เปลี่ยนเครื่องที่ สนามบิน สต็อคโฮม transit in Stockholm Airport








เพจนี้ทำขึ้นเพื่อคนไม่เคยเปลี่ยนเครื่องแล้วกลัวการตกเครื่อง


ที่เห็นนี่คือ ตรวจคนเข้าเมืองค่ะ เราต้องเข้าคิวเพื่อยื่นพาสปอร์ตกับตำรวจค่ะ เพราะว่าเรามาจากสายการบินนอกยุโรป

ป้าลีเขียนขึ้นให้ดูเป็นบรรยากาศนะคะ จะได้ตกใจน้อยลง เพราะบางทีเราเลือกราคาตั๋วไม่ได้ ทำให้เราต้องไปเปลี่ยนเครื่องเพื่อประหยัดเงิน ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องที่ควรทำนะคะ เพราะว่าจะได้เหลือเงินไปทำอย่างอื่น และจะได้มีประสบการณ์ในการเดินทางมากขึ้น

การเปลี่ยนเครื่องแนะนำ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงนะคะ เผื่อเครื่องล่าช้าจากต้นทาง

แต่การเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน สต็อคโฮมนี้ เป็นสนามบินไม่ใหญ่มาก (ค่อนข้างเล็กมาก) 

ซึ่งป้าลีกลับจากทริปฟลอริด้าเมื่อวานนี้ เลยเก็บภาพมาฝากค่ะ เพราะเปลี่ยนเครื่องขากลับจากสนามบิน ไมอะมี่ ไปเฮลซิงกิ แต่เปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนี้ 80 นาทีค่ะ (หนึ่งชั่วโมงกับยี่สิบนาที) โดยสายการบิน นอร์เวย์เจี้ยนค่ะ ไม่ค่อยกลัวตกเครื่องเพราะว่ารู้ว่า สนามบินนี้เล็กมาก วิ่งทันต่อให้เครื่องล่าช้าก็เถอะ (แต่เครื่องก็ไม่เลทค่ะ)

อันแรกจากภาพแรกจะเห็นว่าเราต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองก่อน ตำรวจก็จะไม่ถามค่ะ ถ้าเรามีเรสซิเด้น เปอมิท แต่ถ้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวครั้งแรก เค้าก็จะถามว่า จะไปใหน ไปทำอะไร คือถามประมาณ สองสามคำถามค่ะ ก็ตอบไปตามจริง

เสร็จแล้ว เดินเข้าเครื่องสแกนกระเป๋าสะพายค่ะ ต้องไม่มีน้ำดื่ม หรือ ของเหลว(ตามแบบฉบับ มีใครไม่ทราบมั๊ยคะว่า เค้าห้ามอะไรบ้าง .... ประมาณว่า ถ้ามีของเหลวให้เอาใส่ถุงพลาสติกที่มีซิปรูดน่ะค่ะ หาได้ในสนามบินก่อนเดินทางออกจากต้นทาง และของที่จะใส่ในถุงซิปได้ต้องไม่เกิน 100 ml ใส่ได้หลายชิ้นจนกว่าจะเต็มถุงค่ะและต้องใส่ได้หนึ่งถุงปิดได้มิดพอดีค่ะ ส่วนของกินไม่ห้ามค่ะ (ถ้าไม่ไปอเมริกา) เช่นจะเป็นผลไม้ ขนมบางอย่าง ให้ใส่ถุงไปกินบนเครื่องได้ค่ะ ใส่ในกระเป๋าสะพายที่เราถือติดตัวไม่เกิน 10 กก.ค่ะ)

ผ่านสแกนของแล้ว มองหาป้ายนะคะ ตามนี้

จากภาพจะเห็นว่า เที่ยวบินที่เราจะไปต่อนั้น เที่ยวบินที่เท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ สายการบินอะไร (เวลาจะไล่จากก่อนไปหลังค่ะ ให้ดูที่เวลาก่อน ว่าตรงกับ บอร์ดดิ้งการ์ดของเราที่ได้จากการเช็คอินจากต้นทาง เช่น กรุงเทพฯ  ถ้าเราเปลี่ยนเครื่อง 1 ครั้ง เค้าจะให้บอร์ดดิ้งการ์ดมาสองอัน เพื่อใช้ขึ้นเครื่อง 2 ครั้งค่ะ ก็คืออันที่สองจะใช้ในสนามบิน สต็อคโฮมค่ะ)

