Welcome to My World :) You're Welcome.

ชวนเที่ยวตลาด 5 แผ่นดินในกรุงเทพฯ กับกองการท่องเที่ยว

มีตลาดริมน้ำเปิดใหม่ ที่ บางแค ค่ะ

เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง แล้วหยีได้มีโอกาสไปเที่ยว
เลยอยากจะแนะนำบอกต่อสำหรับเพื่อนๆในห้องที่ไม่รู้ว่าเสาร์-อาทิตย์นี้จะไปไหน

นั่นก็คือ ตลาดวัดนิมมานรดี หลังตลาดบางแคนี่เองค่ะ

โดยที่พิเศษก็คือ ทางกองการท่องเที่ยวกทม. ได้จัดโปรแกรมทัวร์ตลาดนิมมานนรดี
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้
โดยจะเริ่มจากอาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แรกค่ะ

และที่สำคัญ งานนี้ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย!

ว้าววว !!!~ น่าสนใจมากเลยใช่มั้ยคะ? แต่วันนี้ไม่ได้มีแค่นั้น

หยีจะเอารูปที่ไปมาลงเป็นการเรียกน้ำย่อยให้ชาว BP ดูก่อนที่อื่นเลย
ยังไงก็ตามกันมาเลยนะคะ


ปล.
สำหรับใครที่ต้องการจะไปกับทางกองท่องเที่ยวกทม. หรืออยากขอโปรแกรมเืที่ยว เดี๋ยวหยีก็อาจจะอัพลงในบล็อก ก็ตามไปดูกันได้
หากใครไม่สะดวก ก็สามารถขอรายละเอียดจากหยีหลังไมค์ได้

หรือ

ติดต่อที่กองการท่องเที่ยวกทม.
เลขที่ 17/1 ถ.พระอาทิตย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง
เขตพระนคร กทม.
โทรศัพท์ 0 2225 7612-4 ต่อ 213-216 หรือ โทรสาร. 0 2224 0120
ในวันและเวลาราชการ

==============================================================

โปรแกรมการท่องเที่ยว


กิจกรรมบางกอกสัญจร


ตอน เที่ยวตลาดเก่า
5 แผ่นดิน วัดนิมมานรดี คลองภาษีเจริญ



จัดกิจกรรมทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2553


08.30 น. ลงทะเบียนพร้อมกันที่
กองการท่องเที่ยว
ถ.พระอาทิตย์ (ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร)


09.00 น. ออกเดินทางโดยรถโดยสารปรับอากาศ
สู่ย่านตลาดบางแค ถ.เพชรเกษม


09.45 – 10.15 น. ถึง บ้านบางแค บ้านพักคนชราและผู้สูงวัย รับฟังประวัติความเป็นมา
พร้อมเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์งานฝีมือ
และร่วมสมทบเงินบริจาคสิ่งของที่จำเป็นแก่สถานสงเคราะห์ตามอัธยาศัย


10.15 – 11.00 น. - เดินเท้าเยี่ยมชมบรรยากาศ ตลาดบางแค
ริมคลองราชมนตรีที่ยังมีกลิ่นอายของตลาดการค้าในยุคอดีต ร้านขายยา
ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีม ข้าวเหนียวมูล ของเล่นเด็ก ฯลฯ


- ชมการถ่ายทอดศิลปะการละคร
การรำไทยให้แก่เยาวชนในท้องถิ่นที่ บ้านรักษ์ไทย


11.00 –11.30
น. ถึง วัดนิมมานรดี
สักการะหลวงพ่อเกศจำปาศรี ปางมารวิชัย ซึ่งเป็นวัดต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์


ราวปี
พ.ศ.2350 และบูชาเจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดนิมมานรดี ทำบุญสะเดาะเคราะห์


ปล่อยปลาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตได้


11.30 – 12.30 - เดินข้ามสะพานข้ามคลองภาษีเจริญ คลองขุดสมัยรัชกาลที่ 4 เข้าสู่ ตลาดโบราณ
อิ่มอร่อยกับอาหาร นานาชนิด
อาทิ ขนมเบื้องญวน ห่อหมกมะพร้าวอ่อน ไอศกรีม กาแฟโบราณ ถุงทอง ปลาทูต้มเค็ม ข้าวหมูแดงอาม่าเชง
ขนมบัวลอย


