พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

พาเที่ยวแถว People's square (พาช้อปฯ ซะเยอะ พาชมซะบ้าง :P )



เขียนถึงความเป็นอยู่ การช้อปฯ และชิม มาก็หลายบล็อกแล้ว เรื่องเที่ยวกลับไม่ค่อยมีเลย เดี๋ยวจะเสียคอนเซ็ปท์ของบล็อกไปซะก่อน คราวนี้มาเริ่มที่ A must to go ในเวิ้ง People’s Square อย่างพิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ Shanghai museum หรือ Shanghai Bo2 wu4 guan3 (ชั่งไห่โป๋อู้ก่วน) กันก่อนนะคะ *****อัพเดทข้อมูล ปัจจุบันไม่ต้องจ่ายค่าเข้าชมอีกแล้ว เริ่มมาตั้งแต่เดือนมี.ค. 2008 ค่ะ)*****


ระหว่างทางเดินไปพิพิธภัณฑ์ ก็เห็นครอบครัวคนจีนที่มักจะพาลูกหลานมาวิ่งเล่นในสวนสาธารณะซึ่งมีอยู่ทั่วเซี่ยงไฮ้ เด็กๆ ก็ดูจะมีความสุขกับการวิ่งไล่จับนก (ช่วงนั้นไข้หวัดนกกำลังระบาด แต่พ่อแม่เค้าก็ไม่ยักห้ามค่ะ)


เข้ามาในพิพิธภัณฑ์ก็มุ่งขึ้นไปที่ชั้น 2 ได้เลยค่ะ จะแบ่งเป็นโซนๆ ไป มีทั้งเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย อาวุธ อุปกรณ์เครื่องใช้ อาวุธ ประติมากรรมต่างๆ ในสมัยโบราณให้เลือกชมได้ตามอัธยาศัยค่ะ ที่นี่เค้าจะไม่แบ่งตามราชวงศ์เหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ นะคะ แต่แบ่งตามตัวของที่โชว์



มีรูปจำลองเพื่อให้เห็นวิถีชีวิตคนสมัยก่อน


รูปวาดก็มีนะคะ


หลักฐานที่แสดงว่า พระพุทธศาสนา เคยรุ่งเรืองในเมืองจีนเมื่ออดีต


ถ้าศรัทธาไม่พอคงทำแบบนี้ไม่ได้แน่คะ


นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็ยังมี Shanghai Urban planning exhibition centre (Shanghai Chengshi Guihua Zhanshiguan) หรือ ผังเมืองของเซี่ยงไฮ้ กับ Grand theatre ซึ่งเจ้า 2 ตึกนั้นมีความคล้ายคลึงกัน ถ้ามองเผินๆ จะเป็นตึกสีขาวๆ มีรูปทรงเหลี่ยมๆ ขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วยังอยู่มุมถนนใกล้กันอีก จุดสังเกตคือ Grand theatre ด้านบนจะเป็นเส้นตรงตัดแบบนี้



ขณะที่ Urban planning นั้นจะเป็นแบบนี้



เข้าไปในผังเมืองของเค้า แล้วอยากให้ผู้ที่รับผิดชอบด้านผังเมืองของกรุงเทพมหานครเรามาดูบ้างจังค่ะ ค่าเข้าก็แค่ 30 หยวนเองค่ะ มาเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นแรกเลยนะคะ ชั้นนี้จะเป็นภาพรวมของเซี่ยงไฮ้ในอนาคตแบบคร่าวๆ



เจ้าสวนสนุกที่เห็นว่าจะขึ้นตรงริมแม่น้ำหวงผู่เนี่ยจะสร้างเสร็จราวๆ ปี 2010 ค่ะ



ชั้นสองจะมีภาพเปรียบเทียบระหว่างเซี่ยงไฮ้ในอดีตกับปัจจุบัน ดูสิคะกว่าจะเป็น Pudong (ผู่ตง) โซนธุรกิจใหม่ของเซี่ยงไฮ้ได้ ต้องลงทุนกันขนาดไหน



ถนนคนเดินสุดฮิต... หนานจิงตงลู่ (Nanjing dong lu) ใครจะมองออกว่ามันจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้



รูปจำลองของสวนอวี้ หรือ อวี้หยวน Yu Yuan (Yuan = Garden)


