ความรู้คู่ความก้าวหน้า
 
Default Gateways และความสัมพันธ์ที่มีต่อ Subnet Mask บน Host



คำนิยามของ Host ที่ใช้ในบทความนี้ สำหรับชาว network มือใหม่ครับ
Host หมายถึง คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ electronic ใดๆ ที่สามารถใช้ในการสื่อสารข้อมูลได้

ก่อนอ่านบทความนี้ ท่านควรจะมีความรู้ในเรื่องของ
1. การแบ่ง network ID กับ host ID โดยสามารถเข้าไป review ได้ตามนี้

2. Subnet Mask คืออะไร ทำไมมี IP ต้องมี Subnet Mask?

ชาว network หลายๆ ท่านจะทราบกันดีว่า: 
"หาก host ต้นทาง และ host ปลายทางอยู่ใน network ID (หรือ subnet ID) เดียวกันแล้ว host ทั้งสองฝั่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง setup Gateway"

แต่:
"หาก host ต้นทาง กับ host ปลายทางอยู่กันคนละ network ID (หรืออยู่กันคนละ subnet ID) แล้ว host ทั้งสองฝั่งจะต้องมีการ setup Gateway

Note จริงๆ เรื่องนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับการทำ ARP ด้วย แต่ไม่สามารถนำมาอธิบายได้ในบทความนี้ครับ เพราะมาจะทำให้บทความนี้ยาวจนเกินขอบเขต และน่าเบื่อ (แต่ถ้าถ่ายทอดด้วยวาจา ก็ไม่เกินครึ่งชั่วโมงครับ)

คำถามที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ 
"แล้ว host ต้นทางมันรู้ได้ยังไงว่า ตัวมันเอง กับ host ปลายทาง อยู่ใน network ID เดียวกัน หรืออยู่กันคนละ network ID แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับ subnet mask ได้ยังไง"

วิธีการถ่ายทอดของผมคือ
"ผมจะไม่ให้ท่านทำตัวเป็นคน แล้วมองไปที่ network diagram แต่ผมจะให้ท่านทำตัวเป็นอุปกรณ์ตัวนั้นๆ

ดังนั้น ขอให้ท่าน ลองจินตนาการดูใหม่ว่า
"ถ้าท่านเป็น host ต้นทางที่มี IP address 10.1.1.1/8 และต้องการติดต่อกับ host ปลายทางที่มี IP address 10.2.1.1/8 ท่านจะทำอย่างไรให้ตัวท่านเอง ทราบว่า IP address ของตัวท่าน กับ IP address ของ host ปลายทางอยู่ network ID เดียวกับท่าน หรืออยู่คนละ network ID"

แน่นอนว่า เบื้องต้น ท่านเห็นว่า IP address ของท่าน กับ host ปลายทางเป็น network ID เดียวกัน เหตุผลเพราะ IP address ของท่าน กับ IP address ของ host ปลายทางต่างก็ใช้ subnet mask ชุดเดียวกัน คือ /8 (255.0.0.0

แต่ขอให้ท่านลองนึงถึงความจริงที่ว่า:
หากท่านเป็น host ต้นทาง แล้ว ท่านจะมีข้อมูลในมือของท่านดังนี้ 
1. ท่านรู้จัก IP address ของท่านเอง
2. ท่านรู้จัก Subnet Mask บนตัวของท่านเอง
3. ท่านรู้จัก IP address ของ host ปลายทางเท่านั้น แต่ท่านไม่เคยรู้จัก Subnet Mask ของ host ปลายทางเลย เพราะ application ที่ใช้ในการรับส่งข้อมูล อย่างเช่น FTP, Telnet, และ HTTP (Web) จะให้ท่านระบุเพียงแค่ IP address ของ host ปลายทางเท่านั้น โดยมันไม่เคยให้ท่านระบุ Subnet Mask ของ host ปลายทางเลย - จริงไหม?

ให้ข้อมูล ชวนให้คิดเพิ่มเติมคือ 
แล้วถ้า host ต้นทางมี IP address 10.1.1.1/16 และ host ปลายทางเป็น 10.2.1.1/8 ท่านคิดว่า ถ้าหากตัวของท่านเองเป็น host ต้นทางแล้ว ท่านจะบอกได้ไหมว่า IP address ต้นทาง และ IP address ปลายทางอยู่ network ID เดียวกันหรือไม่ และจะรู้ได้อย่างไร มีวิธีการอะไรบ้าง ที่จะมาช่วยให้ท่านสามารถระบุได้?

