พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

*** รับประทานทัวร์ในฮ่องกง ***

อยู่ๆ ก็นึกอยากทานอาหารที่ฮ่องกงขึ้นมา เพราะเกือบครบปีนึงพอดีที่ไม่ได้ไปเลย ด้วยว่าคุณสามีรักงานจนลืมหาวันหยุดไปพักผ่อนเสียอย่างนั้น

เริ่มต้นกันที่สนามบินก่อนเลยดีกว่า พอเครื่องลงปั๊บ ไม่ว่าคุณจะไปฮ่องกงแล้วกี่ครั้ง สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การหยิบโบรชัวร์ต่างๆ จากสนามบินมาดู เพราะมักจะมีส่วนลดตามร้านอาหาร ห้าง ร้านค้าต่างๆ ให้ ครั้งนี้ (พ.ย.ปีที่แล้ว) ก็เช่นกัน ได้เล่มนี้มาค่ะ (แนะนำว่าก่อนไปลองเช็คดูโปรโมชั่นใหม่ๆ ได้จากเว็บ //www.hongkongfanclub.com เพราะเค้าจะมีข่าวอัพเดทตลอดเวลา)



ครั้งที่ไปนี้ พักโรงแรม Intercontinental ซึ่งอยู่ติดอ่าวเลย ร้านอาหารที่พอจะฝากท้องได้ในระยะใกล้สุด ก็เห็นจะเป็นร้านที่อยู่ในห้าง New World Centre ซึ่งมีคูปองของร้าน Hang Heung ซื้อ 1 แถม 1 จากโบรชัวร์ด้านบนพอดี ถ้าจำไม่ผิดจะให้เลือกได้ระหว่างบะหมี่เกี๊ยวกับโจ๊กค่ะ

รอบแรกที่ไปร้านนี้ เลือกบะหมี่เกี๊ยว




ทานกับข้าวหน้าหมูหัน (เค้าเขียนว่า Suckling pork แต่มันไม่กรอบพอค่ะ )




ส่วนร้านโจ๊ก ถ้าเบื่อโจ๊กที่นาธาน ลองนั่งรถไปลงแถว Yaumatei หรือ Mongkok จะมีร้าน Ocean Empire เนื้อโจ๊กพอๆ กัน แต่ปาท่องโก๋กรอบอร่อยกว่าที่ร้านนาธานมากมาย เพราะเค้าทอดกันใหม่ๆ ไม่ได้ตัดใส่จานวางทิ้งไว้




ถ้าชอบติ่มซำ แต่อยากนั่งทานสบายๆ ในราคาไม่แพง แนะนำช่วงสายหรือบ่าย ตามร้านติ่มซำจะมักจะมีลดราคา อย่างร้าน Tao Heung ที่ Carnavon Plaza เป็นร้านที่ดูเหมือนจะนั่งทานได้เรื่อยๆ ไม่รู้จักอิ่มเลยค่ะ (แต่จริงๆ ตอนเดินออกจากร้าน ท้องแทบแตก )

เริ่มที่ขนมผักกาด




ก๋วยเตี๋ยวหลอด




ฮะเก๋า ขนมจีบ ซาละเปา ขาไก่นึ่งเต้าซี่ กระดูกหมูนึ่ง




ฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด




ของหวานตัวนี้ เป็นไข่ผสมแป้งกรอบทอดราดน้ำเชื่อมค่ะ เรียกว่า ต้านส่าน Dan4 shan3




ถ้าใครจะไปนองปิง ที่ Citygate มีร้านอาหารที่หลายคนชอบ ชื่อ Eastern gate (แต่ส่วนตัวคงไม่ไปอีกค่ะ) ขนาดตอนที่ทานนั้นหิวมาก ยังไม่รู้สึกอยากทานต่อเท่าไหร่เลย

ของทอดทั้งหลาย เผือกทอด เกี๊ยวกุ้งทอด และปอเปี๊ยะทอด




ฮะเก๋า ขาไ่ก่นึ่งเต้าซี่ และอะไรซักอย่าง จำไม่ได้แล้วค่ะ จำได้แค่ว่า ไม่อร่อย




ที่อร่อยสุดของมื้อนี้ ได้แก่ ฟองเต้าหู้ห่อกุ้งทอด ครับพ้มมม...




กลับไปหาอะไรทานที่ร้าน Hang Heung กันดีกว่า

คราวนี้ลองโจ๊กบ้าง แต่จำไม่ได้ว่าโจ๊กอะไรซะงั้น สันนิษฐานว่าคงทานปลาน้อยไปหน่อยค่ะ




โจ๊กอีกชาม แน่นอนว่า ย่อมจำไม่ได้อีกเหมือนกันว่าเป็นโจ๊กอะไร




ส่วนจานนี้... เห็นกันชัดจนไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เป็นก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้หมูแดง อร่อยค่ะ




ความที่รอบก่อนไม่ได้ไปร้านหย่งเก (Yung kee) คราวนี้เลยไม่เผลอไผลไปกับห่านและหมูแดงที่อื่นเท่าไหร่ มุ่งหน้าไปที่ร้านช่วงสายๆ เลยค่ะ (เที่ยงกับเย็นคนเยอะ ไม่ค่อยเหมาะกับคนความอดทนต่ำอย่างอิชั้น) แอบดีใจว่าคราวนี้ได้นั่งในห้องแฮะ แต่หารู้ไม่ ความอร่อยกำลังจะหมดไปในไม่ช้า เพราะซักพักก็มีกลุ่มจัดเลี้ยง เข้ามาเป็นหมู่คณะ เสียงก้องห้องด้วยระบบ Surround ปวดหูมาก...