ส่วนชั้นสามนี่ถือเป็นไฮไลท์เลยค่ะ เพราะจะแสดงผังเมืองเซี่ยงไฮ้ในปี 2020 ใครอยากจะรู้ว่าจุดที่เราอยู่ (ในเซี่ยงไฮ้) นั้นอนาคตจะถูกเปลี่ยนเป็นอะไร ก็แวะไปดูกันได้ค่ะ


พอจะมองเห็นหอไข่มุกที่เป็นตุ่มสีแดงๆ อยู่ลิบๆ มั้ยคะ แสดงให้เห็นว่าเมืองเซี่ยงไฮ้จะขยายไปจากเดิมที่เป็นอยู่มากกกกกก และถ้าดูดีๆ ที่สะพานด้านหน้า เป็นความชาญฉลาดทางวิศวกรรมของเค้าที่นักการเมืองไทยควรจะมาศึกษาไว้ เวลาได้เป็นรัฐบาล จะทำโครงการทางด่วนหรือสะพานอะไร จะได้รู้จักคิดหาทางที่จะประหยัดพื้นที่ เงินเวนคืน ฯลฯ มากขึ้น ไม่ใช่จ้องแต่จะหาทางโกงกินเป็นกันอย่างเดียว


ชั้นสี่ ชั้นนี้ยิ่งน่าตกใจค่ะ เค้าวางแผนเรื่อง การโทรคมนาคม ไว้ค่อนข้างละเอียด ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง ยืนอ่านๆ แล้วก็นึกถึงบ้านเรา มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ ในยุคที่การสื่อสารโทรคมนาคมเปรียบได้ดั่งอาวุธแบบนี้ เรากลับปล่อยให้อาวุธมันกลับมาทิ่มแทงลูกหลานในครอบครัวเราด้วยการปล่อยให้ติดเน็ท ติดมือถือ ติดเกม แทนที่จะเอาเครื่องมือเหล่านี้ติดตัวไว้หาความรู้เพื่อไปต่อสู้กับโลกภายนอกและอนาคตที่ต้องแก่งแย่งกันมากขึ้น


อีกหน่อยเค้าจะมี TV digital ที่สามารถควบคุมได้ด้วยเสียง มี VDO on demand รวมถึงทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Billing service หรือ E-business ได้ง่ายๆ เพียงแค่ click เดียว

จำลองอาคารทั้งหมด (รวมถึงที่ยังไม่ได้สร้างด้วย) ที่เป็นสัญลักษณ์ของเซี่ยงไฮ้ไว้ในจุดเดียว



ออกจากผังเมืองแล้วก็เดินไปทางซ้ายมือ จะถึงถนนหนานจิงตะวันออก (Nanjing dong lu) ซึ่งเป็นถนนคนเดินแล้วค่ะ



ขอเพิ่มเติมความเห็นนิดนึงว่า ศักยภาพทางวัตถุของไทยคงไม่มีวันเทียบเท่าจีนได้ เพราะประเทศเราไม่ได้มีเงินทองมากมายขนาดนั้น แต่ศักยภาพของบุคคล วัดกันตัวต่อตัว มั่นใจได้เลยว่า คนไทยไม่ได้ด้อยกว่าใคร เสียแต่เราไม่เคยดึงออกมาใช้ในทางที่ถูกที่ควร

สมองที่จะคิดหาทางโกง ถ้าเอามาใช้เพื่อพัฒนาประเทศ บ้านเราก็คงจะไปได้ไกลกว่านี้มาก หากไม่คอยปัดแข้งปัดขา ขวางความเจริญเพราะผลประโยชน์
สมองที่จะเอาชนะเกม มีกิ๊ก หลอกฟันสาวทางเน็ท ถ้าเยาวชนของเราเอามาใช้ศึกษาความรู้ที่มีอยู่ทั่วโลกทางอินเตอร์เน็ท ก็คงไม่ต้องมีเรื่องท้องระหว่างเรียน ทำแท้ง หรือ มีเด็กถูกทิ้งมากมายขนาดนี้ ครอบครัวก็ไม่ต้องมีการหย่าร้างกันเพราะสามีไปนอนกับผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันทางเน็ท หรือ ผู้หญิงถูกมอมยา ปล้นทรัพย์เพราะนัดพบชายที่ไม่รู้จักทางเน็ทด้วยเช่นกัน

เอ... ขึ้นต้นด้วยเรื่องเที่ยว ไหงจบด้วยเรื่องเครียดแบบนี้น้า.... เอาเป็นว่า ขอจบการพาเที่ยว People’s square เท่านี้ก่อนนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาชมค่ะ




 

Create Date : 11 มกราคม 2550    
Last Update : 15 ธันวาคม 2552 10:57:11 น.
Counter : 1956 Pageviews.  

