Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •    
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
รีวิว cleansing bioderma










รีวิว Cleansing จาก Bioderma






สำหรับแบรนด์ Bioderma เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกันอยู่แล้ว
กับ Cleansing water ที่ดังมากในบ้านเรา   ฉะนั้นบลอคนี้เราจะขอรีวิวกันสำหรับ cleansing ตัวนี้กันหน่อยน๊ะจ๊ะ


Bioderma เป็นเวชสำอางจากประเทศ "ฝรั่งเศส"   
ที่กำเนิดมาตั้งแต่ปี 1977  (รวมๆเกือบ 50 ปีแล้วล่ะคุ๊ณ ฉันยังไม่เกิดเลยจ้าา)











Bioderma สูตรที่เราจะนำมาทำการรีวิวในบลอคนี้
เป็นสูตร Sensibio H2O  สูตรสีชมพู
เป็นสูตรที่ ใช้ได้ในทุกสภาพผิวอ่อนโยน 
ใช้ได้แม้ผิวแพ้ง่ายใช้ได้ทั่วใบหน้ารวมถึงรอบดวงตาและริมฝีปาก
ง่ายๆว่า ใช้ได้ทั้งหน้าเลยล่ะเธอ  ตัวเดียว จบ ครบทุกเมคอัพ














สำหรับแบรนด์ Bioderma ตัว Cleansing ขอเค้าเป็นสูตร
Micellar  ซึ่งจะว่าไปในบ้านเราช่วงนี้ มีหลายแบรนด์มากที่ผลิต 
Cleansing สูตร Micellar ออกมาวางขาย แต่ทาง Bioderma เค้าทำขายมาก่อนเป็นเจ้าแรก
ที่นำเทคโนโลยีMicellar Water มาใช้ในเวชสำอางของเค้า 

เจ้านวัตกรรม Micellar   นี้คืออะไร??? 

สิ่งนี้คือ นวัตกรรมที่ช่วยดึงสิ่งสกปรกออกจำกผิวได้อย่ำงล้ำลึก
 ด้วยโมเลกุลที่มีลักษณะคล้ำยโมเลกุลของผิว จึงอ่อนโยนต่อผิว
 ไม่ก่อให้เกิดอำกำรแพ้ หรือระคายเคือง ฉะนั้นคนผิวแพ้ง่าย
 ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะแพ้  ผื่นขึ้น สิวขึ้น  ตัวนี้ใช้ได้แน่นอน














เรามาดูสิ่งที่เค้าเคลมเอาไว้ตรงหน้าขวดกันดีกว่า
นอกจากที่เค้าบอกว่า เหมาะสำหรับผิว Sensitive Skin แล้ว
เห็นตรงที่ขีดเส้นใต้แดงๆนั้นไหม  ตัวแรกเลยคือ 

- Non Rinse    คือเค้าบอกว่า 
สามารถใช้สำลีเช็ดทำควำมสะอำดผิวหน้ำ รอบดวงตา และริมฝี ปาก สะอาดหมดจดโดยไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ
เช็ดจนกว่าแผ่นสำลีจะขาวสะอาด   สามารถใช้เป็น Make-up remover เช็ดออกได้แม้แต่เครื่องสำอางกันน้ำ

อ้าววว แล้วอย่างนี้มันจะสะอาดเหรอ มันจะมีความ cleansing หลงค้างบนผิว แล้วจะสะอาดจริงมั้ย?
คือจากที่ได้ทดลองใช้มาหลายขวด  คือ  เรื่องของความสะอาด ไม่ต้องพูดถึงว่าสะอาดจริงๆแน่นอน
แต่มันจะมีเรื่องของความ awareness ความกังวลเกี่ยวกับสารเคมีใน cleansing
 คือ  ถ้าเป็นบางยี่ห้อที่เราเคยได้ลองใช้นะ
เช็ดเสร็จแล้วต้องไปล้างน้ำออกอย่างเร็ว เพราะเค้าจะมีความแอลกฮอล์ก ความน้ำหอม  ความกลิ่น 
ที่ผสมมาใส่ cleansing แล้วรู้สึกไม่สบายผิว  รู้สึกมีความเคมีอยู่บนผิว
แต่ตัวนี้ ไม่เลยจ้าาา  รู้สึกถึงความ pure เหมือนเอาน้ำเปล่ามาเช็ดผิวเลย   
เช็ดหน้าเสร็จ clean หน้าเสร็จ แล้วไปนั่งดูทีวี ไปกินข้าว เล่นคอมต่อได้เลย ไม่ต้องรีบไปล้างน้ำเปล่าต่อไป 


 - Paraben Free คือ ไม่มีสารกันเสียที่ผสมมาในผลิตภัณฑ์


 - hypoallergenic คือ  ใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้  
ตรงนี้คือ ทางแบรนด์เค้าได้ทำการวิจัยเอาไว้แล้วว่า

ผลทดสอบโดยสถำบันวิจัย BIODERMA ที่ประเทศฝรั่งเศส ปี 2009 
ในผู้ที่มีผิวแพ้ง่ำย จ ำนวน 30 หลังเช็ดหน้ำด้วย Sensibio H2O เช้ำและกลางคืนเป็นเวลำ 7 วัน พบว่า 100% ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

และนอกจากนี้คือ เจ้าตัว Cleansing ของ Bioderma เค้า มีค่ำ pH 5.5 ใกล้เคียงกับ pH ตำมธรรมชำติของผิว
 อ่อนโยนต่อผิว จึงไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง  นอกจากนี้ก็ยังไม่ทำให้ผิวแห้ง และไม่รบกวนกลไกการปกป้องตนเองตำมธรรมชาติของผิว


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องทดลองใช้ด้วยตัวเองน๊ะจ๊ะ เพราะเรื่องของอาการแพ้นี้พูดยาก
ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย  เหมือนกับว่า เราจะไม่รู้เลยว่าเราจะแพ้ยาตัวไหน ถ้าเรายังไม่กินยาเข้าไป










ฝาขวดก็จะเป็นฝาเปิดสีชมพูแบบนี้เลย 


เมื่อใช้ ก็เปิดฝาบีบผลิตภัณฑ์ใส่สำลีเลยจ้า









เรามาทำสอบประสิทธิภาพกันหน่อยดีกว่าเนอะ







จะทดลอง 3 อย่างคือ รองพื้น   บลัชออน  และ ลิปสติก







โดยใช้สำลี 2 แผ่นนะ กับปริมาณการหยด cleansing ของทั้งสองแผ่นเท่าๆกัน
จากนั้นเราจะแปะไว้บนผิว พร้อมคลึงๆสัก 10 วินาที และเช็ดออก






ครั้งที่ 1 ผ่านไป  
คราบเครื่องสำอางหลุดไปประมาณ 80 %  ยังคงหลงเหลือร่องรอยอยู่นิดหน่อย

อ่ะเดี๋ยวเรามาลองอีกครั้งหนึ่ง กับการหยด cleansing ลงบนสำลีอีกรอบหนึ่ง






รอบที่่ 2 นี้ สะอาดหมดจดเลยจ้า  ไม่หลงเหลืออะไรอยู่บนผิวเลย 
ทุกสิ่งทุกอย่าง ลงมากองกันอยู่บนสำลีหมดแล้ว







ความรู้สึกหลังการใช้

จากที่ใช้มาคือจะไม่มีความรู้สึก เคมี  ความน้ำหอม ของตัว cleansing เลย
ไม่มีกลิ่นใดๆทั้งสิ้น  เสมือนการเอาน้ำเปล่ามาเช็ดผิวเลยทีเดียว

และ ไม่ทำให้หน้าแห้งตึงจริงๆ ตรงนี้คอนเฟิร์ม 
หลังใช้กับผิวหน้่า  ให้ความชุ่มชื่นกับผิวด้วย
ผิวจะมีความนุ่มๆ เย็นๆ คลีนๆ  โดยที่ไม่รู้สึกหน้ามันเยิ้ม เมือกๆ หรือเหนอะหนะ
จนทำให้รู้สึกน่ารำคาญแต่อย่างใด




อ่ะ คราวนี้เรามาลองแต่งหน้าแบบจัดเต็มกันหน่อยดีกว่า
แล้วมา Clean ผิวกันแบบเน้นๆทุกส่วนของใบหน้าเลย





ก่อนที่เราจะคลีนผิวกัน เราต้องงถอดเครื่องทรงบางอย่างออกก่อน
อาทิ วิกผม  - ขนตาปลอม และ คอนเเทกเลนส์ 

ก็จะได้หน้าโล้นๆระดับหนึ่ง ดังภาพ







จากนั้นเรามาเริ่มในส่วนของตากันก่อน






ในส่วนของตา ใช้การคลีน 2 รอบ  รอบแรก หยดลงสำลี และคลึงๆไว้สัก 10 วินาทีเเละเช็ดออก
ก็จะหายแทบทั้งหมดเลย เหลือเพียงอายไลเนอร์ข้างบนนิดหน่อย

และคลีนครั้งที่ 2  คราบเครื่องสำอางบนตา ก็ถูกลบออกหมดไม่เหลือแล้ว  
คลีนง่ายมากจริงๆ









ต่อมาปาก  ปากนี้ต้องบอกก่อนว่าใช้ลิปสติกเนื้อแมท ลงไปก่อนและใช้ลิปกลอส ลงทับอีกทีหนึ่ง
ซึ่งปกติลิปเนื้อแมท จะล้างงออกยากมาก ต้องขัดและถู แต่อันนี้แค่เเปะสำลีลงไป และคลึงๆเบาๆ
ก็สะอาดหมดจดแล้ว   ไม่ต้องขัดถูปากเลย มันง่ายมาก







ต่อมาเช็ดผิวหน้ากัน  งานผิวหน้า งานรองพื้น งานแป้ง ใช้การคลีน 3 รอบ จนสำลีสะอาดจริงๆน๊ะจ๊ะ
ก็จะได้หน้าสะอาดๆ เพียวๆ  แอบสะพรึงแบบนี้เลย


ขอแนะนำอีกสูตรหนึ่ง 
ตัวนี้จะเป็นสูตร  Sebium H2O

ฝาสีเขียว น้ำสีฟ้า 





เจ้าตัวนี้จะเหมาะหรับปัญหำผิวหน้ำมันมีสิว รูขุมขนอุดตันแพ้ง่าย และระคายเคือง
ใครผิวมันลองใช้สูตรนี้ดูน๊ะจ๊ะ

ส่วนราคานั้น เท่ากับตัวแรกเลยจ้า






#เพื่อผิวสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
 #1stmicellarwater 
#SensibioH2O 
#Biodermathailand 




Create Date : 20 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2559 16:18:23 น.
Counter : 618 Pageviews.