12.30 -14.30 น. - ร่วม กิจกรรม ทอดน่อง ท่องตลาด ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องราวตลาดโบราณ เรือนแถวไม้


เชื่อมต่อกันตลอดแนวคลองที่ยังคงสภาพสมบูรณ์
ชมเรือจำลองฝีมือลุงอู๊ด เรือผีหลอก เรือสำปั้นพาย คลินิกแพทย์แผนไทย
บ้านทำกระเป๋าผ้าลายไทย ฯลฯ และรับฟังเรื่องราวของชุมชนในอดีตทั้งทาง ด้านประเพณี
วิถีชีวิตท้องถิ่น การค้าขาย การเดินทาง


- หรือเลือกกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ ล่องเรือท่องลำคลองประวัติศาสตร์ คลองภาษีเจริญ
ที่ขุดมากว่า 150 ปี
ผ่านโรงน้ำตาลเก่า
บ้านคหบดีชาวจีน เยี่ยมชมวัดปากน้ำภาษีเจริญ
สักการะพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อสด) และสักการะพระราชสังวราภิมณฑ์ หรือหลวงปู่โต๊ะ
พระเกจิอาจารย์ด้านวิปัสสนาธุระ แห่งวัดประดู่ฉิมพลี
(ให้บริการโดยเสียค่าใช้จ่ายในราคาย่อมเยา)


13.30 -14.00 น. พร้อมกันที่รถบัสโดยสารบริเวณลานริมคลองหน้าวัดนิมมานรดี
และออกเดินทางกลับสู่ กองการท่องเที่ยว
โดยสวัสดิภาพ


**
หมายเหตุ
- กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม


- สำรองที่นั่งได้ที่กองการท่องเที่ยว เลขที่ 17/1 ถ.พระอาทิตย์ แขวงพระบรมมหาราชวัง


เขตพระนคร กทม. โทรศัพท์ 0 2225 7612-4 ต่อ 213-216 หรือ โทรสาร. 0 2224 0120


ในวันและเวลาราชการ


- ผู้ลงชื่อสำรองที่นั่งจะต้องเดินทางมารับบัตรเข้าร่วมกิจกรรมภายในวันพฤหัสบดี
ก่อนช่วงวันจัด


กิจกรรมในสัปดาห์นั้นๆ มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์


- ดำเนินการโดยกลุ่มงานพัฒนาการท่องเที่ยว กองการท่องเที่ยว สวท.


- เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ทั้งสิ้น





 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2553 3:05:57 น.
Counter : 300 Pageviews.  

ตลาดน้ำวััดตะเคียน (บางกรวย) และ เจษฎามิวเซียม ตลาดท่านา (นครชัยศรี)



เริ่มต้นที่ตลาดน้ำวัดตะเคียน เป็นตลาดน้ำแบบโบราณ ไม่ใช่ตลาดน้ำจัดสรร
ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่มากๆ ยังเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านโบราณอยู่
วันที่หยีไปฝนตกพอดี... แต่อย่างที่เห็น แม่ค้าก็ยังขายของบนเรือ น่ารักมากก
แถมก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยราคาก็ถูก 15 บาทเอง
เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา หิวหน้ามืดไปหน่อย :):)






หลังจากซัดก๋วยเตี๋ยวเรือไปแล้ว ก็มานั่งซดข้าวต้มปลาร้อนๆจากเรืออีกหนึ่งชาม ราคา 20 บาท
แหม... ถูกและอร่อยจริงๆ ปลาก็สด โอ๊ยยย พูดแล้วหิว.... :P





บรรยากาศในตลาดน้ำวัดตะเคียน เห็นแต่คนล่ะคร้าบบบงานนี้ >.<




จากก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามข้าวต้มปลาอีกนิดหน่อย ยังไม่ได้แตะน้ำเลย
เพราะว่าหยีจะมากินน้ำบนเรือ ว้าววว คุณลุงแกขายกาแฟโบราณจ้าาาาา~~~