สมมุติว่า ได้ Gate 12 ก็คือ ประตูเข้าอันดับที่ 12 เราก็จะเดินหาตามป้ายเลยค่ะ







ช่องทางนี้ จะเป็นทางที่เราเดินเลาะไปอีกฝั่งของอาคารค่ะ มองเห็นกันได้จากหน้าต่างกระจกนั่นแหละ ระหว่างมีเครื่องบินการบินไทยจอดอยู่ กับอีกฝากไม่มี ก็เดินเลาะไปตามทางนี้ ประมาณ ห้านาทีค่ะ ไม่ไกล





พอเจอประตูที่ 12 แล้วให้เงยหน้าอ่านหน้าจอ ด้านในของเกท นิดนะคะ ว่าหน้าจอเขียนว่าไปเฮลซิงกิหรือเปล่า (หรือไปที่อื่นตามบอร์ดดิ้งการ์ดของคุณ) 


บรรยากาศหน้าเกทก็จะประมาณนี้ค่ะ ให้ชาร์จมือถือได้ แต่ต้องเตรียมอเด็บเตอร์มาเสียบนะคะ เพราะว่าเครื่องชาร์จจากไทยบางรุ่นเท่านั้นที่ใช้เข้ากันได้กับทางยุโรป(คือขาเสียบจะกลมๆน่ะค่ะ ถ้าเป็นขาเสียบแบนๆจะเสียบไม่ได้ หาถามพนักงานได้ค่ะซื้อจากตลาดนัดก็ได้ ประมาณ ยี่สิบบาท แต่ถ้าจะเอาปลอดภัย ตามร้านไฟฟ้าทั่วไป แพงหน่อยแต่ใช้ได้นาน และปลอดภัย)





หน้าจอจะเขียนบอก ว่าประตูนี้สำหรับผู้โดยสารไป เฮลซิงกิ เวลาเท่าไหร่ ก็คือตรวจสอบดูว่าถูกต้องหรือไม่

สนามบินมี ไวไฟให้ใช้ค่ะ โทรหาเพื่อน ผุ้ปกครอง หรือแฟน ได้ตลอดเวลา ว่าเดินทางถูกต้องหรือไม่ประการใด ถ้าฟังชาวบ้านไม่เข้าใจ ให้ยกหูคุยกับคนทางบ้านโลด ว่าเราเข้าถูกที่หรือไม่ (แต่ถูกแน่นอนค่ะ ไม่ยากมากมาย)

พอเข้าเครื่องแล้ว ก็จะลงที่ สนามบินเฮลซิงกิ  ปัญหาคือ ลงแล้วไปใหนต่อ




ให้มองหาว่า จะต้องไปเอากระเป๋าเดินทางตัวเองที่โหลด ณ ตอนเช็คอินน่ะค่ะ พนักงานจะบอกว่า กระเป๋าพี่ไปรับที่เฮลซิงกินะคะ (แต่ตัวเราไปเดินเล่นที่ สต็อคโฮม เพราะเปลี่ยนเครื่อง)

สมมุติว่าได้กระเป๋า ตามช่องเดียวกับป้าลี คือ 2A เราก็จะมองหา ทางออกที่เขียนว่า EXIT 2A
เทคนิคเดิม คือ สนามบินมีไวไฟ หาไม่เจอหรือหลงทาง เพราะเดินตามคนข้างหน้าไม่ทัน เพราะนางเดินเร็ว แต่เราตัวเล็กโดนเบียดโดนบังทำให้ตามตูดเค้าไม่ทัน เลยหลง โทรหาคนมารับค่ะ ง่ายสุด (แต่ถ้าตามทันเพื่อนร่วมชะตากรรมในเครื่องก็ให้เกาะติดเค้าได้นะคะ เกาะติดคนที่เป็นกลุ่มค่ะ ไม่ใช่ไปตามคนๆเดียว ซึ่งนางอาจจะหลงเหมือนเราก็ได้)



พอมองเห็นมั๊ยคะ ว่า เที่ยวบินของเราเวลาถึงเฮลซิงกิ เท่าไหร่ เที่ยวบินอะไร และ หมายเลขเท่าไหร่ เค้าจะบอกว่าไปรับที่ EXIT 2A