0 comment
รีวิว ครีมไข่มุก ทาผิวขาวในทันที Emma1997 Pearl Whitening Body Cream





สวัสดีจ้าทุกท่าน
บลอคนี้เราจะขอรีวิวเป็น 
ครีมไข่มุก ทาผิวขาวในทันที  
จากแบรนด์ " Emma 1997 " Pearl Whitening Body Cream





ซึ่งเค้าเคลมเอาไว้ว่า ทาแล้ว ผิวขาวขึ้นภายใน 10 วินาทีกันเลยทีเดียว
เป็นครีมทาผิวขาวที่ถูกออกเเบบขึ้นเพื่อคนเอเชียโดยเฉพาะ 
ทาแล้วเกลี่ยง่าย ดูดซึมผิวเร็ว ไม่ติดเสื้อผ้า ไม่เลอะเทอะให้กวนใจ










ซึ่งเป็นครีมที่ทาแล้วผิวขาวขึ้นทันที แต่ถ้าใช้ไปเรื่อยๆ
จะช่วยในการบำรุงผิวให้ขาวขึ้นในระยะยาวได้อีกด้วย







เรามาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่า ว่าเค้ามีอะไรกันบ้าง

ตัวเนื้อครีม จะมีส่วนผสมหลักคือน้ำ ซึ่งเนื้อครีมตัวนี้มีน้ำเป็น WaterBase 
ฉะนั้น เมื่อทาแล้วจะไม่เหนอะหนะผิวแน่นอน ตรงนี้คอนเฟริ์ม

โดยส่วนผสมที่จะช่วยให้ผิวขาวขึ้นแบบถาวร ไม่ใช่แค่ทาแล้วขาวเลย 
นั่นก็คือไข่มุก และ  เทรนซามิก

และยังมีส่วนผสมจาก Syn-coll (Palmitoyltripeptide-5) 
ตัวนี้จะช่วยในการป้องกันการเสื่อมสลายของคอลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง
ทำให้ผิวดูกระชับมากยิ่งขึ้น

Shea Butter , Macadamia Ternifolia Seed oil 
จะช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน









สำหรับผลิตภัณฑ์แบรนดนี้
เค้าเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศไต้หวัน
 ซึ่งผ่านอย. และมีใบรับแจ้ง จากประเทศเราแล้วจ้า
มั่นใจได้เลยว่าสินค้าปลอดภัยแน่นอน






ปริมาณ  180 มิลลิลิตร 
ซึ่งบรรจุมาให้ขวดขนาดไม่ใหญ่มาก
สามารถใส่กระเป๋าพกพา เพื่อไปใช้นอกบ้านได้
โดยที่ไม่กินเนื้อที่กระเป๋ามากเกินไป









เรามาดูตัวเนื้อครีมกันบ้างดีกว่า
เนื้อครีมเค้าจะมีสีขาวเลย ซึ่งอย่างที่บอกว่า
ส่วนผสมหลักคือ น้ำ เป็นตัวในการทำละลาย

เมื่อทาไปแล้ว เค้าจะเหลว เเละลื่นๆ
อย่างในภาพด้านบนคือ บีบครีมแล้วตั้งแขนขึ้น  
เค้าจะค่อยๆไหลลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกเลย








เมื่อทาไปแล้ว ขณะเกลี่ยจะมีความเย็นๆ ฉ่ำๆผิว มีความเป็นน้ำๆบนผิว
ทาง่ายมาก ไม่หนืด ไม่เหนียว ไม่ต้องออกแรงงถูแขนเลย
และเค้ายังมีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วยนะ แต่กลิ่นไม่แรงมาก
เมื่อทาแล้ว ถ้าอยากได้กลิ่นจริงๆ ต้องเอาแขนขึ้นมาดม
ถึงจะได้กลิ่น







ทาเสร็จแล้ว ไม่เป็นคราบขาวๆ ติดมือให้มือเปื้อนสกปรก
จนต้องวิ่งไปล้างมือแต่อย่างใด  ตรงงนี้คือดีมาก

เพราะส่วนตัวเคยใช้ครีมทาผิวขาวมาหลายแบรนด์
หลายตัวเมื่อทาเสร็จแล้ว ฝ่ามือเป็นสีตามเนื้อครีม ต้องไปล้างออก
พอล้างออก ต้องใช้ cleansing ช่วยล้างด้วย
เพราะมันติดมือมากๆ แย่จัง สำหรับตัวนี้
ไม่ต้องกังวลเลย







เมื่อทาเสร็จแล้ว เนืื้อสัมผัสบนผิวจะแห้งไปเลย
ไม่มีความเหนียว หรือ เหนอะ เเม้แต่นิดเดียว
สบายผิวากๆ เหมือนไม่ได้ทาอะไรมา และที่สำคัญคือ
ไม่ติดขนเลย




เรามาดูผลลัพท์ชัดๆกันดีกว่า



















จากภาพที่เห็น เมื่อทาแล้ว ผิวจะขาวขึ้น
แต่ว่าไม่ได้ขาวขึ้นจนดูวอก ลอย มากจนเกินไป
เค้าจะช่วยให้ผิวดูขาวขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ
ไม่ใช่ขาวแบบพอกครีม  


จะช่วยปรับผิวเหลืองๆ ให้ดูขาวขึ้นและอมชมพูขึ้น
ในภาพจากฝั่งที่ทาแล้ว คือต้องบอกว่า ทาค่อนข้างเยอะ
เพราะต้องการเห็นผลลัพท์ว่า ทาเยอะแล้วหนามั้ย? ทาเยอะแล้วจะวอกลอยดูพอกครีมมั้ย?
ตรงนี้บอกได้เลว่า " ไม่  " 

ความแตกต่งกันระหว่างสองแสงที่ถ่ายภาพให้ชม
ถ้าคุณอยู่ในเเสงไฟบ้าน  จะดูเนียนมาก จนแทบดูไม่ออกเลยว่าทาครีมมา
แต่ถ้าอยู่ในแสงเเดดธรรมชาติ ถ้าทาเยอะมากๆ  แล้วมองชัดๆ ไกล้ๆมากๆอาจจะดูเห็นเนื้อครีมขาวๆบ้างนิดหน่อย
แต่ถ้าไม่สังเกตุจริงจัง ก็จะมองไม่เห็นนะ


ในส่วนของคนที่ผิวคล้ำ ถ้าถามว่าใช้ตัวนี้ได้ไหม?
ตอบได้เลยว่า ใช้ได้ ไม่มีปัญหา เพราะครีมเค้ามีความเป็นธรรมชาติมากๆ
ทาแล้วไม่ต้องกังวลว่า ผิวจะดูปลอม


แต่ ถ้าใครต้องการครีมทาแล้วผิวขาว โดยที่เปลี่ยนสีผิวชัดเจน เนื้อครีมเม็ดสีแน่นๆ
ตัวนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์น๊ะจ๊ะ


ถ้าถามเรื่องความคงทน คือไม่ได้ไปตากฝน หรือเปียกน้ำเล่นสงกรานต์
ตรงนี้บอกเลยว่า ไม่หลุดไม่หาย อยู่คงทนอยู่ได้ทั้งวัน 
นอกจากว่าเอามือขัดๆถูๆแรงๆหลายๆรอบถึงจะหลุดออก
แต่ก็ไม่ได้หลุดออกมาเยอะมากน๊ะ 

คือได้ทดลองโดยการเอาสเปรยน้ำแร่ฉีดใส่ผิว แล้วเอามือถูไปเรื่อยๆจนน้ำหายหมด
ก็ยังมีครีมติดอยู่บนผิวหนัง
แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ค้นพบจากการฉีดน้ำลงไปนั่นคือ

เมื่อผิวที่เปียกน้ำ คุณจะเห็นความวิ๊งของผงไข่มุกที่ผสมมา ผิวจะดูวาวๆสวยดีด้วยล่ะคุณ


สรุป

ครีมปรับผิวขาวตัวนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ครีมที่ทาแล้วบางเบาผิว ไม่หนัก
ผิวไม่เหนอะ ได้ผิวที่แห้งๆ เหมือนไม่ทาอะไรลงมา  และไม่ขาวลอยวอกจนเกิดไป
ไม่ได้ช่วยในการเปลี่ยนสีผิวที่หนักหน่วง  ตัวนี้จะตอบโจทย์มากๆเลยจ้า


สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อได้ที่นี่เลยจ้า 

ขนาด 180 ML.  1,480 บาท
ขนาด 60 ML. 580  บาท

ติดต่อแบรนด์ได้ที่

//www.emma1997thailand.com/
facebook page: Emma1997 TH
inbox: //m.me/emma1997TH
line id: @emma1997th
Tel: 06-2345-4252 / 06-2981-5821




Create Date : 01 ตุลาคม 2559
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2559 13:00:03 น.
Counter : 614 Pageviews.

