านยืนงงกับคำสั่งที่อรดีทิ้งเอาไว้
‘ยัยอรตัวแสบ’ คาดโทษเอาไว้ในใจ ก่อนจะยิ้มออกมานิดๆ

“นัธฐางั้นรึ”




“หยุดก่อนอร เหนื่อย” นัธฐาฉุดมือเพื่อนให้หยุด หลังจากวิ่งออกจากบ้านของปรมัธได้สักพัก
ติงเพื่อนรักด้วยเสียงหอบๆ “นัธว่าเรากลับไปช่วยพี่ เอ่อ พี่ปอเถอะ ทำแบบนี้นัธรู้สึกแย่ยังไงก็ไม่รู้”

“แย่อะไร ไม่มี๊ ไม่มี รับรองพี่ปอไม่ว่าอะไรหรอก”
ออกจะเต็มใจทำออก แค่มองตาก็รู้แล้ว ประโยคนี้เธอไม่ได้บอกเพื่อนออกไป

“แต่นัธว่านะ...”

“อรไม่กลับไปเด็ดขาด นัธก็รู้ว่าอรไม่ชอบเข้าครัว” เพื่อนสาวโอดครวญ
ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ บอกเพื่อนออกไปว่า “แต่ถ้านัธรู้สึกไม่ดีละก็
กลับไปช่วยพี่ปอแทนอรหน่อยแล้วกัน อรขอไปงีบก่อนนะ ง่วงชะมัดเลย”
พูดจบก็เดินกลับไปที่บ้านพักทันที ทิ้งให้นัธฐายืนอยู่ที่เดิม
ธรรมะและอธรรมในใจกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายธรรมะก็ย่อมชนะอธรรม
หญิงสาวตัดสินใจเดินกลับไปยังบ้านพักของปรมัธ
อย่างน้อยเธอก็เป็นผู้อาศัย จะรอให้เจ้าของบ้านทำอาหารให้ทานก็คงดูไม่ดีนัก

ยืนรีๆ รอๆ อยู่หน้าบ้านชายหนุ่มพักหนึ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน หันซ้ายหันขวามองหาห้องครัวอยู่ ยังไม่ทันพบก็มีมือเย็นๆ เอื้อมมาสะกิดไหล่
หันกลับไปมองก็พบกับตาสีนิลสวยจ้องอยู่ ก็ถึงกับสะดุ้ง

“อุ้ย!” อุทานพร้อมกระโดยถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง

ชายหนุ่มส่งยิ้มให้นิดๆ เมื่อเห็นอาการตกใจของสาวน้อยตรงหน้า
กระแอมเล็กน้อย “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ มีอะไรรึเปล่าถึงได้เข้ามาในนี้”

นัธฐาหน้าแดง ตะกุกตะกักตอบ “นัธ เอ่อ...จะมาช่วยพี่ปอทำครัวค่ะ”

ปรมัธขมวดคิ้วก่อนจะปรามาสร่างเล็กตรงหน้า “ทำเป็นหรือเรา”

หน้าใสๆ เชิดขึ้น นัยน์ตาวาววับ เมื่อได้ยินคำพูดที่เสมือนจะดูถูกฝีมือเธอ
สะบัดเสียงตอบ “ก็พอได้ค่ะ”

ชายหนุ่มยิ้ม “งั้นก็ไปสิ”

แต่เมื่อหญิงสาวยังยืนนิ่ง ไม่ขยับ เขาจึงถามขึ้นอีกครั้ง “เปลี่ยนใจไม่ทำแล้วหรือไง”

หญิงสาวอึกอัก ก่อนปฏิเสธ “ไม่ได้เปลี่ยนใจค่ะ แต่นัธไม่ทราบว่าห้องครัวอยู่ที่ไหน”

ปรมัธพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะปั้นน้ำเสียงให้ดูราบเรียบ
“อ๋อ ตามมาสิ” ก่อนจะเดินนำสาวน้อยตัวเล็กไป
ทิ้งให้คนที่อยู่ข้างหลังเบะปากพึมพำอย่างหมั่นไส้ในความเก๊ก

“แหวะ นึกว่าเท่ห์ตายหรือไง”

แล้วเธอก็เดินตามไปเงียบๆ


ครัวสมัยใหม่ปรากฏขึ้นในสายตา แต่ไม่เหมือนกับครัวชายโสดที่เธอเคยเห็น
นึกย้อนไปถึงครัวในคอนโดของมาวิน ที่มีเพียงแค่ไมโครเวฟและตู้เย็นเท่านั้น
ผิดกับที่นี่ที่มีเครื่องครัวพร้อมครบครัน สงสัยเจ้าของบ้านคงจะชอบทำอาหาร

