นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ ธัมโม สังโฆ เม สะระนัง วะรัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน (สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา)

การอธิบายอนัตตาในแบบที่ไม่ถูกต้อง

 ข้าพเจ้าได้นำเรื่องนี้ไปเขียนลงในห้องศาสนามาแล้ว และนำมาลงไว้ในบล็อกนี้ด้วยเพื่อเป็นการแจ้งเตือนสำหรับผู้ที่ศึกษาศาสนาพุทธ ให้ระวังการแปลและอธิบายคำว่าอนัตตาไปในทางที่ไม่ตรงกับศาสนาพุทธ ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป 

นาทีที่ 55.02

ผู้บรรยาย เพราะฉะนั้นนะคะ ธรรมะมี 2 อย่างที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าจะหลากหลายมากมายซักเท่าไหร่ก็ตามนะคะ มีจัดตามประเภทของธรรมะนั้นแล้ว ธรรมะที่เกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ อย่างแข็ง เกิดเป็นแข็ง ไม่รู้อะไร กลิ่นเกิดเป็นกลิ่นไม่รู้อะไร เสียงเกิดไหมคะ เป็นเสียงเท่านั้นเป็นอื่นไม่ได้เลย รู้อะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธรรมะใดก็ตามที่เกิดขึ้นนะคะ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่า รูปะ เป็นธรรมะที่เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เวลาได้ยินคำว่ารูปธรรม ต้องหมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่เกิด ปรากฎให้รู้ว่ามี แต่สิ่งนั้นไม่ใช่สภาพรู้  ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เดี๋ยวนี้มีไหมคะ เดี๋ยวนี้มีธรรมะไหมคะ มี เดี๋ยวนี้มีรูปธรรมไหมคะ มี

เนี๊ยะค่ะ ก็คือเดี๋ยวนี้มีทั้งหมด ให้เข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงความจริงที่มีกับทุกคนในขณะที่ฟัง ให้เข้าใจความจริงว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมะแต่ละอย่าง แต่ว่าลองคิดดูนะคะ ถ้าไม่มีสภาพธรรมะอีกชนิดหนึ่ง ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพรู้ สิ่งต่างๆปรากฎไม่ได้เลย

เพียงแค่หลับตานะคะ ดอกไม้หรือคน ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ ไม่มีเลย หายไปไหน แค่หลับตาไม่มีแล้ว จริงหรือเปล่า จริงต้องจริงค่ะ เพราะฉะนั้น เห็นดับ และเห็นเป็นสภาพที่รู้ว่า ทันทีที่เห็นต้องมีสิ่งที่ปรากฎให้เห็น จะมีเห็นโดยไม่มีสิ่งที่ปรากฎให้เห็นได้ไหมคะ ไม่ได้ นะคะ เพราะฉะนั้น เห็นเมื่อไหร่ สนใจสิ่งที่ปรากฎให้เห็น อย่าลืมว่าต้องมีธาตุรู้ที่กำลังเห็น สองอย่างต่างกัน ถูกต้องไหมคะ เดี๋ยวนี้เอง

(จขกท. ตรงนี้ไม่ใช่หายไปไหนค่ะ มันคือการไม่รับรู้ค่ะ แต่ท่านบอกมันหายไป หลับตาแล้วไม่มีแล้ว)

เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฎให้เห็น แต่ไม่มีเห็น ไม่มีธาตุรู้ สิ่งที่ปรากฎในขณะนี้ก็ปรากฎไม่ได้ว่ามี จะมีไม่ได้เลย แค่เพียงหลับตาไม่เห็น ก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฎทางตาเป็นธรรมะที่มีจริงหนึ่ง เห็นที่กำลังเห็นก็กำลังเป็นธรรมะที่มีจริงหนึ่ง นะคะ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นสภาพรู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฎให้เห็นเดี๋ยวนี้ และสภาพที่ปรากฎให้เห็นไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าถูกเห็น ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภาพธรรมะที่เกิดแต่ไม่รู้อะไรเป็นรูป แต่รูปธรรมก็ปรากฎว่ามีไม่ได้ถ้าไม่มีธาตุรู้ซึ่งเป็นนามธรรมเกิดขึ้น

(จขกท. ข้างบนนี้ยิ่งชัดเจนค่ะว่าท่านบอกว่า ไม่มี และท่านไม่ได้บอกว่าไม่มีการรับรู้)

เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ นะคะ มีธรรมะ และก็มีธรรมะที่เป็นรูปธรรม และมีธรรมะซึ่งเป็นนามธรรม ที่เราใช้คำว่าจิตหรือใจ นะคะ เป็นนามธรรม เพราะว่าเป็นสภาพรู้และใครก็มองไม่เห็นจิตเลย เพราะจิตไม่อ่อน ไม่แข็ง ไม่แดง ไม่เขียว ไม่หวาน ไม่ขม ไม่มีรูปใดๆเจือปนเลยนะคะ เป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้ มองเห็นจิตไหมคะ ใครก็ไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์หรือใครที่เก่งกล้าสามารถปานใดก็ไม่มีใครเห็นจิตได้ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง จิตมีจริง ธาตุรู้มีจริง เห็นก็คือธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น ได้ยินก็เป็นธาตุรู้ซึ่งกำลังได้ยินเสียง คิดก็เป็นธาตุคิดที่กำลังรู้เรื่อง จำก็เป็นธาตุรู้สิ่งที่กำลังจำ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำว่า นามะ หรือ นามธรรม แต่คำว่านามก็มีความหมายหลายอย่างนะคะ แต่ในขั้นต้นให้รู้ว่า สภาพธรรมะที่มีจริงนะคะ มีสองอย่าง ประเภทหนึ่งไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม แต่จะปรากฎว่ามีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีธาตุรู้ซึ่งเป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นที่ถามกันว่าจิตกับใจ ก็เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่เรา ถ้าจิตไม่เกิด ไม่มีเรา แต่เพราะมีจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปก็เข้าใจว่าเราเห็นบ้าง เราได้ยินบ้าง เราคิด เราจำ ทั้งหมด พอที่จะเห็นประเภทที่ต่างกันของสภาพธรรมะที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ไหมคะ เดี๋ยวนี้เลย ศึกษาธรรมะไม่ใช่ศึกษาที่อื่นนะคะขณะอื่น แต่ศึกษาในขณะที่เดี๋ยวนั้นกำลังมีให้รู้ ให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่ใช่อ่านตำราแล้วก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฎ และไม่ใช่ว่าศึกษาธรรมะเพียงแต่จำและรู้เรื่องธรรมะ แต่ศึกษาคือเดี๋ยวนี้มีธรรมะอย่างนี้ ได้ฟังอย่างนี้ ศึกษาคือเริ่มเข้าใจอย่างนี้ จนกว่าเข้าใจจนกระจ่างแจ้งได้ ก็เป็นที่สุดของการศึกษาเพราะว่าได้ตรัสรู้สิ่งนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่ง เริ่มเข้าใจนะคะ มีบ้างไหมคะ มีบ้างไหม ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่น่ะค่ะ มีบ้างไหมคะ เห็นไหมคะ จะพูดคำที่รู้จัก หรือจะพูดคำที่ไม่รู้จัก มีบ้างไหม ตอบสิคะ มีไหมคะ มีหรือไม่มีคะ มีใช่ไหมคะ ทุกคนมีใช่ไหมคะ เมื่อไหร่คะ มีเมื่อไหร่ เมื่อคิด เมื่อจำ เดี๋ยวนี้เห็นดอกไม้เป็นบ้านหรือเปล่า ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีบ้านในดอกไม้ ไม่มีบ้านในเสียง แต่มีบ้านในขณะที่จำและคิดถึงสิ่งที่จำไว้ ธรรมะละเอียดอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะดับกิเลส ดับความไม่รู้ นอกจากจะรู้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเข้าใจพระธรรม


Create Date : 02 มกราคม 2566
Last Update : 8 ธันวาคม 2566 15:22:35 น. 0 comments
Counter : 162 Pageviews.  
Share to Facebook

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

RIGO RIGHI
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




ตัณหา พาสร้างภพ
จิตสงบ พบทางแก้
ขันธ์ห้า มิเที่ยงแท้
เข้ามาแล เข้ามาดู

มีบุญ จึงประสบ
ผู้สงบ อาจารย์ครู
ท่านแนะ ให้ได้รู้
อหังการ มมังการ

มุนินทร์ ผู้ประเสริฐ
ชี้ทางเลิศ เทิดมรรคา
ใครทุกข์ น้อมเข้ามา
จตุสัจจา ภควโต

/ / /
free counters
New Comments
[Add RIGO RIGHI's blog to your web]

MY VIP Friend