0 comment
รีวิว สกินแคร์จาก อีฟโรเช 4ชิ้น





สวัสดีน๊าาทุกคน สำหรับบลอคนี้เราก็จะรีวิวผลิตภัณฑ์ 4 ชิ้นจากแบรนด์
"Yves Rocher"

ซึ่งเป็นแบรนด์ชื่อดังที่เชื่อว่า ผู้ที่ใช้เครื่องสำอาง
ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว 

แต่ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักแบรนด์ให้มากกว่านี้กันก่อนที่เราจะไปเติ่มต้นรีวิวผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชิ้นกันดีกว่า






Yves Rocher
(อีฟ โรเช)

 เป็นแบรนด์จากประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสกินแคร์ที่มีส่วนผสมจากพืชพฤกษาพรรณธรรมชาติ
โดยทางแบรนด์ ได้กำเนิดตั้งแต่ปี 1959 และได้มีการพัฒนาการศึกษา วิจัยอย่างต่อเนื่อง 
พร้อมทั้งปรับปรุงพัฒนาสูตรส่วนผสม ให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น
และยังให้ความเคารพในธรรมชาติ และ ร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม 
ซึ่งทางแบรนด์ที่ผลิตเครื่องสำอางที่เน้นส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติเป็นหลัก
ทางแบรนด์ จะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นส่วนผสม ลงในเครื่องสำอางกว่า 92
เครื่องสำอางจะปราศจากสีสังเคราะห์ , mineral oil (น้ำมัน)  , paraben (สารกันเสีย)
และผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น ได้ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังเรียบร้อยแล้ว
ฉะนั้น มั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์จาก Yves Rocher นี้ ปลอดภัยแน่นอน


และสำหรับบลอคนี้ เราจะรีวิวผลิตภัณฑ์ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ
กลุ่ม Serum Vegetal Wrinkles & Radiance
และกลุ่ม Sebo Vegetal



ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Serum Vegetal Wrinkles & Radiance (สีเเดง)













จะเน้นหลักๆในเรื่องของ การช่วยให้ผิวของเราดูกระจ่างใส และช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย

โดนผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ จะเน้นสารสกัดที่เรียกว่า "Ice Plant"  หรือ "Life Plant"




ซึ่งตัว Ice Plant นี้ มีเเหล่งกำเนิดมาจากทะเลทรายในแอฟริกา โดยจะนำมาใส่เป็นส่วนประกอบหลัก
ที่จะช่วยในเรื่องของ  
- การกักเก็บน้ำให้ผิว  
- การดูดเก็บสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิว
- ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ 



และผลิตภัณฑ์กลุ่ม Sebo Vegetal (สีเขียว)







ในผลิตภัณฑ์ของกลุ่มนี้ จุดเด่นของส่วนผสมที่เค้าเน้นก็คือ
" Baikal  powder "
จะช่วยในการรักษาสมดุลในการทำงานของต่อมไขมันในผิวของเรา ให้เป็นปกติ

และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จะเหมาะกับคนที่ผิวมันอย่างเรามากๆ
เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของการควบคุมความมันแล้ว
เค้าจะช่วยในเรื่องของการลดการอุดตันในรูขุมขน  , ลดการอุดตันของต่อมไขมัน  
ช่วยในการกระชับรูขุมขน  และกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว



นี่ก็คือข้อมูลคร่าวๆของผลิตภัณฑ์ทั้งสองกลุ่ม
เอาเป็นว่า เรามาเจาะลึกถึงผลิตภัณฑ์ทีละชิ้นกันเลยดีกว่า






Serum Vegetal Wrinkle & Radiance Night Cream


คำเคลมจากทางแบรนด์

" ครีมบำรุงผิวสำหรับตอนกลางคืนที่ช่วยลดริ้วรอยช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับผิว  

พร้อมช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้าและลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยฟื้นฟูผิวในยามค่ำคืน ด้วยเนื้อบาล์มเข้มข้น " 








ตัวแรกนี้จะเป็นครีมบำรุงผิว ที่ใช้สำหรับทากลางคืน
จะเป็นตัวแรกที่เราจะพูดถึงกันในบลอคนี้









ลักษณะของเนื้อครีม ถ้าดูเผินๆก็เหมือนกับเนื้อครีมทั่วๆไป
แต่ทว่าไป  เนื้อครีมของเค้ามีความเข้มข้นมาก
ถ้าสังเกตุจากในภาพ  จะเห็นได้ว่า กระปุกที่ถูกวางแบบตั้ง
โดยเนื้ัอครีมด้านในนั้น ยังเกาะตัวแข็งกันอยู่ ไม่ไหลไม่ย้อยแต่อย่างใด









ในตัวของเนื้อครีมเองนั้น เมื่อเราควักออกมาจากกระปุก 
ซึ้งถ้าใช้วิธีการเอานิ้วแตะๆเบาๆเฉยๆ  เนื้อครีมไม่ติดนิ้วขึ้นมาน๊ะจ๊ะ 
ต้องใช้การควักขึ้นมา  เพราะครีมเค้าเข้มข้นมากๆ  และเมื่อนำมาทาลงบนผิวเราแล้ว

ตอนก่อนใช้รู้สึกว่า จะต้องเป็นครีมที่ทาแล้ว หนาๆ หนักๆ เยิ้มๆ 
ลักษณะเหมือนกับครีมที่มีtexture แบบนี้ทั่วๆไป

แต่ผิดคาดนะ  เมื่อเราเกลี่ยครีมจนซึมเข้าผิวแล้ว  
จะมีความมันนิดหน่อย เหมือนกับครีมทั่วๆไป
แต่เมื่อปล่อยระยะเวลาผ่านไปสักครู่
ใช้เวลาแค่ประมาณ 10 วินาทีเอง ความมันของหายไปจนหมดสิ้น
จะผิวไม่เหลือความมันแต่อย่างใด
แถมครีมยังให้ความชุ่มชื่นกับผิวได้ดีอีกด้วย
 ซึ่งตรงนี้ตอบโจทย์กับคนที่สภาพผิวมันอย่างเรามากๆ


ซึ่งจากที่ได้ทดลองใช้ดูแล้ว เนื้อครีมสามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิวจริงๆ
ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิวแห้ง , ผิวผสม หรือ ผิวมัน สามารถใช้ได้หมด
ในคนที่ผิวมัน เหมือนกับเราเป็นต้น สามารถใช้ครีมได้โดยที่หน้าไม่มีความมันอยู่บนผิวแต่อย่างใด
และคนที่ผิวแห้ง  อาจจะกลัวว่า จะช่วยในเรื่องของความชุ่มชื่นกับผิวไม่ไหว กลัวว่าหน้าจะเป็นขุย
ตรงนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะเนื่องจากเนื้อครีมเค้าทาไปแล้วไม่มีความมันหลงเหลือนบนผิวก็จริง
แต่ภายในผิว ไม่รู้สึกถึงความแห้งในผิวแต่อย่างใด ฉะนั้นคาดว่าคนผิวมันก็ใช้ได้ ไม่มีปัญหาเช่นกัน








ซึ่งเจ้าครีมตัวนี้เค้าเคลมเอาไว้ว่า จะช่วยในเรื่องของผิวกระจ่างใส และ ช่วยลดเลือนริ้วรอย
ในส่วนของส่วนผสมที่ช่วยในเรื่องของความกระจ่างใส อาทิเช่น

Glycine Soja Oil - สารสกัดจากถั่วเหลือง จะช่วยลดการเกิดเม็ดสีของผิวได้
       และยังช่วยลดการอักเสบของผิวได้อีกด้วย ซึ่งใส่มาในอันดับที่ 5
ต่อจากพวกสารพื้นฐานในครีมทั่วๆไป ซึ่งก็สามารถคาดหวังผลในเรื่องของ
ความเปล่งปลั่งกระจ่างใสของผิว ได้จากส่วนผสมนี้



สารที่ช่วยในเรื่องลดริ้วรอย และ เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว หลักๆเลยจะมีดังนี้

hydrogenated coconut oil - ตัวนี้จะเป็นสารสกัดที่เรียกง่ายๆว่า น้ำมันมะพร้าว 
คือ เอาง่ายๆเลยจากประสบการณ์ที่เคยใช้น้ำมันมะพร้าวเพียวๆทาบำรุงผิวหน้า
ทาแล้วหน้าจะอิ่ม จะฟู จะดูเปล่งปลั่ง จะช่วยในเรื่องของริ้วรอยได้เช่นกัน

butyrospermum parkii butter - ตัวนี้เป็นส่วนผสมหนึ่งที่ดีมากๆ มันคือ SHEA BUTTER
ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีเยอะมาก อาทิเช่น ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นของผิว
เรื่องริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิว , การอักเสบของผิว , ผื่นคัน และอีกมากมาย

centaurea cyanus flower water - ช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว 
ป้องกันการอักเสบ และลดการละคายเคืองของผิว


จะแอบมีข้อเสียนิดหน่อยค่อ ตัวเนื้อครีมจะมีกลิ่นหอมๆอ่อนๆ เป็นกลิ่นของน้ำหอมที่ผสมมาในตัวเนื้อครีม 
(มีส่วนผสมของ Parfum ตรงบรรทัดที่5)  ถ้าใครที่ไม่โอเคกับส่วนผสมของน้ำหอม อาจจะไม่เเฮปปี้ในตรงนี้ได้






Serum Vegetal Wrinkle & Radiance Fluid Day Cream


คำเคลมจากแบรนด์

"ครีมบำรุงผิวสำหรับตอนกลางวันที่ช่วยลดริ้วรอยช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับผิว  พร้อมช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้าและลดการอุดตันของรูขุมขน "




ตัวต่อมา  ตัวนี้จะเป็นเซรั่ม
ที่เน้นในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย และ ดูดซับความมันส่วนเกินออกจากใบหน้า

อ่ะ น่าสนใจอีกแล้วสำหรับคนผิวมันอย่างเราๆ












เนื้อเซรั่มจะถูกบรรจุมาในหลอดสีขาว
ที่มีหัวปั๊มสีแดงดังภาพ  ในปริมาณ 40 ml.