คิดพลางสะบัดศีรษะ จะไปนึกถึงทำไม คนพรรณนั้น
ป่านนี้คงลืมไปแล้วกระมังว่ามีเธออยู่บนโลกนี้

ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้เย็นเปิดออกดูสำรวจเสบียงที่มี หันมาถามอีกคนในห้องครัว
“เย็นนี้นัธอยากทานอะไร”

หญิงสาวถึงกับสะดุ้งเพราะกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่าน
“เอ่อ...แล้วในตู้เย็นมีอะไรบ้างคะ”

“มีกุ้ง ปู ปลาหมึก ผัก ไข่ และอื่นๆ พี่ขี้เกียจบรรยาย มาดูเองดีกว่า”

นัธฐานิ่งคิดก่อนเสนอความเห็น “มีเนยรึเปล่าคะ ถ้ามีทำกุ้งอบเนยดีมั๊ย ยัยอรชอบ”

เจ้าของบ้านพยักหน้ารับ “ได้หนึ่งเมนูแล้ว อืม มีปลาหมึกด้วย
ทำต้มยำก็แล้วกัน” ก่อนจะถามเธอบ้าง “แล้วนัธชอบทานอะไรเป็นพิเศษ”

“ไม่ค่ะ ทานได้ทุกอย่าง”

ปรมัธจึงตัดสินใจแทน “งั้นก็ทำปูอบวุ้นเส้น ปลาเผา และก็ไข่เจียว”

เมนูสุดท้ายทำเอาเธออึ้งไป ชายหนุ่มเสยกมือเสยผมที่ปรกหน้าผาก หน้าแดงนิดๆ
อ้อมแอ้มอธิบาย “เมนูโปรดของพี่เอง สำรองไว้เผื่อว่าเมนูอื่นจะทานไม่ได้”

หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่ง พยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มค้าง
‘อีตานี่กล่าวหาเธอทางอ้อม หาว่าเธอทำอาหารไม่ได้เรื่องใช่มั๊ยเนี่ย’
จากยิ้มเปลี่ยนเป็นส่งค้อนให้ ทำเอาคนที่แอบมองยิ้มจากคนยิ้มยากหลบตาแทบไม่ทัน
แปลกใจที่จู่ๆ สาวน้อยก็เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว เกาหัวแกรกๆ (หมดกันภาพพระเอก) อย่างงงๆ
‘ตูพูดอะไรผิดอีกเนี่ย’

ชายหนุ่มมองนัธฐาหยิบจับเครื่องครัวอย่างคล่องแคล่วอย่างเพลินตา
ไม่บ่อยนักที่เขาจะเห็นผู้หญิงสมัยใหม่เข้าครัว ดูอย่างแม่น้องสาวนอกไส้อย่างอรดีเองก็ได้
ให้เข้าครัวทีเหมือนถูกจับเชือด

จู่ๆ หญิงสาวก็หยุดมือ ก่อนจะตวัดตามองคนที่นั่งมองเธอ เอ่ยดื้อๆ
“พี่ปอไม่คิดจะช่วยนัธหรือคะ ทำอาหารเยอะขนาดนี้ คงไม่เสร็จง่ายๆ แน่”

ปรมัธเลิกคิ้ว ก่อนจะตอบเรียบๆ “ก็เห็นหยิบจับคล่องมือ เลยคิดว่าทำเองได้”

“ทำได้ค่ะ แต่อาจเสร็จพรุ่งนี้เช้า” ตอบเสร็จก็หันกลับไปง่วนกับปลาหมึกตัวโตตรงหน้า
ทิ้งให้อีกคนแอบขำ

ฮึ ฮึ เอากับแม่คุณสิ ขำคนตรงหน้าก็ขำ แกล้งแหย่นิดเดียวก็เผลอกัดเอาเจ็บๆ ได้
นัธฐาแบบนี้ดูดีกว่าก่อนเป็นกอง อย่างน้อยก็คงดีกว่านัธฐาที่เอาแต่ทำหน้าเศร้าเป็นสาวตาโศก




 

Create Date : 25 เมษายน 2549    
Last Update : 25 เมษายน 2549 12:15:07 น.
Counter : 195 Pageviews.  

ดาหลา...ยาใจ บทที่ 1

แม้รู้ว่ารักนี้เจ็บปวดนัก ก็ยังสมัครเต็มใจรัก...

