การดูแลผิว ขณะมีรอบเดือน




การดูแลผิว ขณะมีรอบเดือน




รอบเดือนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลผิวของเรา เพราะระบบฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงเรา โดยทั้งนี้ เกี่ยวเนื่องกับวงจรการผลิต (ตก) ไข่ โดยนับตั้งแต่เมื่อมีประจำเดือนวันแรกของรอบเดือน จนถึงวันสุดท้าย ของรอบ มีระยะเวลาตั้งแต่ 21 – 40 วัน เมือมีการตกไข่ และรอการผสมจนกระทั่งไข่ฝ่อไป

ช่วงรอบเดือนมาอาทิตย์ที่ 1

*สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็คือ ระดับฮอร์โมนในร่างกาย จะลดต่ำลงในระหว่างเดือน ทำให้ผิวพรรณฟื้นตัวจากอาการสิว ผิวจึงดูหมองกว่าที่เคย

สิ่งที่ควรทำ ก็คือ การดูแลผวิที่สม่ำเสมอ และอ่อนโยนเป็นพิเศษ
เลือกกิจวัตรทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ใช้เคล็นเซอร์ที่ไม่ทำร้ายผิวมากจนเกินไป แค่ปลายนิ้วก็เพียงพอแล้วที่จะใช้นวดผิว
ในขณะทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑืที่มีส่วนผสมที่ช่วยปลอบประโลมผิว อย่างอโลเวร่า หรือชาเชียว
บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือมาส์กผลัดผิว เพื่อช่วยให้ผิวฟี้นตัวจากการหลุดลอก และช่วยพลิกฟื้นผิวที่หม่นหมองให้ดูสดใสขึ้น ทิ้งมาส์กไว้บนผิวหน้าประมาณ 10 นาที
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิว สำหรับสิวที่เหลืออยู่ซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน


อาทิตย์หลังจากมีรอบเดือนอาทิตย์ที่ 2

*ในช่วงนี้ ระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนในร่างกาย จะลดต่ำลงอย่างถึงที่สุด และฮอร์โมนอีกตัวในร่างกายคือโปรเจสเตอโรนพุ่งขึ้นสูง การที่ระดับฮอร์โมนเกิดการผัดผวนนี้ทำให้ผิวมัน และเกิดสิวได้

สิ่งที่ควรทำ ก็คือ การรักษาสภาพผิวและการป้องกันในช่วงนี้ ถึงแม้ว่าผิวจะยังดูดีอยู่ ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยนะคะ
ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง และทำความสะอาดคราบเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจด ทุกครั้งหลังแต่งหน้า และก่อนเข้านอน
ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวชนิดเดิม ที่ใช้ในอาทิตย์แรก
ช่วงนี้เน้นความสะอาดของผิวพรรณโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมการผลัดผิวตามธรรมชาติ
ทรีทเม้นท์ผิวหน้า เพราะเวลานี้ผิวจะไม่อ่อนแอมากจึงเป็นช่วงที่เหมาะจะดูแลผิวหน้าด้วยการนวดหรือทำทรีทเม้นต์ต่าง ๆ


ช่วงไข่ตก อาทิตย์ 3

*ช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ผิวดูดี และเนียนใสที่สุดของเดือน ต้องขอบคุณการเพ่มของระดับฮอร์โมนเอสโทรเจน

สิ่งที่ควรทำ ก็คือ ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดสิวและการผลัดเซลล์ผิว
ช่วงนี้ควรเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสิวได้แล้ว ใช้เป็นประจำทุกวัน จนกระทั่งเรามีประจำเดือน
เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการทำความสะอาดผิว โดยทำควมสะอาดผิวทั้งเช้าและเย็น
แต่หากว่ามีผิวที่มันมาก ให้เพิ่มการใช้โทนเนอร์ ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หลังการล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนอย่างล้ำลึก
แล้วลองใช้มาส์กพอกผิวที่ช่วยลดการเกิดสิว
สำหรับอาทิตย์นี้ ดูแลผิวช่วงก่อนนอน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันการเกิดสิว เลือกที่มีส่วนผสม ที ทรี ออยล์
ใช้กระดาษซับความมัน ในช่วงอาทิตยนี้ และอาทิตย์ถัดไป พกพาเอาไว้ติดตัว เพื่อซับเอาน้ำมันออกจากผิว