เราก็เดินตามป้ายทันที (ตรงนี้จะไม่มี ตรวจคนเข้าเมืองถ้าเราเปลี่ยนเครื่อง เพราะว่า เราได้ผ่าน ตม. ตั้งกะ สนามบินสต็อคโฮมแล้ว แต่ถ้าเราบินตรง เราจะต้องถูกบังคับเข้า ตม. ของ สนามบินเฮลซิงกิค่ะ เพราะเราบินจากนอกโซนยุโรป)



พอได้กระเป๋าเดินทางจากสายพานเรียบร้อยแล้ว เราก็ลากออกมาตามหลังคนอื่นที่เค้าเดินไป ทางออก ที่เขียนว่า EXIT ก็จะเจอคนมารับค่ะ

จบการเดินทาง

ปล. ในเกือบๆ ทุกสนามบินจะมีไวไฟนะคะ เน้นว่าไม่ต้องตกใจ ให้พยายามออนไลน์ติดต่อกับคนมารับเป็นระยะ (และในเครื่องบินของ นอร์เวย์เจี้ยนก็สามารถออนไลน์ผ่านไวไฟได้เช่นกันค่ะ แต่จะออนได้เป็นระยะไม่ตลอดทาง ให้หาจับจังหวะเอา แต่ดูหนังฟังเพลงไปค่ะ หนังใหม่ๆ เอาหูฟังมาเอง เสื้อกันหนาว ที่ปิดตา ถุงเท้าสำหรับใส่ในเครื่อง เท้าอุ่นๆ หลับสบายค่ะ อาหารก็ติดกระเป๋ามาเพราะอาหารบนเครื่อง ไม่อร่อยค่ะ หาซื้อข้าวเหนียวหมูทอด ข้าวสวยใข่เจียว หรืออะไรก็ถือติดกระเป๋ามาได้ค่ะ เพื่อกินบนเครื่อง)


ปล.สอง
การเปลี่ยนเครื่องไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อค่ะ ถ้าแค่สองชั่วโมง สามชั่วโมง นั่งเล่นเกมส์หรือเล่นเนตแป๊บๆ ก็หมดเวลาแล้วค่ะ (แต่ถ้าได้นั่งสายตรงก็ดีค่ะ ถ้าจับราคาโปรฯได้) และถ้าเปลี่ยนเครื่องนาน เช่น เจ็ดชั่วโมง หรือสิบชั่วโมง ในตอนกลางวัน ให้ออกไปเดินเที่ยวได้เลยค่ะ ตรงนี้ ติดตามเพจป้าลีกันต่อไป ว่าเส้นทางการเข้าเมืองขาไปและขากลับ ไปยังไงบ้าง เผลอๆ ได้ทริปสั้นๆ ฟรีๆ นะคะ ป้าลีกระโดดออกไปชมเมืองมาหลายครั้งในการเปลี่ยนเครื่องค่ะ เช่น เมือง ออสโล. เมือง สต็อคโฮม . เมือง อิสตั้นบลู. ฯลฯ




Create Date : 27 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 10:54:21 น.
Counter : 2675 Pageviews.

1 comment
ประสบการณ์ในการเปลี่ยนเครื่อง
ฉันเองไม่ใช่คนที่ต้องเดินทางบ่อย แต่อยากจะเล่า เรื่องการทรานซิทในสนามบินรวมทั้ง ประสบการณ์ในสนามบินต่างๆ ค่ะ เริ่มจาก


สนามบินนาริตะ


สนามบินนาริตะ ที่ญี่ปุ่น

ซึ่งตอนนั้นต้องบินต่อไปที่ ตาฮิติ หรือ เฟร้นช์ โพลีนิเซีย
ฉันนั่งสายการบิน เจแปนแอร์ไลน์ ซึ่งสายการบินนี้ ประทับใจมาก อาจเป็นว่า เจ้าหน้าที่บริการบนเครื่องน่ารัก ใจดีทุกคน ยิ้มของสาวญี่ปุ่น บนเครื่อง น่ารักมากๆไม่แพ้ยิ้มสยาม ในความรู้สึกของฉัน ขณะนั้น และวันนั้นก็มี เจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน ซึ่งเป็นสาวไทยหนึ่งเดียว เธอกบริการดี น่ารักมากเช่นกัน

ฉันโดยสารสายการบินนี้แค่สองครั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งประทับใจ เช่น เจ้าหน้าที่ เวลาที่ต้องคุยกับผู้โดยสาร เค้าจะนั่งลง ทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทย ก็ทำกิริยาเดียวกัน ทำให้รู้สึกน่ารักมาก ส่วนความสะดวกสบายบนเครื่องก็ สะอาด แน่นอนมีจอทีวีส่วนตัว อาหารรสชาติถูกปาก