เสียงแป้นพิมพ์ถูกเคาะรัวดังแว่วๆ ออกมาจากห้องที่เสมือนจะถูกปิดตายเอาไว้ชั่วคราว
ด้วยเจ้าของห้องไม่ต้องการให้ใครรบกวน

ทั้งกวนตัว...และกวนใจ

นัธฐากำลังอยู่ในโหมดบ้างาน...ทั้งหมดเป็นเพราะคนคนนั้น

ผู้ชายเฮงซวย!

ผู้ชายที่ไม่รู้เสียเลยว่าทิ้งเพชรในมือเพื่อคว้าเอาก้อนกรวดมาชื่นชม

อรดียิ้มเหยียดเมื่อนึกไปถึงบุคคลที่เธอนึกเกลียดขึ้นมาจับใจ
คนที่ทำให้เพื่อนที่แสนดีของเธอต้องหลั่งน้ำตา

เหลือบมองไปยังห้องที่ปิดเงียบอีกครั้งพร้อมกับถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
เห็นทีคราวนี้คงต้องทำอะไรซักอย่าง
อะไรก็ได้ที่จะทำให้เธอได้นัธฐาคนเดิมกลับมา

นั่งรำลึกถึงร้อยแปดวิธีที่เคยผ่านหูผ่านตา หรือเคยได้ยินมา
วิธีที่จะรักษาอาการคนอกหักให้หาย
หรืออย่างน้อย...ก็ดีขึ้นกว่านี้

ต้องพานัธไปจากที่นี่...

ใช่แล้ว ต้องไปให้ไกลจากที่ที่มีความทรงจำที่เจ็บปวด
ต่อจากนั้นคงต้องใช้เวลาและบรรยากาศใหม่ๆ ช่วยบรรเทาบาดแผลเหล่านั้น

แต่จะเป็นที่ไหนดีน้า ที่จะดีที่สุด

เกาะดาหลา

ใช่แล้ว เกาะเล็กๆ ในแถบทะเลอันดามัน
เกาะเล็กๆ ที่นัธเคยบอกว่า ‘สงบและสวยจนเกินจะบรรยาย’
เกาะที่บิดาเธอเป็นเจ้าของร่วมกับเพื่อนอยู่ครึ่งหนึ่ง

บางทีมนตราจากทะเลและฟ้าใสๆ อาจทำให้เธอได้เพื่อนที่ร่าเริงคืนมา

++++++++++++++++++++++++++++++

“เบื่อเหรอ” น้ำเสียงอ่อนๆ ถามอย่างห่วงใยเมื่อเห็นเพื่อนถอนหายใจอีกครั้งเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้

นัธฐาเงยหน้าสบตาเพื่อนรัก มองเห็นแววตาที่แสดงความห่วงใยฉายออกมาอย่างชัดเจน
ก่อนจะตอบยิ้มๆ “เปล่าหรอก คิดเรื่องงานนิดหน่อย”

อรดีมองหน้าเพื่อนอย่างอยากจะค้นหาอะไรบางอย่าง
ร่องรอยที่เห็นทำให้เธอรู้ว่า สิ่งที่เพื่อนบอกนั้น
เป็นคำตอบที่เพียงแค่อยากจะทำให้เธอสบายใจขึ้นเท่านั้น

“ไว้ไปถึงแล้วค่อยคิดก็ได้ ที่เกาะบรรยากาศดี
เผลอๆ นัธอาจจะได้ไอเดียดีๆ เป็นพล็อตเรื่องใหม่ก็ได้นะ”

นัธฐาพยักหน้ารับ ก่อนหันกลับไปมองหน้าต่างรถดังเดิม
จมตัวเองกับเรื่องเดิมๆ
เรื่องที่เธอเองก็อยากจะลบมันไปเสียให้หมดจากใจเสียที


หญิงสาวไขกุญแจห้องอย่างร่าเริง มือถือสารพัดถุง
ทั้งอาหาร ขนม ของใช้จิปาถะ ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างคนมีความสุข
วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ และเป็นปกติที่เธอจะมาฉลองวันเกิดที่นี่
คอนโดของคนรักของเธอเอง มาวิน

แถมด้วยวันนี้นวนิยายที่เธอเขียนผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์แล้ว
กำหนดการตีพิมพ์และวางจำหน่ายที่ได้รับทราบในวันนี้ถือเป็นของขวัญที่เธอพอใจมากที่สุด
แต่ของขวัญอีกชิ้นที่เธอตั้งตารอก็คือชิ้นนี้

ชิ้นที่เธอกำลังจะได้รับจากมาวิน

ภายในห้องเงียบสนิท ไร้วี่แววของผู้เป็นเจ้าของห้อง

‘วิน อยู่รึเปล่าคะ’

นัธฐาร้องเรียกแฟนหนุ่มเบาๆ เมื่อก้าวเข้ามาในห้องชุดของมาวิน
เหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือของตัวเอง ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
จะทุ่มหนึ่งอยู่แล้ว เย็นป่านนี้ทำไมวินยังไม่กลับ
เอ หรือว่าหลับอยู่

สาวเท้าเดินตั้งใจจะเอาของเข้าไปเก็บในครัว แต่เมื่อเดินผ่านห้องนอน
ก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วๆ ระคนกับเสียงหัวเราะเบาๆ เล็ดรอดออกมา

เสียงใคร?

