ชีวิตในฟินแลนด์ ก้าวอย่างไร ให้ถึงฝัน มุ่งเรียนยังไง ไปต่อให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตในฟินแลนด์ ...ป้าลี ฟินแลนด์
Group Blog
 
All Blogs
 

ฟินแลนด์เน้นพัฒนาที่ตัวผู้เรียน ไม่ใช่เน้นแค่ระบบการเรียน



ได้ดูรายการหนึ่ง ที่คุณกุลธิดา เล่าถึง ระบบการศึกษาของฟินแลนด์  ป้าลีชื่นชม อยากแชร์ค่ะ

เพราะเห็นด้วยว่า การเน้นระบบการศึกษานั้น มองที่การพัฒนาตัวระบบ แต่ถ้าเน้นที่ตัวผู้เรียนนั้น เป้าหมายในการพัฒนา จะชัดเจนกว่า และยิงตรงกว่า

แต่ฟินแลนด์ทำทั้งสองอย่างนะคะ ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง

อย่าง โรงเรียนที่ลุกสาวเรียนอยู่นี้(The Enlish School of Helsinki)

 ตัวหลักสูตรจะถูกออกแบบร่วมกับ ตัวเด็กอยากจะเรียนอะไรในเทอมนี้ ตัวผู้ปกครองจะอยากให้เรียนอะไร
ซึ่งคำถามตรงนี้จะนำมา พิจารณาและสรุปเป็นข้อ แล้วนำมาคิดและออกแบบให้มีการเรียนการสอนเพิ่มเติมในส่วนที่เด็กนักเรียนต้องการ
มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่เลือกจาก เสียงส่วนใหญ่ของนักเรียนและผู้ปกครอง

ส่วนตัวหลักสูตรจากทางโรงเรียน เค้าจะมีมาตรฐานของเค้าอยุ่แล้ว เค้าจะบอกว่า ต้องเรียนเขียนอ่านอะไรบ้าง
เราก็มองแล้วคิดว่า มันเพียงพอมั๊ย หรือเยอะไปหรือเปล่ากับลุกเรา 
ซึ่งผู้ปกครองมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

(อันนี้คือ โรงเรียน The Enlish School ที่ลูกสาวเรียนอยุ่นะคะ เป็นกึ่งอังกฤษ+ฟินแลนด์ ตามโพสต์เก่าก่อนหน้านี้ที่เล่าไว้) 
แต่เชื่อว่า ระบบของฟินแลนด์ล้วน คงไม่ต่างกันมาก

ลุกสาวเคยเรียนระบบของฟินแลนด์อยู่ เกือบ สองเดือน แต่นางไม่ปลื้ม เลยได้เปลี่ยนโรงเรียนใหม่
จากวันที่เปลี่ยนถึงวันนี้ ก็จะเข้าปี ที่ 4 แล้วค่ะ และไม่ยอมจะเปลี่ยนอีกเลย นางชอบที่นี่ ต่อให้ไกล นางจะบอกว่า หนูนั่งรถเมล์ได้

ดังนั้นคำว่า เด็กแฮปปี้กับที่เรียน เป็นยาวิเศษที่จะทำให้เค้ามีแรงบันดาลใจในการจัดการ การเรียนของตัวเองได้ดีที่สุดค่ะ








 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2560 19:01:25 น.
Counter : 42 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โรงเรียนปฐม ระดับ ป.5 ประเทศฟินแลนด์ The English School











จากภาคแรก ที่ลูกอยู่ ป.2 ตอนนี้ ป.5 แล้วค่ะ



โรงเรียนชื่อ The English School of Helsinki หรือโรงเรียนของคนชาติอังกฤษประจำเฮลซิงกิ (แปลว่า ไม่ใช่โรงเรียน ของคนฟินแลนด์ค่ะ แต่ใช้ระบบการเรียนของฟินแลนด์ + อังกฤษ)

และเป็นโรงเรียน ต้นแบบของ มหาวิทยาลัย แคมบริดจ์ ประจำกรุงเฮลซิงกิ
แปลว่า ต้องผ่านการสอบเข้า ถึงจะเรียนที่นี่ได้  (ไม่จำเป็นต้องเรียนที่นี่นะคะ ถ้าไม่อยากสอบ เรียนโรงเรียนฟินแลนด์ใกล้บ้าน ก็ดีระดับโลกนะคะ ส่วนตัวป้าลีชอบโรงเรียนของคนอังกฤษ เดี๋ยวเล่าต่อไป ว่าทำใม)

ลูกสาว อายุ 11 ปีค่ะ ณ ปัจจุบันและอยุ่ เกรด 5  แต่สมัยที่เรียน เกรด 4 ในเขตเฮลซิงกิ จะมีประเพณีปฏิบัติคือ เด็กเกรด 4 ทุกโรงเรียนจะมีงานรับเชิญ ให้ไปแสดงการเต้นร่วมสมัยกับผู้ว่าราชการจังหวัด เฮลซิงกิ ซึ่งเด็กๆ ตื่นเต้นมาก เพราะเป็นงานใหญ่ของพวกเค้าเลย (ซ้อมเต้นเกือบ 2 เดือน)


ภาพนี้แม่ได้จากวันซ้อมใหญ่ค่ะ ไม่ใช่งานจริง


โดยหลักแล้วการเรียนการสอนของที่นี่ จะเป็นแนวลูกผสมของฟินแลนด์และอังกฤษ คือภาษาหลักที่ใช้ 2 ภาษา คือฟินน์ และอังกฤษ แต่ภาษาเสิรมจะแล้วแต่นักเรียนอยากเรียนอะไร
เช่น ลูกสาวเลือกเรียน ภาษาเยอรมัน มาตั้งแต่ เกรด 4
(และเรียนไปจนถึง เกรด 9 หรือ ม.3)