ตลาดชื่อย้าว ยาว ที่เค้าว่า เค้าเป็นตลาดเซี่ยงหยางใหม่

ว่าจะเขียนบล็อกนี้ตั้งแต่กลับมาถึงเมืองไทยใหม่ๆ แต่มันก็ไม่ได้อารมณ์อยากจะเขียนซักทีค่ะ มัวแต่เขียนบล็อกอื่นอยู่

วันนี้ก็ได้ฤกษ์ซะที ออกเดินทางกันดีกว่าค่ะ ไม่ว่าคุณจะพักอยู่ละแวกไหนของเซี่ยงไฮ้ ถ้าจะไปที่ตลาดนี้ นอกจากแท็กซี่กับเดินไปแล้ว ก็เห็นจะมีรถไฟใต้ดินสายที่ 2 นี่ล่ะค่ะที่เป็นพาหนะพาไปได้

สายนี้จะวิ่งพาดผ่านถนนหนานจิง สะดวกตรงไหนก็ขึ้นได้เลยค่ะ พอขึ้นมาแล้วก็หาป้ายลงไว้ได้เลย ป้ายที่ว่า ชื่อตรงกับสถานที่เป๊ะ จึงง่ายต่อการจำ Shanghai Science & Technology meseum ค่ะ

เมื่อไหร่ได้ยินก็เตรียมลงได้เลยค่ะ พอลงจากรถมาแล้วไม่ต้องเดินขึ้นมาข้างบนนะคะ ก่อนจะเดินออกจากทางออกของสถานีก็หาป้ายแบบนี้เพื่อดูว่าเราอยู่ไหนเป็นอันดับแรก





พอพ้นออกมาบริเวณที่เป็นทางเดินรอบสถานี ให้มองหาป้ายแบบนี้นะคะ



ทางเข้ามีหลายทางค่ะ จะเข้าทางไหนก็เหมือนกันแล A, B, C.....




เข้ามาแล้วก็จะได้เห็นสภาพสดใส ต่างกับตลาดเซี่ยงหยางเดิมแบบฟ้ากับเหวเลยค่ะ



แต่ถ้าเทียบบรรยากาศการค้าแล้ว รูปข้างล่างนี่ถ่ายในวันอาทิตย์ช่วงบ่ายค่ะ



นี่อีกมุมนึงค่ะ


นี่เป็นทางเข้าตลาดเซี่ยงหยางเดิม ในช่วงวันเวลาเดียวกัน แต่คนละปี คือ วันที่ 26 พ.ย. (ช่างบังเอิญจริงจริ๊งงงง) แต่รูปด้านล่างนี่ถ่ายวันเสาร์บ่ายนะคะ
ทางเข้าแรก


อันนี้ประตูกลาง ซึ่งไม่ค่อยจะมีคนเข้าออกทางนี้เท่าไหร่ เพราะอยู่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินมาอีกหน่อยนึงค่ะ


เทียบกันแล้วรู้สึกว่า ตลาดใหม่ทั้งอยู่ไกล และไม่มีบรรยากาศความสนุกสนานแบบตลาดเก่าหลงเหลืออยู่เลย นี่อาจจะเป็นเหตุผลให้ตลาดนี้ดูเงียบเหงาแม้แต่ในวันเสาร์อาทิตย์ แต่ก็ทำให้เดินได้สบายมากขึ้นเช่นกันเพราะไม่ต้องคอยหลบคนไปมา

ในเซี่ยงไฮ้จะมีที่ Shopping หลายสไตล์ ชอบแบบไหนก็ลองไปดูกันนะคะ




 

Create Date : 20 ธันวาคม 2549    
Last Update : 28 มีนาคม 2550 17:35:56 น.
Counter : 2203 Pageviews.  