อาทิตย์ช่วงก่อนเริ่มมีประจำเดือน อาทิตย์ที่ 4

*ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนยังเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ช่วงนี้สิวทุกรูปแบบจะเริ่มปรากฏ ผิวจะมีความมันที่สุด

สิ่งที่ควรทำ ก็คือ ให้ความอ่อนโยนกับผิวพรรณให้มาก พยายามหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผลบนผิว เช่น การแว็กซ์ขน การทำเลเซอร์ การขัดผิว และทรีทเม้นต์หน้าแบบต่าง ๆ
ดูแลผิวบริเวณที่เป็นสิวทั้งเช้าและเย็น ด้วยผลิตภัณฑ์แต้มสิว เพิ่มเข้าไปในขั้นตอนการทำความสะอาดวันละ 2 ครั้งทุกวัน
ใช้มาส์กพอกผิวสำหรับสิวอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงอาทิตย์นี้ เพื่อช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนมองหาส่วนผสมที่จะช่วยทำให้สิวแห้งเร็ว


ขอขอบคุณ คุณโลมาน้อย @ //learners.in.th/blog/254diuywk/122787



Create Date : 28 ตุลาคม 2551
Last Update : 28 ตุลาคม 2551 23:45:10 น.
Counter : 536 Pageviews.

0 comment
Baby Mason นู๋น้อยลูกครึ่งเกาหลี แคนาดา







ตอนนี้หลงรักนู๋น้อย เมสัน นู่น้อยลูกครึ่งแคเนเดี้ยน-เกาหลี ที่จับพลัดจับผลูมาเล่นหนังใหญ่กับหนุ่มน้อยหน้าใส จางคึนซอก หุๆๆๆ แข่งกันหน้าใสเลยสองคนนี้

เห็นความทะเล้นน่ารักของนู่น้อย หน้าตาย หน้าเป็นเสียเหลือเกิน ก็เกิดหลงรักซะแล้วสิ


เริ่มด้วยใบปิดหนังเรื่องนี้ก่อนเลยแล้วกัน



ในงานแถลงข่าว











ร้องไห้ซะแล้ว เมสันเอ๋ยยย



คาบจุกนม ก็เงียบเลยเชียว



กับพระเอก คุณพ่อจำเป็นในภาพยนต์





ภาพบางส่วนในภาพยนต์















ภาพนอกจอน่ารักๆๆๆ ค่ะ ^_^



























น่ารักไหมคะ




ปล, มาแก้ไข เชื้อชาติน้องค่ะ จริงๆ เมสันเป็นลูกครึ้ง แคเนเดี้ยน โคเรียน ตะหาก เหอๆๆๆ ข้อมูลผิดพลาด ขออภัยฮับ



Create Date : 25 สิงหาคม 2551
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2551 17:33:37 น.
Counter : 1941 Pageviews.

2 comment
Inoculating Thailand against one-man rule : Herald Tribune




“Inoculating Thailand against one-man rule” – “ฉีดวัคซีนให้เมืองไทย กันโรค "คนเดียวครองอำนาจ"”

Herald Tribune 13 August 2008


Inoculating Thailand against one-man rule

When the former prime minister of Thailand, Thaksin Shinawatra, flew into London on Sunday night, fleeing indictment and a Monday court date in Bangkok, he illustrated the old saw that the very rich are very different from you and me. Thaksin's wealth and influence allowed him to elude corruption charges back home, enjoy an easeful exile as the owner of the Manchester City soccer club, and prepare the way for a claim of political asylum in Britain.

Thaksin's actions as a fugitive from justice merit attention not merely because he is reputed to be the richest man in Thailand or because of his international notoriety. Until he was removed from power in a bloodless coup two years ago, the media magnate presided over a debased version of democracy, a system that preserved the external forms of popular sovereignty but little of its substance.