ในตัวสนามบินนาริตะ นั้นมีสองอาคาร เมื่อมาถึงก็เช็คเวลาเพื่อที่จะต้อง ออกตั๋วกับสายการบินตาฮิตินุย เพื่อต่อไปยัง เฟร้นช์ โพลีนีเซีย
ฉันมีเวลาสี่ชั่วโมงในการทรานซิท ก็มีเวลาไปเล่นในห้องน้ำ ที่หลายๆ คนคงประทับ
ฉันคนหนึ่งที่ประทับใจห้องน้ำ ในสนามบินแห่งนี้ เพราะมันช่างฉลาด รู้ใจไปหมด มันมีปุ่มอัฉริยะ ที่เสกสรรความสุขได้ดั่งใจ

แล้วที่สนามบินแห่งนี้ ก็มีบริการอินเตอร์เน็ต ฟรีด้วย เพียงแค่ใช้ พาสปอร์ต แค่นั้นเอง จะใช้เวลานานแค่ใหนก็ได้
ส่วนสินค้าปลอดภาษี ฉันก็ประทับใจ SK2 (รู้สึกว่า เอสเคทูที่นาริตะ ราคาจะถูกกว่าดิวตี้ฟรีบ้านเรา)

เมื่อใช้เวลาในสนามบิน จนกระทั่งได้เวลาแล้ว ฉันก็ต้องนั่งรถลาง ไปต่ออีกอาคารหนึ่ง เพื่อไปขึ้นเครื่องต่อ ที่ประตูทางออกของเที่ยวบินต่อไป
อาคารที่สอง ไม่ไกลกันนัก สามารถมองเห็นกันอย่างชัดเจน
(อันที่จริงก็เดินไปได้ แต่เค้าก็ไม่ให้เดิน ต้องนั่งรถลางไป ไม่มีชาร์จจ้า)

สนามบินนาริตะ


จากการบริการที่ประทับของ เจแปนแอร์ไลน์ ก็มาประสบเคราะห์กรรม กับ แอร์ ตาฮิตินุย ซึ่งเป็นเครื่องที่เก่ามาก ไม่มีจอทีวี

เก้าอี้แคบมากกว่าปกติ อาหารไม่ถูกปาก (ไม่อร่อยเลย แย่มาก) ฉันนั่งแอร์ตาฮิติ สามครั้ง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ (ไม่รวมสายการบินตาฮิตินุย สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ)
และต้องนั่งไฟท์ ยาว 12 ชั่วโมง สำหรับฉันแล้ว รู้สึกเหมือนตกนรก คิดขึ้นมาทีไร สยองทุกทีเลย

การบริการไม่ประทับใจจากเจ้าหน้าที่เลย ซึ่งตรงข้ามกับ เจแปนแอร์ไลน์ อย่างสิ้นเชิง เกิดคำถามในใจว่า พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหรือเปล่านะ


แต่เมื่อถึงแล้ว จะประทับใจมากกับการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์ของตาฮิติ มีโฟร์คซอง มาเล่น พร้อมด้วยสาวตาฮิติ ที่ใส่ชุดระบำเกาะ มาร่ายรำ สไตล์ ตาฮิติและเพลงที่บรรเลงจะเฉพาะ เป็นเอกลักษณ์
และ เจ้าหน้าที่สายการบินภาคพื้นดินที่มาต้อนรับนั้น ต่างยิ้มแย้ม แจ่มใส ยื่นถาดใส่ดอกไม้ประจำชาติ ที่มีกลิ่นหอม สีขาว มาให้เราหยิบ

ความรู้สึกตรงนี้ ทำให้ฉันหายเหนื่อยไประดับหนึ่ง เหมือนขึ้นสวรรค์ก็ไม่ปาน (เพราะการอยู่บนเครื่องบินของตาฮิตินุยนั้น ฉันรู้สึกทรมานทุกครั้งที่ต้องโดยสารสายการบินนี้ ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่านะ)