แหล่งช้อปปิ้งในเซี่ยงไฮ้แทนที่ตลาดเซี่ยงหยาง 1 (หลังห้างโซโก้)

หลังจากที่ตลาดเซี่ยงหยาง Xiangyang market ปิดตัวลงเมื่อกลางปีนี้ แหล่งช้อปปิ้งของคนต่างชาติและชาวเซี่ยงไฮ้ก็กระจัดกระจายออกไปตามแหล่งต่างๆ เท่าที่พอจะสำรวจมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็มีตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

เอาแหล่งที่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวก่อนนะคะ อย่างตรงด้านหลังของห้างโซโก้ (จิ่วกวง = Jiu guang) ซึ่งติดกับ วัดจิ้งอัน Jing an si (Si = temple)

ตรงนี้จะมาค่อนข้างง่าย แต่อาจจะหายาก (เอ๊ะ..ยังไง) เพราะจุดสังเกตตรงทางเข้ามันไม่สะดุดตาเหมือนตลาดเซี่ยงหยางค่ะ สำหรับคนที่มาทางรถไฟใต้ดินนั้น ใช้สาย 2 นะคะ ออกได้หลายทางที่จุดนี้ ถ้าไม่ได้รีบร้อนอะไร จะลองเดินขึ้น เดินลง ทางออกที่ 5 และ 1 ก่อนก็ได้ เพราะมีร้านรวงให้ดูเยอะ แต่ถ้าเอาแบบทะลุถึงตลาดนี้เลยก็ต้องทางออกที่ 2 ค่ะ จะไปโผล่ในชั้นใต้ดินห้างโซโก้เลย แล้วคุณก็ต้องหาทางเดินออกที่จอดรถ ให้ทะลุไปถึงถนนที่อยู่ด้านหลังชื่อว่า Yuyuan road (อย่าไปสับสนกับสวนอวี้เข้านะคะ ที่เมืองจีนนี่ชื่อถนนซ้ำกันเกือบทุกจังหวัดเลย เพราะเค้าเอาชื่อเมืองมาตั้งกัน)

เอาเป็นว่าดูผังทางออกรถไฟใต้ดินเลยแล้วกันค่ะ (รูปมันเล็กไปนิด พยายามเพ่งๆ หน่อยนะคะ)



ตรงนี้เป็นทางออกที่มีร้านรวงให้เดินดูค่ะ



ทางออกที่ 1 โผล่มาก็จะเจอแบบนี้



มองไปฝั่งตรงข้ามจะเจอวัดจิ้งอัน แบบนี้ค่ะ (ในวัดจิ้งอันดูได้ในบล็อกด้านล่างตรงถนนหนานจิงนะคะ)



มองถัดไปอีกนิดก็จะเจอห้างโซโก้ หรือ ที่คนจีนเรียกว่า จิ่วกวง ค่ะ



ถ้าขี้เกียจเดินกลังลงไปอีก ก็เดินไปข้ามถนนตรงสี่แยกได้เลย แต่ถ้าอยากจะดูร้านรวงที่ขายของในสถานีรถไฟใต้ดิน (จะซื้อบัตรโทรศัพท์ บัตรโดยสาร ก็ซื้อหาซื้อได้ในนี้ล่ะค่ะ สะดวกสุด) ก็เดินกลับลงไปใหม่แล้วเดินขึ้นมาออกที่ทางออกที่ 1 ค่ะ ซึ่งจะโผล่ตรงด้านข้าง หรือ ไปออกที่ทางออกที่ 2 ซึ่งทะลุเข้าชั้นใต้ดินของห้างเลยก็ได้ค่ะ



จากทางออกที่ 2 นั้น ให้คุณเดินขึ้นชั้นบน คือ ชั้น G หาทางไปออกที่ Car park ของห้าง แล้วคุณจะเห็นประตูกระจกฝั่งตรงข้าม ให้เดินข้ามถนนในห้างมาทะลุประตูนั้น คุณก็จะออกมาที่ถนน Yu Yuan ได้โดยง่ายค่ะ ออกมาแล้ว หน้าตาถนนก็จะเป็นแบบนี้....



จริงๆ ตลาดนี้เข้าได้หลายทางค่ะ แต่กันหลงไว้ก่อน ไปเข้าที่ประตูใหญ่ซึ่งพอจะมีจุดสังเกตอยู่บ้าง คือ ทางเข้าจากตรงนี้ซึ่งเป็นทางที่อยู่ตรงกลางตลาดเลยค่ะ



ด้านในของตลาดก็จะมีของหลายอย่างให้เลือกช้อปฯ ได้ดังใจ แต่ต้องอาศัยวิทยายุทธในการต่อรองเอาเองนะคะ ตลาดนี้ราคาจะสูงกว่าเซี่ยงหยางเดิม แต่ยังคงบรรยากาศใกล้เคียงได้มากกว่าตลาดอื่นๆ ค่ะ