วิชาที่ ป.5 เรียน หลักๆ แล้ว เช่น คณิตฯ ที่นี่จะเรียนน้อยกว่ามาตรฐานเด็กไทย แต่จะเรียนมากกว่า มาตรฐานเด็กฟินแลนด์
และคณิตเวลาสอบ แยกเป็น หลายส่วน แต่ทุกครั้งจะต้องมี การแก้ไขปัญหาทางด้านคณิตศาสตร์ 



ข้อนี้เอาไข่มาฝากแม่ อ้างว่า ไม่เห็นเครื่องหมายลบในโจทย์


ข้อสอบพวกนี้ จะทวนให้เด็กๆ ในชั้นเพราะว่า มีบางกลุ่มที่ ตามเรื่องคณิตฯ ไม่ทัน ครูเลยสอนช้าๆ
แต่เด็กคนใหนไปเร็ว สามารถนั่งทำแบบฝึกหัดในเว็บไซด์ คณิตฯ ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติของประเทศอื่นได้
(ช่วงนี้พึ่งเปิดเทอมแรก เกรด 5 การเรียนการสอนยังช้า เพื่อทบทวนอยู่ค่ะ เพราะว่าเด็กๆหลังปิดซัมเมอร์ เกือบ 3 เดือน มักจะลืม)

ส่วนวิชาภาษาฟินน์ จะเรียนทุกวัน

พละ จะมีว่ายน้ำ และกีฬาทั้งภาคฤดูร้อนและฤดูหนาวค่ะ
หน้าหนาวครูจะมีสเก็ต และสกีค่ะ ตรงนี้ป้าลีเน้นมากๆ ว่าถ้าลูกคุณๆ เล่นไม่ได้ทั้งสองอย่าง ไม่เป็นไรค่ะ ไม่สอบตก แต่จะได้แค่นั่งดูเพื่อนทำกิจกรรม
(คิดเอาเองนะคะ ว่าคำว่านั่งดูเพื่อนทำนั้น ลูกเราจะรู้สึกเช่นไร)

ส่วนด้านงานศิลปะ เทคโนโลยี เค้าจัดเต็มค่ะ อุปกรณ์ครบ
(ปกติที่นี่ใช้ระบบการเรียนร่วมกับเด็กๆ เข้าทำการบ้านในหน้าเว็บของชั้นเรียน
เช่นงานกลุ่ม ส่ง E-Book ให้ส่งทางหน้าเว็บของห้องเรียนเลย ใครรับช่วงต่อ ต้องมาเปิดต่องานของเพื่อนที่ส่งมา
ดังนั้น เด็กๆของโรงเรียนนี้จะต้องใช้คอมฯ ทุกวัน ตั้งกะ เกรด 3 )

การออกแค้มป์ หรือ ทัศนศึกษา เช่น ป. 4 ไปแค้มป์ต่างจังหวัด 2 คืน ป.5 ก็เช่นกันค่ะ
แต่ ป.6 ออกแค้มป์ที่ประเทศอังกฤษ
(โรงเรียนมีงบให้และผู้ปกครองจัดหาทุนร่วมกันเพิ่ม เช่น จัดการแสดง แล้วให้ผู้ปกครองซื้อบัตร ขายขนม ขายกาแฟ
งบถ้าขาดค่อยมาว่ากันค่ะ
ว่าป.6 แต่ละรุ่นจะจัดการร่วมกันกับโรงเรียนอย่างไรได้บ้าง)

ซึ่งตรงนี้ โรงเรียนของเด้กฟินจะไม่มี ใครอยากไปเที่ยวประเทศอื่น ต้องไปเองกับครอบครัว

สังคมคนไทยเรา ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวใหนมากนักอยู่แล้วล่ะ เรารู้กันเพราะค่าใช้จ่ายมันสูง
พวกเราต้องเก็บเงินไว้กลับเมืองไทยในแต่ละปีด้วย
ตรงนี้ คนที่อยู่ไทยไม่ค่อยเข้าใจถึงความลำบากของคนไทยในเมืองนอกมากนัก
(พอทราบ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างลึ้งซึ้งแน่นอน) 

 โรงเรียนนี้ จะเน้นสร้างเด็กให้มีความพร้อมเพื่อไปแลกเปลี่ยนประเทศอื่น ในช่วง เกรด 7 หรือ เกรด 6 ใครพร้อมก็ไปก่อนได้เลย
(ความพร้อมคือ คิดเองไม่ได้นะคะ ว่าลูกตัวเองพร้อม ต้องตัดสินร่วมกันกับทุกฝ่าย
ดังนั้น เราต้องเตรียมลูกทุกด้าน ไม่ใช่แค่ช่วยเหลือตัวเองได้
แต่ระดับการเรียนต้องเสมอเท่าคนประเทศอื่นด้วย 
ตรงนี้เด็กฟินน์วัยเดียวกันนี้จะมีปัญหาเพราะว่าใช้ระบบการเรียนที่แตกต่างจากคนอื่น
เน้นเด็กเรียนแบบธรรมชาติ อ่านไม่ออกก็ไม่เป็นไรในตอนเด็ก โตขึ้นอ่านได้เขียนได้ทุกคนอยู่แล้ว ... )

เรื่องแลกเปลี่ยนระบบของฟินแลนด์ก็ไม่มีค่ะ ผู้ปกครองต้องทำเองจัดเองถ้าอยากให้ลูกไปแลกเปลียน



