พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

ชิมอาหารหังโจว

ที่จริงร้านอาหารในหังโจวมีหลายร้านที่ดังๆ แต่ร้านที่มานำเสนอนี้เป็นร้านที่อาจจะดังที่สุดในเหล่านักท่องเที่ยวค่ะ ชื่อว่า ร้าน Lou wai lou เพิ่งดูเจ้าหญิงกำมะลอมีพูดถึงร้านนี้ด้วยนะคะ แสดงว่าเปิดมาตั้งแต่สมัยเฉียนหลงโน่นแน่ะค่ะ
มีหลายคนว่าอร่อย และไม่อร่อยต่างกันไป ก็เพราะรสชาตินั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลค่ะ เอาเป็นว่า ดูพอเป็นไอเดียว่า ถ้าไปหังโจวแล้วควรลองชิมอะไรนะคะ

รูปหน้าร้านค่ะ อยู่ริมทะเลสาบเลย



อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้ คือ ปลาเปรี้ยวหวานค่ะ


มาหังโจวไม่ลองไก่ขอทานไม่ได้นะคะ


ต่อมาก็หมูตุ๋น ทานกับแพนเค้ก (จริงๆ มันเป็นหมั่นโถวแหละค่ะ แต่ทำแบนๆ)


ตามด้วยฟองเต้าหู้ทอดกรอบจิ้มกับน้ำจิ้มค่ะ (อันนี้อร่อยมาก ทานคนเดียวไม่แบ่งใครซะ 1 ตะกร้าเลย)


ส่วนมื้อเย็น (วันที่ไปค้างคืน) ก็เข้าไปลองทานร้านในเมืองดูค่ะ สั่งเป็นหอยเชลล์ผัดซ้อส XO กับ กุ้งแม่น้ำ (ทำมากรุบๆ ดีค่ะ) ทานกัน 2 คนไม่หมดด้วยเพราะจานใหญ่มากกกก



เท่านี้คงพอจะทำให้คุณพอหาของอร่อยแบบหังโจวชิมได้บ้างนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมค่ะ




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2549    
Last Update : 29 มีนาคม 2550 15:44:44 น.
Counter : 1294 Pageviews.  

หังโจว วันเดียวก็เที่ยวได้ (แบบหืดขึ้นคอ)

ใครก็ตามที่มาเซี่ยงไฮ้แล้วส่วนใหญ่ก็จะไปเที่ยวตามเมืองรอบข้างอย่าง หังโจว ซูโจว อู๋ซี เพราะตัวเมืองเซี่ยงไฮ้เองนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวหลักอยู่เป็นหย่อมๆ (ใช้เวลาประมาณ 3 วันก็น่าจะหมด)

เมืองหังโจวนั้นมีความหลากหลายทั้งด้านธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม เนื่องจากมีทั้งส่วนที่เป็นตัวเมือง ส่วนที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบซีหู ซึ่งมีทั้งวัดวาอาราม น้ำพุร้อน ถ้ำ ทะเลสาบ ฯลฯ และคุณสามารถเที่ยวโดยใช้เวลาเพียงวันเดียวหรือสองวันเท่านั้นค่ะ

คุณสามารถไปหังโจวได้หลายทาง ทั้งทางรถยนต์ รถบัส รถทัวร์ และรถไฟ ขอคุยเรื่องของรถไฟก่อน จากเซี่ยงไฮ้ไปหังโจวได้ในราคา 45 หยวน ไปกลับก็คนละ 90 หยวน หาซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟทั้งทางเหนือและใต้ของเซี่ยงไฮ้ค่ะ มีหลายเที่ยวให้เลือกได้ ถ้าเราไปเที่ยวซัก 6 โมงเช้า แล้วเลือกกลับ 4-5 โมงเย็นก็จะถึงเซี่ยงไฮ้ประมาณ 6 โมงเย็นถึงทุ่มนึงได้

ที่สถานีรถไฟนั้นค่อนข้างวุ่นวาย ควรไปให้ถึงก่อนเวลาซักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แม้ว่าที่ตั๋วจะระบุที่นั่งไว้ชัดเจนแล้วก็ตามค่ะ (กว่าจะหาโบกี้รถของคุณเองได้ ก็อาจจะกินเวลาไปสิบห้านาทีแล้วค่ะ)

หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ ไปที่สนามกีฬาเซี่ยงไฮ้ (นั่งรถไฟสายที่ 1 ไปลงสถานี Shanghai stadium แล้วออกประตูที่ 1, Exit 1) ตรงนั้นจะเป็นศูนย์ท่องเที่ยว ชื่อ Shanghai Sightseeing bus center มีสารพัดทัวร์ราคาประหยัดให้เลือกได้ ทั้งหังโจว ซูโจว อู๋ซี ฯลฯ

แต่...ถ้าคุณกันมากกว่า 4 คน แนะนำให้เช่ารถตู้ไปจะดีกว่าค่ะ เพราะแท็กซี่ที่จีนอนุญาตให้นั่งได้ไม่เกิน 5 คน (รวมคนขับ) และ การหาแท็กซี่นั้นก็ยากอยู่แล้วเพราะจะต้องไปแก่งแย่งกันกับคนจีน

ยิ่งถ้าฝนตกด้วยความลำบากจะทวีขึ้นเป็น 2 เท่าค่ะ ดังนั้นคุณควรจะเผื่อเวลาสำหรับการกลับไปที่สถานีรถไฟไม่ต่ำกว่า 2 ช.ม. จากประสบการณ์ตรงของอิชั้นนั้น คุณยังต้องมาหาโบกี้ที่คุณจะขึ้นซึ่งอาจจะเสียเวลามากขึ้นอีก แถมยังต้องเตรียมใจว่าอาจจะต้องยืนหรือนั่งพื้นไปตลอดทาง แม้ว่าตั๋วที่คุณถือไว้จะระบุที่นั่งอย่างชัดเจน

และแท็กซี่ในหังโจวนั้น เค้าแบ่งโซนกันค่ะ เป็นในเมืองกับรอบทะเลสาบ การเรียกแท็กซี่จึงเป็นความทรมานอีกอย่างหนึ่งของคนที่พูดจีนยังไม่ได้ (เอ๊ะ...จะชวนไปเที่ยว รึขู่ไม่ให้ไปกันนะเนี่ย) แต่ของแบบนี้เอาแน่ไม่ได้ค่ะ ถือซะว่าเป็นการผจญภัยอีกรูปแบบนึงก็แล้วกันนะคะ

วิธีเที่ยวสำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาจีนเลย ทำได้ไม่ยากค่ะ ให้ลองหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ดูที่มีแผนที่และตัวอักษรจีนกำกับชื่อสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น //www.west-meet-east.com/travelhz1.htm คุณสามารถเอาข้อมูลยื่นให้คนขับรถดูได้ว่า คุณต้องการจะไปที่ไหน

แม้ว่าการออกเสียง และสะกด Pinyin ของเค้าจะเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงค่ะ เช่น ทะเลสาบซีหู Xi hu (แปลว่า West lake) เค้าออกเสียงว่า Sai wu และชื่อวัดต่างๆ ที่ควรออกเสียงว่า Si แต่เค้าสะกดว่า Jit ก็ตาม แต่คนจีนบางคนก็ฟังรู้เรื่องหรือไม่ก็ใช้วิธีอ่านตัวหนังสือเอาได้ค่ะ

สภาพภายในของรถไฟค่ะ นั่งสบายพอสมควร



เจ้าหน้าที่รถไฟค่ะ ทำหลายหน้าที่ นอกจากจะดูแลให้คนขึ้นรถให้ถูกแล้ว



ยังต้องขายอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเก็บขยะในรถอีกค่ะ




ลงรถไฟมาก็ต้องเดินลงชั้นใต้ดินเพื่อเรียกแท็กซี่ ก็เจอกับคนติดก่อนรถติดอีกค่ะ


เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวของหังโจวนั้นเป็นลักษณะวงรอบปิด ดังนั้นคุณจึงสามารถเลือกเที่ยวที่ใดก่อนแล้ววนไปเรื่อยๆ ได้ เพียงแต่เอาชื่อสถานที่ที่เป็นอักษรจีนติดตัวไป รับรองว่าไปถึงแน่ๆ ค่ะ

หลุดจากสถานีรถไฟมาได้ เราก็ไปกันที่วัดหลิงหยิน (Ling yin si) ที่นี่มีพระใหญ่ซึ่งงามมาก พร้อมกับเหล่าเทพมากมายค่ะ