ห่านย่างมา...




หมูแดงมา... (ที่มาร้านนี้เพราะสามีชอบห่าน ส่วนอิชั้นชอบหมูแดงที่สุดค่ะ)




ตอนแรกว่าจะสั่งติ่มซำ แต่ทนเสียงที่ก้องในห้องไม่ไหว จะย้ายโต๊ะออกไปนอกห้องก็เกรงว่าลำบากชีวิตตัวเองและพนักงานในร้านเกินไป เลยสั่งอาหารอีกจานเดียว เพราะเล็งแล้วว่าทานต่อก็ไม่อร่อยแน่ จานที่ว่าเป็นไก่ผัดพริกไทยดำค่ะ




รีบทานรีบออกไปข้างนอก เพราะยังไม่อิ่มกันดี ตั้งใจเดินไปฝั่งตรงข้ามค่ะ ร้าน Tsui Wah รออยู่

เริ่มกันที่ชานมเย็นกับขนมปังเนยนม




ต่อด้วยจานโปรดค่ะ (ไม่งั้นคงไม่อิ่มง่ายๆ) บะหมี่ทอดราดหน้ากุ้ง เฮ้อ...เห็นรูปแล้วคิดถึงจัง




แล้วเวลาขี้เกียจเดินไปไหนไกลจากโรงแรมก็ไปลงที่ร้าน Hang Heung อีกจนได้ คราวนี้เปลี่ยนเป็นบะหมี่ทอดกรอบราดหน้าทะเลดู




คุณซะมีสั่งบะหมี่เกี๊ยวอีกตามเคย




ก่อนออกจากฮ่องกง ความที่ร้าน Cafe de Coral หายไปจาก T1 ของสนามบินเสียแล้ว เดินวนไปวนมาไม่รู้จะทานอะไรดี ก็อาศัยร้าน Ajisen นี่ล่ะค่ะ รายการอาหารหลากหลายดี

สั่งบะหมี่มาคนละชามรองท้องก่อนขึ้นเครื่อง เพราะเครื่องออกตั้ง 20:45 รสชาติดีปกติ




แต่ที่อร่อยมากกลับเป็นของทานเล่นค่ะ




สำหรับคนที่พักโรงแรมที่จิมซาจุ่ยบริเวณริมอ่าว ร้าน Hang Heung จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ใช้ได้ทีเดียวที่จะฝากท้องไว้ยามไม่อยากเดินแบบอิชั้นค่ะ




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2553 2:22:32 น.
Counter : 1223 Pageviews.  

@^ ^@ ฮ่องกงรอบนี้ไปแค่วัด @^ ^@

เหตุเกิดเพราะรองเท้าบู๊ทที่ใส่และหิ้วไปพังพร้อมกัน 2 คู่ ไปเดินหาทั่วโซโก้ก็ไม่เจอคู่ใหม่ที่ถูกใจ สุดท้ายวันที่ไปนมัสการพระใหญ่ที่นองปิงก็เลยต้องถอยผ้าใบไนกี้ที่ Citygate มา 1 คู่ (เห็นของลดราคาแล้วอดไม่ได้จริงๆ จาก 659 เหลือ 459 HKD ไม่เอาก็คงเสียดายแย่ )

วันแรกที่ไปตั้งใจจะไปที่วัด Chilin กับ Wongtaisin แต่รองเท้าไม่อำนวยเลยไปได้แค่ Chilin แล้วก็กลับไปหาอะไรทานแถวโรงแรมแทน (แอบเซ็ง เพราะปกติไปฮ่องกงทีไรเจอฝนหรือไม่ก็ร้อนเหนอะหนะตลอด คราวนี้อากาศดี เย็นสบาย แต่เดินไม่ได้เพราะรองเท้าเป็นพิษ )

วิธีไป ขึ้นรถไฟใต้ดินสายสีแดง มุ่งหน้า Tsuen Wan แล้วต่อสายสีเขียว มุ่งหน้า Tiu Keng Leng ไปเปลี่ยนสายที่ Yaumatei หรือ Mongkok ก็ได้ ตามชอบ แต่ถ้าเปลี่ยนที่ Yaumatei ส่วนใหญ่จะได้นั่งสบาย เพราะเป็นต้นสาย ลงสถานีชื่อ Diamond Hill ออกมาก็เดินเลี้ยวขวา ข้ามถนนไปเข้าวัด Chilin ได้เลยค่ะ




เข้าไปใกล้ๆ นิดนึง




มองไปทางขวา




สระบัว




บรรยากาศภายในวัด สงบสบาย และเย็น (แหงล่ะ...สิบกว่าองศา ไม่เย็นก็หนังด้านเต็มที ) เสียดายแต่วัดนี้ห้ามถ่ายรูปด้านใน ทั้งๆ ที่มีพระพุทธรูป และพระโพธิสัตว์ ปางอวโลกิเตศวรที่งามมาก ถ้าทางวัดยอมให้ถ่ายภาพมา รับรองว่าต้องมีคนเข้าไปชมกันมากกว่านี้

ฝั่งตรงข้ามเป็นสวน Nanlian ที่สวยเหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีปัญญาเดิน เพราะรองเท้าทำพิษหนักขึ้น