Thaksin bought his popularity and the support of the rural poor in Thailand. He purchased or intimidated media outlets. He countenanced extra-judicial assassinations as a tool for waging a highly publicized war on drugs while leaving alone the drug lords in neighboring Burma, who are the source of that trade. He provoked popular protest when he sold his family's 49 percent share in the Shin telecommunications company for $1.9 billion to a Singaporean company and claimed exemption from any capital gains tax. And he is currently fleeing charges that he used his power to secure insider deals on real-estate purchases for family members.

In a self-pitying statement issued from London Monday, Thaksin pretended he could not receive impartial justice from the courts in Thailand.

But his own previous actions belie that claim. Back in Bangkok he had appointed defense lawyers to fight the corruption charges against him, and he recently filed his own lawsuits against critics in those same courts.

Thaksin's allegations about a tainted Thai judiciary and his assertion that the cases against him are political should be seen as transparent attempts to lay the foundation for a claim of political asylum in British courts. To daub a little icing on that cake, he included in his handwritten statement a fear that he could face assassination if he were forced to return to Thailand.

Thaksin ought to be made to answer the charges against him in the Thai courts. A fair and transparent legal process could assure justice in particular corruption cases. It could also inoculate Thailand - and perhaps other countries as well - against the malady of one-man rule by the world's richest media moguls or energy barons.


ฉีดวัคซีนให้เมืองไทย กันโรค "คนเดียวครองอำนาจ

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย บินมาลอนดอนเมื่อคืนวันอาทิตย์ (10 สิงหาคม 2551) เพื่อหลบหนีจากการไต่สวนและการรายงานตัวต่อศาลที่กรุงเทพฯ ที่เดิมกำหนดไว้วันจันทร์นั้น เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์คำกล่าวที่ว่า

พวกคนรวยล้นฟ้านั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ อิทธิพลและอำนาจเงินของทักษิณทำให้เขาสามารถหลบหลีกข้อกล่าวหาคดีคอร์รัปชั่นที่บ้านเกิด มาลี้ภัยอย่างสำราญใจในฐานะเจ้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ยังสามารถเตรียมการปูทางเพื่ออ้างสิทธิขอลี้ภัยการเมืองในอังกฤษได้อีก

เราควรจะจับตามองดูพฤติกรรมของทักษิณในการหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรมให้ดี ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลว่าเขามีชื่อเสียงว่าเป็นคนรวยที่สุดของเมืองไทย หรือเพียงเพราะความเป็นที่รู้จักกระฉ่อนระหว่างประเทศของเขาเท่านั้น มหาเศรษฐีแห่งวงการสื่อมวลชนคนนี้ยังเคยเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกทำให้เสื่อมศักดิ์ศรีลงระบอบหนึ่ง ระบอบที่คงรูปแบบเปลือกนอกของประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไว้ แต่เหลือเนื้อหาสาระแท้จริงของประชาธิปไตยน้อยเต็มที จนกระทั่งถูกเตะออกจากอำนาจในการปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อ 2 ปีที่แล้วมานี่เอง

ทักษิณซื้อความนิยมและเสียงสนับสนุนเขาจากคนจนในชนบทไทย เขาไล่ซื้อกิจการสื่อมวลชนหรือไม่ก็ข่มขู่สื่อ (ที่ซื้อไม่ได้) เขาสนับสนุนการใช้วิสามัญฆาตกรรมเป็นเครื่องมือในสงครามเอาชนะยาเสพติดที่ได้รับการโฆษณาอย่างครึกโครม แต่กลับปล่อยไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับต้นเหตุแท้จริงของปัญหา คือบรรดาราชายาเสพติดทั้งหลายในพม่า เขายั่วยุให้เกิดการเดินขบวนประท้วงขนานใหญ่เมื่อขายทรัพย์สินของตระกูลคือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มชินคอร์ปเป็นเงิน 1.9 พันล้านดอลลาร์ให้สิงคโปร์ แต่แอบอ้างใช้สิทธิไม่ยอมเสียภาษีใดๆ จากการนี้ และตอนนี้ เขาก็กำลังหนีข้อกล่าวหาที่ว่าเขาใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อให้ได้ข้อมูลภายในมา และเอาไปใช้ประโยชน์ให้คนในครอบครัวเขาไปซื้อที่ดินได้ต่อไป