เอาล่ะ!!! ถึงเวลาเฉลยหลักการของ Host ต้นทางกันแล้วว่า "มันมีวิธีการอย่างไร ในการะบุว่า host ปลายทางอยู่ใน Network ID เดียวกันกับมันหรือไม่"
----------------------------------------------------------------
1. ในกรณีที่ Host ต้นทางสรุปได้ว่า ตัวเองกับ Host ปลายทางอยู่ใน Network ID เดียวกัน จึงไม่ต้องใช้ Gateway
หากท่านเป็น host ต้นทาง IP address 10.1.1.1/8 และกำลัง telnet ไปยัง IP address ปลายทาง 10.2.1.1 แล้ว ท่าน (ซึ่งเป็น host ต้นทาง) จะต้องทำดังนี้

1.1. นำ Subnet Mask ของท่านเอง มาทำการ AND กับ IP address ของตัวท่านเอง เพื่อหาว่าตัวท่านเองอยู่ใน network ID อะไร 
นั่นก็คือตัวท่านอยู่ใน network ID 10.0.0.0 (10.1.1.1 AND 255.0.0.0)

1.2. นำ Subnet Mask ของท่านเอง มาทำการ AND กับ IP address ของ host ปลายทางที่ท่านต้องการจะติดต่อด้วย เพื่อที่จะระบุได้ว่า host ปลายทางอยู่ใน network ID อะไร
นั่นก็คือ host ปลายทางอยู่ใน network ID 10.0.0.0 (10.2.1.1 AND 255.0.0.0)

1.3 ท่านซึ่งเป็น host ต้นทาง จะสามารถสรุปได้แล้วว่า ตัวท่านเองกับ host ปลายทางอยู่ใน network ID เดียวกัน (10.0.0.0) ดังนั้นการติดต่อสื่อสารจากตัวท่านไปยัง host ปลายทาง  ท่านก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ parameter Gateway
----------------------------------------------------------------
2. ในกรณีที่ Host ต้นทางสรุปได้ว่า ตัวเองกับ Host ปลายทางอยู่กันคนละ Network ID จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ Gateway
หากท่านเป็น host ต้นทาง IP address 10.1.1.1/16 และกำลัง telnet ไปยัง IP address ปลายทาง 10.2.1.1 แล้ว ท่าน (ซึ่งเป็น host ต้นทาง) จะต้องทำดังนี้

2.1. นำ Subnet Mask ของท่านเอง มาทำการ AND กับ IP address ของตัวท่านเอง เพื่อหาว่าตัวท่านเองอยู่ใน network ID อะไร 
นั่นก็คือตัวท่านอยู่ใน network ID 10.1.0.0 (10.1.1.1 AND 255.255.0.0)

2.2. นำ Subnet Mask ของท่านเอง มาทำการ AND กับ IP address ของ host ปลายทางที่ท่านต้องการจะติดต่อด้วย เพื่อที่จะระบุได้ว่า host ปลายทางอยู่ใน network ID อะไร
นั่นก็คือ host ปลายทางอยู่ใน network ID 10.2.0.0 (10.2.1.1 AND 255.255.0.0)

2.3 ท่านซึ่งเป็น host ต้นทาง จะสามารถสรุปได้แล้วว่า ตัวท่านเองกับ host ปลายทางอยู่กันคนละ network ID 
 - Network ID ต้นทาง: 10.1.0.0
 - Network ID ปลายทาง: 10.2.0.0
   ดังนั้นการติดต่อสื่อสารจากตัวท่านไปยัง host ปลายทาง ท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ parameter Gateway

จบแล้วครับสำหรับเรื่อง "Default Gateways และความสัมพันธ์ที่มีต่อ Subnet Mask บน Host" 
ขอได้รับความขอบคุณจาก "KOChaiwat" ^_^

ใครอ่านบทความนี้จบแล้ว ตามไปอ่านภาคต่อได้เลยที่บทความ "
host 10.1.1.1/8 กับ host 10.2.1.1/16 ใน Broadcast Domain เดียวกัน สามารถติดต่อกันได้หรือไม่?" ตาม link นี้เลยครับ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=likecisco&month=13-09-2016&group=3&gblog=56