เลยนั่งคุยกะแกนิดหน่อย ไม่น่าเชื่อ แกอายุ 76 แล้ว
แกขายกาแฟโบราณบนเรือที่นี่มาตั้งแต่อายุ 18
โห้วววว
บวกลบคูณหารเลขกันเอาเองนะคะ ว่าแกขายมานานเท่าไหร่
แต่ที่สำคัญคือ แกยังแข็งแรงมากทีเดียว
ลูกหยีเลยสั่งชานมแบบไม่หวานไปหนึ่งถุง





ระหว่างที่แกนั่งทำ เราก็นั่งรอ (ฝนก็ยังตกอยู่) แต่ก็ไม่ได้เปียกไรมาก คุยกะแกก็เพลินๆดี
เห็นผ้าใบสีเขียวๆมั้ยข้างหลังลุงแกน่ะ
เป็นลังน้ำแข็ง แกบอกว่าแกนั่งพิงน้ำแข็งมาตั้งแต่อายุ 18 แล้ว ชิน!!!
เออ แกก็เก่งเนอะ....





ได้มาแล้ว ชานมแบบโบร๊านโบราณ ทั้งหน้าตา และทั้งคนขาย แต่ที่สำคัญคือ อร่อย....

ในราคา 8 บาท!!!
ใช่ค่ะไม่ผิด ถุงในมือหยีราคา 8 บาท นมตู้ม ชาเข้มอร่อยและถูกมากกกกกกกกกก





จากนั้นก็ไปเดินเที่ยวในวัดตะเคียน วัดนี้มีชื่อดังเรื่องเกจิ

และการสะเดาะเคราะห์ ลอดโบสถ์ หัวสิงห์
ห้วมังกรอะไรซักอย่างเป็นความเชื่อของเขากัน
นี่ฝั่งหัวเสือ เป็นทางเข้าวัดนี้ก็สวยดีเหมือนกันเนอะ






ใบสวดภาวนาที่สะเดาะเคราะห์แม่งครอบจักรวาล แก้ได้ทุกอย่าง
ให้เดินวนลอดใต้โบสถ์ทั้งหมด 9 รอบ พร้อมทั้งบริกรรมคาถานี้ไปด้วย...

แต่หยีไม่ได้ลองนะ... เป็นคริสเตียน 555






เดินชมบรรยากาศภายใน อับๆ ตุๆ นิดหนึ่ง แต่ก็แปลกๆดี





บรรยากาศอีกด้านของใต้โบสถ์




ออกมาโดยสวัสดิภาพกับหัวมังกร... งานเค้าสวยจริงๆนะ




ออกจากวัดตะเคียน เราก็ไปเดินทางทะลุทะลวง ชมสวน เลียบน้ำมาเรื่อยๆ จนโผล่มาที่ศาลายา
ที่นี่คือ พิพิธภัณฑ์รถโบราณ เจษฎามิวเซียม
เจ้าของเค้าฟรีกจริงๆ ที่ซื้อมาแม่งทุกอย่าง ตั้งแต่ลอนดอนบัส เครื่องบิน ยันเรือดำน้ำ....

ลอนดอนบัสที่ซื้อ ยังวิ่งได้ และก็วิ่งจริงๆ
เวลาแห่นักมวยโอลิมปิก ก็ใช้บริการของคุณเจษฎาเนี่ยแหละ

เค้าบอกว่า เืดือนหน้าลูกชายจะบวช เค้าจะเอารถลอนดอนไปแห่งานบวชลูกชาย
เก๋ป่ะล่ะ?





รถบีเอ็ม แบบน่ารักๆ หนึ่งประตู สามล้อ - สี่ล้อ
รถน่ารักมากจริงๆ แต่เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปนั่ง ไม่งั้นรถคงรับน้ำหนักไม่ไหว 5555






รถโรงเรียนสีเหลือง
เมืองไทยน่าจะมีรถอย่างนี้วิ่งบ้างเนอะ คงดูน่ารักขึ้นเยอะเลยยยย





รถคันนี้ยังวิ่งได้อยู่ และวิ่งประจำ
ใครอยากนั่ง ก็ให้จัดคนมาสัก 10-20 คน โทรมาจองล่วงหน้า แล้วเจ้าของจะพาขึ้นนั่งรถขับเที่ยวเล่น

สนใจมั้ยคะ???