แต่ ตม ของที่ตาฮิติ ช้ามากๆ ฉันคิดว่าช้าที่สุด เท่าที่เคยผ่าน ตม มา
แม้จะรู้สึกว่า หน่วยงานนี้บุคลิกภาพ เหมือนกันทั่วโลก จนฉันแอบให้ฉายาว่า “Im’DNA” อิมดีเอนเอ ฉันก็เห็นคล้ายกันไปหมด ไม่ว่าจะสนามบินใหน

แต่สำหรับที่ตาฮิติ นั้นช้า เนิ่นนาน มากกว่าที่อื่นๆ เป็นสนามบินเล็กๆ (มากๆ) และตรวจคนเข้าเมืองที่แทบจะไม่เคลื่อนตัวเลยนั้น (ร่วมชั่วโมง)
สนามบินนี้ห้ามขนอาหารทุกชนิดเข้า และเข้มงวดมากเลย


สนามบินพาเพ็ทตี,ตาฮิติ ยามค่ำคืน ถ่ายจากโรงแรมใกล้กับสนามบิน



ภายในสนามบิน พาเพ็ทตี


สนามบิน อ็อคแลนด์

ตอนนั้นฉันโดยสารการบินไทย ไปเปลี่ยนเครื่องที่ อ็อคแลนด์ ด้วย นิวซีแลนด์แอร์ ไม่ถึงกับแย่เหมือนตาฮิตินุย แต่ก็ไม่ประทับใจเท่าไหร่นัก ไม่มีจอทีวีส่วนตัว (อาจจะเป็นแค่เที่ยวบินนี้ก็เป็นได้)

ส่วนการบินไทย ไม่ขอกล่าวก็แล้วกัน กลัวโดนว่าไม่รักชาติ แต่ที่แน่ๆ ไม่ประทับใจค่ะ

สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ


สนามบินอ๊อคแลน์ไม่ใหญ่ ระดับกลางๆ ค่อนไปทางเล็ก แต่สินค้าปลอดภาษี ก็ประทับใจครีมนมแกะทั้งหลาย
(ควรซื้อนะคะ เพราะฉันซื้อแบบรุ่นถูกๆ ไม่กี่ร้อยบาท ก็ใช้ดีมากๆ ซื้อมา สามสี่รุ่น ก็คุณภาพไม่ต่างกันเลย)

แต่ ตม ที่นี่ ดันทำฉันแปลกใจ...
“ไปเที่ยวเหรอครับ”
“ค่ะ” ฉันตอบ
“เดินทางคนเดียวจะสนุกเหรอ?”
“อื่มมมมมมม “ ตอบไม่ถูกแฮะ ไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่า จะถูก ตม (หน่วยงานที่ต้องตรวจสัมภาระภายใน) ถามด้วยคำถามเหล่านี้

“มีหลายคนบอกว่า ที่นั่นสวยมาก ผมยังไม่เคยไปเลย” เขาเล่าต่อ ฉันก็ฟัง และ กระเป๋า พร้อม โน๊ตบุ๊ค ก็วิ่งไปในสายพานแล้วเรียบร้อย แต่เฮียแกยังไม่ให้ไปแฮะ

“ผมอยากมีโอกาสไปบ้างนะ คุณมาจากเมืองไทยเหรอ” คือ ท่าทางจะไม่หยุดแฮะ แม้จะรู้ว่า คนอื่นต่อแถว ตามหลังฉันอยู่ก็ตาม แถมโบกมือ ให้ หางแถวไปต่อคิวอีกสายพานหนึ่ง อีกตะหาก

“มีเพื่อนผมบอกว่า ที่ตาฮิติ ผู้หญิงสวย.... คุณไปที่นั่นต้องประทับใจแน่ๆ เพราะทะเลสวย” ยังพูดต่อนะ

“ค่ะ....ที่นั่นสวย และฉัน มาจากเมืองไทย ซึ่งกำลังจะไปตาฮิติ เพราะสามีฉันทำงานอยู่ที่นั่น”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเบาที่สุด กะให้ได้ยินกันสองคน เพราะคนอื่นๆ เริ่มมองฉันเป็นตาเดียว

“..................... ขอให้โชคดีครับ” พร้อมหลีกทางให้ และยิ้มหวาน เหมือนเห็นขนมหวานมาจากเมืองไทยยังไงยังงั้น

ตอนแรกฉันจะถามว่า มีพื้นที่ตรงใหนที่สามารถ นอนรอในสนามบินได้บ้างเพราะต้องรอถึง หก ชั่วโมง
แต่ก็เปลี่ยนใจ ไปนั่งจิบเบียร์ ที่บาร์แทนดีกว่า ไม่ถามแระ กลัวคำตอบจาก ตม ว่า สามารถไปนอน ตรงใหนได้บ้าง 