วันต่อมาก็ไปวัด Polin เพื่อนมัสการพระใหญ่ ตั้งใจจะไปขอพรให้ในหลวงของเราทรงมีพระพลานามัยดีขึ้นในเร็ววันนี้ค่ะ

วิธีไป ถ้าที่พักอยู่แถวถนนนาธาน ก็ขึ้นรถไฟใต้ดินสายสีแดง มุ่งหน้า Tsuen Wan โดยลงที่สถานี Lai King มาต่อรถสายสีส้มมุ่งหน้า Tung Chung ลงที่สุดสายเลย เพื่อต่อรถกระเช้าขึ้นนองปิงกัน

แต่...พอออกจากโรงแรมเข้าถึงสถานีรถไฟใต้ดินปั๊บ บู๊ทอีกคู่ (ที่หิ้วมาด้วย) ก็ส้นแตก 1 ข้าง พอไปถึงบันไดทางขึ้นนองปิง ส้นอีกข้างก็แตก ทีนี้ก็สบายเลย เดินเขย่งทั้ง 2 ขาไปตลอดทาง แค่นึกถึงตอนจะเดินขึ้นไปกราบพระใหญ่ด้านบนแล้ว... แต่ยังไงซะก็ตั้งใจไว้แล้ว ต้องไปให้ได้... สู้ขาดใจค้าบ...

บันไดต้อนรับ




คนเยอะมากกกกกกกกกกก ใช้เวลารอคิวกระเช้าธรรมดาเกือบหนึ่งชม.เต็ม




กระเช้ามาแล้ว...(แต่คิวของคนอื่น )




ได้ขึ้นซะทีเรา




เห็นพระใหญ่อยู่ไกลๆ




ใกล้แล้วววววววว




เห็นบันไดแล้วแอบท้อ... ตอนขาดีๆ ยังเหนื่อยแทบขาดใจ นี่รองเท้าพิการอีก จะไหวมั้ยน้อ...




แต่ในที่สุดก็สำเร็จ...




ทวยเทพ




พักไปหนึ่งวันเพราะขาสู้ไม่ไหว อีกวันก็ไปวัด Wongtaisin ไปมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยเสี่ยงเซียมซีซักที คราวนี้ตั้งใจเต็มที่ (ที่สำคัญทุกทีคนเยอะมาก เพราะไปเสาร์อาทิตย์ ครั้งนี้เป็นวันจันทร์ เดินสบายกว่าทุกที)

วิธีไป นั่งสายสีแดง มุ่งหน้า Tsuen Wan แล้วต่อสายสีเขียวเหมือนไปวัด Chilin แต่ลงก่อน 1 สถานี คือ สถานี Wongtaisin ออกมาแล้วเดินเลี้ยวไปนิดนึงก็ถึงวัดเลย

หน้าวัด (ต้องทนเปลี่ยนมาใช้ผ้าใบแทน เพราะยังหาบู๊ทที่ถูกไม่ได้)



อาคารหลักที่เข้าไปเสี่ยงเซียมซี พอได้เลขมาแล้วให้เดินออกไปนอกวัด ด้านขวามือจะมีใบเซียมซีขายอยู่ ภาษาจีน 5 HKD อังกฤษ 20 HKD (ค่าแปลแพงจัง เอาไปให้พนักงานที่โรงแรมแปลให้ ไม่ต้องเสียซักกะดอลล์ )




ศาลาจีนกับสระบัว (เล็งยังไงเนี่ย เอียงซ้า...)




กว่าจะได้มุมนี้แบบไม่มีคน รอซะขาจะหงิก



ทริปนี้ถือว่าได้ไหว้พระ ขอพรสมใจ แม้จะไม่ได้เที่ยวอะไร ทั้งๆ ที่อากาศดีมากกกกก็ตาม (แต่ที่เที่ยวฮ่องกงก็เท่าเดิม นานๆ ไปซ้ำทีก็พอไหว ส่วนใหญ่ไปก็เน้นชิมและช็อปฯ ค่ะ)




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2552 12:10:07 น.
Counter : 354 Pageviews.  

*** อีก 1 ทางเลือก โรงแรม Intercontinental Hong Kong ***

สำหรับคนที่ชอบไปฮ่องกง และอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศ Harbourside ขอแนะนำโรงแรมนี้เลยค่ะ Intercontinental Hong Kong

วิธีเดินทางไปมีทั้งด้วยรถบัสสนามบินสาย A21 ลงที่หน้าห้าง New World Centre แล้วข้ามถนนด้วย Subway เอา (ถ้ากระเป๋าใหญ่ไม่แนะนำวิธีนี้ค่ะ) และพอเดินขึ้นมาปั๊บจะเห็นห้างนี้ก่อนเลย ส่วนถ้าจะมาด้วยรถรับส่งของ Airport Express หรือ แท็กซี่ก็ได้ค่ะ




มองเห็นป้ายโรงแรมอยู่ใกล้ๆ (ช่วงนี้ใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้ว)




กรณีที่มาด้วย 2 วิธีแรก และมีกระเป๋าเดินทางแบบลาก แนะนำให้เดินเข้าห้างนิวเวิล์ดไปก่อน ขึ้นบันไดเลื่อนไป 1 ชั้นแล้วเลี้ยวขวา จะเห็นทางเดินเข้าเข้าโรงแรมอยู่ตรงที่เขียนว่า West wing ค่ะ ทางนี้จะไปทะลุด้านข้างของโรงแรม เดินตรงเข้าไปก็จะเจอเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับอยู่ตรงกลางทางเลย