รถจักรยานโบราณ ที่เข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ เนื่องจากเจ้าของล้อมเชือกไว้ เพราะมีคนขโมยอะไหล่
มอเตอร์ไซค์ เวสป้าก็เช่นกัน
วัยรุ่นแว๊นๆมาดู แล้วอะไหล่ก็หายไปพร้อมกับเค้าเหล่านั้น
เจ้าของจึงจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเอง
เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์จริงจังแบบที่อื่น จึงต้องดูแลแบบง่ายๆแค่นี้เอง

แต่ก็ดูจริงใจดี ตามสไตล์คนต่างจังหวัด :):)





เรียงกันเป็นแถบ ชวนให้น้ำลายไหล...
ไม่แปลกใจที่พวกแว๊นดอดมาขโมยอะไหล่ไป...

ลืมบอกไปว่า พิพิธภัณฑ์นี้เข้าชมฟรี...

แหม ดูฟรีแถมได้อะไหล่ติดไม้ติดมือกลับบ้าน ใครก็อยากไป...
เอ่อะ ผิดจุดประสงค์ไปป๊ะ...




คุณเจษฎาได้สะสมรถเก่าๆมากมาย แต่รถเหล่านี้ ไม่ได้มาแบบนี้ตั้งแต่แรก
เขาต้องซื้อสารพัดซากมา แล้วก็ต้องไปหาเครื่องมาใส่ เคาะ ทำสี อะไรมากมาย
เรียกได้ว่า ซ่อมหัวบาน กว่าจะออกมาสวยนิ้งอย่างนี้

ต้องนับถือในความพยายามเค้าจริงๆนะ ที่ทำได้ขนาดนี้
เรียกได้ว่า รักรถเก่าจากใจจริง

สำหรับใครที่คิดจะดอดมาขโมยบางส่วนไป โปรดพึงระลึกถึงความยากลำบาก
กว่าที่คุณเค้าจะหามาได้ด้วยนะคะ





คันนี้เด็ดสุด ทั้งสี ทั้งหน้าตางามล้ำชาวบ้าน ขัดเงาวับบบบบบ
โอ้โหๆ สวยๆๆ จริงๆ





ส่วนนี่รถเต่า น่ารักมากจริงๆ รถเก่าๆ แปลกๆ เก๋ๆเยอะมาก
ซึ่งถ้าได้จัดเรียงใหม่ดีๆ
ที่นี่จะได้รับการตอบรับมากกว่านี้เยอะ
แต่เหมือนเป็นแค่ลานจอดธรรมดา ถ่ายรูปอะไรได้ไม่สะดวกนัก
(นี่ขนาดไม่สะดวกนะ ยังชักภาพได้มาเยอะเพียงนี้)




รถ...หรอ?
เออ ใช่... มันเป็นรถ






คันนี้ชอบสุด ไม่รู้รถอะไร แต่ถ้าทายเป็น Volkswagen ผิดค่ะ!!!
ไม่ใช่ แต่ไม่รู้อะไร
เพราะวันที่ไปคิดว่าเป็น Volks เหมือนกัน แต่ก็แป้กไปแล้ว 555






จบการนำชมเจษฎา มิวเซียม ขอชักภาพกับบรรยากาศโดยรวมของลานจอดรถย้อนอดีตหน่อยเถอะ...
เอาไว้เป็นที่ระทึก... เย้ยยย ระลึก!!

แต่เอาจริงนะคะ มันย้อนอดีตจริงๆนะ :):)





หลังจากออกจากเจษฎามิวเซียมแล้ว ก็เลาะตามท้องทุ่งอิ่มเอมธรรมชาติ
จนไปโผล่ที่ตลาดท่านา จ.นครชัยศรี ไปให้อาหารปลา และโทรไปสัมภาษณ์พี่มิ้น 555
เป็นวันทำงานนอกสถานที่จริงๆ :):)





ที่นี่มีร้านอร่อยคือร้านมาม่อนจัง เป็นขนมที่ชอบซื้อไปฝากเพื่อนๆ
แต่ไม่สามารถกินได้เยอะ เพราะจุก...