ทัศนศึกษา มีทุกเดือนค่ะ ต้องออกไปเยี่ยมชม อะไรบางอย่างในเมือง(ระบบฟิน ก็เช่นกันไปเหมือนกัน)

เช่นไปหอศิลป์ เด็กได้เรียนวาดภาพกับศิลปินระดับชาติตัวเป็นๆ
จับเครื่องมือ บอร์ดกระดาษหรืออุปกรณ์ทุกอย่างแบบของจริง ที่ไม่ใช่แค่ของเล่นจากจีน
ถ้าไม่ไปหอศิลป์ ก็ไปสปอร์ต ไปดูหนัง ดูคอนเสิร์ต เรียนดนตรีไรงี้
พวกนี้จะได้นั่งเรียนนั่งจับเครื่องดนตรีจริงจัง เพราะว่าอุปกรณ์เค้าจะพร้อมสำหรับเด็กทุกคน
(แต่ ลูกสาวเรียนบัลเล่ต์ ไม่ต้องหาชุดเองหรือแม่จ่ายค่าชุดในการแสดง ทางโรงเรียนจ่ายเองหมดแต่เล่นจริง
แสงสีเสียงจากเธียเตอร์ของเฮลซิงกิหรือ วานต้า Vantaa ซึ่งเป็นจังหวัดปริมณฑล
คือ ถ้าเป็นโรงเรียนของระบบฟิน จะแสดงกันเองที่โรงเรียนตัวเอง หรือ ตามวัดใกล้บ้าน)





ลูกสาวชอบทำกิจกรรม ชอบอ่านหนังสือเป็นที่สุด นั่งรถเมล์เลยป้ายประจำเพราะก้มหน้าอ่านมากเกินไป






ทีนี้ มาเรื่องอาหารกลางวัน ตรงนี้ ถูกใจอีแม่คนไทยหัวดำ
เพราะว่า เป็นที่ยอมรับกันทั่วหน้าว่าอาหารฟินน์ของโรงเรียนนั้น พอกินกันตาย
แต่สำหรับโรงเรียนที่นี่ งบเค้าจะเหลือเฟือกว่า เด็กกินดีอยุ่ดีกว่า

การอบรมมารยาทการกินการนั่งการเดิน การใช้ชีวิต จะเน้นที่ความเป็นอังกฤษ
ตรงนี้ คนไทยที่มีบุตรหลานในระบบฟิน จะต้องสอนลูกตัวเองเรื่องมารยาทเอาเอง  เพราะระบบฟิน ไม่ค่อยมีความยุ่งยากในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ เอาสะดวกเข้าว่า
แต่คนอังกฤษจะไม่ใช่ ตรงข้ามโดยสิ้นเชิ้ง (คงพอเดาออกนะคะ)

คือ ความสะดวกบางทีมันก็แปลว่า มักง่ายน่ะค่ะ จะไอ จะหาว จะพูด คนฝรั่งเศสหรือเยอรมัน(หรือชาติอื่น) ไรงี้จะ ระมัดระวังมากกว่า
อันนี้โดยรวมไม่ได้แปลว่าเหมา 
มีบ้างที่ครอบครัวใหนอยู่ชนชั้นสูงหน่อย ก็จะดูแตกต่างพอสมควรในฟินแลนด์ คือมองออกชัดเจนมาก

แต่โดยมากแล้วคนที่นี่ยึดความเสมอภาค
ส่วนตัวแล้ว เสมอภาคมันก็ดีสำหรับคนรากหญ้าขึ้นมาเสมอภาคกับคนพอจะมีจะกิน
แต่คนที่พอจะมีจะกิน เค้าไม่คิดเรื่องนี้หรอกนะคะ
เช่น เห็นได้จาก สังคมกอล์ฟ คนฟิน จะให้เกียรติพวกระดับเดียวกันมากกว่าคนจนๆ 
แต่คนจนๆ ก็สบายใจหลงคิดว่าตัวเองเสมอคนอื่น
ตรงนี้ก็อยู่ที่ว่า ตัวคุณเองอยู่ส่วนใหน

ส่วนตัวป้าลี ไม่ปลื้มระบบนี้ค่ะ เพราะคิดเสมอว่า ถ้าเอาคนโง่ มาเสมอภาคกับคนฉลาด สังคมยุ่งเหยิงที่สุด 
แล้วจะรู้ได้ไงว่าใครโง่ ใครฉลาด คุณคิดว่าคุณรู้มั๊ยล่ะคะ ถ้าพูดตรงนี้
ภาวะทางสังคมมันบ่งบอก อย่ามาพยายามดราม่าเลย

ค่าเทอมเหรอคะ   เทอมละ 365 ยูโรค่ะ ปีละ สองเทอม หรือ ปีละ 700 กว่ายูโร คิดเป็นเงินไทย ก็ปีละ 30.000 กว่าบาท(ต่อปีนะคะ)

ถ้าเป็นระบบของฟินแลนด์ พ่อแม่ไม่ต้องจ่ายค่ะ (คุณแม่คนไทยหลายคนแฮปปี้ บอกว่าโง่ มีเรียนฟรีไม่เรียน จะไปเรียนให้เสีย 30.000 บาท ฮาาา)

อ้อ... เด็กที่นี่ ถ้าอายุไม่เกิน 17 จะได้เงินจากรัฐ เดือนละ 100 ยูโรโดยประมาณ
(ส่วนคุณแม่ที่มีลูกอายุแรกเกิดถึง 3 ขวบก็มีเงินเดือนประจำ หลายร้อยยูโร ต่อเดือน)