เนื้อครีมก็จะเป็นครีมเนื้อสีขาวใสๆ ที่พอเกลี่ยแล้วจะเกลี่ยง่าย ซึมง่ายมาก ไม่ต้องเสียเวลาในการเกลี่ยมาก
และ เมื่อซึมลงผิวแล้ว  ไม่ทิ้งความมันลงบนเผิวเลย ซึ่งตรงนี้ตอบโจทย์กับคนผิวมันมากๆ


ดังคำเคลมที่เค้าบอกว่า ช่วยดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้าได้
ถามว่าตรงนี้จริงมั้ย  เอาจริงๆจากที่ใช้ก็ช่วยได้จริงนะ
แต่ว่า อย่าคาดหวังผลว่าจะช่วยคุมความมันได้
เทียบเคียงกับ Cosmetic ที่ใช้ในการแต่งหน้า
อย่างเวลาเราใช้แป้ง  รองพื้น หรือ ไพรเมอร์  
ที่เน้นการคุมมันโดยเฉพาะ อันนั้นก็ดูจะคาดหวังผลมากเกินไป



จากสภาพผิวหน้าของเรา อย่างผิวเราเป็นคนผิวมันมากๆ
ปกติแล้ว ต้องซับหน้าทุก 1 ชั่วโมง ในกรณีที่ทาแค่สกินแคร์ทั่วๆไป แล้วไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้ทาแป้ง
แต่ถ้าใช้ครีมตัวนี้ จะช่วยยืดระยะเวลาในการเกิดความมันบนใบหน้าได้มากยิ่งขึ้น
จากที่เทสกับหน้าตัวคือได้สักประมาณ 2 ชั่วโมง - 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึงจะต้องซับหน้าครั้งหนึ่ง
ถือว่า โอเคย์ในระดับที่ดีอยู่สำหรับการช่วยในการคุมความมัน
ของครีมบำรุงผิว 



แต่สิ่งหนึ่งสำหรับครีมตัวนี้ที่ส่วนตัวไม่ค่อยเเฮปปี้คือ ในเรื่องของกลิ่น
กลิ่นเค้ามาแน่นมากๆ  ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นของครีมทาผิวหน้านี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณก็เป็นได้ 







เรามาดูส่วนผสมสำคัญของเจ้าครีมตัวนี้กันดีกว่า 

sesamum indicum seed oil - ตัวนี้จะเป็นน้ำมันงา ช่วยให้ผิวขาวขึ้น และ ชุ่มชื่น

centaurea cyanus flower water - ช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว 
ป้องกันการอักเสบ และลดการละคายเคืองของผิว (เหมือนกันกับตัวข้างบน)

brassica campestris seed oil  คือ  สารสกัดจากดอกไม้บราซิคาเลีย จะช่วยในการทำให้ผิวกระจ่างใส 
สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวที่ทำให้เกิดฝ้า กระ 

inositol  ช่วยในการเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ให้ผิวแข็งแรงขึ้น  ลดการระคายเคืองของผิวได้

zinc gluconate สารตัวนี้จะช่วยในการดูดซับความมันส่วนเกิน ดังคำเคลมของแบรนด์ไว้

tocopheryl acetate  / retinyl palmitate 
สองตัวนี้จะช่วยในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระบนผิว สามารถปกป้องผิวจากริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้

hamamelis virginiana leaf extract  -  ช่วยในการกระชับรูขุมขน 


เมื่อดูจากส่วนผสมที่ทางแบรนด์ใส่มาแล้ว ก็จะพบว่า
มีสารที่ช่วยในการบำรุงผิว  ที่คาดหวังผลได้
ตามคำเคลมเบื้องต้นที่ทางแบรนด์เคลมเอาไว้  ในเรื่องของการควบคุมความมัน การช่วยลดเลือนริ้วรอย
และนอกจากนี้ยังสามารถช่วยในเรื่องของการเพิ่มความกระจ่างใสของผิวได้อีกด้วย






 Sebo Vegetal  PoreMinimizing Serum 

คำเคลมจากทางแบรนด์
"  เซรั่มสูตรเข้มข้น มอบสัมผัสบางเบา สดชื่นสบายผิว ช่วยลดความมันส่วนเกิน กระชับรูขุมขน เผยผิวเรียบเนียนกระจ่างใส " 











สำหรับตัวนี้ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นที่ 3 ที่เราจะรีวิวกัน
จะเป็นเซรั่มบำรุงผิว ที่บรรจุมาในขวดหัวปั๊ม
และได้เคลมสรรพคุณไว้ที่หน้าขวดว่า จะช่วยในเรื่องของการกระชับรูขุมขนได้อีกด้วย













สำหรับเนื้อผลิตภัณฑ์ จะเป็นเนื้อเจลใสๆ
ที่เวลาเกลี่ยแล้ว จะซึมลงผิวเร็วมากๆ  ย้ำว่า "เร็วมากๆ"
และขณะทาผิว จะมีความเย็นๆของตัวเนื้อเซรั่มด้วย

พอทาเสร็จแล้ว จะไม่ทิ้งความหนัก  ไม่ทิ้งความมัน หรือความเหนอะลงบนผิวเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งตรงนี้ตอบโจทย์กับคนที่ผิวหน้ามัน ไม่อยากได้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีความมันแต่อย่างใด

ในส่วนของความชุ่มชื่นนั้น ตัวเซรั่มมีความชุ่มชื่นอยู่ในตัวเมื่อทาลงไป
แต่ว่า จะไม่ได้ช่วยในเรื่องความชุ่มชื่นได้ดีเท่ากับเจ้าสองตัวแรกที่เราได้รีวิวไป
ถ้าอยากได้ความชุ่มชื่นเพิ่ม  จะหาครีมบำรุงมาทาต่อจากตัวนี้ก็ได้เช่นกัน

ในเรื่องของกลิ่น  เจ้าตัวนี้มีกลิ่นเหมือนกัน  จะเป็นกลิ่นน้ำหอมที่มีความแอลกฮอล์กหน่อยๆ 
ซึ่งกลิ่นค่อนข้างจะชัดเจน แต่ว่าเป็นกลิ่นที่เราพอรับได้ กลิ่นไม่แรงเท่ากับเจ้าตัวที่สองที่เรารีวิวไป







ทีนี้เรามาดูส่วนผสมกันบ้างดีกว่าว่า มีส่วนผสมอะไรที่ช่วยบำรุงผิวกันบ้าง


zea mays (corn) starch - สารสกัดจากข้าวโพด ให้ความชุ่มชื่นกับผิว

malic acid -  ช่วยให้ผิวแข็งเเรง เพิ่มการสังเคราะห์ของคอลาเจน 
เติมเต็มร่องรอยให้ผิวหน้าเนียนเรียบ

centaurea cyanus flower water - ช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว 
ป้องกันการอักเสบ และลดการละคายเคืองของผิว

zinc gluconate  เป็นธาตุสังกะสี โดยปกติแล้วจะช่วยในการรักษาสิว หรือช่วยในการ
ปรับสมดุลของต่อมไขมันให้เป็นปกติ


aphloia theiformis leaf extract   เป็นสารสกัดจากว่านหางจระเข้ จะช่วยให้ผิวพรรณดูมีน้ำมีนวล
ช่วยลดอาการอักเสบ การติดเชื้อ สลายเชื้อโรคเมื่อผิวมีบาดแผล 
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่

scutellaria baicalensis root extract - สารสกัดจากพืชสมุนไพร รากสกิวลาเลีย ช่วยปลอบปะโลม ลดการอักเสบของผิว
ช่วยลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย - จุดด่างดำที่เกิดจากรังสีในแสงแดด  




ซึ่งหลักๆก็จะมีสารในการบำรุงผิวดังนี้ ที่จะช่วยในการคาดหวังผลกับผิวเราได้


Sebo Vegetal Purity Mask







เจ้าตัวสุดท้ายที่จะพูดถึงกัน ตัวนี้จะเป็นมาร์คโคลนดินขาว 
ที่ใช้สำหรับมาร์คผิวหน้าของเรา










เจ้ามาร์คตัวนี้จะช่วยในการทำความสะอาดผิว
ขจัดสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ภายในรูขุมขนของเรา ให้ผิวสะอาดมาขึ้น
จะได้ไม่ก่อให้เกิดสิวเสี้ยนบนหน้าของเรา ที่เราอาจจะ
ล้างหน้าทำความสะอาดคราบสกปรก มลภาวะ เครื่องสำอาง และอื่นๆออกไม่ไหมด











เนื้อของมาร์คเค้าก็มีลักษณะเป็นสีขาวๆดังภาพ
ตอนแรกที่ทาเนี่ย เหมือนเราทาครีมทั่วๆไป 
แต่ว่า พอเราทิ้งไว้สักพัก มาร์คเค้าจะค่อยๆแห้ง
โดยที่ไม่แห้งช้าจนเกินไป ไม่ต้องรอนานมากจนน่ารำคาญ
เค้าก็เริ่มแห้งแล้ว พอแห้งแล้วไม่รู้สึกว่าหน้าตึง เหมือนถูกดึงผิวเเต่อย่างใด
รู้สึกสบายผิวมากๆ และอีกอย่างที่เริ่ดสำหรับมาร์คที่ทาแล้วแห้ง นั่นก็คือ

มาร์คของเค้าไม่แตก ไม่ปริออกมาเป็นผุยๆ ออกมาเป็นแผ่นๆ 
ไม่หลุดไม่ร่วง  ตรงนี้คือโอเคย์มากๆ  

พอมาร์คหน้าเสร็จแล้ว แน่นอนว่า มาร์คเค้าเน้นในเรื่องของ
การทำความสำอาดผิวล้ำลึกถึงรูขุมขนขนาดนี้ แน่นอนว่าช่วยได้จริงๆ
พอล้างหน้าแล้วรู้สึกเลยว่าหน้าคลีนล้ำลึกสุดๆมากๆ 
 ผิวหน้าจะนุ่มๆ ละมุนๆด้วยล่ะ 

ข้อดีนอกจากจะทำให้สิวอุดตัน , สิวเสี้ยนไม่ขึ้นแล้ว
การมาร์คหน้าที่คลีนล้ำลึกแบบนี้ จะช่วยให้เราลงครีมบำรุงผิวต่อไป
ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะว่าไม่มีอะไรที่ไปตกค้าง ไปอุดกั้น
ระหว่างผิวของเรา กันสิ่งสกปรกที่ยังติดค้างอยู่ในผิวของเรา
ทำให้ครีมบำรุงผิวที่เราทาต่อไป ได้ผลดียิ่งขึ้น