ส่วนตลาดอื่นๆ ไว้มาว่ากันต่อในบล็อกหน้านะคะ ขอไปนอนเอาแรง เพื่อเตรียมอาหารถวายเพลวันพรุ่งนี้ก่อนค่ะ (เดือนนี้เป็นเดือนที่เราควรทำอะไรดีๆ ร่วมกันถวายในหลวง ขอพรพระให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ให้มากที่สุด ช่วยๆ กันนะคะ )


***** ขออัพเดทตลาด Xiao Ting นี้นะคะ ปัจจุบันได้ถูกปิดไปเรียบร้อย ฉะนั้น... คงต้องย้ายไปช้อปปิ้งกันที่ตลาดอื่นๆ ต่อไปค่ะ *****




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2549    
Last Update : 1 ตุลาคม 2551 20:09:51 น.
Counter : 4865 Pageviews.  

หัดทำเสี่ยวหลงเปากันมั้ยคะ

ช่วงที่อยู่เซี่ยงไฮ้ได้ลองไปเข้าคอร์สสอนทำเสี่ยวหลงเปามาค่ะ

ตอนแรกก็นึกว่าคงไม่ยากมั้ง แค่นวดๆ แป้ง คลึงๆ แล้วใส่ไส้ เอาไปนึ่ง ประสาคนทำแสนเก่ง อะไรๆ ก็ดูจะง่ายไปซะโม้ดดดดด

ว่าแล้วก็สมัครไป เสียค่าเรียนครั้งละ 200 หยวน ตั้งแต่เก้าโมงถึงเที่ยงกว่าๆ

รูปห้องเรียนค่ะ เพิ่งมีเพื่อนร่วมชั้นชาวญี่ปุ่นเข้ามานั่ง



ใกล้เวลาแล้วค่ะ นักเรียนเริ่มเยอะขึ้น มีฝรั่งหลงมาอีก 1 คุณครูก็มาแล้ว ห้องนี้มีไต้หวัน 1 สวีเดน 1 ญี่ปุ่น 4 ล่ามญี่ปุ่น 1 จีน 2 (มาทำไมกันเนี่ย น่าจะทำเป็นอยู่แล้วนี่นา ของง่ายๆ แบบเนี้ย) และไทย 1 ค่ะ



คุณครูมาแล้วววว


มาดูส่วนผสมกันค่ะ เห็นแล้วจะบอกว่า ง่ายมากๆ
มีแป้งสาลี เกลือ พริกไทย และน้ำเปล่าสำหรับตัวแป้ง
ส่วนไส้ ก็มี หมูสับ หนังหมูติดมันเยอะๆ ตุ๋นจนพองชุ่มน้ำซุป (ใช้เวลาต้ม ไม่มากเลยค่ะ แค่ 3-4 ชม. เอ๊งงงง ) แล้วเอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คุณครูบอกว่าใช้เครื่องสับเอาได้ค่ะ ที่เห็นในชามหมูนั่นล่ะค่ะ ใสๆขาวๆ นั่นล่ะใช่เลย แล้วก็เกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอยนิดหน่อย น้ำตาลทราย ผงปรุงรส น้ำมันงา ขิง และน้ำเปล่าค่ะ



ก่อนอื่นเอาเกลือ พริกไทยใส่แป้ง เทลงบนโต๊ะแล้วทำหลุมตรงกลางค่ะ แหม...เหมือนทำพาสต้าเลยนิ แล้วเทน้ำลงไปกะให้คลุกแป้งให้พอชื้นๆ ทัวกันก่อน พอรวมแป้งกันเป็นก้อนแล้ว ก็นวดไปเรื่อยๆ ค่ะ วิธีนวดคือ เอาส้นมือ กดแล้วลากออกจากตัวค่ะ แบบนี้เลย มือที่เห็นแปะพลาสเตอร์นั่น ไม่ได้เกิดจากการทำเสี่ยวหลงเปานะคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ใจเสียไปซะก่อน แม่ครัวหัวเห็ดทำน้ำมันกระเด็นใส่ตัวเองเม็ดเป้งๆ เลยค่ะ ตอนทอดไก่ให้ฝาละมี

แป้งเนี่ย พอนวดทั้งก้อนได้ที่แล้ว ก็ต้องมีวิธีเด็ดออกมาเป็น 10 ส่วนค่ะ (เค้าเด็ดจริงๆ นะคะ ไม่ใช่ตัด หั่น หรือ บีบ มีท่าวุ่นวายมั่กๆ) แล้วก็เอาแต่ละก้อนมาคลึงให้เป็นแผ่นบางๆ โดยใช้ไม้เล็กๆ มากลิ้งให้ตรงขอบบางกว่าตรงกลาง ไม่งั้นไส้จะทะลุตรงก้นค่ะ



