ใกล้...จนมองผ่านไป หรือว่าไกล...จนสุดมือคว้า
Group Blog
 
All blogs
 
Memory_part 3 in Diary the end

Part 3 in Diary
‘สมุดบันทึกเล่มโตนั้น ผมซื้อเอาไว้นานมากแล้ว ที่ซื้อเพราะถูกใจกับปกที่เหมือนกับชื่อผม ท้องฟ้าและเมฆ ผมไม่ชอบเขียนบันทึกเท่าไหร่ แต่ความตั้งใจของผมก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันที่ผมได้พบกับเธอ เธอชื่อเป้ย
เราเจอกันตอนผมกำลังเดือดร้อน ก็ตอนนั้นผมทำคอนแทคเลนส์หลุดหาย ก็คนเพิ่งเคยใส่นี่ ตอนแรกผมแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่น่าหลงเชื่อเจ้าพี่ชายที่คอยพูดกรอกหูผมทุกวันว่าให้เปลี่ยนจากใส่แว่นมาเป็นคอนแทคเลนส์ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลองซื้อมาใส่ดู ผลหรือครับ ก็เป็นอย่างที่เห็นไง ทำคอนแทคเลนส์หล่น หาก็ไม่เจอ มองก็ไม่เห็นอีก แต่สุดท้ายกลับต้องขอบใจมันแทน ที่เหมือนส่งนางฟ้าองค์น้อยๆ มาช่วยผมเอาไว้
ตอนแรกผมเห็นหน้าเธอไม่ชัดหรอก แต่หลังจากที่ซื้อคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ และใส่เรียบร้อยแล้ว ผมก็บอกกับตัวเองได้เลย ว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว
หลังจากนั้นผมก็สืบครับว่าเธอเป็นใคร เรียนคณะอะไร จนรู้มาว่า เธอเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ และช่วงนี้งานเธอก็เยอะเสียด้วย ผมก็เลยไปดักรอที่ห้องสมุด และก็ไม่ผิดหวัง ผมเจอเธออีกจริงๆ และเราก็เริ่มสนิทกัน’

‘เราสองคนคบกันมาก็นานพอสมควร เกือบปีแล้วนะอีกไม่กี่วันเท่านั้น แต่ผมยังไม่เคยบอกรักเธออย่างเป็นทางการเลย ก็ผมเขินนี่ครับ ยังไม่เคยบอกเป้ยเลยสักครั้งว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ ได้แต่หวังว่าวาเลนไทน์ปีหน้า ผมจะมอบสมุดเล่มนี้ให้เธอ พร้อมกับบอกรักเธออย่างจริงจังเสียที’

เขาไม่รู้ตัวเลยว่า ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

พลิกดูหน้าแรกของสมุดเล่มนั้น ลงวันที่ที่ซื้อมา 15 มิถุนายน 2542 แต่วันที่เริ่มบันทึกจริงๆ กลับเป็นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ลมหายใจแทบสะดุด เมื่อระลึกได้ว่า วันนั้น เป็นวันแรกที่เราได้พบกัน
9 พฤศจิกายน 2544, 22.47 น. ที่หอพัก
สมุดบันทึกเล่มโตนั้น ผมซื้อเอาไว้นานมากแล้ว ที่ซื้อเพราะถูกใจกับปกที่เหมือนกับชื่อผม ท้องฟ้าและเมฆ ผมไม่ชอบเขียนบันทึกเท่าไหร่ แต่ความตั้งใจของผมก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่วันที่ผมได้พบกับเธอ เธอชื่อเป้ย
เราเจอกันตอนผมกำลังเดือดร้อน ก็ตอนนั้นผมทำคอนแทคเลนส์หลุดหาย ก็คนเพิ่งเคยใส่นี่ ตอนแรกผมแอบหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่น่าหลงเชื่อเจ้าพี่ชายที่คอยพูดกรอกหูผมทุกวันว่าให้เปลี่ยนจากใส่แว่นมาเป็นคอนแทคเลนส์ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลองซื้อมาใส่ดู ผลหรือครับ ก็เป็นอย่างที่เห็นไง ทำคอนแทคเลนส์หล่น หาก็ไม่เจอ มองก็ไม่เห็นอีก แต่สุดท้ายกลับต้องขอบใจมันแทน ที่เหมือนส่งนางฟ้าองค์น้อยๆ มาช่วยผมเอาไว้
ตอนแรกผมเห็นหน้าเธอไม่ชัดหรอก แต่หลังจากที่ซื้อคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ และใส่เรียบร้อยแล้ว ผมก็บอกกับตัวเองได้เลย ว่าผมตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว
หลังจากนั้นผมก็สืบครับว่าเธอเป็นใคร เรียนคณะอะไร จนรู้มาว่า เธอเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ และช่วงนี้งานเธอก็เยอะเสียด้วย ผมก็เลยไปดักรอที่ห้องสมุดครับ และก็ไม่ผิดหวัง ผมเจอเธออีกจริงๆ และเราก็เริ่มสนิทกัน