ส่วนประกอบหลักๆที่ช่วยในการทำความสะอาดผิว
นอกจากโคลนดินขาว ที่ช่วยในการดูดซับน้ำมันส่วนเกินได้ ก็ยังจะมี
 Kaolin   ช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินบนผิวหน้าเรา และทำให้ผิวเนียนนุ่ม
Salicylic Acid  ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว
Zeamays corn starch   สารสกัดจากข้าวโพด ให้ความชุ่มชื่นกับผิว


สำหรับการรีวิวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากแบรนด์ 
Yves Rocher ทั้งหมด 4 ชิ้น
ก็ประมาณนี้จ้า
ใครสนใจอยากลองใช้ สามารถไปหาซื้อได้ที่ร้าน Yves Rocher 
ตามห้างชั้นนำได้ทุกที่เลยจ้า


สุดท้ายนี้ทาง Vyes Rocher เค้าจัดกิจกรรมอยู่ด้วย
สามารถไปลองตรวจสภาพผิวได้ฟรีที่เคาเตอร์ของ  Vyes Rocher พร้อมรับผลิตภัณฑ์สำหรับทดลอง
สำหรับ 7 วันไปใช้กันฟรี ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 16 พ.ค.2559  ได้ทุกสาขา
สามารถดูสาขาทั้งหมดได้ที่ 


และสามารถติดตามกิจกรรมได้จากแฟนเพจของทางแบรนด์เลยจ้า
https://www.facebook.com/yvesrocherthailand





Create Date : 19 เมษายน 2559
Last Update : 4 พฤษภาคม 2559 12:55:49 น.
Counter : 7178 Pageviews.

0 comment
พรีวิว สกินแคร์ญีุ่ปุ่น แบรนด์ Kohaki hada

Kohaku Hada
(โคฮะคุ ฮาดะ)

เครื่องสำอางค์แบรนด์ญี่ปุ่น



สวัสดีจ้า ก่อนอื่นเลยนั้น ใครเปิดเข้ามาเจออาจจะรู้สึกว่า
อุ้ย อุ้ย  อันนี้คือแบรนด์อะไร อย่างไร 
แน่นอนว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่จากญี่ปุ่น นำเข้าโดย บริษัท เอ็ม.เอส. ฮานาโซโน (ประเทศไทย)
นำเข้ามาขายในบ้านเรา

Kohaku คืออะไร?

โคฮะคุ ก็คือ อำพัน 
ซึ่งทางแบรนด์เลือกใช้เป็นส่วนผสมหลักที่ช่วยในการบำรุงผิว
เค้าบอกว่า 
โคฮะคุ หรือ อำพัน เป็นอัญมณีเพียงประเภทเดียวที่สามารถสกัดมาจากพืชโบราณที่ถูกฝังลึกเป็นเวลานานกว่า 50 ล้านปี
จนเกิดปฏิกิริยาจนกำเนิดเป็นฟอสซิล 
จนกระทั่งประมาณ 10 ปีมาแล้วนักวิจัยได้ค้นพบว่าสารสกัดจากอำพัน (Kohaku Extract)
 นี้ให้ผลลัพธ์แห่งความงามกับผิวของเรา 
ด้วยสูตรที่คิดค้นมาเพื่อความอ่อนเยาว์ ผิวคุณจะค้นพบอานุภาพของ Kohaku Hada 
กับผิวที่ดูกระชับและชุ่มชื้น

ซึ่งหลักๆเลย ทางแบรนด์เคลมเอาไว้ว่า จะช่วยในเรื่องของความอ่อนเยาว์ของผิว
และการเติมความชุ่มชื่นของผิว


ซึ่งแน่นอนว่าส่วนผสมหลักที่เป็นตัวชูโรงคือตัว Kohaku Extract 
ซึ่งเป็นตัวที่เค้านำมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์  มาดูกันว่าเจ้าตัวส่วนผสมนี้ มีดีอย่างไร

1. ผิวที่เนียนนุ่ม ด้วยน้ำมันสกัดจากพืชถึง 3 ชนิดที่มีอยู่ใน Kohaku Hada 

จะซึมซาบลงสู่ผิวให้ความชุ่มชื้น ให้ผิวคุณรู้สึกเนียนนุ่ม

2. กักเก็บส่วนผสมแห่งอำพันไว้ในผิว Ceramide ที่มีส่วนประกอบเสมือนกับของเหลวที่ไหลเวียนระหว่างเซลล์ผิวแต่ละเซลล์ 

ซึ่งทำหน้าที่ ในการช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นดุจสัมผัสแห่งไหมที่ช่วยให้สารสกัดจากอำพันบำรุงผิวจากภายใน

3. ช่วยการไหลเวียนของสารสกัดจากอำพันดียิ่งขึ้น เมื่อส่วนผสมสามารถไหลเวียนในผิวได้ดีขึ้น 

สารสกัดจากอำพันจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมกระบวนการผลิต 

Hyaluronic acid และ ช่วยการการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ





และทางแบรนด์เค้าได้เคลมถึงผลิตภัณฑ์เค้าเอาไว้ ดังนี้


* เอกลักษณ์ครั้งแรกของโลกกับส่วนผสม Double Kohaku (Kohaku extract, Kohaku powder) เพื่อมอบอานุภาพเพื่อผิวแลดูกระชับและอ่อนเยาว์

* สูตรที่ซืมซาบบำรุงได้ล้ำลึก เพื่อความชุ่มชื้นที่คุณยังรู้สึกได้ในเช้าวันต่อมา

* เปี่ยมด้วยส่วนผสมจาก Collagen, Placenta, Ceramide 3 ชนิด และ Soybean Extract ส่วนผสมที่ถูกขนานนามว่าเป็นส่วนผสมแห่งความงาม

* น้ำมัน 3 ชนิดเพื่อความชุ่มชื่นที่เปี่ยมประสิทธิภาพด้วย Olive Oil, Jojoba Oil, Macadamia nut Oil

* ปราศจาก สารกันเสีย (Paraben), Alcohol, น้ำหอม, และ สีผสม





เอาเป็นว่า เรามาดูกันทีละตัวกันเลยดีกว่า

ตัวแรก







KOHAKUHADA Lotion Very Moisture ขนาด 220 มล. ราคา 480 บาท

สองตัวนี้จะเป็นโลชั่นน้ำตบ ที่ใช้หลังจากล้างหน้าเสร็จเพื่อเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว

ซึ่งแตกต่างกันคือ ตัวสีดำ (ตัวล่าง) จะเข้มข้นกว่าตัวสีส้มด้านบน
ซึ่งเป็นสูตรที่เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวมากเป็นพิเศษ 
และนอกจากเค้าจะช่วยในการเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวแล้ว
เค้ายังช่วยในเรื่องของการผลัดเซลล์ผิวอีกด้วย 




ตัวต่อมาเป็น KOHAKUHADA Milky Lotion ขนาด 150 มล. ราคา 480 บาท
ตัวนี้จะต่างจากตัวบนคือ
ตัวบนจะเป็นโลชั่นน้ำตบใสๆธรรมดา แต่ตัวนี้จะเป็นเนื้อน้ำนม สีขาวๆ จะมีความเข้มข้นกว่า
มีความหนักในเนื้อผลิตภัณฑ์  และมีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วย 

ตัวนี้จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื่น และ สารจากอำพันไว้ในผิว 
ทำให้ตื่นเช้ามารู้สึกได้ว่าผิวหน้ากระชับ



KOHAKUHADA Lotion Refreshing ขนาด 220 มล. ราคา 480 บาท

ตัวต่อมาจะเป็นโทนเนอร์ ใช้หลังจากทำการล้างหน้าแล้ว
ใช้โทนเนอร์ตัวนี้หยดใส่สำลี แล้วเช็ดหน้า เพื่อเป็นการเตรียมผิว
เจ้าตัวนี้เค้าบอกไว้ว่า ไม่ใส่สารกันเสีย   น้ำหอม และสีผสมด้วย





KOHAKUHADA Mask Cream ขนาด 50 กรัม ราคา 570 บาท

ตัวนี้ไม่ใช่ครีมบำรุงผิว แต่ว่าจะเป็นมาร์คครีม
วิธีใช้ของเค้า จะใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับการบำรุงในตอนเช้า หลังบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงแล้ว
 ใช้มาส์กครีมขนาดประมาณไข่มุกแล้วลูบไล้ลงบนใบหน้าเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนแต่งหน้า 

สำหรับการบำรุงในตอนกลางคืน หลังบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงแล้ว
 ใช้มาส์กครีมพอกไว้ที่ใบหน้าเสมือนใช้มาส์กแผ่นทั่วไปบำรุงผิว
 หลังจากทิ้งไว้สักครู่ให้ใช้สำลีเช็ดออกโดยไม่ต้องล้างน้ำ ผิวจะรู้สึกเรียบเนียนและกระจ่างใส





KOHAKUHADA Cosmetic Cleansing Wash ขนาด 140 กรัม ราคา 350 บาท

ตัวนี้เป็นโฟมล้างหน้าที่ปราศจากน้ำหอม  สีผสม และ สารกันเสีย
สามารถใช้เป็น make up remover หรือ cleanser ได้ โดยใช้ปริมาณประมาณ 2 ซม. 
สำหรับการล้างเครื่องสำอาง หรือ 1 ซม. สำหรับการล้างหน้าปกติ 
ผสมเนื้อโฟมกับน้ำเล็กน้อยบนฝ่ามือ 
ใช้นิ้วนวดผลิตภัณฑ์ให้เกิดเป็นโฟมแล้วทำความสะอาดหน้าอย่างเบามือ 
จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด



ในส่วนของตรงนี้เป็นเพียงแค่การพรีวิวเท่านั้น ยังมิได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด
ถ้าใช้แล้วตัวไหนได้ผลอย่างไร จะแจ้งผลหลังใช้อีกทีจ้าา

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/kohakuhadathailand/?fref=ts




Create Date : 08 มกราคม 2559
Last Update : 8 มกราคม 2559 16:36:23 น.
Counter : 4263 Pageviews.