ส่วนไส้นี่ ให้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป และคอยเติมน้ำเปล่าลงไปเรื่อยๆ จะมีน้ำซุปหรือไม่ ก็ขึ้นกับตรงนี้ด้วยค่ะ ข้อสำคัญต้องกวนไปในทางเดียวกันเท่านั้นนะคะ พอเป็นเนื้อเดียวกันแล้วค่อยใส่เจลลี่ซุปที่ต้มกับหนังหมูซึ่งปั่นเป็นเม็ดเล็กๆ ลงไปกวนให้เข้ากัน หมั่นเติมน้ำทีละนิดๆ นะคะ หมูจะอุ้มน้ำไว้ในเนื้อ

ลองดูความสนุกสนานและความง่ายของการทำเสี่ยวหลงเปาจากหน้าคุณฝรั่งคนนี้สิคะ



ฮ้า... ได้มาสี่ลูกแล้วค่า เห็นมั้ยคะ ง่ายมั่กๆ



ขณะที่นักเรียนคนอื่น เค้าทำกันไปได้เต็มถาดเลี้ยวอะ



คุณครูชักจะเริ่มเครียดแฮะ หันไปทางไหน เค้าก็เริ่มถาดที่สองกันแล้วค่ะ แม่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอยังเพิ่งได้ลูกที่ห้าอยู่เล้ยยยยย




ทำไงดีล่ะเรา เจ็ดลูกนี่ก็เมื่อยจะแย่แล้ว ขอลักไก่ไปนึ่งพร้อมเพื่อนไต้หวันก่อนละกันนะคะคุณครูขา... (หน้าตามันดูมอมแมมนิดนึงนะคะ ทำของง่ายๆ ก็งี้ล่ะค่า...)



ที่นึ่งค่ะ ดูโปรฯ มั่กๆ



นึ่งออกมาแล้วถาดแรกค่ะ ลองทายดูสิคะ อันไหนของอิช้านนนน



อันนี้แบบเต็มๆ ค่ะ ถาดที่สอง คุณครูบังคับให้ทำจนเต็ม เพราะไส้ยังเหลือเยอะมากกกก (แอบวางห่างๆ ไม่ให้คุณครูสังเกต ดูสิคะ มีแค่เก้าอันเองอะ ไส้ที่เหลือแอบแบ่งให้คุณเพื่อนไต้หวันข้างๆ และคุณฝรั่งสาวค่ะ คุยกันหนิดหนมดีเพราะเค้าชอบเมืองไทย คนนึงไปภูเก็ต อีกคนไปเกาะพงัน - เกี่ยวกันกับเสี่ยวหลงเปามากเลย)



เทียบกับเสี่ยวหลงเปาของร้าน Din tai fung ดูหน่อยดีมั้ยคะ



รึจะเทียบของ Crystal jade ที่ว่าแป้งบางเฉียบดู อันนี้ที่สาขาซินเทียนตี้ค่ะ



เอาให้แน่ๆ ว่าของเราเจ๋งกว่า นี่ก็ Crystal jade สาขา Westgate mall ค่ะ



คงจะพอเห็นภาพแล้วใช่มั้ยคะ ว่าการทำเสี่ยวหลงเปานั้นง่ายดายขนาดไหน

สำหรับใครก็ตามที่คิดจะทำแล้วล่ะก็ อย่าลังเลอีกเลยค่ะ มันง่ายจริงๆ

เพียงแต่อิชั้นขอบายไปซื้อเค้ารับประทานเพื่อสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจะดีกว่าค่ะ


ทำไมเหรอคะ ก็หลังจากที่เรียนและเก็บของเสร็จเป็นคนสุดท้ายของห้อง (ของง่ายๆ ก็ใช้เวลามากกว่าคนอื่นเค้าแบบนี้ล่ะค่า )

คุณครูเพิ่งจะมาบอกว่า จริงๆ แล้ว เสี่ยวหลงเปาเนี่ย เค้าจะมาเรียนกันหลังจากที่เรียนทำ Shenjian bao (ซาละเปาทอด) และ Jiaozi (เกี๊ยว) กันเป็นก่อนแล้ว เวลาจีบมันจะง่ายขึ้น แล้วคนจีน ญี่ปุ่นกับไต้หวัน 6-7 คนนั่นก็เรียนผ่านมาแล้ว มีแค่อิชั้นกับคุณฝรั่งแค่ 2 คนที่หลงเข้ามาเรียนมันก่อนคอร์สอื่นๆ ค่ะ

ฮึ่ม...มิน่าล่ะ




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 2 มิถุนายน 2550 9:54:55 น.
Counter : 12889 Pageviews.  