ในแถลงการณ์ที่คร่ำครวญสงสารตัวเองของเขาที่ส่งจากลอนดอนเมื่อวันจันทร์ (11 สิงหาคม 2551) ทักษิณเสแสร้งเสมือนหนึ่งว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรมและความเที่ยงตรงเป็นกลาง จากศาลไทย

แต่พฤติกรรมก่อนๆ ที่ผ่านมาของเขาเองได้แสดงให้เห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของเขาเป็นเท็จ ย้อนกลับไปเมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาได้ตั้งทีมทนายเพื่อต่อสู้คดีคอร์รัปชั่นและก็ยังได้ยื่นฟ้องร้องคนที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเขาเองในศาลเดียวกันดังกล่าวนั่นเองด้วยเช่นกัน

ต่อคำกล่าวหาของทักษิณว่าระบบตุลาการไทยไม่ยุติธรรม รวมทั้งการที่เขายืนยันว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อเขาเป็นเรื่องการแกล้งกันทางการเมืองด้วยนั้น เราควรพิจารณาเห็นได้โต้งๆ ว่าเป็นแค่ความพยายามของเขาที่จะเตรียมยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองต่อศาลอังกฤษแค่นั้นเอง เพื่อที่ใช้น้ำตาลไอซิ่งโรยแต่งหน้าเค้กก้อนนี้เสียหน่อย เขาก็ได้เพิ่มอีกประเด็นในคำแถลงที่เขียนด้วยลายมือตัวเองด้วยว่า เขากลัวจะถูกลอบสังหารหากเขากลับไปเมืองไทย

ทักษิณควรจะต้องไปรับการไต่สวนข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรมในศาลไทย กระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นหลักประกันความยุติธรรมได้โดยเฉพาะในกรณีคดีคอร์รัปชั่น และยังจะเป็นการฉีดวัคซีนให้เมืองไทย และอาจจะรวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วยก็ได้ เพื่อป้องกัน "โรคคนเดียวครองอำนาจ" ไม่ว่าจะเป็นการกุมอำนาจโดยมหาเศรษฐีกิจการสื่อมวลชน หรือมหาเศรษฐีกิจการพลังงานของโลกก็ตาม

วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 21:20:19 น. มติชนออนไลน์

หมายเหตุ : คำแปลบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทริบูน (ไอเอชที) ฉบับประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา และปรากฏอยู่ในสิ่งพิมพ์ในเครือเดียวกันนี้อีกบางฉบับในวันเดียวกัน อาทิ บอสตัน โกลบ เป็นต้น




Create Date : 15 สิงหาคม 2551
Last Update : 15 สิงหาคม 2551 10:53:47 น.
Counter : 227 Pageviews.

0 comment
ปฐกถาธรรม จากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ในวันเกิด




ปฐกถาธรรม “ปัญญา กับ ความโลภ โกรธ หลง”

โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี


ณ สวนวชิรเบญจทัศน์ (สวนรถไฟ)



จากการไปฟังเสวนาธรรมครั้งก่อน ก็เลยจำเว็บของท่าน ว. ได้ ก็เลยลองเข้าไป แล้วก็เจอตารางของท่าน ว่าจะไปเทศนา ที่สวนรถไฟ วันเกิดเลขาฯ พอดีเลย ก็ปิ๊งคิดอยากไปฟังธรรมะวันเกิด เพื่อวันดีๆ ของชีวิตที่ผ่านเข้ามาอีกปีนึง ชักชวนเจ๊เรจังไป เพราะเราสองคนเกิดติดกันเลยค่ะ เหอๆๆๆ

เช้าตื่นมา เลขาฯ ก็ไปไหว้ขอพรจากแม่ พระคนสำคัญในชีวิต แล้วก็ไปจุดไหว้พ่อ ปู่ ย่า ทวด (ไม่มีตา กะ ยาย เพราะป้ายชื่อไม่ได้อยู่ที่บ้านเลขาฯ ค่ะ แต่คิดว่าท่านทั้งสอง ก็คงจะอวยพรให้เลขาฯ เช่นกัน หลานรักของยายค่ะ อิอิ ^_^ ) แล้วก็เดินทางไปบ้านเจ๊เรจัง เพื่อไปสวนรถไฟด้วยกัน