สนามบินอ็อคแลนด์





ต่อมา

สนามบิน ดูไบ

ที่นี่ประทับใจเรื่องการเดินเล่นดูสินค้าใน ดิวตี้ฟรี ประทับใจห้องอาบน้ำ ประทับใจ เก้าอี้ที่มีไว้ให้นอนหลับเพื่อรอเปลี่ยนเครื่อง ประทับใจความสะอาด ที่ดูใหม่และทันสมัยมากๆ
และสุดท้ายประทับใจ เสียงประกาศของ สุภาพสตรี (หรืออาจจะเป็นคอมพิมเตอร์ก็เป็นได้)
เพราะเวลาเสียงที่เธอประกาศ จะกระเซ่า สั่นเครือ เหลือหลาย ในคำเหล่านี้ ฟังแล้ว ทำเอา หลายคน ต้องยิ้มเหมือนฉัน
เช่น Y, 5 ,9 วายยยยย ฟายยยยยย นายยยยยยยยย คือ แบบว่า หางเสียง จะยาว และ เบาวิว เหมือน เสียงผู้หญิงครางใน Erotic Music ก็ไม่ปาน... คือ มันจะเซ็กซี่ หรือ ขำ ดีล่ะ....ฉันก็เดาอารมณ์ ตัวเองไม่ออก
แต่ที่แน่ๆ มันเรียกรอยยิ้มของฉันและ คนอื่นที่เดินๆ กันอยู่บริเวณใกล้ๆฉัน ต่างก็ยิ้มและ มองหน้ากัน อย่างอารมณ์ดีขึ้นมาได้เหมือนกัน
ฉันมาทรานซิทที่นี่เพียงแค่สองครั้ง และโดยสารด้วยเครื่อง จัมโบ้ ที่ไฮเทค ของ อิมิเรต ค่ะ มันหล่อมาก ขอบอก ภายในเครื่องก็ก็อลังการณ์งานสร้าง สมคำล่ำลือ





ใช่รุ่นที่ใหญ่ที่สุดหรือเปล่าหว่า ขอผู้รู้ยืนยันอีกทีก็แล้วกันค่ะ



ต่อมาเป็น

สนามบิน ไคโร ที่ อิยิปต์

ฉันโดยสาร อิยิปต์แอร์ ค่ะ

สายการบินนี้ ค่อนข้างประทับใจ ระดับหนึ่ง ในความรู้สึกที่ดูจากเน็ต ว่า สายการบินนี้ ไม่เวิร์ค แต่พอไปสัมผัส ดันชอบระดับหนึ่งแฮะ

ไม่มีจอส่วนตัว มีแต่จอรวม... แต่ไม่เป็นปัญหา เพราะบินแค่ หก หรือ เจ็ด ชั่วโมงแล้วทรานซิทไป ปารีส

และช่วงเวลากิน รวมกับก่อนกิน ก็ราวๆ สองชั่วโมงไปแล้ว ช่วงเครื่องขึ้น กับ เตรียม ลง ก็ ชั่วโมงกว่าๆ ที่เหลือ นอน!!!!!

แต่อาหาร เค็ม ได้ใจเลยพี่น้อง... ขนาดว่า ทรานซิทและ เปลี่ยนเครื่องไปแล้วนะแต่อียิปต์แอร์เหมือนเดม

ก็มาเจออาหารเค็ม อยู่ดี เรียกว่า สองมื้อ บนเครื่อง นี่ยังกะกินเกลือ ก็ไม่ปาน... แต่เอาไว้มารีวิว อีกรอบก็แล้วกัน เพราะอยากรีวิว ทรานซิท สายการบินนี้ และ เมื่อไปถึงปารีสแล้ว จะหาทางไปขึ้นรถไฟสายภาคใต้ของฝรั่งเศส ยังไง... คิดว่าเป็นประโยชน์น่ะค่ะ

สนามบิน ชาร์ล เดอ โกล ของปารีส

มีโอกาสใช้บริการ แค่ สามครั้ง และทุกครั้งไม่ประทับใจเลย อีกทั้งสนามบิน ไม่ค่อยสมหน้าตาฝรั่งเศสเท่าไหร่ (คงเป็นเพราะสร้างมานานแล้ว เลยดูไม่ทันสมัย)