เดินเล่นเย็นใจไปบนถนน Nanjing, Shanghai

หลังจากกลับเข้ามาอ่านบล็อกตัวเองแล้ว ก็รู้สึกได้เลยว่า นี่มันบล็อกอาหารอย่างเดียวซะแล้วมั้งเนี่ย ไม่เห็นจะมีที่เที่ยวเท่าไหร่เล้ย

เอาเป็นว่าเรามาเริ่มเที่ยวกันที่ถนนหนานจิงก่อนดีกว่านะคะ ถ้าเริ่มต้นที่ The bund เราก็จะไปจบกันที่วัดจิ้งอัน Jing An si (= temple) หรือ จะเที่ยวกลับกันเป็นจิ้งอันแล้วไป The bund ก็ได้นะคะ

แต่คราวนี้เอา The bund เป็นจุดเริ่ม เพราะเราเรียงร้านอาหารจากทาง The bund มาแล้วนี่นา ไหนๆ ก็ไหนๆ เนาะ

วิวที่ The bund (ไว่ทาน) มองไปที่ฝั่งผู่ตง ตอนกลางคืนค่ะ



มองกลับมาที่ฝั่งผู่ชีมั่ง



วิวตอนกลางวัน ฝั่งผู่ตง


ฝั่งผู่ชี


ที่นี่จะมีรูปปั้นของผู้ว่าการฯ เซี่ยงไฮ้คนแรกที่ทำให้คนจีนได้มีโอกาสชมวิวสวยๆ ภายหลังจากที่ถูกครอบครองเป็นเขตเช่าโดยคนต่างชาติ และถูกข่มเหงด้วยการติดป้ายว่า ห้ามสุนัขและคนจีนเข้า มานาน


มาดูสถานกงสุลไทย (ชั้น 3) และธนาคารกรุงเทพ (ชั้น 1) ค่ะ อยู่บนเลขที่ 7 ถนน Zhongshan ริม The bund เลยเหมือนกันค่ะ


การข้ามไปฝั่งผู่ตง จากผู่ชีนั้นมีหลายวิธี แต่ถ้าอยากดูแสงสีในอุโมงค์ (Bund sightseeing tunnel)


ก็ต้องเสียกะตังกันนิดนึงเพื่อจะได้นั่งเจ้านี่



หรือจะเดินหาที่ช้อปปิ้ง ก็ต้องเดินมุ่งหน้าตรงไปที่ ถนนเส้นที่อยู่ตรงโรงแรม Peace (ตึกหลังคาเขียวนั่นล่ะค่ะ)



ตรงถนนจะมีป้ายเป๊ปซี่กลมๆ ไปเกือบตลอดสาย


เดินมาเรื่อยๆ ก็จะได้เจอกับถนนคนเดิน



ตอนกลางคืน ไฟสวยค่ะ


ถ้าเดินเป๋ไปทางซ้ายหน่อยก็จะเจอพิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ (Shang4 hai3 bo2 wu4 guan3)


แล้วก็ Shanghai Grand theatre


ถึงตรงนี้ คุณๆ ที่พอมีเวลาและกำลังขาเอื้ออำนวย อยากให้ลองเดินค่ะ จะได้ดูโน่นดูนี่ไปเพลินๆ มีสวนสาธารณะให้แวะพักขาระหว่างทางด้วย

แต่ถ้าเดินไม่ไหว แนะนำให้ขึ้นรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Shimen yi road กรณีที่อยากทานเจ้าซาละเปาทอดที่เขียนถึงในบล็อกร้านอาหารบนหนานจิง และอยากไปชมวัดพระหยก