ขอบคุณครับ
โก้-ชัยวัฒน์

!!! ช้าก่อน (แบบหนังปัจจุบัน ชอบมีอะไรตอนจบ) เพื่อให้บทความนี้ดูขลังขึ้น ผมเลยไปหาข้อมูลมาอ้างอิงมาให้ โดยผมขออ้างอิงข้อมูลจาก web ของ Microsoft ดังข้างล่างนี้นะครับ

Default gateways

If a TCP/IP computer needs to communicate with a host on another network, it will usually communicate through a device called a router. In TCP/IP terms, a router that is specified on a host, which links the host's subnet to other networks, is called a default gateway. This section explains how TCP/IP determines whether or not to send packets to its default gateway to reach another computer or device on the network.

When a host attempts to communicate with another device using TCP/IP, it performs a comparison process using the defined subnet mask and the destination IP address versus the subnet mask and its own IP address. The result of this comparison tells the computer whether the destination is a local host or a remote host.

If the result of this process determines the destination to be a local host, then the computer will simply send the packet on the local subnet. If the result of the comparison determines the destination to be a remote host, then the computer will forward the packet to the default gateway defined in its TCP/IP properties. It is then the responsibility of the router to forward the packet to the correct subnet.



Create Date : 03 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 13 กันยายน 2559 23:36:51 น. 8 comments
Counter : 10196 Pageviews.  
 
 
 
 
ขอบคุณครับอาจารย์
 
 

โดย: Ironman IP: 58.10.22.106 วันที่: 3 เมษายน 2558 เวลา:15:17:13 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆแบบนี้
 
 

โดย: ศึกษาหาความรู้ IP: 1.46.206.231 วันที่: 28 เมษายน 2558 เวลา:13:54:29 น.  

 
 
 
ขอบคุณครับสำหรับบทความดีๆแบบนี้
 
 

โดย: ศึกษาหาความรู้ IP: 1.46.206.231 วันที่: 28 เมษายน 2558 เวลา:13:59:38 น.  

 
 
 
ขอบคุณบทความดีๆครับ อ่านแล้วเข้าใจมากๆ
 
 

โดย: iBenzung IP: 171.96.167.62 วันที่: 9 พฤษภาคม 2558 เวลา:14:53:27 น.  

 
 
 
ชนะไว้ๆ เดี๋ยวได้กินไก่ ขอบคุณครับอาจารย์
 
 

โดย: ironman IP: 27.145.56.147 วันที่: 15 กรกฎาคม 2558 เวลา:21:46:12 น.  

 
 
 
มีคำถามครับ

ถ้า..
host ต้นทางเป็น 10.1.1.1/8
host ปลายทางเป็น 10.2.1.1/16
ล่ะครับ

นำ subnet ต้นทางมาหา network ID ปลายทาง ก็จะกลายเป็นว่าได้ network ID เดียวกันสิครับ คือ 10.0.0.0

ซึ่งจริงๆแล้ว network ID ปลายทางต้องเป็น 10.2.0.0 รึป่าวครับ

ขอบคุณครับ
 
 

โดย: ิBrandon IP: 115.87.220.207 วันที่: 10 กันยายน 2559 เวลา:16:04:55 น.  

 
 
 
@คุณ Brandon,

ก่อนอื่นขอชมว่าช่างสังเกต และเป็นคำถามที่ดีครับ ซึ่งปกติตอนสอน CCNA ผมจะอธิบายเรื่องนี้ด้วย แต่เพราะตอนเขียนบทความนี้ กลัวว่าจะเหนื่อยกัน เลยไม่ได้เขียนเรื่องนี้เข้าไปด้วย เอาละ มาอธิบายกันดีกว่า

ในกรณีที่ host 10.1.1.1/8 และ host 10.2.1.1/16 ถูกติดตั้งอยู่บน broadcast domain เดียวกัน หรืออาจจะต่อบน switch ตัวเดียวกันที่ไม่ได้แบ่ง vlan หรืออยู่บน switch คนละตัว แต่อยู่ vlan เดียวกัน นั่น:

ถ้า host A เป็น host ต้นทางที่มี ip address คือ 10.1.1.1 และ subnet mask เป็น /8 หรือ 255.0.0.0
host B เป็น host ปลายทางที่มี ip address เป็น 10.2.1.1 และ subnet mask เป็น /16 หรือ 255.255.0.0

หมายเหตุ: ในการอธิบายนี้ Host A และ Host B ไม่มีการ set Default Gateway นะครับ

ในตัวอย่างที่ผมจะอธิบาย จะกล่าวในลักษณะที่เอาสาย LAN ต่อกันตรงๆ คือ

Host A (10.1.1.1/8) ------ สาย LAN ------ Host B (10.2.1.1/16) (พยายามมองให้เป็นรูปนะครับ ^^)

เช่น host A (10.1.1.1) ping ไปยัง host B (10.2.1.1)
กระบวนการการทำงานจะเป็นดังนี้:
Step 1. Host ฝั่งต้นทาง หรือ host A (10.1.1.1/8) จะเอา /8 หรือ 255.0.0.0 ของตัวเองมา AND กับ ip address ของตัวเอง คือ 10.1.1.1 AND 255.0.0.0 = Network 10.0.0.0
Step 2. จากนั้น host A (10.1.1.1) จะทำการตรวจสอบว่า host ปลายทาง หรือ host B (10.2.1.1) ว่าอยู่ใน subnet เดียวกับมันหรือไม่ โดยการเอา subnet mask ของตัวเองคือ /8 (255.0.0.0) มาทำการ AND กับ ip address ปลายทาง 10.2.1.1 ที่ต้องการติดต่อด้วย
- Host A (10.1.1.1) ดำเนินการ เอา ip address ปลายทาง 10.2.1.1 (ip host B) AND 255.0.0.0 (subnet mask ของ host A เอง) แล้วได้ผลลัพธ์เป็น Network คือ 10.0.0.0
Step 3. Host A นำผลลัพธ์ของการ AND ที่ได้จากข้อ 1 และข้อ 2 มาทำการเปรียบเทียบกัน ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน คือ 10.0.0.0 เหมือนกัน ดังนั้น host A (10.1.1.1) จึงตีความว่า host B (10.2.1.1) อยุ่ใน subnet เดียวกับมัน มันจึงทำการส่ง icmp request ออกไปหา host B (10.2.1.1) ตรงๆ โดยไม่ต้องอาศัย หรือไม่่ต้องส่งผ่าน Default Gateway
Step 4. Pack icmp request วิ่งไปยัง host B (10.2.1.1)
Step 5. Host B ได้รับ icmp request ที่มี source = 10.1.1.1 (host A) และ destination = 10.2.1.1 (ip ของ host B เอง) มันจึงพยายามที่จะตอบ icmp reply กลับไปยัง host A (10.1.1.1)
Step 6. Host B ในตอนนี้ที่พยายายามจะตอบกลับไปยัง host A (10.1.1.1) ด้วย icmp reply นั้น
host B จะทำการสร้าง icmp reply ขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง ดังนั้นมันจึงหนด source ip address ของ icmp reply เป็นตัวมันเองคือ 10.2.1.1 และ destination ip address เป็น host A (10.1.1.1)
จากนั้น Host B (10.2.1.1) ดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับ Host A (10.1.1.1) ตาม step 1 ถึง step 3 แต่เป็นการดำเนินการในลักษณะกลับกันดังนี้

Step 7. Host ฝั่งต้นทาง หรือ host B (10.2.1.1/16) จะเอา /16 หรือ 255.255.0.0 ของตัวเองมา AND กับ ip address ของตัวเอง คือ 10.2.1.1 AND 255.255.0.0 = Network 10.2.0.0
Step 8. จากนั้น host B (10.2.1.1) จะทำการตรวจสอบว่า host ปลายทาง หรือ host A (10.1.1.1) ว่าอยู่ใน subnet เดียวกับมันหรือไม่ โดยการเอา subnet mask ของตัวเองคือ /16 (255.255.0.0) มาทำการ AND กับ ip address ปลายทาง 10.1.1.1 ที่ต้องการติดต่อด้วย
- Host B (10.2.1.1) ดำเนินการ เอา ip address ปลายทาง 10.1.1.1 (ip host A) AND 255.255.0.0 (subnet mask ของ host B เอง) แล้วได้ผลลัพธ์เป็น Network คือ 10.1.0.0
Step 9. Host B นำผลลัพธ์ของการ AND ที่ได้จากข้อ 7 และข้อ 8 มาทำการเปรียบเทียบกัน ได้ผลลัพธ์ต่างกันดังนี้
- จาก step 7 host B เห็นว่าตัวเองอยู่ใน subnet 10.2.0.0
- จาก step 8 host B เห็นว่าปลายทาง นั่นก็คือ host A ip address 10.1.1.1 อยู่ใน subnet 10.1.0.0