มือไวเท่าความคิด ประตูห้องนอนของมาวินถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา
ภาพที่เห็นทำให้นัธฐาตาเบิกกว้าง ชายหญิงสภาพเปลือยนอนกอดก่ายกันนัวเนียบนเตียง
และดูจะยังไม่รับรู้ถึงบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาในห้อง
เสื้อผ้ากระจัดกระจายบนพื้นอย่างที่ไม่รู้ว่าชิ้นไหนเป็นของใคร

เสียงของตกกระทบพื้นดังตุ๊บ เรียกความสนใจจากคนสองคนที่นัวเนียกันอยู่บนเตียงได้
หญิงสาวที่โรมรันกับแฟนหนุ่มของเธอพึมพำเมื่อมาวินหยุดภารกิจที่กำลังปฏิบัติอยู่ชั่วคราว
ส่วนเจ้าของห้องก็เหลือบมองผู้รบกวนอย่างหงุดหงิด
ก่อนจะอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นหน้าของผู้บุกรุกอย่างชัดเจน

‘นัธ!’

ไร้เสียงตอบรับจากนัธฐา หญิงสาวมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่รวดร้าว เจ็บปวด

เจ็บจากการถูกหักหลัง...จากคนที่เธอไว้ใจ

มาวินลนลานคว้ากางเกงที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว
อีกมือคว้าเสื้อผ้าของผู้หญิงที่เขาหิ้วมานอนด้วยโยนใส่
สั่งเสียงระรัว ‘ไปใส่เสื้อผ้าซะ และกลับไปได้แล้ว’

ก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวอีกคนที่ยังยืนนิ่ง ไม่ขยับ เรียกเบาๆ อีกครั้ง
‘นัธครับ ผม...’

นัธฐาสะดุ้งเฮือกเมื่อมาวินสาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้ เธอถอยหนีอย่างตกใจ
ละล่ำละลักบอกอย่างรวดเร็ว
‘หยุดอยู่ตรงนั้นนะวิน อย่าเข้ามาใกล้นัธนะ’

มาวินชะงักเท้ามองแฟนสาวอย่างไม่เข้าใจ
‘ผมขอโทษนะนัธ เรื่องผู้หญิงเมื่อกี้ ผม...’

นัธฐาเอามือปิดหู ส่ายหน้าตะโกน
‘หยุดพูดนะวิน นัธไม่อยากฟัง ไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น พอเถอะ พอกันที นัธไม่ทนอีกแล้ว ไม่อีกแล้ว’
ก่อนจะหันหลัง วิ่งกลับไปยังประตูที่ยังเปิดอ้าไว้

‘เดี๋ยวนัธ’
มาวินคว้าแขนหญิงสาวเอาไว้ได้ก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป
‘เราต้องคุยกันนะนัธ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ยกโทษให้ผมนะ’

‘ปล่อยนัธนะ นัธไม่มีโทษจะยกให้วินหรอก กี่ครั้งแล้วที่วินทำแบบนี้
นึกหรือว่านัธไม่รู้ แต่นัธก็ทน ทนมาตลอด’
เสียงเงียบไปอย่างหมดกำลังใจจะพูด ก่อนจะปั้นเสียงแข็งด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มี
‘เราจบกันแค่นี้เถอะวันนี้เป็นวันเกิดของนัธ นัธรอของขวัญจากวิน
รออย่างใจจดใจจ่อ ขอบใจสำหรับของขวัญชิ้นนี้มากนะวิน’

สะบัดแขนที่ถูกเกาะกุมอยู่อย่างแรงจนหลุดก่อนจะวิ่งออกจากห้องนั้นอย่างเร็วมายืนหอบอยู่ด้านล่าง

เหนื่อยที่กาย...แต่ก็คงไม่เท่ากับเจ็บที่ใจ

วันเกิดปีนี้เธอต้องฉลองด้วยอิสรภาพของตัวเอง



“นัธ ตื่นเถอะ ถึงแล้ว” แพขนตาหนากระพริบถี่ๆ รับรู้ถึงหยาดน้ำรสเค็มๆ ที่เปรอะอยู่ข้างแก้ม