0 comment
รีวิวผลิตภัณฑ์ Cetaphil 4 ชิ้นแน่นๆ


กราบสวัสดีทุกๆท่านที่ผ่านเข้ามาในห้วงภวังค์วังวนแห่งบลอคของอิช้าน
สำหรับบลอคนี้ข้าน้อยจะขอรีวิวถึงผลิตภัณฑ์สกินแคร์จาก สวิสเซอร์แลนด์
นั่นก็คือแบรนด์ Cetaphil

เป็นแบรนด์ที่เชื่อว่า คนส่วนมากต้องเคยรู้จัก
เพราะแบรนด์นี้มีวางขายให้เห็นอย่าง Boots, Watson และร้านขายยาทั่วไป 
เป็นแบรนด์ที่เน้นเรื่องความอ่อนโยนในตัวผลิตภัณฑ์ 
ให้ความรู้สึกเบาๆสบายๆผิว ไม่หนัก ไม่แรง ไม่hard เกินไปสำหรับผิวหน้า
ซึ่งคนผิวแพ้ง่าย สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ของเค้าได้สบายๆเลยหล่ะเธอ
ดั่งคำสโลแกนของแบรนด์ที่เค้าบอกว่า "อ่อนโยน เข้าใจทุกสภาพผิว" นั่นเอง

เอาเป็นว่าเรามาเริ่มทำการเสวนาว่ากล่าวกันทีละตัวกันเลยนะเเจ๊ะ

เริ่มที่ตัวแรกด้วย  Cetaphil Gentle Skin Cleansing Cloths 

ขนาดบรรจุ 25 แผ่น








เจ้าตัวนี้ก็คือกระดาษที่ใช้ทำความสะอาดผิว
หรือที่รู้จักทั่วกันนั่นก็คือ"ทิชชู่เปียก"
ที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติก ที่มีฝาเปิดดั่งนี้นี่เอง





ซึ่งเจ้าตัวนี้เนี่ย ก็จะใช้ในการคลีนเครื่องสำอางค์บนหน้าเรา
ใช้ได้ทั้งหน้า และ บริเวณเปลือกตาที่เราลงอายแชโดว์ได้ด้วย
โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะระคายเคืองตา เพราะเค้าเคลมไว้ว่า
เจ้าผลิตภัณฑ์ของเค้าเนี่ยนะ "Gently" สุดๆ อ่อนโยนสุดๆ

และอีช้านลองแล้ว โอเคย์ใช้ได้เลยล่ะ
จะอย่างไรเดี๋ยวเราไปว่าต่อกันทีหลังเนาะ

และนอกจะทำความสะอาดหน้าแล้ว ก็เอาไว้เช็ดมือเช็ดแขน เช็ดขา
เช็ดอะไรก็ได้ที่ใจอยากจะเช็ด เพื่อทำความสะอาดร่างกายตามอัธยาศัยได้เลยจ้า







เรามาดูคำเคลม หน้าผลิตภัณฑ์กันก่อนดีกว่า
- ตัวแรกเค้าบอกว่า สามารถใช้ลบสิ่งสกปรก หรือ เครื่องสำอางค์ได้ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
ซึ่งหลังจากที่ได้ทดลองใช้ดูแล้ว ขอบอกเลยว่า จริง ไม่ระคายเคืองจริงๆ
เจ้าแผ่นทิชชู่เนี่ย ไม่ได้ชุ่มไปด้วยแอลกฮอล์ก เหมือนของตัวอื่นๆ ที่เราเคยได้ใช้มา
และที่สำคัญคือ ไม่มีน้ำหอมมาในส่วนผสมอีกด้วย ซึ่งคนที่ผิวแพ้ง่าย แพ้ทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้
ต้องใช้อะไรที่คลีนๆ ใสๆ ไม่เจือปนสิ่งที่ก่อให้เกิดการแพ้ง่าย จะเหมาะกับตัวนี้มาก 
อันนี้อิช้าน ขอคอนเฟริ์มด้วยตัวเองเลยค่าาาา


-ข้อสอง ถูกพัฒนาและทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
- ข้อสาม  ผลิตขึ้นเพื่อผิวแพ้ง่าย
ซึ่งตรงนี้ก็จริงตามด้านบนที่กล่าวไปแล้วเลยจ้า


ต่อมาเรามาดูกันที่ตัวเเผ่นทิชชู่กันบ้างดีกว่า
จากภาพ แผ่นบนคือแผ่นที่ดึงออกมาจากบรรจุภัณฑ์เฉยๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไร
ส่วนแผ่นล่าง ผ่านการดึง การยืดเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งข้อดีของเจ้าแผ่นทิชชู่เค้าเนี่ยคือ สามารถยืดออกมาได้ยาวถึง 1 ฟุต หรือ 1 ไม้บรรทัดเลยทีเดียวเชียว
โดยที่ไม่ขาด และถ้าดึงต่อไปจากนี้คือ เจ้าแผ่นทิชชู่เค้าจะหยุดการขยายตัวแล้ว
จะไม่มีการดึงออกไปเกินความสามารถของการยืดตัว แล้วเกิดการขาดกลางของแผ่น
แล้วมีขุยๆออกมาให้ดูแย่ ถือว่าความยืดหยุ่นของเนื้อทิชชู่นี้ เจ๋ง เริ่ด ดีงามสุดยอดเลยตัวเธอ

และสำหรับเนื้อผ้าของเค้า ใช้แล้วไม่สากผิว 
ผ้านุ่มโอเคย์ สามารถเช็ดหน้าได้โดยที่ไม่ระคายเคืองได้ดีมาก
แต่ข้อเสียเล็กน้อยสำหรับเรา คือ ความชุ่มชื่นในตัวผ้านั้นแอบน้อยไปนิดนึง
นิดเดียวนะ ถ้าชุ่มกว่านี้อีกหน่อยจะเพอเฟคมากๆเลยล่ะ
แต่อย่าชุ่มเยอะ เดี๋ยวจะกลายเป็นทิชชู่แช่น้ำเช็ดแล้วไหลจ๊อกๆ นั่นก็ไม่ไหวนะคะ 55










แน่นอนว่า เราต้องมีการ Test ประสิทธิภาพกันนิดนึง
จากภาพที่เห็น เป็นการเทส การเช็ดรอยลิปสติก 
ที่เห็นภาพขวานั้นคือการเช็ดเพียงแค่รอบเดียว
เป็นการปาด 1 ครั้ง คราบลิปสติกหายไปเกือบหม๊ดด จนอิชั้นเองก็อดสะพรึงแก่ใจไม่ได้
เพราะเจ้าทิชชู่ของเค้าเนี่ย สามารถเอาคราบออกไปได้ถึง 95 % กันเลยทีเดียว
ยังเหลือรอยเล็กน้อยที่แทบจะมองไม่ค่อยเห็นทิ้งเอาไว้

และถ้าใครไม่ได้เอามาเช็ดผิว แต่เอามาเช็ดหน้าแทนอาจจะกังวลว่า เอ๊.....
ถ้าฉันเช็ดแล้ยวหน้าจะแห้งตึงมั๊ย เค้าจะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวเยอะเกินไปรึปล่าว??
ไม่ต้องห่วงค่ะคุณขา 
เจ้าตัวแผ่นทิชชู่เค้าเนี่ย มีส่วนผสมของ Glyceryl ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ไม่ทำให้เกิดอาการแห้งตึงหลังการใช้
ฉะนั้นหมดห่วงได้เลย 


เอาเป็นว่าสรุปเลยเนาะ สำหรับเจ้าตัวนี้คือ 
ถ้าใครต้องการทิชชู่เปียกที่ 
 อ่อนโยน
 ไม่ระคายเคืองผิว ไม่แสบผิว
 ไม่มีแอลกฮอล์ก
 ไม่มีน้ำหอม
 เนื้อผ้าไม่สาก
 เช็ดคราบสิ่งสกปรกต่างๆออกได้ดี

ตัวนี้เหมาะกับคุณจ้า
แต่ถ้าอยากได้ที่ชุ่มๆ ชุ่มมากๆ ตัวนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์เด้อ




ตัวที่สอง นั่นก็คือ Cetaphil Oily Skin Cleanser
ขนาดบรรจุ 125 มล.