มือบางยังพลิกกระดาษต่อไป

30 ตุลาคม 2545, 19.22 น. ที่เชียงใหม่
วันนี้ปิดเทอมวันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ กลับไปเรียน และก็กลับไปหาคนที่อยากเจอเหลือเกิน
ความจริงผมเพิ่งวางหูจากเป้ยได้สักห้านาทีเอง แต่การที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานถึงเดือนเนี่ยมันก็ช่างทรมานจริงๆ จนการคุยโทรศัพท์กันครึ่งชั่วโมงสามารถบรรเทาอาการคิดถึงได้แค่นิดเดียวเท่านั้น
เราสองคนคบกันมาก็นานพอสมควร เกือบปีแล้วนะ อีกไม่กี่วันเท่านั้น แต่ผมยังไม่เคยบอกรักเธออย่างเป็นทางการเลย ก็ผมเขินนี่ครับ ยังไม่เคยบอกเป้ยเลยสักครั้งว่าผมคิดอย่างไรกับเธอ ได้แต่หวังว่าวาเลนไทน์ปีหน้า ผมจะมอบสมุดเล่มนี้ให้เธอ พร้อมกับบอกรักเธออย่างจริงจังเสียที


7 พฤศจิกายน 2545, 03.30 น. ที่หอพัก
ผมนอนไม่หลับอีกครั้ง หลังจากที่ราวสามเดือนก่อน ผมก็มีอาการแบบนี้ครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ได้ทราบผลการตรวจเช็คร่างกายว่า ผมเป็นโรคหัวใจ ครั้งนั้นผมนอนไม่หลับอยู่หลายคืน และก็เหม่อๆ คิดมากสารพัด จนเป้ยถึงกับถามผมว่า ไม่สบายรึเปล่า ทำเอาผมแทบสะดุ้ง ต้องรีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทันที จนเป้ยหายสงสัย และผมก็โล่งใจมากขึ้น เพราะหมอบอกว่า อาการยังไม่หนักมาก ยังมีทางรักษาอยู่ แต่ ผลการตรวจร่างกายล่าสุดที่ออกมาเมื่อวาน ผลการตรวจไม่ดีเท่าไหร่ อาการโรคหัวใจของผมเกิดทรุดขึ้นมา หมอตรวจพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอีก ต้องผ่าตัดด่วน พ่อกับแม่ติดต่อลุงเรื่องหมอที่อเมริกาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอเวลาเดินทางเท่านั้น ซึ่งก็อีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น เร็วมากจริงๆ ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะบอกเป้ยยังไงไม่ให้เค้าตกใจ เฮ้อ! กลุ้มใจ