งานฝีมือนางก็ชอบ ชอบช่วยแม่ซ่อมบ้าน อย่างวันนี้ช่วยปูกระเบื้อง





ดำน้ำตื่นที่ฟลอริด้า พ.ย. 2016 นางไปใหนจะต้องสื่อสารกับคนสอนด้วยตัวเอง เพราะนางกลัว หรือ สั่งอาหารจะต้องสั่งด้วยตัวเองเพราะกินยาก หลายทริปพ่อครัวยกอาหารมาเสิรฟนางด้วยตัวเอง นางจะปลื้มที่สุดเพราะว่าได้เห็นพ่อครัวตัวเป็นๆ ใส่ชุดขาวใส่หมวก คือเด็กๆ จะปลื้มกับบางอย่างที่เค้าคิดว่าเป็นฮีโร่

พฤติกรรมตรงนี้ เด็กที่พูดอังกฤษได้จะกล้าแสดงออกมากกว่าเพราะสื่อสารภาษาอื่นได้ไม่ใช่แค่ภาษาฟินน์







 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2560    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2560 1:28:25 น.
Counter : 101 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เงินสวัสดิการ จากการเรียน อัมมัตติ ในฟินแลนด์



เคสนี้พูดถึงในกรณีที่อยู่ฟินแลนด์เกิน 3 ปีแล้วและไม่ได้เงินปรับตัวจาก TE แล้วด้วย

นั่นคือ

ถ้าคุณเข้ามาอยู่ฟินแลนด์และเรียนภาษาตามระบบของ เตเอแล้วต่ออัมมัตติแบบต่อเนื่อง คุณก็จะได้เงินปรับตัวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่เกิน สามปีก็ตาม(เตเอพิจารณาเป็นรายๆ ไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะได้เงินต่อเนื่องแหละถ้าเข้าอัมมัตติได้ก่อน 3 ปี)

แต่เคสของป้าลีจะแตกต่าง เพราะเกิดการผิดพลาดเรื่องถือวีซ่าผิดประเภท ทำให้เตเอ ระงับเงินช่วยเหลือทันที (ถูกระงับครั้งที่ 1 )

และโดดออกจากหลักสูตรการเรียนของเตเอ ถูกระงับครั้งที่  2
ตอนนี้ป้าลีอยู่ฟินแลนด์ครบ 4 ปี เป๊ะๆ เดือนม.ค. ที่ผ่านมานี้เอง  แต่เข้าเรียนอัมมัตติสาขาก่อสร้างบ้าน แม้จะอยู่ในระยะเวลาที่เตเอควรจะให้เงินต่อเนื่อง แต่ป้าลีก็ไม่ได้เพราะว่า ผิดเงื่อนไขของเตเอเรื่องประเภทของวีซ่านั่นเอง
(ป้าลีถูกระงับการจ่ายเงิน 2 ปีเต็ม คือ  2013,2015)

แต่ตอนนี้เข้าเรียนอัมมัตติ(เป็นครั้งที่ 2  แต่ต่างสาขา)  ก็เลยลองส่งเมล์ถามเตเอดูว่าเราสามารถขอเงินตกงาน หรือเงินว่างงานได้หรือไม่ เตเอแจ้งว่า สามารถสมัครมาได้ แต่จะเป็นการว่างงานแบบคนฟินแลนด์ที่เค้าทำงานมาก่อนหน้าแล้วเกิดตกงานหรือลาออกจากงาน แล้วขอเรียนต่อ (ประมาณนี้นะคะ)  แต่จะให้แค่  2 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นถ้ายังเรียนอยู่ให้ขอกินเงินนักเรียนแทน (225 ยูโร ต่อเดือน บวกค่าเดินทางและสวัสดิการของนักเรียนด้านอื่นๆ)

แต่กรณีที่เข้าเรียนอัมมัตติไม่ได้ ก็ไม่สามารถขอเงินตกงานตรงนี้ได้ ต้องออกไปหางานทำสถานเดียว(ดังนั้นเงินว่างงานของป้าลีจึงแตกต่างจากสาวๆที่มาอยู่ฟินแลนด์ใหม่ แต่ยังไม่ได้ที่เรียนเค้าเลยให้กินเงินว่างงานที่บ้าน คือคนละกรณีน่ะค่ะ)

ถ้าถามว่า เงินว่างงานในกรณีนี้ได้เท่าไหร่ เค้าจะให้ไม่เท่ากันในแต่ละเคส เพราะจะคำนวณจากการส่งภาษีของเราก่อนหน้าที่จะตกงานน่ะค่ะ  (แต่ป้าลียังไมไ่ด้ทำงานแค่มีสิทธิขอรับเงินในหมวดนี้แค่นั้นเอง)
ซึ่งเงินว่างงานตรงนี้จะจ่ายรวมให้เรากรณีมีบุตรที่อยู่กับเราด้วย(ตรงนี้เน้นนะคะ) แต่จะไม่ได้ค่าเดินทางไปเรียนเหมือนเงินนักเรียน
เคสป้าลีรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ  9xx  (บวกลบนิดหน่อยหลังภาษี) อันนี้รวมเงินลูกหนึ่งคนที่อยู่กับป้าลี

ปล.เงินลูกของคนว่างงานจะแตกต่างกับกรณีที่เด็กได้คนละ 100 ตามกฏหมายนะคะ
ปล.2 เงินว่างงานอันนี้ก็แตกต่างจากกรณีที่คุณได้เงินว่างงาน ณ ตอนที่เรียนในระยะสามปีแรก