ฝันถึงเรื่องนั้นอีกจนได้ ทั้งๆ ที่อยากจะลืมแท้ๆ

อรดีปลุกเพื่อนที่เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
มารู้อีกทีก็ตอนที่ถามเพื่อนว่าหิวรึเปล่า แต่ก็ไร้เสียงตอบ
จึงได้รู้ว่าเพื่อนชิงเฝ้าพระอินทร์ไปก่อนซะแล้ว
เหลือบเห็นคราบน้ำเป็นทางยาวบนแก้มซีดๆ ของเพื่อนก็ถอนใจ
แต่ก็ไม่ทักอะไร ไม่อยากสะกิดแผล

“หลับไปไม่บอกกันเลยนะนัธ ปล่อยให้เราพล่ามคนดียวอยู่ได้ตั้งนาน”
อรดีบ่นพึมเมื่อเห็นเพื่อนลืมตาตื่นเต็มตา

นัธฐายิ้มกร่อยๆ ให้ “ขอโทษเถอะอร เมื่อคืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ
สงสัยเป็นเพราะตื่นเต้นที่จะได้ไปเกาะ”

อรดีส่ายหน้า ปากก็บอก “มิน่าล่ะ ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กทั้งคืนจากห้องนัธ
ที่แท้ก็นอนไม่หลับหรอกเหรอ ทำไมไม่มาเรียกอรล่ะ”

“เกรงใจน่ะ แค่มาอยู่เป็นเพื่อนนัธ ก็เกรงใจจะแย่”

“โอ๊ย จะมาเกรงใจอะไรนักหนา นัธเป็นเพื่อนอรนะ
เอาเถอะอย่ามัวแต่พูดมากกันอยู่เลย เตรียมลงเรือดีกว่า พ่อบอกว่าจะส่งคนมารับเราแหละ”

สองสาวช่วยกันเก็บของ จอดรถฝากคนบนฝั่งเอาไว้
พากันเดินไปยังท่าเรือ อรดีมองหาคนที่บิดาบอกว่าจะส่งมารับเธอ

มองหาอยู่สักพักก็มีชายหนุ่มใส่แว่นกันแดดเดินตรงเข้ามาหาเธอ

“คุณอรดีใช่รึเปล่าครับ”
เสียงเรียบๆ ไม่บ่งบอกอารมณ์ถามขึ้นเมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของสองสาว

“เอ่อ ใช่ค่ะ คุณคงเป็นคนที่คุณพ่อส่งมารับ” อรดีถาม

“ใช่ครับ”

อรดียิ้ม หันไปเรียกเพื่อนที่ยืนเหม่ออยู่ใกล้ๆ “นัธ มีคนมารับเราแล้ว ไปกันเถอะ”

นัธฐาหลุดออกจาภวังค์ก่อนจะเดินตามเพื่อนต้อยๆ
ใบหน้าเรียบๆ ที่ดูไม่มีอะไรสะดุดตามากนักนอกจากตากลมโตใต้แพขนตางอน
แต่กลับสะดุดใจเขาเพราะตาสวยๆ คู่นั้นที่ควรจะสุกใส
กลับแฝงไว้ด้วยอะไรบางอย่างที่เขาเองก็บอกไม่ถูก

รู้แต่ว่าหญิงสาวคนนั้นดูเหมือนจะแบกทุกข์บางอย่างเอาไว้

เฮ้ย ! นี่เขาจะคิดอะไรมากมายเนี่ย ไม่ใช่เรื่องของเขาซักหน่อย
คิดพลางส่ายหน้าก่อนจะเดินตามคนที่เดินนำล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ลมเย็นๆ ปะทะหน้า กลิ่นน้ำทะเลลอยตามมาให้รู้สึกสดชื่น...
อย่างน้อยก็ทำให้พอจะลืมๆ อะไรบางอย่างไปได้บ้าง รอยยิ้มเล็กๆ จึงปรากฏให้เห็น

อรดีที่จ้องมองเพื่อนสาวอยู่นานยิ้มอย่างยินดี
ยิ้มที่เธอเห็นจากนัธฐาแทบจะเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดเรื่องนั้น ยิ้มจริงๆ จากใจ

บางที่การตัดสินใจพาเพื่อนหลบมาพักที่เกาะดาหลาคราวนี้คงจะไม่ผิด

++++++++++++++++++++++++++++++

“ยินดีต้อนรับสู่เกาะดาหลาจ๊ะเพื่อนรัก” อรดีเอ่ยต้อนรับเพื่อนอย่างล้อเลียนเมื่อเรือจอดเทียบท่า