ถ้าไปเข้าห้างโดยผ่านชั้นล่าง ก็ได้เหมือนกัน แต่จะไปเข้าที่ร้าน Harbourside ของทางโรงแรม ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดไปเองอีกอยู่ดี -*-

เรื่องทางขึ้นด้านหน้า จะมีส่วนที่เป็นบันไดสูงใช้ได้ กับทางลาดรถขึ้นไปจอดหน้าโรงแรม ไม่แนะนำสำหรับกระเป๋าลากทุกกรณีค่ะ ^ ^"

เวลาเดินทางไปไหนมาไหน ถ้าจะใช้ MTR ก็เดินลงจากหน้าห้างนิวเวิล์ดไปได้เลยค่ะ เลี้ยวซ้ายแยกแรกจะออก East Tsim sha tsui ถ้าจะไปเดินเที่ยวในซิมซาจุ่ยแถวๆ Nathan ให้เดินเข้าห้าง Sogo ไปทะลุเชอราตัน ออกข้างๆ เพนนินซูล่าค่ะ (ช่างดูวุ่นวายดีแท้... )

ส่วนขากลับให้ยึดทางออก J2 เดินไกลสุด

อธิบายการเดินทางแล้ว ต่อด้วยภาพห้องเลย เพราะลืมถ่ายล็อบบี้ และส่วนอื่นๆ มา

ห้องที่ได้ (เค้าว่า) เป็นห้อง Executive pool view เหตุเพราะขอ Harbourview ไว้ แต่ไม่ได้ แถมคุณน้องพนักงานยังฉลาดพูดเอาบุญคุณอีกด้วยว่า ห้องมุมนี้พิเศษตรงที่จะได้ 3 วิวเลย ทั้ง Harbour, pool และ Plaza โอ้...คุณน้องหัวช่างไวเหลือรับ (หรือไม่ก็ทางโรงแรมฝึกมาดี รู้จักพูดแท้ๆ พอถามว่าโอเคมั้ยกับห้องนี้ พี่จะพูดอะไรกับหนูได้ล่ะค้า...) จากรูปข้างล่างจะเห็นว่าที่คุณน้องพนักงานอุตส่าห์พาขึ้นมาชี้ให้ดูว่ามี Harbour วิวเนี่ย มันมีเหลี่ยมอยู่กระติ๊ดเดียวเองค่ะ ^ ^"












มาดูผังห้องกันก่อน (แบบว่า...น้อง...พี่ไม่ต้องการเพิ่มขนาดห้อง พี่อยากได้ห้องเล็ก แต่ดู SOL จากที่นอนได้เลยน่ะจ้ะ)





คร่ำครวญเรื่องวิวมากไปซะแระ ดูห้องเลยดีกว่า หันหน้าไปมองซ้าย




มองไปตรงกลาง เยื้องซ้ายนิดหน่อย (ตรงกลางไม่ได้ถ่ายเพราะเป็นกระจกใส ส่องไปเจอตึกตรงข้าม พร้อมเสาเบ้อเริ่มเทิ่มตามสไตล์อินเตอร์คอนฯ เป๊ะ




มองไปข้างขวา




อ้าว... เดินเลย Walk-in closet ไปซะงั้น




มีให้ทุกอย่างตามปกติ เตารีด ที่รองรีด ไม้แขวนเสื้อ




ย้อนกลับมาดูมินิบาร์ซะด้วยเลย






ชาให้ชงเอง (ไม่มีกาแฟ) เพราะที่นี่เค้าเน้นสุขภาพค่ะ




มีน้ำดื่มให้ฟรีทุกวัน เติมไม่อั้น พร้อมน้ำแข็ง (ถ้าต้องการ)




หลังเช็คอินสักพัก จะมีชุดชาต้อนรับมาเสิร์ฟให้ที่ห้อง




มีผลไม้ต้อนรับ




มองย้อนจากมุมข้างเตียง จะมีทีวี 37 นิ้ว (รึเปล่าน้า...) พร้อมเครื่องเสียง (ที่คุณสามีบอกว่า) ดี ของ Bose ใครพก Ipod ไป ก็เปิดฟังได้เลยค่ะ




ไปดูห้องน้ำกันดีกว่า




แบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน อ่างอาบน้ำ ตู้กระจกสำหรับฝักบัวยืนอาบ และส่วนห้องสุขา
อ่างที่เห็นเหมือนว่าตื้น จริงๆ แล้วอยู่ลึกลงไปในพื้นอีกค่ะ คนตัวใหญ่ๆ หายห่วง รับรองว่านอนแช่จมทั้งตัวแน่นอน




มีทุกข์หนักเบา กรุณาเปิดประตูเข้าห้องนี้ได้เลยฮับ




พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่ แปรงและยาสีฟัน ที่โกนหนวดพร้อมครีม หวี หมวกอาบน้ำ ก้านสำลี แผ่นสำลี พร้อมถุงใส่ทุกอย่างที่ว่ามา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นของ Elemis




และมี I-Spa Bath เป็นบริการอาบน้ำโดยบัทเลอร์ เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น Jet lag ปวดเมื่อยจากการทำงาน ช้อปปิ้ง และอื่นๆ ถ้าต้องการใช้บริการนี้ กดได้ที่ปุ่มหน้าห้องน้ำได้เลยค่ะ




ช่วงค่ำ คุณแม่บ้านจะมาเตรียมเตียงให้ในสภาพนี้




พร้อมเตรียมน้ำดื่มไว้ให้ที่หัวนอน (เอ...Intercontinental ที่เสิ่นหยางเค้าให้ช็อคโกแล็ตกันน้า...