เวลาที่ท่าน ว. จะมาเทศน์ เป็น เวลา 8.30 น. เรามาฉิวเฉียดมากค่ะ เลขาฯ ไม่รู้ว่ามีการทำบุญด้วยตอน 7.30 น. อ่ะนะ แต่ไงก็ตื่นมะทันอยู่ดี เลขาฯ มะชอบตื่นเช้านี่นา เหอๆๆๆๆ มานั่งสักพัก ท่าน ว. ก็เริ่มเทศน์ สอนเรา เรื่องกิเลส อันประกอบด้วย ความโลภ หรือ อยากได้ โกรธ หรือ อยากใหญ่ และ หลง คือ ใจแคบค่ะ

ท่านสอนว่า มนุษย์ทุกคน มี 3 สิ่งนี้อยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่า แต่ละคนจะใช้มันแค่ไหน และสิ่งที่แก้ไขกิเลส 3 อย่างนี้ได้ ก็คือ สัมมาปัญญา

ปัญญา มีหลายระดับ เลขาฯ คงจำได้ไม่ถูกต้องนัก ก็ขออภัยนะคะ เพราะวันนี้ลืมเอาปากกาไป เลยไม่ได้จดไรเลย เหอๆๆ ก็อาศัยจำๆ เอา หวังว่า โอเมก้าที่เริ่มกินบ้าง ไม่กินบ้าง จะพอช่วยให้จดจำได้บ้าง เอิ๊กกกกกก

อันดับแรก ปัญญาที่ได้มาแต่เกิด หรือที่เราเรียกว่า “อัจฉริยภาพ”

ต่อไป เป็นปัญญาที่เกิดจากการแสวงหาความรู้ ท่านว่า ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการเรียนในโรงเรียน แต่เกิดจากการเรียนรู้สิ่งรอบตัว อ่านข่าวคราว อ่านแล้วก็รู้จักวิเคราะห์ มีเหตุและผล อย่าฟังอะไรข้างเดียว

ท่านเล่าว่า ท่านอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 7 ฉบับ ศุกร์ รับมติชน กะ เนชั่นสุดสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ รับประชาชาติธุรกิจ กับไรอีกฉบับนะ เหอๆๆๆ ลืมซะแล้ว นี่ก็คือการเรียนรู้อย่างนึง

จริงๆ มีอีกอัน ไม่แน่ใจว่า ปัญญาแบบฉลาดแกมโกงหรือเปล่า ท่านว่า อันนี้ เป็นปัญญาที่ไม่ดี มีปัญญา แต่ไม่ได้ใช้ในทางที่ถูก อย่าง แฟรงก์ อาบาเนล เรื่อง Catch Me If You Can ที่เคยสร้างเป็นหนังมาแล้ว

อันสุดท้าย ก็คือ สัมมาปัญญา ปัญญาที่รู้แจ้งในธรรม รู้ในสิ่งที่ถูก ที่ควร และรู้จักพอ ท่านได้ยกตัวอย่างในหลวงของเราที่แสดงให้เห็นถึงสัมมาปัญญา ในเรื่องความพอเพียงตั้งแต่ปี 47 จนรัฐบาลนำมาเป็น theme เศรษฐกิจพอเพียง ในหลวงท่านทรงเตือนให้เรารู้จักพอ รู้จักอิ่ม ไม่โลภ ไม่โกรธ และไม่หลง ไปกับสิ่งฟุ้มเฟ้อ

การได้ฟังท่าน ว. เทศน์สดมา 2 ครั้ง ก็เห็นได้ว่า ท่านเป็นพระที่แสวงหาความรู้ตลอดเวลา ท่านไม่ใช่อ่านแต่พระไตรปิฎก ท่านยังตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านปรัชญาต่างๆ ศาสนาอื่นๆ ด้วย สิ่งที่ท่านเทศน์ ท่านสามารถยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว หรือแม้แต่ไกลตัว สิ่งนี้แหละ ที่เลขาฯ ว่าทำให้ท่าน เป็นพระที่มีชื่อเสียง เพราะท่านใฝ่รู้นั่นเอง








Create Date : 28 กรกฎาคม 2551
Last Update : 28 กรกฎาคม 2551 20:34:08 น.
Counter : 249 Pageviews.