มันอาจจะงงๆ แต่ว่า ที่เล่าตรงนี้เพราะต้องการให้ทราบว่า กรณีที่คุณอยู่เกินสามปีแล้วและไม่ได้เงินแล้ว แต่ถ้าต้องการจะเรียนทำไงถึงจะได้เงินต่อ เพราะว่าหลายคนพอไปทำงานแล้วเกิดเห็นอนาคตตัวเองลางๆขึ้นมา ไม่กล้าลาออกเพราะกลัวไม่มีเงินเลี้ยงลูก ตรงนี้ป้าลีก็เลยบอกว่า ถ้าเราออกมาทำงาน เราสามารถมาเรียนในสาขาที่เราชอบ แล้วขอกินเงินตรงนี้ได้ และสามารถของเงินช่วยในการตั้งธุรกิจส่วนตัว หลังจากเรียนจบในสาขานั้นๆ  เงินช่วยก็อยู่กับกิจการที่ทำค่ะ เช่น สาขาป้าลีเรียนและทำธุรกิจส่วนตัว เงินช่วยธุรกิจ ประมาณ 1000-2000 ยูโรต่อเดือน และเป็นเงินฟรีไม่ต้องกลับมาใช้คืน

เห็นมั๊ยคะ ว่าโอกาสจากการเรียนมันมีหลายอย่าง อย่าคิดแต่จะโดดไปหางานทำสถานเดียว ถ้าอยู่ฟินแลนด์ 




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560 13:54:13 น.
Counter : 309 Pageviews.  

หัวข้อที่เรียนและบรรยากาศการเรียน ก่อสร้างบ้าน(ฟินแลนด์)



การเรียนก่อสร้างที่นี่ แต่ละเทอม เรียนแตกต่างกันไปเล็กน้อย แต่หลักๆต้องเรียน
โปรแกรมเขียนแบบ AutoCad
โปรแกรมออฟฟิช พวก เวิรด  เอ็กเซล เพาเวอพอยท์(อันนี้เราถนัดเพราะใช้งานมาหลายปีดีดัก)
คณิตศาสตร์ สำคัญมากเพราะต้องเขียนแบบ อ่านแบบก่อสร้าง(คณิตฯ เนี่ย แค่เรียนในภาษาไทยก็จะตายอยู่แล้ว นี่เรียนในภาษาฟินแลนด์ นรกแตกมาก
เรียนภาษาฟินน์ เพราะต้องจำศัพท์ช่างฯ
เรียนเวิร์คช้อป อันนี้  80% ของการเรียนทั้งหมดค่ะ เพราะต้องลงมือปฏิบัติ
เรียน เศรษฐกิจ กฏหมาย
(เรียนภาษาอื่นเพิ่ม เช่น อังกฤษ และสวีดิช)
พละด้วยค่ะ (ที่สถาบันนี้มีโรงยิมส่วนตัวให้ค่ะ มีมวยไทยด้วย อิอิ)

บรรยากาศก็คือชั้นบนของตึกทั้งหลัง มีชั้นบนกับชั้นล่าง  แต่ละชั้นประมาณ 4ไร่น่ะค่ะ(คำนวณจากที่ดินเป็นไรที่บ้านเรา)  คือกว้างมากกกก (ชั้นล่างเป็นแผนกช่างกลฯ  แผนกเครื่องจักรฯ และช่างเหล็ก)

แบ่งออกเป็นโซน
โซนสร้างบ้านทั้งหลัง และหลังละประมาณ 20-35 ตรม.ให้ทำทีมละ3-6คนค่ะต่อหลัง
โซนทำห้องน้ำ,ปูกระเบี้อง,ห้องซาวน่า
โซนงานไม้ + อุปกรณ์ด้านงานไม้ทั้งหมด
โซนทำผนัง
โซนทำบ้านตากอากาศที่เรียกว่า  มึกกิ น่ะค่ะ เป็นบ้านเล็กๆ ทำจากไม้ ที่เค้าเอาไว้พักผ่อนตามเลคต่างๆ ที่ซาวน่าเสร็จก็เดินลงแม่น้ำได้เลย ประมาณภาพข้างล่างน่ะค่ะ
โซนทำเตาผิง (อันนี้ป้าลีสนใจเป็นการส่วนตัว)
โซนห้องปฏิบัติการ เช่น คอมฯ , งานออฟฟิชต่างๆ เช่น ห้องเคมีฯ ไรงี้น่ะค่ะ
โซนงานอิฐต่างๆ สารพัดอิฐเลยค่ะให้ก่อเล่น และหล่อปูน กรอกปูน และงานคอนกรีต

บรรยากาศถัดมาคือ

เบรคทุกๆ เข็มนาฬิกาตรงเลขชั่วโมงค่ะ เบรค 10-15 นาที แต่ความเป็นจริงแล้ว เด็กจะเลท บางทีก็เป็นครึ่งชั่วโมง นั่นแปลว่า พอกลับมาเรียนอีกครึ่งชั่วโมงก็เบรคอีก ไรงี้น่ะค่ะ 

ตอนเรียนเวิร์คชอป เปิดเพลงได้ รบกับเพื่อนได้ เล่นกันได้แบบสไตล์เด็กฝรั่ง ครูก็ไม่ว่าอะไร ขอแค่รับผิดชอบงานที่เค้าสั่งอะไรต้องเสร็จ จบ จะเต้นไปทำงานไปครูก็ไม่ว่า