สำหรับคนที่ขี้เกียจเดินลงไปดู SOL ตอนสองทุ่มด้วยตัวเอง สามารถดูจากทีวีได้เลยค่ะ




ตอนเช้าจะมีสอน Tai-chi โดยอาจารย์ที่อยู่ที่นี่มานานมาก (เป็นคนเดียวกับที่อยู่ในโฆษณาของอินเตอร์คอนติเนนตัลทั่วโลก) เริ่มเวลา 06:30 วันจ-ส และ 07:30 ในวันอาทิตย์ (ภาพเบลอเพราะซูมสุดฤทธิ์ ^ ^" )




ข้อดีของโรงแรม คือ สงบ ปลอดภัย วิวดี (ถ้าได้ Harbour view) บริการดีเยี่ยม มีทุกอย่างครบถ้วน (รวมถึงนสพ. นิตยสารต่างๆ วางไว้ให้ในห้องพัก) อยู่ติดห้าง (นิวเวิล์ด และโซโก้)

ข้อเสีย คือ เดินไกลจาก MTR สถานี TST ที่สุดก็ว่าได้ แถมมีเลี้ยวไปเลี้ยวมาให้มึนเล่นๆ เวลานั่งแท็กซี่มาจากทางถนนนาธาน ต้องเลยมากลับรถหน่อยนึง ซึ่งทำให้ค่าโดยสารวิ่งพรวดขึ้นมาจากที่ควรเป็นราวๆ 4.5 HKD. ต่อครั้ง สำหรับจุดกลับรถในระยะไม่ถึง 300 ม. จากหน้าโรงแรมแบบนั้นค่ะ

ดูแล้วโรงแรมนี้น่าจะเหมาะกับนักธุรกิจมากกว่านักท่องเที่ยว หรือถ้าเป็นนักท่องเที่ยวก็ควรเป็นแบบที่มีรถรับส่งตลอดเวลาจะสบายกว่า เหล่าขาช้อปฯ ที่มีอาการขาลากจากการช้อปฯ มาแล้ว กว่าจะเดินถึงโรงแรมขาจะง่อยเอาได้ง่ายๆ ค่ะ




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 14 ธันวาคม 2552 9:52:08 น.
Counter : 4610 Pageviews.  

เทียบ 3 โรงแรมฮ่องกง Holiday inn, Eaton, Novotel Nathan

จำได้ว่าสมัยสิบปีก่อนเวลาอยากพักในโรงแรมราคาสบายกระเป๋าจะต้องไปที่ Majestic เพราะเดินทางสะดวก ประกอบกับมีร้านอาหารอร่อยรายล้อม เอาแค่ก้าวเท้าออกจากโรงแรมมาก็จะเจอร้านโจ๊กที่มีคุณชายถนัดศรีกับไม่ล้องไม่รู้การันตีความอร่อยไว้ ฝั่งตรงข้ามก็จะมีถนนอาหารตรง Temple Street ที่มีร้านอาหารเรียงรายหลายร้าน และฝั่งตรงข้ามก็เป็นห้าง Wing On Plus ให้เดินเล่นด้วย

ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นโรงแรม Novotel Nathan ทำห้องสวยทันสมัยขึ้น ดูสะอาดตาขึ้น เพียงแต่ห้องก็ยังเล็กเหมือนเดิม โรงแรมนี้เหมาะมากสำหรับคนที่เดินทางไปกลับสนามบินโดย Airbus สาย A21 เพราะจะมี Subway (ทางเดินข้ามถนนนาธานใต้ดิน) อยู่ปากซอย กรณีกระเป๋าไม่ใหญ่มาก ก็หิ้วลงใต้ดินไปยืนรอรถที่หน้าร้าน Watson ที่ติดกับร้าน Chow Tai Fook ได้เลยค่ะ

จากประตูทางเข้ามองไปในห้อง





จากหน้าต่างห้องมองกลับไปทางประตู





ห้องน้ำมีครบทุกอย่างตามต้องการค่ะ Cotton buds แปรงสีฟัน หมวกคลุมอาบน้ำ ชุดเย็บผ้า แชมพู เจลอาบน้ำ โลชั่นทาตัว และน้ำยาบ้วนปาก รวมไปถึงน้ำดื่มที่มีเติมให้วันละ 2 ขวด (เห็นบางคนบอกว่าห้องชั้น 4-8 จะไม่มีน้ำให้ พอดีไม่ได้พักชั้นนั้นเลยไม่แน่ใจข้อมูลค่ะ)




สำหรับอินเตอร์เน็ท โรงแรมจะมี Username กับ Password wi-fi ให้กับทุกห้อง โดยมีระยะเวลาห้องละ 30 นาทีต่อการพัก 1 ครั้ง แต่ต้องลงไปเล่นที่บริเวณล็อบบี้นะคะ (หน้า The Square จะนั่งสบายสุด)