แต่ก่อนจะเข้าไปถึงตัววัดด้านในได้ก็ต้องผ่านด่านจ่ายเงินซะ 2 ด่านก่อนค่ะ ระหว่างทางจากด่านแรกถึงด่านที่สองนั้นจะมีพระพุทธรูปแกะสลักที่สวยงามให้ชมค่ะ (สาวจีนที่อยู่ในรูปนั่นไม่ใช่อิชั้นนะเจ้าคะ)


ที่เชิงเขาค่ะ


ก่อนทางเข้าจะมีร้านขายของที่ระลึก คุณฝาละมีติดใจที่เค้าเป่าขลุ่ยเพราะ เลยซื้อขลุ่ยมาอีกแล้วค่ะ



มาชมพระใหญ่ที่ว่างามกันค่ะ


แล้วขึ้นไปดูพระจี้กง


แล้วไปต่อที่น้ำพุหูเป่า (Tiger spring) ที่มีเรื่องเล่าถึงที่มาของชื่อนี้ว่า มีพระมานอนอยู่ในป่า แล้วฝันว่ามีเสือมาชี้ทางน้ำขึ้นมา จึงได้เรียกชื่อว่า Tiger spring ที่ชั้นบนจะมีแอ่งน้ำที่เชื่อว่าไม่มีวันหมดอยู่โดยมีรูปแกะสลักพระนอนและเสืออยู่ด้วยกัน



ที่หังโจวนี้ขึ้นชื่อเรื่องชาหลงจิ่ง จึงมีหมู่บ้านชาอยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าไหร่ และมีความเชื่อกันว่า ชาหลงจิ่งที่อร่อยที่สุดต้องชงด้วยน้ำจากน้ำพุหูเป่าเท่านั้น (จึงมีห้องน้ำชาที่ด้านหน้าห้องนอนของพระจี้กง)


พระจี้กงเคยพำนักอยู่ที่นี่จึงมีรูปปั้นตั้งอยู่ที่ห้องนอนเดิมของท่าน จุดเด่นขอรูปปั้นนี้ คือ ถ้ามองด้านนึง หน้าจะยิ้ม ขณะที่อีกด้านหนึ่งจะดูเศร้าค่ะ (ส่วนจะเป็นด้านไหนยิ้ม ด้านไหนเศร้า คงต้องไปหาคำตอบกันเองนะคะ)



ถ้าหิวก็เชิญไปทานอาหารได้ที่ Lou wai lou (เชิญไปน่ะใช่ แต่จ่ายเองนะค้า) มีหลายคนบอกว่าร้านนี้ไม่อร่อย แต่เราคงจะตัดสินกันไม่ได้ เพราะรสชาติเป็นเรื่องของรสนิยมแต่ละคนมากกว่า จริงมั้ยคะ รูปอาหารเดี๋ยวไปดูที่อีกบล็อกนะคะ


ข้างๆ ร้านนี้จะมีพิพิธภัณฑ์ (ไม่ได้เห็นในรายการสถานที่ท่องเที่ยว แต่เดินไปเจอเองค่ะ) และฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีบูธขายตั๋วนั่งเรือล่องทะเลสาบหรือจะนั่งรถรางชมเมืองก็ได้ค่ะ


มาที่หังโจวก็ต้องมาที่เจดีย์หกเหลี่ยม


ที่เที่ยวอีกแห่งก็คือ Yellow dragon cave ขออภัยนะคะรูปไม่ค่อยชัดเลย


ส่วนที่เที่ยวอื่นๆ ก็สามารถไปได้ถ้าเวลาเหลือพอค่ะ ยังไงซะก็อย่าเที่ยวจนเพลินลืมเวลาขึ้นรถไฟ หรือ กำหนดส่งรถเช่าซะนะคะ (ส่วนที่ไปกับทัวร์คงไม่น่าห่วงอะไร)

ปิดท้ายด้วยรูปคนที่ไหลออกจากสถานีรถไฟขากลับเข้าเซี่ยงไฮ้ค่ะ








 

Create Date : 16 ตุลาคม 2549    
Last Update : 24 มิถุนายน 2550 11:07:01 น.
Counter : 3043 Pageviews.  


L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.