นี่คือบ้านทั้งหลังค่ะ  ให้ทำทีมละ3-6คนต่อหลัง


 บ้านมึกกิ มองจากด้านหลังค่ะเป็นขนาดจำลอง  ส่วนอิฐที่กำลังก่อตรงนี้ ถ้าเสร็จแล้วก็ใช้รถขนไปทิ้งค่ะ วัสดุอุปกรณ์ทั้งหมด ผ่านการเรียนแล้วคือขนไปทิ้งสถานเดียว (อัพเดทรุ่น 2017 นะคะ บอกว่าวัสดุเริ่มขาด ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ในบางอย่าง)




นี่คือห้องซาวน่าค่ะ เป็นขนาดเล็ก


นี่ก็เป็นมุมปูกระเบื้องอีกที่หนึ่งค่ะ


ผนังห้องซาวน่าค่ะ ดูใกล้ๆ





เด็กจะไม่ยอมให้ป้าลีงานหนักอะไรเลย เค้ากลัวป้าลีปวดหลัง เช่น งานพวกยกไม้ ยกไรก็ตาม เค้าจะบอกว่า มุมโม่ะ (ยาย) มาเดี๋ยวช่วยยกให้ (ใครที่อยู่ใกล้จะออกตัวมายกให้ทุกราย) บรรยากาศแบบนี้น่ารักมาก แต่ป้าลีก็ไม่ยอมให้เค้าช่วยอย่างเดียว ป้าลีไม่ชอบเบรคก็จะไปเก็บกวาดช่วงเบรค หรือทำงานง่ายๆ สไตล์ผู้หญิงแก่น่ะค่ะ 
แต่ถ้าต้องเรียนในเครื่องมือ ก็ต้องทำทุกรูปแบบ เค้าจะให้มุมโม่ะไปลองสาธิตคนแรก (มันรักเราจริงๆว่ะ ให้ตายเถอะ โรบิน)

เรื่องการฝึกงาน

ไปฝึกที่ประเทศตัวเองก็ได้ เช่นป้าลีจะไปฝึกที่ไทย เป็นเวลา สามวีค ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรม ค่ากินในสามวีค คือเค้าจะออกให้ทั้งหมดค่ะ (แต่จะพิจารณาเป็นเคสไปนะคะ ไม่ใช่จะขอไปทุกคนได้ เพราะแต่ละคนอาจจะมาไกลเกินเช่น เมกาใต้ แต่ไทยก็ไกลนะแต่เค้าเชื่อถือว่าเราไปฝึกงานจริง)




 

Create Date : 31 มกราคม 2559    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2560 22:22:07 น.
Counter : 132 Pageviews.  

ประสบการณ์ เรียนช่างก่อสร้าง (สาขาหลัก) ฟินแลนด์

Rakennusala Perustutkinto (Stadin ammattiopisto,Helsinki)



พูดถึงการเรียนก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องแปลกอะไร ใครๆก็เรียนได้ แต่ที่แปลกและใหม่คือ เป็นการเรียนก่อสร้างในฟินแลนด์ (เฮลซิงกิ) ซึ่งเป็นประเทศที่แตกต่างจากอาชีพก่อสร้างที่เมืองไทย(อย่างไรนั้น มาว่ากันค่ะ) และที่สำคัญเรียนในหลักสูตรภาษาฟินแลนด์

และที่แปลกถัดมาคือ มันของใหม่ซิงๆ สำหรับป้าลีมากกกกก 

วันนี้ป้าลีมาเล่า(หรือระบายน่ะแหละ) ว่าทำใมด้วยวัยขึ้นเลข 4 แล้วทำใมมาแบกหามอยู่ต่างแดน (จากปริญญาโท นิด้า และทำงานด้านตลาดลงทุนแห่งประเทศไทย)

การเรียนของป้าลีเป็นการเรียนเฉพาะทาง  ด้านก่อสร้างสาขาหลัก นั่นก็คือ  เรียนการก่อสร้างทั้งหมด ตั้งแต่ เขียนแบบ,โครงสร้าง,เลยไปถึงการสร้างบ้านทั้งหลัง ทั้งแบบไม้ แบบคอนกรีต งานตกแต่งด้านใน ปูกระเบื้อง และทำห้องน้ำ ห้องซาวน่า  เออ ก็ทั้งหมดแหละนะ (ก่อสร้างบางสาขาเค้าสามารถแยกไปเรียนสาขาเฉพาะทางได้ เช่นจะเป็นงานไม้ก็ทำเฉพาะทางเรื่องการไม้ไปเลย ทาสีก็ทาสีไปเลย หรือจะปูกระเบื้องและงานเกี่ยวกับหิน ก็ลึกลงไปในสาขานั้นๆ แต่ของป้าลีสาขาหลัก คือเรียนทั้งหมดของตัวบ้านทั้งหลัง เคนะจ๊ะหลานๆ)

ในหลักสูตรนี้ต้องมีการฝึกงานสลับกับการเรียนทั้งภาคปฏิบัติและแก้ไขปัญหาก่อนไปต่อที่งานซ่อมแซม (ประมาณนั้นนะคะ)

ที่แปลกใหม่อีก คือ การก่อสร้างที่นี่เป็นประเทศเมืองหนาว เทคนิคและการก่อสร้างจึงแตกต่างจากเมืองไทย และการเรียนในประเทศยุโรป ก็แตกต่างในเรื่องของความทันสมัยที่สะดวกสบายในเครื่องมือและ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทั่วถึงมือผู้เรียน  เน้น ค่ะว่าทั่วถึงมือนักเรียนทุกคน (ในเมืองไทยเทคโนฯ ใหม่ๆก็ดีและดีกว่าที่นี่ อันนั้นไม่เถียงค่ะ แต่มันไม่ถึงมือนักเรียนน่ะค่ะ...นี่คือประเด็น)