ต่อมาเป็นโรงแรมอีตั้น (Eaton Hotel) โรงแรมนี้จะสะดวกมากสำหรับคนที่เดินทางไปกลับสนามบินโดย Airport Express (AE) ค่ะ เพราะป้ายของ K1 ซึ่งเป็น Shuttle bus ของ AE อยู่ข้างๆ โรงแรมเลย แต่ห้องเล็กมากที่สุดในกระบวน 3 โรงแรมที่เทียบกัน ไม่มีตู้เย็น แต่มี Mini bar เป็นขนมขบเคี้ยว มีน้ำดื่มให้ฟรี 2 ขวด ถ้าต้องการดื่มน้ำเย็นก็เดินออกไปกดน้ำแข็งได้เลยค่ะ

พอดีไม่ได้ถ่ายรูปห้องแบบรวมมา ขอยืมรูปจากเว็บโรงแรมมาให้พิจารณาละกันค่ะ (เลือกห้องที่เหมือนที่สุดเลยนะนี่ )





วิวจากในห้องมองออกไป (ไม่ต้องสนใจยัยอ้วนที่ยืนอยู่นะคะ ตั้งใจจะให้ดูวิวเจ๋ยๆ )





แต่ถ้าถามถึงทำเล ส่วนตัวแล้วชอบ Holiday Inn Golden Mile ที่สุดค่ะ เพราะสะดวกที่จะเดินทางใกล้ทั้ง MTR (ใกล้กว่าอีก 2 ที่ข้างบน) ใกล้ป้ายรถ Airbus และ Shuttle bus K3 ที่สำคัญที่สุดใกล้ร้านอาหารอร่อยหลายร้าน และใกล้สารพัดห้าง เพียงแค่เดินข้ามถนนนาธาน (จากทางเข้าออกด้านข้างโรงแรมที่ออกตรงถนนนาธานเลย) ไปลง Subway (ทางข้ามถนนใต้ดิน) ที่อยู่ข้าง Penninsula คุณก็สามารถเลือกได้ว่าจะไปไหน (ช้อปฯ ในห้าง, เข้า Museum, เดินไปดู SOL ฯลฯ) เหมาะอย่างยิ่งในช่วงฝนตกที่คุณไปเที่ยวกลางแจ้งไม่ได้


พอดีไม่ได้ถ่ายรูปห้องเต็มๆ ไว้ตอนที่ไปพัก เลยยืมรูปห้องที่เหมือนที่สุดจากเว็บมาเหมือนกันค่ะ (ก็สมัยนั้นยังไม่เคยทำบล็อกเลยไม่รู้จะถ่ายรูปห้องพักมาทำไมนี่นา...)




โต๊ะทำงาน




เอาหมูไปยืนเกาะโต๊ะหน่อย





รูปคู่รูปเดียวในทริปฮ่องกงคราวก่อน




มินิบาร์ค่ะ ส่วนน้ำดื่มมีให้ 2 ขวดวางในห้องน้ำ





โรงแรมนี้เค้ามี Afternoon tea ให้ในช่วงที่เราไปพักด้วยค่ะ มีให้เลือก 2 แบบ ก็เลยเลือกคนละแบบมาแบ่งกันทาน




โรงแรมนี้มีข้อเสียที่เจอเพียงข้อเดียว คือ ทางออกด้านข้างของโรงแรมที่ทะลุไปออกถนนนาธานพอดี จะดูค่อนข้างน่ากลัวเพราะมีตลาดค้าเงินอยู่ คนแอฟริกันเยอะมาก เวลาออกไปต้องเก็บแผนที่แล้วทำตัวกลมกลืนกับชาวฮ่องกงให้มากที่สุดจะได้ไม่ต้องเป็นเป้าสายตา

อย่างไรก็ตามถ้าเปรียบเทียบระหว่าง 3 โรงแรมนี้ เราสองคนก็ได้ข้อสรุปว่า ต่อไปจะพักแต่ที่ Holiday Inn Golden Mile เท่านั้น เพราะสะดวกกว่าในทุกกรณี แถมยังได้แต้มของ Priority Club ด้วย ในราคาที่ต่างกันไม่เท่าไหร่




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2552 13:32:49 น.
Counter : 5395 Pageviews.  

^ ^" ฝนตกหนักที่ฮ่องกง เที่ยวไม่ได้ แต่กินได้ :P

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วพายุเข้าทางใต้ของจีน ฮ่องกงก็โดนเข้าเต็มๆ ทำให้ทริปที่ตั้งใจไว้ว่าจะได้เที่ยว ก็ต้องเปลี่ยนแผนใหม่หมด (จริงๆ ที่เที่ยวในฮ่องกงก็เหมือนเดิม เพียงแต่คุณสามียังไม่เคยไปอีกหลายที่ค่ะ)

เมื่อเที่ยวไม่ได้ก็ทัวร์รับประทานอีกตามเคย เครื่องลง 11:45 กว่าจะถึงโรงแรมก็เกือบบ่ายสอง เช็คอินเสร็จก็หิวเลย (สามีแทบไม่ยอมทานอะไรบนเครื่อง กลัวย่อยไม่ทันทานติ่มซำ ^ ^" )

ร้านแรกของทริปเป็นร้าน Tao Heaung อยู่บนชั้น 3 ของ Carnavon Plazaค่ะ ร้านนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำให้มาช่วงเที่ยงถึงบ่าย 3 เพราะอาหารจะออกช้ามาก... ถ้าบังเอิญมาช่วงบ่ายให้สั่งอาหารรวดเดียวเลย จะเอาอะไรกี่เข่งก็สั่งไปทีเดียว ไม่งั้นมีสิทธิ์ขาดตอนเอาง่าย แต่ถ้าจะให้ดีช่วงสายๆ จะเหมาะสุดค่ะ แถมยังมีโปรโมชั่นราคาช่วงสายและบ่ายจะถูกกว่าเที่ยงด้วย