ดังนั้น host B (10.2.1.1) จึงตีความว่า host A (10.2.1.1) อยุ่คนละ subnet กับมัน มันจึงไปตรวจสอบดูว่า ที่ตัวมันมีการ setup Default Gateway ไว้หรือไม่ แต่จากตัวอย่างนี้ คือ เราไม่ได้ set Default Gateway ไว้ ดังนั้น host B จึงจำเป็นต้อง drop icmp reply ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

โก้-ชัยวัฒน์
 
 

โดย: kochaiwat วันที่: 13 กันยายน 2559 เวลา:22:54:03 น.  

 
 
 
ขอบคุณบทความดีๆครับอาจารย์
 
 

โดย: Apiwat IP: 159.192.221.94 วันที่: 5 กรกฎาคม 2562 เวลา:13:35:25 น.  

Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

BlogGang Popular Award#15


 
kochaiwat
 
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 693 คน [?]




เริ่มงานครั้งแรกที่บริษัท UIH (United Information Highway) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสารข้อมูล อาทิเช่น Lease Line, Frame Relay และ MPLS และได้ย้ายไปร่วมงานกับบริษัท dtac โดยได้ทำงานเกี่ยวกับ IP Network (Switch/Router/Firewall/F5-Loadbalancer) รวมถึง MPLS Network และ IPRAN (IP Radio Access Network) ซึ่งเป็น IP Network ที่รองรับ Access ของ Mobile System นอกจากนั้นยังสนใจศึกษาเรื่อง IPv6 Address ที่จะมาใช้แทน IPv4 ที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
แต่ด้วยความชอบในการแบ่งปันความรู้ จึงได้มีโอกาสสอน CCNA อยู่ที่สถาบันแห่งหนึ่งในอาคารฟอร์จูนทาวน์ในวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึง พ.ศ. 2553 รวมเป็นเวลา 4 ปี, หลังจากนั้นในระหว่างที่ทำงานที่ dtac ก็ได้สอนเสาร์-อาทิตย์เรื่อยมา

เคยเป็น Trainer หรือ Instructor อย่างเต็มตัว สอนวิชาต่างๆ ของ Cisco อย่างเป็นทางการ (Authorize Training) ที่บริษัท Training Partner Thailand จนถึง มีนาคม 2014 และได้ตัดสินใจออกมาสอนเอง เพราะด้วยความรักในอาชีพการสอน และต้องการที่จะแบ่งปันความรู้ให้กับบุคคลในระดับกลางและล่างเพื่อส่งเสริมให้ได้มีโอกาสได้เรียน และได้มีโอกาสสมัครงาน แต่ด้วยใจรักในบริษัท Cisco ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเข้ามา จึงได้ตัดสินใจหยุดการสอน และได้เข้าไปเป็นพนักงาน หรือทำงานที่บริษัท Cisco Thailand ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 (2016) จนถึงปัจจุบัน

ลูกค้าที่เคยมารับการอบรม เช่น
- Lao Telecom Company Ltd
- CAT Telecom
- TOT
- True
- dtac
- CDG Group
- SITA air transport communications and information technology (www.sita.aero/)
- Infonet Thailand
- MultiLink Co., Ltd
- โรงพยาบาลไทยนครินทร์
- และเคยไปเป็นวิทยากรพิเศษที่ มหาวิทยลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ

ปัจจุบัน โก้-ชัยวัฒน์ ได้ผ่านการสอบ:
- Cisco Certified Internetwork Expert (CCIE) No. 51353 และ
- Cisco Certified Systems Instructor (CCSI) ซึ่งเป็น Certificate ที่ออกให้โดย Cisco สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สอน Cisco Certificate อย่างเป็นทางการ และได้รับ CCSI ID: 34784