ความยากของการเรียนสาขานี้ของป้าลี มี 2 อย่างที่ใหญ่หลวงมากๆ นั่นคือ

1.เรียนในภาษาฟินแลนด์ ซึ่งเรียนร่วมกับนักเรียนชาวฟินแลนด์
2.เรียนกับนักเรียนรุ่นลุกรุ่นหลาน (มันยากยังไง มาว่ากันค่ะ ป้าจะเล่าให้ฟัง)

เรื่องภาษาฟินน์มันเป็นปัญหาโลกแตก ที่ดับฝันคนไทยในฟินแลนด์มาหลายร้อยรายแล้วก็ว่าได้ ที่นี้เวลาเรียนเนี่ย เค้าสอนในระดับของการสอนคนฟินแลนด์น่ะค่ะ ดังนั้นเค้าจะพูดเร็วและใช้ภาษาพูด เช่น พวกตัวเลข เค้าจะพูดกันสั้นๆ และเร็วๆ ซึ่งแตกต่างไปจากที่เราเรียนในตำรา(ภาษาพูดก็ต้องเรียนแตกต่างออกไป) 

ป้าลีจะมีปัญหาสุดๆ เพราะเรียนช่างเค้าจะใช้ตัวเลขกันทุก 5 วินาที เช่น การเขียนแบบ การทำงานตามแบบ ตัดไม้ วัดระยะ  ตัวเลขทั้งนั้น... โอ๊ย เคลียดมาก

ส่วนเรื่องอายุ มันลำบากตรงใหนใครๆก็รู้ว่า การเรียนไม่มีจำกัดเรื่องอายุ เพศ  แต่... ความจริงแล้ว มันลำบากแบบนี้ค่ะ

เราอายุขึ้นเลข 4 ปุ๊บ แต่เรียนร่วมกับเด็กรุ่นลุก 17-18 ปีและจะมี แค่  2-3 คน ที่อายุ  26-28 ปี(ในห้องมี  13 คนค่ะ และมาบ้างไม่มาบ้าง ดังนั้น แต่ละวันจะเรียนกันประมาณ ไม่ถึงสิบคน)

มันลำบากตรงที่ด้วยวัยและวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วย (คนละรุ่นด้วย) ทำให้ต้องปรับตัวมากขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องภาษาเท่านั้น

ป้าลีเรียกว่ามันต้องใช้ความกล้า ระดับสูงทีเดียวที่จะ พาตัวเองไปสู่สังคมรายล้อมแบบนั้นในระยะเวลา  2-3 ปี

เพราะถ้าเป็นคนทั่วไป เค้าก็จะอยู่ในกลุ่มไม่ได้ เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่า เอ๊ะ เรามาตั้งต้นอะไรกับเด็กเหล่านี้เนี่ย  ชีวิตเราเดินมาไกลแล้วนะ ทำใมต้องมาเรียนใหม่ อะไรตรงนี้ด้วย เราจบปริญญาโท นิด้าและทำงานทั้งด้านการลงทุนและด้านการตลาด ในด้านการตลาดเราเป็นผู้จัดการระดับสุงแล้วนะ บริหารคนและทีมเยอะ

แต่เชื่อมะ.... ในหลายคนที่วัยเดียวกันนี้ เค้าจะรับไม่ได้กับการที่ต้องหยุดอะไรบางอย่างในชีวิต เช่น หยุดงานที่ทำมาตลอด  20 ปี แล้วมาลงเรียนใหม่ ก้าวแรกเลย ณ จุดนี้ คุณนึกออกใช่มั๊ยคะว่ามันยากที่จะปรับใจให้ยอมรับได้ แล้วไม่ใช่แค่ 3-6 เดือนด้วยนะ แต่มันต้อง เกือบ 3 ปีเลยล่ะ 

นอกจากความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่เราต้องทุบทางเดินตัวเองแล้วเราต้องมีความบ้าระดับเทพ ไม่ใช่แค่ลูกเทพด้วย ต้องระดับพ่อเทพแม่เทพ เลยทีเดียว ไม่งั้นพาตัวเองไปโรงเรียนไม่ถึง  2-3 ปีแน่

ด้านความยากด้านอื่น มันก็มีอยู่แล้ว เช่น ด้วยความที่ทำงานด้านการตลาดเราจะหิ้วปากไปทำงานเท่านนั้น ส่วนด้านการลงทุนที่เคยทำงาน ต้องใช้แค่ปากกา แต่นี้เต้องเปลี่ยนมาจับเครื่องตัดไม้ สว่านตัดเหล็ก เลื่อย ฯลฯ คุณว่ามันง่ายมะ ...

"จากสาวทำงานด้านเศรษฐกิจการลงทุนประเทศไทย  สู่แรงงานก่อสร้างประเทศฟินแลนด์)

แต่ถ้าถามว่า แล้วทำทำใม ถ้ามันยากขนาดนั้น?

"ต้องการใบอนุญาติด้านก่อสร้างและซ่อมแซม"

นึกออกแล้วนะคะ ว่าเป้าหมายของป้าลีคืออะไร   ไปหาสมัครงานเพราะช่างก่อสร้างหางานง่าย.... คุณคิดแบบนั้นจริงๆ หรือ?

เอาล่ะ ...ย้ายไปหัวข้ออื่นๆกันค่ะ

หลังจากสุ้รบปรบมือกับการสอบเข้า(สอบภาษาฟินน์ ทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์) ป้าลีก็สอบไม่ได้หรอกนะคะ สอบมาสามครั้งและในการสอบแต่ละครั้งก็มีพาร์ทใดพาร์ดหนึ่งที่ไม่ผ่าน (สอบเข้าในสาขาออกแบบและต่อเติม) 

อ้าว...เข้าเรียนได้ไงล่ะป้า?