ฮะเก๋ากับซาละเปาหมูแดงก่อนเลย (ถ่ายรูปไม่ทันมือสามีค่ะ)




ต่อด้วยกระดูกหมู ขนมจีบ





ขาไก่นึ่งเต้าซี่ ของโปรดของคุณสามีค่ะ สั่งไป 2 เข่ง (ระยะเวลาส่งห่างกัน 20 นาที ^ ^" )




จากนั้นก็ข้ามถนนนาธานไป Harbour city พอซักบ่ายสี่กว่าๆ ชักหิวอีกรอบ จะขึ้นไปร้าน Super star ก็ใช่ที่ เพราะกะว่าจะหาร้านใหม่ๆ ชิมมั่ง เดินไปเดินมาฝนก็ตกซู่... รู้ตัวอีกทีก็ถึงร้าน Sweet dynasty แล้วค่ะ (ใหม่จังเลยเน้อ...ร้านเนี้ย )





สรุปว่าอาเฮียอยากทานโจ๊กค่ะ ก็ต้องเลยตามเลย สั่งบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง กับ เกี๊ยวทอดมาหน่อยละกัน





ของหวานเป็นสาคูสตรอเบอรี่ค่ะ เย็นน้อยไปหน่อย แต่รสชาติโอเคอยู่





เดินช้อปฯ ต่ออีกนิดหน่อย ทั้งแฉะทั้งเมื่อย กลับมาพักที่โรงแรมเพื่อรอมื้อเย็นดีกว่า

พอตื่นมาคุณสามีก็อยากไปทานอาหารตรง Temple Street เราเลือกที่ร้าน Tong Tai ค่ะ





สั่งปลาหมึกชุบแป้งทอดกับหอยลายผัดพริกมาทานแกล้มโค้กดีกว่า... (สามีแอบอยากดื่มเบียร์ ชำเลืองโต๊ะข้างๆ ตลอดเลย แต่...ฝันไปเถอะ)





ตามด้วยกุ้งผัดพริกเกลือ





ตบท้ายด้วยผัดผักประจำฮ่องกง




จบอาหารวันแรกของทริปไปด้วยความเหนื่อย (กระเพาะ) ค่ะ

วันต่อมาทานโจ๊กที่ Nathan noodle & congee เจอคนไทยเกือบเต็มร้าน น่าจะเป็นเพราะคุณชายถนัดศรีกับป้ายไม่ลองไม่รู้แน่ๆ แต่สงสัยตัวเองว่าลิ้นคงจะหาเรื่อง เพราะรู้สึกว่าเมื่อสิบปีก่อนมันอร่อยกว่านี้เยอะเลย ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะเห็นคนไทย่ถ่ายกันเยอะแล้ว (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย)

มื้อเที่ยงไปทานร้าน Yuen Kee ตรง Humphrey's avenue แต่อุปาทานรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ มันไม่อร่อยเหมือนเดิมอีกเหมือนกัน




เอารูปเก่ามาเทียบให้ดูปริมาณอาหารค่ะ รสชาติสมัยนั้นก็อร่อยกว่า เว้นแต่เอ็นตุ๋นที่ไม่แนะนำให้สั่งอย่างแรง แพงเกินเหตุ ชามละ 90 HKD.





วันนี้สงสัยจะไม่มีโชคเรื่องอาหารซะแล้วค่ะ เพราะขนาดไปซื้อลูกชิ้นทอดเจ้าประจำ มันก็ไม่อร่อยอีก ปลาหมึกทอดก็อมน้ำมันทั้งๆ ที่เพิ่งจะตักจากกระทะใหม่ๆ แท้ๆ


มื้อเย็นเลยไปเดินที่ Temple Street อีกที หาร้านที่คนฮ่องกงเค้าทานกันดีกว่า ร้านจะอยู่บล็อคเดียวกับ Tong Tai แต่อยู่ทะแยงมุมกันค่ะ

ทานห่านกันมั่งดีกว่า ดูซิว่าร้านแบบนี้จะพอไหวมั้ย





ต่อด้วยปูผัดพริกเกลือ และหมูผัดเปรี้ยวหวาน





อีกวันก็ทานโจ๊กร้าน Ocean empire (สามีแอบเคืองว่าจะตะกายไปทำไมถึง Yaumatei เนี่ย เดี๋ยวก็รู้... )



ปาท่องโก๋ที่นี่ร้อนกรอบอร่อยจนต้องเบิ้ลอีกคนละตะกร้า ยิ่งถ้าเทียบกับร้านโจ๊ก Nathan ที่ตัดเป็นท่อนวางไว้บนโต๊ะกลางหน้าร้านแล้ว ลืมไปได้เลยค่ะ แต่สุดท้ายปาท่องโก๋บ้านเรานี่ล่ะค่ะถูกปากที่ซู้ดดดดด... บาง เบา กรอบ แต่อ้วนดีนักแล

ส่วนตัวแล้วชอบทานปาท่องโก๋กับซ้อสหวานสีแดงค่ะ




แต่เรื่องเศร้า คือ อุตส่าห์กลับโรงแรมเพื่อมารอทาน Hot pot buffet พอเข้าร้านไปนั่ง สั่งน้ำส้มเสร็จ หันไปมองรอบๆ ปรากฏว่าไม่มีหม้อ อ่า... ชักเอะใจ คนฮ่องกงเดี๋ยวนี้เค้ากิน Hot pot โดยไม่ต้องใช้หม้อกันแล้วเรอะ.....