15 พฤษภาคม 2546, 14.05 น. ที่อเมริกา
เป้ย นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้เขียนสมุดเล่มนี้ ช่วงที่ผมหายไป คุณอาจกำลังนึกแช่งผมในใจ ขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้ลาคุณด้วยตัวเอง
ช่วงที่ผมสลบไป ผมฝันตลอดเลยนะ ฝันว่าติดอยู่กับเงาดำๆ เงาที่เหมือนจะกลืนเอาผมไปด้วย แต่ท่ามกลางเงาดำๆ นั้นผมกลับเห็นคุณ เป็นแสงสว่างที่ทำให้ผมได้สติและดิ้นรนออกมา จนผมฟื้น แต่ผมก็รู้ว่า มันเป็นแค่โอกาสเพียงไม่นานนัก โอกาสที่อาจจะเป็นพระเจ้าที่หยิบยื่นให้ โอกาสที่ผมจะได้บอกกับคุณว่าผมรักคุณ
มีอะไรมากมายที่อยากจะเขียน แต่สิ่งที่อยากเขียนที่สุด ผมก็ได้เขียนลงไปแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้ ผมขอให้คุณเขียนแทนผมจะได้รึเปล่า เล่าเรื่องต่างๆ เหมือนที่เคยเล่าให้ผมฟัง เพียงแต่เล่าผ่านตัวอักษรแทนการเล่าปกติ เพราะผมคงไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว แต่ผมสัญญาว่าจะอยู่ใกล้ๆ คุณเสมอ
สัญญากับผมได้รึเปล่า ว่าจะไม่ร้องไห้ เพราะผมไม่อยากให้คนที่ผมรักร้องไห้ และต่อไปนี้ คงไม่มีบ่าของผม ไปคอยปลอบใจคุณอีก เข้มแข็งและสู้ต่อไปนะครับ จะไม่ขอให้อย่าลืมผม แต่จะขอให้ใช้ชีวิตต่อไป เพื่อผม ขอให้มองหาใครที่ทำให้เป้ยมีความสุขเหมือนที่ผมทำ หรือมากกว่าผมทำ ผมจะไม่โกรธ แต่ผมจะดีใจ หากเป้ยมีความสุข
สัญญาได้รึเปล่า ?
ผมรักคุณ
เมฆ


ครั้งแรกที่ได้อ่านบันทึกของเมฆ ฉันก็ได้รับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของเขา คำที่เค้าไม่เคยบอก และคำที่ฉันไม่เคยบอก แต่เราสองคนกลับรับรู้มันด้วยใจ สัญญาที่เมฆขอเอาไว้ แน่นอนว่าฉันต้องทำให้ได้ ฉันจะเขียนเล่าทุกอย่างเหมือนที่เคยทำ และไม่โกรธที่เค้าไปโดยไม่ลา เพราะเราสองคนต่างรู้ว่า ถึงอย่างไร ใจของเราทั้งคู่ก็ยังคงสื่อถึงกัน แม้จะอยู่กันคนละโลกแล้วก็ตาม
แน่นอน การเดินทางของฉันยังคงไม่สิ้นสุด ตราบเท่าที่เวลาบนโลกของฉันยังมีอยู่ ฉันก็จะทำตามสัญญา (แม้บางครั้งจะผิดสัญญา เผลอร้องไห้ออกมา) มีชีวิตอยู่เพื่อเขา ‘เมฆ’ ตอนนี้เมฆแค่เดินทางไปรออยู่ ณ ดินแดนอันแสนสงบล่วงหน้าก่อนเท่านั้น รอคอยเพียงให้เวลาผ่านพ้นไป และเมื่อเวลาบนโลกนี้หมดลง ฉันก็จะตามไปบอกเค้าด้วยตัวของฉันเอง ว่าฉันก็รักเค้าเช่นกัน
The end



Create Date : 02 มกราคม 2549
Last Update : 11 มกราคม 2549 19:57:30 น. 0 comments
Counter : 153 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

@ลูกท้อแช่อิ่ม@
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เรียกยู้ได้นะคะ

แล้วก็ลงท้ายที่ MBA
Friends' blogs
[Add @ลูกท้อแช่อิ่ม@'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.