หาดทรายสีขาวละเอียดทอดยาว ยังสงบและสวยเหมือนครั้งก่อนที่เคยมาจริงๆ
นัธฐายิ้มรับ “ขอบใจที่พามาเที่ยวนะอร ยังสวยเหมือนเดิมเลย”
“แหงแหละ พ่อกับลุงชาญหวงเกาะจะตาย ขืนใครมาแหยมทำสกปรกสิ พ่อเอาตาย”

ว่าเสร็จก็หันไปหาคนที่ขับเรือพาพวกเธอมา “ขอบคุณมากนะคะ อุตส่าห์ขับเรือไปรับพวกเรา”

คนขับเรือที่กำลังง่วนกับการเอาเชือกผูกเสาอยู่หันมามองเธอแวบหนึ่ง
ก่อนจะตอบเรียบๆ อย่างไร้อารมณ์เช่นเดิม

“ไม่เป็นไรครับ” แล้วหันไปง่วนกับการผูกเชือกตามเดิม

อรดีอึ้งไปนิดเพราะดูคนตรงหน้าจะไม่ยอมให้ไมตรีที่ดีตอบกลับมา
แอบหันไปเบะปากกับเพื่อนก่อนจะฉุดมือนัธฐาเดินตรงไปยังบ้านพัก

อาการแบบเด็กๆ ที่เรียกรอยยิ้มอันแสนจะหายากจากนัธฐาได้
โดยเฉพาะในช่วงหลังๆ และชายหนุ่มที่มีน้ำเสียงอันแสนจะไร้อารมณ์คนนั้นก็ทันเห็น
ทำเอามือที่กำลังผูกเชือกชะงักค้างไป

มือหนาถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคาย
คิ้วเข้มพาดเหนือตาคมคู่สวย จมูกเชิดนิด บ่งให้รู้ว่าเจ้าตัวนั้นรั้นไม่ใช่เล่น
ริมฝีปากแย้มยิ้มนิดๆ อย่างพึงใจกับภาพที่ได้เห็นเมื่อสักครู่

“นึกว่าจะยิ้มไม่เป็นซะแล้ว แม่สาวตาโศก”




 

Create Date : 24 มีนาคม 2549    
Last Update : 25 เมษายน 2549 12:13:27 น.
Counter : 174 Pageviews.  

Memory_part 3 in Diary the end

Part 3 in Diary
‘สมุดบันทึกเล่มโตนั้น ผมซื้อเอาไว้นานมากแล้ว ที่ซื้อเพราะถูกใจกับปกที่เหมือนกับชื่อผม ท้องฟ้าและเมฆ ผมไม่ชอบเขียนบันทึกเท่าไหร่ แต่ความตั้งใจของผมก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันที่ผมได้พบกับเธอ เธอชื่อเป้ย
เราเจอกันตอนผมกำลังเดือดร้อน ก็ตอนนั้นผมทำคอนแทคเลนส์หลุดหาย ก็คนเพิ่งเคยใส่นี่ ตอนแรกผมแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่น่าหลงเชื่อเจ้าพี่ชายที่คอยพูดกรอกหูผมทุกวันว่าให้เปลี่ยนจากใส่แว่นมาเป็นคอนแทคเลนส์ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลองซื้อมาใส่ดู ผลหรือครับ ก็เป็นอย่างที่เห็นไง ทำคอนแทคเลนส์หล่น หาก็ไม่เจอ มองก็ไม่เห็นอีก แต่สุดท้ายกลับต้องขอบใจมันแทน ที่เหมือนส่งนางฟ้าองค์น้อยๆ มาช่วยผมเอาไว้
ตอนแรกผมเห็นหน้าเธอไม่ชัดหรอก แต่หลังจากที่ซื้อคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ และใส่เรียบร้อยแล้ว ผมก็บอกกับตัวเองได้เลย ว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว
หลังจากนั้นผมก็สืบครับว่าเธอเป็นใคร เรียนคณะอะไร จนรู้มาว่า เธอเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ และช่วงนี้งานเธอก็เยอะเสียด้วย ผมก็เลยไปดักรอที่ห้องสมุด และก็ไม่ผิดหวัง ผมเจอเธออีกจริงๆ และเราก็เริ่มสนิทกัน’

‘เราสองคนคบกันมาก็นานพอสมควร เกือบปีแล้วนะอีกไม่กี่วันเท่านั้น แต่ผมยังไม่เคยบอกรักเธออย่างเป็นทางการเลย ก็ผมเขินนี่ครับ ยังไม่เคยบอกเป้ยเลยสักครั้งว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ ได้แต่หวังว่าวาเลนไทน์ปีหน้า ผมจะมอบสมุดเล่มนี้ให้เธอ พร้อมกับบอกรักเธออย่างจริงจังเสียที’

เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

พลิกดูหน้าแรกของสมุดเล่มนั้น ลงวันที่ที่ซื้อมา 15 มิถุนายน 2542 แต่วันที่เริ่มบันทึกจริงๆ กลับเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ลมหายใจแทบสะดุด เมื่อระลึกได้ว่า วันนั้น เป็นวันแรกที่เราได้พบกัน
9 พฤศจิกายน 2544, 22.47 น. ที่หอพัก
สมุดบันทึกเล่มโตนั้น ผมซื้อเอาไว้นานมากแล้ว ที่ซื้อเพราะถูกใจกับปกที่เหมือนกับชื่อผม ท้องฟ้าและเมฆ ผมไม่ชอบเขียนบันทึกเท่าไหร่ แต่ความตั้งใจของผมก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันที่ผมได้พบกับเธอ เธอชื่อเป้ย
เราเจอกันตอนผมกำลังเดือดร้อน ก็ตอนนั้นผมทำคอนแทคเลนส์หลุดหาย ก็คนเพิ่งเคยใส่นี่ ตอนแรกผมแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่น่าหลงเชื่อเจ้าพี่ชายที่คอยพูดกรอกหูผมทุกวันว่าให้เปลี่ยนจากใส่แว่นมาเป็นคอนแทคเลนส์ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลองซื้อมาใส่ดู ผลหรือครับ ก็เป็นอย่างที่เห็นไง ทำคอนแทคเลนส์หล่น หาก็ไม่เจอ มองก็ไม่เห็นอีก แต่สุดท้ายกลับต้องขอบใจมันแทน ที่เหมือนส่งนางฟ้าองค์น้อยๆ มาช่วยผมเอาไว้
ตอนแรกผมเห็นหน้าเธอไม่ชัดหรอก แต่หลังจากที่ซื้อคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ และใส่เรียบร้อยแล้ว ผมก็บอกกับตัวเองได้เลย ว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว
หลังจากนั้นผมก็สืบครับว่าเธอเป็นใคร เรียนคณะอะไร จนรู้มาว่า เธอเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ และช่วงนี้งานเธอก็เยอะเสียด้วย ผมก็เลยไปดักรอที่ห้องสมุดครับ และก็ไม่ผิดหวัง ผมเจอเธออีกจริงๆ และเราก็เริ่มสนิทกัน


มือบางยังพลิกกระดาษต่อไป

30 ตุลาคม 2545, 19.22 น. ที่เชียงใหม่
วันนี้ปิดเทอมวันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ กลับไปเรียน และก็กลับไปหาคนที่อยากเจอเหลือเกิน
ความจริงผมเพิ่งวางหูจากเป้ยได้สักห้านาทีเอง แต่การที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานถึงเดือนเนี่ยมันก็ช่างทรมานจริงๆ จนการคุยโทรศัพท์กันครึ่งชั่วโมงสามารถบรรเทาอาการคิดถึงได้แค่นิดเดียวเท่านั้น
เราสองคนคบกันมาก็นานพอสมควร เกือบปีแล้วนะ อีกไม่กี่วันเท่านั้น แต่ผมยังไม่เคยบอกรักเธออย่างเป็นทางการเลย ก็ผมเขินนี่ครับ ยังไม่เคยบอกเป้ยเลยสักครั้งว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ ได้แต่หวังว่าวาเลนไทน์ปีหน้า ผมจะมอบสมุดเล่มนี้ให้เธอ พร้อมกับบอกรักเธออย่างจริงจังเสียที


7 พฤศจิกายน 2545, 03.30 น. ที่หอพัก
ผมนอนไม่หลับอีกครั้ง หลังจากที่ราวสามเดือนก่อน ผมก็มีอาการแบบนี้ครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ได้ทราบผลการตรวจเช็คร่างกายว่า ผมเป็นโรคหัวใจ ครั้งนั้นผมนอนไม่หลับอยู่หลายคืน และก็เหม่อๆ คิดมากสารพัด จนเป้ยถึงกับถามผมว่า ไม่สบายรึเปล่า ทำเอาผมแทบสะดุ้ง ต้องรีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทันที จนเป้ยหายสงสัย และผมก็โล่งใจมากขึ้น เพราะหมอบอกว่า อาการยังไม่หนักมาก ยังมีทางรักษาอยู่ แต่ ผลการตรวจร่างกายล่าสุดที่ออกมาเมื่อวาน ผลการตรวจไม่ดีเท่าไหร่ อาการโรคหัวใจของผมเกิดทรุดขึ้นมา หมอตรวจพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอีก ต้องผ่าตัดด่วน พ่อกับแม่ติดต่อลุงเรื่องหมอที่อเมริกาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอเวลาเดินทางเท่านั้น ซึ่งก็อีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น เร็วมากจริงๆ ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะบอกเป้ยยังไงไม่ให้เค้าตกใจ เฮ้อ! กลุ้มใจ