แต่ที่สนามบิน ชาร์ล เดอ โกล นี้ มีห้องให้นอนโดยเฉพาะ เก้าอี้ยาว ปิดประตูและเสียงเงียบดี (แต่ไม่ได้นอนหรอก เนื่องจากไม่ได้ทรานซิท มีแต่ มาขึ้นเครื่องเพื่อกลับไทย และมาถึงก็เข้า ตมเลย)

ตม (ยังกะเสือ เตรียมโดดกันหัวผู้โดยสารที่ต้องผ่านด่านเข้า-ออก)

สินค้า ในดิวตี้ฟรี ไม่มีมากนัก (ตอนแรก เข้าใจว่าเมืองแห่งแฟชั่น คงจะ อลังการณ์ในดิวตี้ฟรี... แต่ คิดผิดค่ะ)

สนามบิน อื่นๆ ก็มี เล็กๆ เช่น กัวลาลัมเปอร์ (สำหรับโล คอส) สนามบิน ฟินแลนด์ และ สนามบินภายในประเทศ ไม่ขอกล่าวถึงค่ะ

และอีกสายการบินที่ไม่ประทับใจเลย คือ ฟินแอร์ (ไปถึงเฮลซิงกิ) แบบ ปวดเมื่อยคอดๆ


แต่ถ้าพูดถึง สุวรรณภูมิ ก็ใหญ่โต สมคำล่ำลือค่ะ ดิวตี้ฟรี อลังการณ์ (สินค้าส่วนตัวไม่ประทับใจค่ะ ไม่คิดว่าถูกซะเท่าไหร่
เช่น พวก ครีมบางชนิด คิดเป็นดอลล่าร์แล้ว แพงกว่าหลายสนามบิน ในช่วงเวลาเดียวกัน )

การให้บริการอินเตอร์เน็ต ฟรี ภายในดิวตี้ฟรี เพียงแค่ สามสิบนาที เท่านั้น (ก็ยังดีมั๊ง)

ตรวจคนเข้าเมือง ไม่สุภาพ อิม ดี เอน เอ เช่นเคย
ห้องน้ำ แค่ใช้ได้แต่ไม่สมกับ เป็นสนามบินใหม่และใหญ่โต ดั่งคำล่ำลือ... (ก็ยังดีกว่าไม่มีห้องน้ำล่ะนะ)

และ ไม่ค่อยมีที่นั่ง เดินกันจนขาลาก หรือ เป็นกลยุทธ์ ให้ผู้โดยสาร ต้องเข้าไปหานั่งดื่ม นั่งกินในร้านก็ไม่รู้นะคะ




Create Date : 18 ธันวาคม 2553
Last Update : 3 ธันวาคม 2556 0:53:26 น.
Counter : 4045 Pageviews.

2 comment

BlogGang Popular Award#13



Lee Jay
Location :
Nurmijärvi,Helsinki   Finland

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 132 คน [?]



ชื่อ ลี ค่ะ เป็นป้ารุ่นน้อง(ยังไม่ถึงกับเป็นป้ารุ่นพี่)

ป้าลีทำบล็อคส่วนตัว หากภาษาที่ป้าลีใช้ไม่สุภาพ
หรือเขียนผิด ป้าลีขออภัยมา ณ โอกาสนี้นะคะ

บล็อคนี้อยากเสนอเรื่องราวของตัวเอง ทั้งเรื่องเรียน
เรื่องการใช้ชีวิตในฟินแลนด์หรือการท่องเที่ยวไปตลอดเกือบ 30 ประเทศ ณ ขณะนี้ (หลายประเทศที่ชอบไปมากกว่า 3 ครั้ง เช่น เยอรมัน ออสเตรีย เชค และอื่นๆ )

แนวคิดส่วนตัวซึ่งอาจจะมีสองด้าน ทั้งลบและบวก

อยากให้พิจารณาและเลือกอ่านเอาเองนะคะ

และก่อนจะก็อปปี้เพจใดๆ หรือรูปภาพต่างๆ
ให้ขออนุญาติป้าลีก่อน ไม่ได้ใจร้าย แต่อย่ามักง่าย...

ถ้ายังฝืนลักลอบก็อปปี้ไป............ขอให้ไม่เจริญและทนทุกข์กับชีวิตที่เหลืออยุ่.....




New Comments
Group Blog