อันนี้ชาวไทยทุกคนต้องอ่าน ถ้าคิดจะอยู่ฟินแลนด์

ด้วยความที่เราเป็นศิษฐ์เก่าของสถาบันที่เราเรียนอยู่ตรงนั้น MAVA ซึ่งเป็น มาว่ะ สาขาก่อสร้าง  เค้าเลยจับเราต่ออัมมัตติ ของสถาบันที่เราอยู่นี่แหละค่ะ(ที่จริงเค้าช่วยค่ะ อิอิ ไม่ได้จับหรอก)  นั่นก็คือ ก่อสร้าง(แต่เราต้องการเรียนออกแบบและต่อเติมในตอนแรกอ่ะนะ ที่สอบไม่ผ่านน่ะค่ะ สอบในสถาบันในเฮลซิงกิทุกสถานบันที่เปิดสอน)

(ใครที่ไม่ได้ตามอ่านหลักสูตรมาว่ะ ที่ป้าลีเขียน   ก็คือ MAVA  มันมีหลายสาขาไม่ใช่แค่จะเรียนภาษาฟินน์อย่างเดียวนะคะ ป้าลีใช้หลักการเดียวกันนี้ ณ ตอนที่ได้ อัมมัตติปีแรกที่เข้ามาอยู่ฟินแลนด์เช่นกัน นั่นคือ จังหวัด ยุวาสกูล่ะ เค้าจะจับเราต่ออัมมัตติของสถานบันเค้าถ้าเราสามารถ พาตัวเองไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นของเค้าก่อนหน้าที่จะต่ออัมมัตติได้ เค้าจะไม่ปล่อยเราออกมาเดินเล่นหาที่เรียนข้างนอกหลังจบหลักสูตระยะสั้นของเค้าและถ้าเราหาสอบที่ใหนไม่ได้ นึกภาพออกใช่ป่ะคะ?  ดังนั้นหน้าที่คุณคือ.... ก่อนจะไปเรียนภาษาฟินน์ หรือหลักสูตรระยะสั้นอะไรให้คิดถึง ก้าวถัดไปด้วยว่าถ้าเราสอบเข้าที่ใหนไม่ได้ เราก็ยังมีโอกาสได้เรียนในสถาบันเดิม ดังนั้นเค้าสอนอะไรในสถาบันนั้นๆ  ดูก่อนค่อยก้าวไปเรียนหลักสูตรระยะสั้นของเค้า เคนะคะ ตามนั้น)

พอเปิดเทอมวันแรก ก็จะเข้าไปเลือกไซด์เสื้อผ้า และรองเท้าเซฟตี้ (ฟรีค่ะ) 

เลือกไซด์เสร็จเค้าก็จะเอาไปปักชื่อสถาบันที่ชุดน่ะค่ะ (ชุดที่ได้เป็นสีส้ม)

การเรียนอัมมัตติที่นี่(ตั้งกะหลักสูตร  MAVA แล้ว) เค้ามีอาหารกลางวันฟรี อุปกรณ์การเรียนฟรีทุกอย่าง แบกหน้าไปเข้าห้องเรียนพอ

และจะต้องถ่ายรุปติดบัตร พร้อมทั้งรับกุญแจทั้งแบบอ่านโค๊ดและกุญแจห้องล็อคเก้อร์ของสาวๆ  และกุญแจประตูที่ต้องผ่านโค๊ดนั้นสามารถเข้าออกได้ทุกประตูโรงเรียน (นั่นคือคุณเข้ากี่โมงออกกี่โมงและไปเดินเล่นอะไรในห้องใหน เค้ารู้หมด ดังนั้นอย่าได้คิดจะหยิบจับอะไรไปเด็ดขาด)

ต่อเพจหน้าค่ะ มือเริ่มหงิกจากการพิมพ์






 

Create Date : 31 มกราคม 2559    
Last Update : 31 มกราคม 2559 14:08:20 น.
Counter : 617 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
Lee Jay
Location :
Nurmijärvi,Helsinki Finland

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 133 คน [?]




ชื่อ ลี ค่ะ เป็นป้ารุ่นน้อง(ยังไม่ถึงกับเป็นป้ารุ่นพี่)

ป้าลีทำบล็อคส่วนตัว หากภาษาที่ป้าลีใช้ไม่สุภาพ
หรือเขียนผิด ป้าลีขออภัยมา ณ โอกาสนี้นะคะ

บล็อคนี้อยากเสนอเรื่องราวของตัวเอง ทั้งเรื่องเรียน
เรื่องการใช้ชีวิตในฟินแลนด์หรือการท่องเที่ยวไปตลอดเกือบ 30 ประเทศ ณ ขณะนี้ (หลายประเทศที่ชอบไปมากกว่า 3 ครั้ง เช่น เยอรมัน ออสเตรีย เชค และอื่นๆ )

แนวคิดส่วนตัวซึ่งอาจจะมีสองด้าน ทั้งลบและบวก

อยากให้พิจารณาและเลือกอ่านเอาเองนะคะ

และก่อนจะก็อปปี้เพจใดๆ หรือรูปภาพต่างๆ
ให้ขออนุญาติป้าลีก่อน ไม่ได้ใจร้าย แต่อย่ามักง่าย...

ถ้ายังฝืนลักลอบก็อปปี้ไป............ขอให้ไม่เจริญและทนทุกข์กับชีวิตที่เหลืออยุ่.....




New Comments
Friends' blogs
[Add Lee Jay's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.