ตัวนี้อีช้านขอบอกเลยว่า อีช้านขอนำเสนอ พรีเซนเทชั่นสุดๆ
เพราะอะไรนั้นหรือ เดี๋ยวเราไปว่ากัน อดใจกันสักนิด


ก่อนอื่นเรามาดูคำเคลมผลิตภัณฑ์ ที่ทางแบรนด์เคลมไว้กันก่อนดีกว่าเนาะ
- ไม่มีส่วนผสมของสบู่
- PH Balance ใกล้เคียงกับผิวหนังตามธรรมชาติ
- ให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นไม่แห้งตึงหลังล้างหน้าด้วย Moisturizing Film
- ทำความสะอาดง่ายและสะดวก 
- ใช้เช็ดเครื่องสำอางค์ล้างทำความสะอาดหน้า






ก่อนอื่นเลย เธอเห็นตัวใหญ่บึ้มตรงนั้นมั๊ยเอ่ย 
เค้าบอกว่า Oily Skin Cleanser 
และเล็กๆลงมาคือ for oily and acne pron skin type 
ซึ่งบอกว่า เหมาะกับคนผิวมันหรือผิวสสม หรือผิวเกิดสิวง่าย

ซึ่งมันเหมาะกับอีช้านมาก เพราะปกติส่วนตัวเราเป็นคนผิวมันสิวขึ้นง่ายอยู่แล้ว
ไม่รีรออย่ารอช้าที่จะรีบทดลองใช้  ผิวมันอย่างเราก็ใช้รัวๆเลยจ้าาาา






ต่อมาเค้าบอกว่า non-comedogenic ก็คือไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
foaming action ก็ประมาณว่า เป็นเนื้อโฟมในการทำความสะอาดผิว (ประมาณนี้ อีช้านไม่รู้จะแปลยังไงให้สละสลวย)
และก็ dermatologist recommended   ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง แนะนำให้ใช้

และที่เหลือก็คล้ายๆกับที่บอกไปด้านบนเนาะ






เจ้าเนื้อผลิตภัณฑ์ของเค้าเนี่ย ก็จะเป็นเนื้อเจลใสๆ 
เวลาใช้ก็บีบใส่มือ ใส่น้ำลงไปนิดนึง แล้วก็มือถูๆแล้วตีฟองแล้วเอาไปลูบไล้ซุกไซ้บนใบหน้า เพื่อทำความสะอาด
แต่ขอบอกก่อนว่า ฟองเค้าไม่เยอะมากนะ ถ้าใครอยากได้ฟองเยอะๆ แน่นๆ ฟูฟ่องเฟอร์ๆ 
แนะนำให้ใช้ตาข่ายตีฟองกับเจ้าตัวนี้ ตีฟองรัวๆ ซึ่งเราใช้ดู โอ้โหหห ฟองเยอะมากก 


----------------------------------------------------

ความรู้สึกในการใช้

ซึ่งหลังจากที่ได้ใช้แล้ว ขอบอกเลยว่าเเฮปปี้นะ
ฟิลลิ่งที่ใช้และเกิดผลกับเราจริงนั่นคือ
1.ใช้แล้วหน้าไม่ตึง หน้าไม่เอี๊ยดๆเหมือนจานพึ่งล้างเสร็จใหม่ๆ เพราะถือเป็นข้อดี
ไม่ได้หมายความว่า คนหน้ามัน จะต้องล้างหน้าให้มันเอี๊ยดๆ ไปกับผิวแล้วสะอาด อันนี้ไม่ถูกต้อง
เพราะถ้าหน้ามัน แล้วไปล้างให้สะอาดความมันออกเกลี้ยงเหมือนรีดเลือดปูขนาดนั้น 
จะทำให้สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงบนหน้า และ น้ำมันส่วนดีบนใบหน้าเยอะเกิน
และใบหน้าก็จะเกิดการแห้ง และ จะผลิตน้ำมันออกมาใหม่อีก อันนี้เเย่ๆ

2.หลังล้างจะมีความลื่นผิวนิดหน่อย เหมือนล้างหน้าไม่หมด แต่ไม่ทำให้เกิดความรำคาญผิวนะ

3.เนื้อโฟมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นคล้ายพวกแชมพูเด็ก น้ำยาอาบน้ำเด็กอะไรประมาณนั้น

4. ปล่อยทิ้งไว้บนหน้าไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ผิวไม่คันยิ๊บๆ ไม่แสบหน้า

5. ่หลังล้างหน้าแล้วจะให้ความชุ่มชื่นกับผิวด้วยล่ะ แต่ไม่เยอะมากนักนะ เล็กน้อยเบาๆจ๊ะ








เรามาดูกันที่ส่วนผสมหลักกันนิดนึงดีกว่าเนอะ

purified water   น้ำบริสุทธ์ ใช้เป็นส่วนผสมหลักเป็นตัวทำละลายส่วนผสมอื่นๆด้วย
- peg-200 hydrogenated glyceryl palmate  / - peg-7 glyceryl cocoate  / 
acrylates/steareth-20 methacrylate copolymer  / -sodium lauryl sulfate
พวกนี้นี้ก็จะเป็นสารลดแรงตึงผิว
- Sodium lauroyl sarcosinate ตัวนี้จะเป็นสารให้ฟอง สารก่อให้เกิดฟองในเนื้อผลิตภัณฑ์

- glycerin / -butylene glycol สารให้ความชุ่มชื้น 
- phenoxyethanol  / methylparaben / fragrance edta disodium  ตัวนี้จะเป็นสารกันเสีย

Peg-60 Hydrogenated Castor Oil ตัวนี้จะช่วยในการทำละลายอีกตัวหนึ่ง

คือจะเน้นไปทางสารลดแรงตึงผิวซะส่วนใหญ่ มีสารให้ความชุ่มชื้นมานิดนึง และมีสารตัวที่เป็นสารเคลือบผิวด้านบน
ทำให้เรารู้สึกว่า เห๊ยย เหมือนมันล้างหน้าออกไม่หมดอ่ะ ก็คือ Peg-60 Hydrogenated Castor Oil นั่นเอง
ซึ่งถ้ามาไล่เรียงตามลำดับของส่วนผสม ตัวแรกจะเป็นตัวทำละลาย และตามต่อมาเป็นสารลดแรงตึงผิวเป็นตับ และ
พวกตัวกันเสียจะอยู่อันดับหลังๆท้ายๆทั้งสิ้นเนอะ


สรุปว่าตัวนี้ยังไงเนาะ
 เหมาะกับคนที่หน้ามันจริงๆ เพราะจะช่วยเรื่องน้ำมันส่วนเกินของผิวได้ แต่ไม่เยอะมากนะเธอ
 เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ล้างหน้าที่ล้างแล้วหน้าไม่ตึงหลังล้าง




ตัวต่อมา Cetaphil Moisturizing Cream
ขนาดบรรจุ 50 กรัม







เจ้าตัวนี้เนี่ย เอาจริงๆคือ ไม่ได้มีความวิเศษอะไรมาก
เผินๆก็คือมอยเจอร์ไรเซอร์ ให้ความชุ่มชื้นกับผิวธรรมดาๆ ที่มีขายทั่วๆไป
แต่ ด้วยความธรรมดา ที่ไม่ธรรมดานั้นเอง จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวเราจะไปว่าต่อกันเนาะ


คำเคลมผลิตภัณฑ์
-มากคุณค่าบำรุงด้วย Sweet Almond Oil
- ป้องกันการสูญเสียน้ำ พร้อมดึงความชุ่มชื่นคืนสู่ผิว
- ปาศจากน้ำหอม และ สารกันเสีย
- ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน
- ผ่านการวิจัยแล้วว่า สามารถใช้ควบคู่กับการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ 
ผิวอักเสบ และป้องกันผิวจากการใช้ยารักษาาสิว



ลักษณะหลอดก็จะเป็นหลอดฝาเกลียวแบบบีบเนื้อครีมปกติ 






ส่วนเนื้อครีมก็จะเป็นเนื้อครีมสีขาว เหมือบนกับตัวมอยเจอร์ไรเซอร์ทั่วไป ซึ่งเวลาทาแล้วเกลี่ย
จะต้องใช้เวลาสักนิดนึง และจะทิ้งความเหนอะนิดหน่อย ประมาณ 3/10 หลังจากทาแล้ว





ที่บอกว่าเป็นครีมธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาไปเมื่อตอนต้น 
อยากรู้มั๊ย ทำไม??

ปกติแล้วเนี่ย เวลาเราทาครีมบำรุงผิวทุกวันๆ 
คนส่วนมากจะนึกถึงพวกครีมที่จะแก้ไขปัญหาบนผิวหน้าต่างๆของเราตามความบกพร่องของผิวหน้า
เช่น เราผิวคล้ำ หน้าหมองไม่สดใส เราก็ไปซื้อครีมกลุ่ม whitening มาใช้
หรือเราอาจจะมีริ้วรัว กังวลเรื่องนี้ ก็ไปหาครีมกลุ่ม anti aging มาใช้
ซึ่งบางคนใช้ครีมแล้วลืมนึกถึงการเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว ให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นกลับคืนมา
หลังจากที่เราหล้างหน้า ล้างหน้าชะล้างความชุ่มชื้นของผิวออกไป
ซึ่งครีมที่เราใช้ทุกวันนั้น บางครั้งความชุ่มชื้นต่อผิวอาจจะไม่เพียงพอก็มีอยู่ 
โดยเแพาะพวกเซรั่มบางตัว ไม่ให้ความชุ่มชื้นเลยก็มี ทาเพื่อบำรุง 
แต่หน้ายังเเห้งผาดดดด หน้าตึงเปรี้ยะๆ นั่นแปลว่าคุณยังไม่ได้เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว

ฉะนั้นอย่ามองข้าม อย่าเลี่ยงในส่วนนี้
ถึงแม้คุณจะบอกว่า คุณเป็นคนหน้ามันก็ตาม ซึ่งเราเองก็หน้ามัน
และเราได้ตระหนักแล้วว่า การที่เราหน้ามัน
ไม่ได้หมายความว่า การเลี่ยงการใช้ครีมที่ช่วยในการเติมความชุ่มชื้น เป็นข้อดีแต่อย่างใด
เพราะถ้าผิวเราขาดความชุ่มชื้น สมดุลของน้ำในผิวไม่โอเคย์  ผิวจะขาดน้ำ และทำให้หน้าเหี่ยวเร็ว
นอกจากนี้ สิวขึ้นได้ด้วยนะเธอ  เอ๊ออออออ

นี่เเหล่ะถึงบอกว่าสำคัญ และจำเป็น
ซึ่งเจ้าครีมตัวนี้ก็จะช่วยเรื่องความชุ่มชื้นแบบเน้นๆเลยล่ะเธอ

-----------------------------

อันจะว่าไปเจ้าตัวนี้เราใช้ทาทั้งกลางวันและกลางคืนเลยนะ
แต่กลางวันจะใช้น้อยหน่อย กลัวหน้ามันเวลาเราเมคอัพแล้วจะไม่สวย แต่จะเน้นหนักตอนกลางคืน
คือวิธีใช้ เราจะไม่ปาดครีมลงหน้าแล้วทา แบบนั้นจะหนักเกินไป 
ไม่ว่าจะมอยเจอร์ตัวไหนก็ตาม เราจะไม่ทำแบบนี้