การไปวัดพระหยกจากตรงหน้าทางออกสถานี Shimen yi นั้น ทำได้ 2 ทางค่ะ ถ้าคุณอ่านภาษาจีนออก ขึ้นรถเมล์ไปได้แน่ๆ เพราะรถจะเลี้ยวขวาออกถนน Jiangning ตรง 3 แยกจากถนนหนานจิง แต่ถ้าอ่านภาษาจีนไม่ได้ คำแนะนำเดียวที่มีให้ คือ ท่องประโยคนี้ไปค่ะ Wo3 qu4 Yu4 Fo2 si4, Jiang1 ning2 lu4, An1 yuan2 lu4 (หว่อชู่ อวี้โฝซึ เจียงหนิงลู่ อันหยวนลู่ เพราะที่นี่ต้องบอกถนนสองเส้นตัดกันเสมอ)

เผอิญไม่ได้ถ่ายรูปหน้าวัดมา เอาเป็นในวัดเลยก็แล้วกันนะคะ


เจ้าแม่กวนอิมภายในวัด


พระภายในวัดค่ะ


เสียดายที่ไม่มีรูปพระหยกมาให้ชม เนื่องจากเค้าไม่ให้ถ่ายรูปค่ะ

ถ้าคุณออกจากวัดแล้วนั่งรถกลับมาที่ถนนหนานจิง ตรงสามแยกที่คุณเข้ามาจะมีห้างใหญ่ๆ อยู่ 3 ห้างติดกัน ห้างแรก คือ ห้าง Westgate mall ข้างบนจะมีร้านอาหารที่แนะนำไว้ในบล็อกร้านอาหารในหนานจิง (ถ้าไม่มีเวลาจะไปอวี้หยวนหรือซินเทียนตี้ ก็หาเสี่ยวหลงเปาดีๆ ทานได้ที่นี่ค่ะ)



ข้ามถนนมาก็จะเจออีกห้างคือ Citic square ของอร่อยก็แนะนำไว้ในบล็อกร้านอาหารนะคะ

ตามติดมาด้วยห้าง Plaza 66 อันนี้ไม่แนะนำร้านอาหารค่ะ หัวแตกเปล่าๆ Window shopping จะเหมาะกว่า เพราะภาษีนำเข้าแพงกว่าบ้านเราอีกนะคะ


ระหว่างทางที่เดินๆ กันมา ถ้าเป็นช่วงเข้าฤดูหนาว คุณจะเห็นเค้าปลูกผักกันที่ริมถนนแทนดอกไม้ค่ะ


แล้วถ้าหาห้องน้ำไม่เจอ ให้มองหาถังขยะลักษณะแบบนี้ค่ะ ไม่ได้ให้ไปใช้ถังขยะแทนหรอกนะคะ อย่าเพิ่งตกใจไป แต่ให้มองด้านบนของถัง เค้าจะมีแผนที่บอกไว้ว่า จะมีที่ปลดทุกข์ให้คุณได้ตรงไหนบ้าง


จากดงห้างก็เดินมาอีกหน่อยจะถึง Shanghai center ตรงนี้เป็นทั้งโรงแรม (Ritz Carlton) และแหล่งรวมร้านอาหาร รวมถึงมีซุปเปอร์มาร์เก็ตของนำเข้า และเหล่าร้านแบรนด์เนมต่างๆ ด้วย



ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็น Exhibition center


เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านติ่มซำราคามิตรภาพ ชื่อ Bi feng tang (อ่านในบล็อกร้านอาหารนะคะ)

ถ้าเดินไปจนเจอสี่แยกใหญ่อีกแยกนึง ก็จะถึงห้างโซโก้ และวัดจิ้งอันแล้วค่ะ

เห็นห้างหน้าตาแบบนี้ก่อนเน้อ

ชั้นใต้ดินร้านอาหารเพียบ เข้าได้จากทางสถานีรถไฟใต้ดินเลยด้วยค่ะ

ส่วนนี่ก็วัดจิ้งอัน Jing An ด้านหน้า



ด้านในมีอาคารอยู่ 3 ฝั่ง นี่ฝั่งขวา (จากทางเข้า)


มีเจ้าแม่กวนอิมที่ดูอ่อนช้อยมากค่ะ



นี่ฝั่งซ้าย


มีพระพุทธรูปค่ะ


ส่วนตรงที่อยู่ใต้บันไดตรงกลางนั้น จะเป็นรูปปั้นเหล่าพระอรหันต์และเทพต่างๆ ค่ะ

ขอจบการพาเที่ยวถนนหนานจิงไว้แค่นี้นะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ตอนหน้าจะเป็นถนน Huaihai ค่ะ




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2549    
Last Update : 24 สิงหาคม 2550 23:29:11 น.
Counter : 3290 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.