วิชาที่สามารถได้สอนได้สำหรับ Cisco Certificate ในขณะนี้คือ
- CCNA Routing & Switching
- CCNA Security (IINS)
- CCNP Route & Switch: ROUTE
- CCNP Route & Switch: SWITCH
- CCNP Route & Switch: TSHOOT
- MPLS (IOS)
- MPLS Traffic Engineering (IOS)
- CCNP Service Provider: SPROUTE (OSPF, IS-IS, BGP, Prefix-List, Route-Map and RPL (Routing Policy Language))
- CCNP Service Provider: SPADVROUTE (Advance BGP, Multicast, and IPv6)
- CCNP Service Provider: SPCORE (MPLS, MPLS-TE, QoS)
- CCNP Service Provider: SPEDGE (MPLS-L3VPN, MPLS-L2VPN (AToM and VPLS)
- IPv6

Certification ที่มีอยู่ในปัจจุบัน CCIE# 51353, CCSI# 34784, CCNA Routing & Switching, CCNA Security (IINS), CCNA Design, CCNP Routing & Switching, CCIP, CCNP Service Provider ซึ่งเป็น Certification ของ Cisco product รวมถึง Certification ของสถาบัน EC-Council (www.eccouncil.org) นั่นคือ Certified Ethical Hacker (CEH)

"เป้าหมายมีไว้ให้ไล่ล่า บ้างเหนื่อยล้าบ้างหยุดพัก
ชีวิตแม้ยากนัก แต่เรารักเราไม่ถอย
ชีวิตแม้ต้องคอย จะไม่ปล่อยไปวันๆ
ชิวิตไม่วายพลัน แม้นสักวันต้องได้ชัย"

"แม้ระยะทางจะไกลแค่ไหน แม้ต้องใช้เวลามากเพียงใด
ขอเพียงแค่มีความตั้งใจ เราต้องได้ไปให้ถึงมัน"

ผมจะไม่ยอมทิ้งฝัน แต่จะไล่ล่ามันให้ถึงที่สุด สักวันฝันอาจจะเป็นจริง ถึงจะไปไม่ถึง แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้ทำ
==============================
ความรู้ = เมล็ดพืช
ความพยายามในการเรียนรู้ = ปุ๋ย, น้ำ และความใส่ใจที่จะปลูก
สรุปคือ
ยิ่งพยายามเรียนรู้ ยิ่งพยายามศึกษาในเรื่องใดๆ ผลที่ได้คือ จะได้ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง เปรียบเสมือนปลูกต้นไม้ด้วยความใส่ใจ ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ผลที่ได้ก็คือ ต้นไม้ที่เติบโตอย่างแข็งแรง และผลิดอกและผลที่งดงามให้เราได้ชื่นชม
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จจะอยู่ที่นั่น หรือที่ไหนก็ช่าง แต่เชื่อเถอะ เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจากความพยายามนั้นๆ ไม่มากก็น้อย
อยากได้อะไรให้พยายาม แล้วความสำเร็จมันจะเข้ามาหาเอง
ผมเชื่อ และมั่นใจอย่างนั้น
===============================
ตอนนี้ผมได้ไปถึงฝัน (CCIE) แล้ว และสิ่งที่ไม่คาดฝัน คือได้ทำงานที่บริษัท Cisco ซึ่งถือได้ว่าไกลเกินฝัน

กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้ เกิดจากความตั้งใจ มุ่งมั่น และพยายามอย่างไม่ย่อท้อ ศึกษาหาความรู้ และฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และผมก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ขอเพียงแค่อย่าท้อ อย่าถอย และอย่าหยุด

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และขอให้ประสบความสำเร็จดังที่มุ่งหวัง ไม่ว่าท่านจะหวังสิ่งใดก็ตามครับ

ท้ายที่สุด ผมขอฝากข้อคิดในเรื่อง Certificate ไว้สักนิดนะครับ:
*** "CCIE และ Certificate อื่นๆ มีไว้เพื่อทำมาหากิน และมีไว้เพื่อข่มตนไม่ให้เกรียน เพราะความเกรียนจะนำมาซึ่งการเป็นเป้าให้คนที่เค้าหมั่นไส้ยิงเอานะครับ" ***

Facebook: Chaiwat Amornhirunwong
New Comments
[Add kochaiwat's blog to your web]

MY VIP Friends


 
 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com