วิธีทาครีมให้ได้ผลดีและไม่หนักเกินไป เราจะบีบครีมใส่ฝ่ามือ และถูๆวนๆด้วยกันกับฝ่ามืออีกข้าง
จนมือเราร้อนๆอุ่นๆ และประคบครีมลงหน้า และอาจมีการนวดด้วย
วิธีนี้จะทำให้หน้าเด้งหลังทาครีม และครีมจะไม่หนักเกินไป เริ่ดดเลอค่ามาก
แต่เจ้าตัวนี้ทาไปแล้วจะมีความเนอะเบาๆ นะ ยิ่งถ้าเธอไม่นวดก่อนตามที่อีช้านบอกไปข้างต้น
จะเหนอะเลยล่ะ ยิ่งทากลางวันยิ่งแล้วใหญ่ จะเหนอะมากยิ่งเทียบกับอากาศบ้านเรา
แต่ก็ไปว่าเค้าไม่ได้นะ เพราะหน้าผลิตภัณฑ์เค้าบอกอยู่แล้วว่า
for chornic dry  สำหรับผิวที่แห้งมาเป็นเวลานานต่อเนื่อง
ฉะนั้น ครีมเค้าก็ต้องข้นๆหน่อย เพื่อเติมความชุ่มชื้นอย่างเเน่นหนึบจริงจัง

สำหรับเรากลางวันเราใชั้แค่นิดเดียว นวดกับฝ่ามือแล้วทาเติมให้หน้าไม่เเห้ง
และกลางคืนจะใช้เยอะกว่ากลางวันเท่าตัว ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทาครีม
และอยู่ในห้องแอร์และนอน โอ้โห เลอค่ามากเธอ








ส่วนผสมส่วนมากก็ไม่มีอะไรมาก จะเน้นสารให้ความชุ่มชืั้นกับผิว
อาทิ Glycerin , Paraffinum liquidium , prunus amygdalus dulcis oil , acrylates/c10-30 alkyl acrylate crosspolymer
และก็พวกสารให้ความหนืด ที่ใส่มาสองสามตัว (ไม่แปลกใจเลยทำไมครีมข้นนัก)  และสารที่ทำให้ครีมยึดเกาะกันประมาณนี้ 

สรุปคือเอาจริงๆ ก็เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวอีกตัวหนึ่ง ที่ชุ่มชื้นมากกก 
ใครที่อยู่ในที่อากาศเย็นๆอย่างต่างประเทศ หรือใครผิวแห้ง น่าจะhappy กับเจ้าตัวนี้
แต่ส่วนคนหน้ามันอย่างเรา ก็ไม่ได้เเย่นะ ถ้าเรารู้จักวิธีการใช้ที่ถูกต้องกับสภาพผิวของเรา
อย่างที่บอก เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราจะต้องใช้ครีมที่เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ถึงเเม้ว่าเราจะเป็นคนผิวมันก็ตาม
* *** มันจำเป็นมากๆ ****



สรุปกันนิดนึงเนาะ 

 เหมาะกับคนที่ผิวแห้งมาก
 เหมาะกับผู้ที่อยากได้ครีมบำรุงเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวในเวลากลางคืน
 เน้นความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างเร่งด่วน





ตัวสุดท้าย Cetaphil Daily Advance Ultra Hydrating Lotion
ขนาดบรรจุ 85 กรัม





เจ้าตัวสุดท้ายนี้ก็จะเป็นครีมสำหรับผิวหน้าและผิวกายกันบ้างหล่ะ 
เป็นโลชั่นทาผิวหน้าและผิวกาย ที่ให้มาในปริมาณ 85 กรัม
หลอดไม่ใหญ่มาก สามารถใส่กระเป๋าพกพาไปนอกบ้านได้โดยที่ไม่หนักเลยล่ะเธอ


คำเคลมผลิตภัณฑ์

- นำความชุ่มชท่นสู่ผิวอย่างรวดเร็วหลังการใช้ครั้งแรก
- ผ่านการวิจัยแล้วว่าคงความชุ่มชื่นยาวนานถึง 24 ชั่วโมง
- อ่อนโยน ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม ไม่อุดตันรูขุมขน
- ใช้ได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่เหนียวเนอะหนะ






เรามาดูคำโปรยหน้าหลอด และพิสูจน์ไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า

เค้าบอกว่า for dry to very dry skin
สำหรับผิวแห้ง ถึง แห้งขีดสุด ประหนึ่งว่า ครีมตัวนี้ถูกออกแบบมาให้กับคนที่สภาพผิว
แห้งเหมือนอยู่ในขั้วโลกเหนือมาห้าสิบปีกันเลยทีเดียว 
ซึ่ง จากที่ใช้แล้วขอบอกได้เลยว่า โอเคย์ เป็นจริง
เพราะปกติเราเป็นคนที่เท้าแห้งมาก พอทาไปปุ๊ป ความแห้งผาดที่เป็นวิกฤตการณ์เลวร้ายแห่งเท้านั้น
ถูกซ่อมความแห้งให้ผิวกลับมาสวยงามชุ่มชื่นได้ ณ บัดดล 
นอกจากในตัวเนื้อครีม ที่ให้ความชุ่มชื้นในชั้นผิวแล้ว ยังมีส่วนผสมบางตัวที่ทำหน้าที่เสมือนการเคลือบผิว
 เคลือบความชุ่มชื้นให้กับผิวไว้ชั้นบนด้วย
(ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวเราจะไปดูถึงส่วนผสมกันต่อว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ขนาดนี้)

non-greasy   ไม่มันเยิ้ม จริงง แต่แอบมีความเนอะนิดหน่อย
นี่ทาบริเวณท้องแขนด้วย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาใช้คอมพิวเตอร์ ท้องแขนวางบนพนักวางแขนที่เก้าอี้
พอยกแขนขึ้น แอบติดหนึบๆตึ๊บๆบ้างล่ะคุณ

Fragrance Free  ไม่มีน้ำหอมจริง จากที่สัมผัสจากกลิ่นและ พลิกไปดูส่วนผสมหลังกล่อง

Non-comedogenic  ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
ปกติแล้วถ้าผิวเราอุดตันจากการทาครีม จะอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิว
ส่วนมากโดยง่ายๆเลยคือจะเกิดการอุดตันจากส่วนผสมซิลิโคนทั้งหลายเเหล่ะ
ซึ่งเจ้าตัวนี้ ก็แอบมีตัวที่เป็นซิลิโคนผสมมาเหมือนกันอย่าง cyclopentasiloxane ถูกผสมมาอยู่ในอันดับที่ 7 
เป็นซิลิโคนชนิดเบา ช่วยในการซึมของเนื้อครีม นำพาพวกสาร active เข้าสู่ผิวหนัง และทำให้ครีมมีเนื้อสัมผัสที่ลื่นๆขึ้น 
ถึงแม้ว่าจะมีซิลิโคนผสมอยู่ในตัวเนื้อครีมด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับผิวคนด้วยล่ะ บางคนผิวอ่อนโยนอ่อนบางอ่อนแออ้อแอ้มาก
ถึงแม้จะไม่มีซิลิโคนผสมอยู่ ทาอะไรหนักๆนิดนึง อุดตันแพ้หมดเลยจ้า









ในส่วนของเนื้อครีม ก็จะเป็นเนื้อครีมสีขาวๆ เหมือบกับโลชั่นทั่วๆไปนั้นเเล
แต่ความหนืดของตัวเนื้อครีม จะไม่หนืดเท่ากับตัวครีมทาผิวหน้าตัวก่อนหน้านี้
ตัวนี้จะทาง่าย เกลี่ยง่ายกว่ามากๆ








ที่บอกว่าตัวนี้เน้นความชุ่มชื้นให้กับผิวสุดพลัง
เรามาดูกันว่ามีส่วนผสมตัวไหนบ้าง ที่ช่วยในเรื่องความชุ่มชื้นให้กับผิว

ตัวที่สองเลย Glycerin  ตัวนี้ถูกใส่มาอันดับสองเลยคุณ
และนอกจากนี้ยังมี butyrospermum parkii butter , macadamia ternifolia seed oil , Sodium PCA , d-panthenol 

และนอกจากนี้ยังมีส่วนผสมที่ช่วยในการบำรุงผิวอีกด้วย 
อาทิเช่น
tocopheryl acetate เจ้าตัวนี้จะเป็นสาร vitamin E ใช้ในการป้องกันอนุมูลอิสระ ลดเลือนริ้วรอย
d-panthenol  ตัวนี้นอกจากจะช่วยให้ความชุ่มชื่นได้แล้ว ยังช่วยในการลดการอักเสบอาทิเช่น ผิวแพ้แดดมาเป็นต้น

 เติมความชุ่มชื้นให้ผิวกายแบบเร่งด่วน
 เหมาะกับการพกพาระหว่างวัน





ก็ประมาณนี้จ้า สำหรับการรีวิวผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 แห่ง Cetaphil 
น่าจะเป็นตัวเลือกให้กับผู้ที่อยากจะมีสกินแคร์ดีดีไว้สำหรับบำรุงผิว
ให้ผิวสวยใสเด้งเนียนดั่งใจ เมื่อเราผิวสวยสุขภาพดีปุ๊บ เราก็มั่นใจได้เต็มที่
ไม่ว่าจะทำอะไร ไปที่ไหน สถาณการณ์ใด ก็มั่นใจกับผิวสวยๆได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าเลยเนอะ #skinconfidence


และก็ มีปัญหาสงสัยอย่างไร พูดคุยกับทางแบรนด์ได้โดยตรงเลยจ้า ที่




สุดท้ายใครอยากดูคลิปเปิดถุง อยากเห็นผลิตภัณฑ์แบบ 3D คลิ๊กโลดจ้าา





Create Date : 06 มีนาคม 2558
Last Update : 11 มีนาคม 2558 15:19:06 น.
Counter : 38880 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  

lepommz
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 284 คน [?]







 photo E2A0E070E270E190_zpsf35f0ca3.jpg Counter Start on 30 NOV. 2012
New Comments