พอถามกัปตัน ได้ความว่า Hot pot มีเฉพาะมื้อเย็น บ๊ะแหล่ว ตอนโทรจองก็บอกชัดแล้วนะว่าจะกิน Hot pot น่ะ แต่ไหนๆ ก็นั่งแล้ว เอาเถอะ หัวละ 168++ 1 get 1 free โอเคล่า...





มื้อเย็นไปแก้คืนที่ร้านเดิมตรง Temple Street สั่งห่านอีกตามเคย ไม่ได้อร่อยมากมายอะไรหรอกค่ะ แต่มันถูก 40 HKD รสชาติใช้ได้ จัดว่าคุ้มราคา คุณสามีชอบตรงนี้ล่ะค่ะ แถมไม่ต้องข้ามไปฝั่งฮ่องกงด้วย ทั้ง Yung kee และ Keung kee นี่ขอเก็บไว้ทริปหน้าละกัน ฝนตกรอคิวไม่ไหวค่ะ




ต่อด้วยหอยทอด




เกี๊ยวทอด




แถมคนเสิร์ฟ (น่าจะเป็นหุ้นส่วน) ใจดีอีกต่างหาก พอเห็นถ่ายรูปอาหาร เค้าก็บอกให้เอากล้องให้เค้าสิ ตอนแรกก็งงๆ เพราะเค้าพูดอังกฤษไม่ได้ซักคำ เค้าเลยทำท่าให้ดูว่าจะถ่ายรูปคู่ให้...น่ารักจัง

น่าจะเป็นรูปคู่รูปเดียวสำหรับทริปนี้มั้ง




สายอีกวันไป Tao Hueng เพราะคุณสามียังไม่หายอยากขาไก่นึ่งเต้าซี่ค่ะ

สั่งขาไก่ทีเดียว 2 เลย ไม่ต้องแย่งกัน แล้วก็มีซาละเปาหมูแดง พายหมูแดง ฟองเต้าหู้ห่ออะไรซักอย่างทอด (จริงๆ ในใบสั่งอาหารเค้าเขียนว่า wanton...มาทั้งยาวทั้งแบนเนี่ยนะเรียกเกี๊ยว




ขนมจีบ กระดูกหมู และฟองเต้าหู้ห่ออาหารทะเลนึ่ง





มื้อเที่ยงยังไม่หิวมาก เลยแวะลองชิมร้าน MX ที่เค้าว่าเป็นร้าน Maxim's เก่า แต่หลังจากชิมแล้ว ต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ


ข้าวหน้าห่านย่างและโค้กมะนาว ที่เค็มจัดทั้งคู่ (เค้าใส่เกลือก้นแก้วโค้กค่ะ)





ข้าวผัดกับหมูทอดราดซ้อสมะเขือเทศ สามีบอกว่าเป็นอาหารฮ่องกงจานแรกที่อยากเททิ้งค่ะ (บอกแล้วว่าอย่าสั่งก็ไม่เชื่อ :P )




ช่วงเย็นก็ไปทานอาหารที่สนามบินกันค่ะ ร้านพื้นๆ ของคนฮ่องกงเลย Cafe de Coral อยู่ Terminal 1

สามีสั่งข้าวหน้ารวมค่ะ อร่อยหมดยกเว้นไส้กรอกจีน




ตากฝนมาหลายวัน อยากทานอะไรร้อนๆ เลยสั่งบะหมี่เกี๊ยวกุ้งค่ะ ร้อนสะใจ




อยากลองหมูแดงก่อนสั่งกลับบ้านค่ะ




สรุปว่า หมูแดงอร่อยใช้ได้ทีเดียว เลยตัดสินใจซื้อห่านย่างกลับมาฝากผู้ใหญ่ที่บ้านทั้งของสามีและอิชั้นด้วย ตัวละ 240 HKD หมูแดงอีกบ้านละ 1 กล่อง กล่องละ 45 HKD

กล่องที่เค้าแพ็คไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่จัดว่าพอใช้ได้ ห่านก็ไม่ได้ให้สับมาเพราะจะเละและอุ่นยาก เค้าจะห่อห่านทั้งตัวด้วยฟอล์ย

ส่วนหมูแดงจะใส่กล่องพลาสติกพร้อมใส่ถุงมัดอย่างดีไม่ให้รั่ว น้ำราดหมูแดงจะใส่กระปุกพลาสติกอ่อนมาให้ ต้องหากล่องที่แข็งแรงใส่อีกทีนะคะ ไม่งั้นแตกแน่ๆ แล้วก็จับทั้งหมดใส่กระเป๋าโหลดเข้าเครื่องไปเลย สะดวกดีค่ะ

อ้อ... สำหรับใครที่จะช้อปฯ ร้าน Temptation แนะนำให้ถามหาคูปองลด 50 HKD จากทางร้านด้วยนะคะ แต่คูปองนี้จะใช้ลดกับ Chanel ไม่ได้




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2552 16:43:26 น.
Counter : 877 Pageviews.  


L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.