0 comment
เสวนาธรรม "คิดบวก ชีวิตบวก" กับพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี และอาจารย์ยุค ศรีอาริยะ




Positive Thinking, Positive Life

คิดบวก ชีวิตบวก

โดย ว. วชิรเมธี


เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพถให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือประจักษ์พยาน่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือความเป็นอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบททดสองที่ว่า “มารไม่มี บารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์




เสวนาธรรม “ศิลป์และธรรม สุนทรียะแห่งชีวิต” กับ พระมหาวฺฒิชัย วชิรเมธี และ ยุค ศรีอาริยะ วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ณ ดับเบิ้ลเอ บุ๊ค ทาวเวอร์ ถนนสาทร

ท่าน ว. วชิรเมธีได้ให้แนวคิดไว้ว่า “พลังแห่งความคิด เป็นตัวกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้น”
การคิดบวก ต้องคิดบนพื้นฐานของปัญญา คิดตามความเป็นจริง พลิกมุมคิด

การคิดบวก คือ การคิดให้มีประโยชน์ โดยต้องอาศัย

๑. ปัญญา
๒. มีสติ และ เหตุผลในการคิด
๓. ต้องมีผลลัพธ์ที่ดีด้วย

การคิดบวก ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองในระดับความคิด ปรับเปลี่ยนชีวิต โดยเอาความจำเป็นที่ตั้ง ใช้ชีวิตให้พอดีกับความจริง และงดเว้นการวิ่งตามความอยาก

การคิดลบ คือ การไม่ปล่อยวาง จมไม่ลง มีโลกทัศน์แคบ ซึ่งเป็นการบดบังความคิด

การทำให้ชีวิตมีความสุข คือการหายใจอย่างตั้งใจ มีสติ โดยการฝึกใจให้มีสติ พึ่งพาตัวเองจากภายใน ไม่ยึดติดต่อสิ่งที่ทำ ไม่ยึดติดต่อการเปลี่ยนแปลง และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต
โดยคิดจากความว่าง วางตัวตน ใจเย็น สงบ ยิ่งดิ้นรน ปัญหายิ่งซับซ้อน
เวลาคิดแก้ปัญหาต้องอย่าตระหนก ตกใจ อย่าใช้อคติ ต้องคิดอย่างมีสติ

ชีวิต ประกอบด้วย

๑. ความไม่แน่ใจ ใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่แน่นอนทั้งสิ้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ได้

๒. การไม่ได้ดั่งใจ ชีวิตคือกระบวนการแก้ทุกข์ ชีวิตล้วนมากับความทุกข์ หน้าที่ของเราคือการแก้ทุกข์

๓. ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ โลกนี้คือความว่าง วันหนึ่งเราก็ต้องกลับคืนสู่ความว่าง แม้แต่ลมหายใจของเราเอง ทุกสิ่งมันไม่ช่ของเรา ทุกอย่างล้วนมีเงื่อนไข


ขอบคุณเจ๊เรจัง ที่โทรมาชักชวน







Create Date : 12 กรกฎาคม 2551
Last Update : 12 กรกฎาคม 2551 22:48:55 น.
Counter : 332 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

เลขาตัวซน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เลขาตัวซน ทำงานเป็นเลขาฯ
บวกความซนอันมีมาแต่กำเนิด
เป็นลูกสาวคนเล็ก แม้จะมีน้องชายหนึ่งหน่อ
เลยค่อนข้างเอาแต่ใจ ออกจะใจร้อนตามป๊ะป๋า
แต่ก็เป็นคนตรงและจริงใจนะ
ที่สำคัญเป็นคนรักอิสระอย่างแรง


อาจทำอะไรเหมือนเอาแต่ใจ
...แต่ไม่เคยไร้เหตุผล
ในบางเรื่องอาจไม่มีความอดทน
...แต่ไม่เคยเป็นคนอ่อนแอ
บางเวลาอาจท้อแท้
...แต่ไม่เคยยอมแพ้ต่อสิ่งใด
อาจจะเฉยชาเกินไป
...แต่ไม่เคยทรยศต่อความตั้งใจของตัวเอง
โดย เฉกชนม์




All Blog