15 พฤษภาคม 2546, 14.05 น. ที่อเมริกา
เป้ย นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้เขียนสมุดเล่มนี้ ช่วงที่ผมหายไป คุณอาจกำลังนึกแช่งผมในใจ ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้ลาคุณด้วยตัวเอง
ช่วงที่ผมสลบไป ผมฝันตลอดเลยนะ ฝันว่าติดอยู่กับเงาดำๆ เงาที่เหมือนจะกลืนเอาผมไปด้วย แต่ท่ามกลางเงาดำๆ นั้นผมกลับเห็นคุณ เป็นแสงสว่างที่ทำให้ผมได้สติและดิ้นรนออกมา จนผมฟื้น แต่ผมก็รู้ว่า มันเป็นแค่โอกาสเพียงไม่นานนัก โอกาสที่อาจจะเป็นพระเจ้าที่หยิบยื่นให้ โอกาสที่ผมจะได้บอกกับคุณว่าผมรักคุณ
มีอะไรมากมายที่อยากจะเขียน แต่สิ่งที่อยากเขียนที่สุด ผมก็ได้เขียนลงไปแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้ ผมขอให้คุณเขียนแทนผมจะได้รึเปล่า เล่าเรื่องต่างๆ เหมือนที่เคยเล่าให้ผมฟัง เพียงแต่เล่าผ่านตัวอักษรแทนการเล่าปกติ เพราะผมคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว แต่ผมสัญญาว่าจะอยู่ใกล้ๆ คุณเสมอ
สัญญากับผมได้รึเปล่า ว่าจะไม่ร้องไห้ เพราะผมไม่อยากให้คนที่ผมรักร้องไห้ และต่อไปนี้ คงไม่มีบ่าของผม ไปคอยปลอบใจคุณอีก เข้มแข็งและสู้ต่อไปนะครับ จะไม่ขอให้อย่าลืมผม แต่จะขอให้ใช้ชีวิตต่อไป เพื่อผม ขอให้มองหาใครที่ทำให้เป้ยมีความสุขเหมือนที่ผมทำ หรือมากกว่าผมทำ ผมจะไม่โกรธ แต่ผมจะดีใจ หากเป้ยมีความสุข
สัญญาได้รึเปล่า ?
ผมรักคุณ
เมฆ


ครั้งแรกที่ได้อ่านบันทึกของเมฆ ฉันก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของเขา คำที่เค้าไม่เคยบอก และคำที่ฉันไม่เคยบอก แต่เราสองคนกลับรับรู้มันด้วยใจ สัญญาที่เมฆขอเอาไว้ แน่นอนว่าฉันต้องทำให้ได้ ฉันจะเขียนเล่าทุกอย่างเหมือนที่เคยทำ และไม่โกรธที่เค้าไปโดยไม่ลา เพราะเราสองคนต่างรู้ว่า ถึงอย่างไร ใจของเราทั้งคู่ก็ยังคงสื่อถึงกัน แม้จะอยู่กันคนละโลกแล้วก็ตาม
แน่นอน การเดินทางของฉันยังคงไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่เวลาบนโลกของฉันยังมีอยู่ ฉันก็จะทำตามสัญญา (แม้บางครั้งจะผิดสัญญา เผลอร้องไห้ออกมา) มีชีวิตอยู่เพื่อเขา ‘เมฆ’ ตอนนี้เมฆแค่เดินทางไปรออยู่ ณ ดินแดนอันแสนสงบล่วงหน้าก่อนเท่านั้น รอคอยเพียงให้เวลาผ่านพ้นไป และเมื่อเวลาบนโลกนี้หมดลง ฉันก็จะตามไปบอกเค้าด้วยตัวของฉันเอง ว่าฉันก็รักเค้าเช่นกัน
The end




 

Create Date : 02 มกราคม 2549    
Last Update : 11 มกราคม 2549 19:57:30 น.
Counter : 167 Pageviews.  

1  2  3  4  

@ลูกท้อแช่อิ่ม@
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรียกยู้ได้นะคะ

แล้วก็ลงท้ายที่ MBA
Friends' blogs
[Add @ลูกท้อแช่อิ่ม@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.