ขนมที่ขายที่สยามที่กล่องละ 4 ชิ้น เหมือนขนมเค้กนิ่มๆอ่ะ... นั่นแหละ
ที่นี่อร่อยมากกกก โดยเฉพาะหน้าชีส
หยีซัดไป 1 กล่องคนเดียว ขอโทษที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา

ความหิวครอบงำตลอดเวลาจริงๆ 555






ร้านขายของเล่นเก่าๆ คิดถึงบรรยากาศแบบนี้มั้ย
Nostalgia เข้าไปค่ะ คุณน้อง....






ส้มโอขายเป็นเทือก เหมาะแล้วสำหรับ "นครชัยศรี"<
แดนส้มโอขาว....

จบแล้วสำหรับการสำรวจตลาดวันนี้ เีรียกได้ว่าคุ้มค่าชีวิตจริงๆ
สำหรับหนึ่งวันที่ไม่ปล่อยให้เปล่าประโยชน์

วันนี้ยังเป็นวันที่หยีโทรไปหาพี่ๆเพื่อสัมภาษณ์ทำงานต่อด้วยนะ 5555 เยี่ยมจริงๆ คุณหยีเอ๊ยยยยย

ใครสนใจที่ไหนสามารถสอบถามข้อมูลไ้ด้นะคะ
สำหรับเส้นทางไว้ค่อยว่ากัน 55555

จึงขอเอวังด้วยประการฉะนี้แล






 

Create Date : 31 ตุลาคม 2552    
Last Update : 31 ตุลาคม 2552 23:33:55 น.
Counter : 803 Pageviews.  

a TRiP to ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ได้มีโอกาสไปเที่ยวตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรีมา คงไม่มีใครไม่รู้จักตลาดสามชุกแล้วใช่ไหม?

ตลาดสามชุกเป็นตลาดเก่าแก่ ตัวตลาดตั้งฉากกับแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็นลักษณะของจีนโบราณ กินบริเวณกว้างอยู่พอประมาณ มี 4 ซอย โดย 2 ซอยแรกของตลาดสามชุกเป็นของกรมธนารักษ์ ส่วนสองซอยหลังเป็นของเอกชน

ตลาดสามชุกได้มีชื่อปรากฎอยู่ในนิราศสุพรรณ ของสุนทรภู่เมื่อปี 2385 มีการบรรยายถึงสภาพของบ้านสามชุก และบ้านสามเพ็งไว้ในนิราศความว่า

“ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดง
เกรี่ยงไร่ได้ฟ่ายลง แลกล้ำ
เรือค้าท่านั้นคง คอยเกรี่ยง เรียงเอย
รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของ”

“สามเพ็งเล็งสะล่างไม้ ไพรสณฑ์
ป่าใหญ่ใช่เขตคน ขาดบ้าน
ร่มรื่นชื่นชมชล ชุ่มแต่ แร่เอย
ปลาว่ายสายสินธุ์สะอ้าน สะอาดตื้นพื้นทราย”

โดยชื่อ “สามชุก”คาดว่ามาจากคำว่า กระชุก ซึ่งเป็นภาชนะไม้ไผ่สานที่พวกชาวบ้านได้นำมาใส่สินค้า ส่วนชื่อ “สามเพ็ง” น่าจะมาจากการที่ตลาดนี้เป็นพื้นที่ค้าขายเหมือนบริเวณ สามเพ็งของกรุงเทพฯ

ตลาดสามชุกตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี เคยเป็นตลาดสำคัญในการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าในอดีตราว 100 กว่าปีก่อน เนื่องจากโดยลักษณะพื้นที่ของสามชุกที่เหนือขึ้นไปจะเป็นที่ราบสูง ส่วนตอนล่างลงมาจะเป็นเขตเมือง ทำให้สามชุกกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างของป่า และสินค้าในเขตเมือง ต่อมาเมื่อมีการตัดถนน มีการจราจรทางบุกที่เข้ามาแทนที่การสัญจรทางน้ำ ผู้คนขายเรือไปซื้อรถ ความสำคัญของตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าริมน้ำก็เลยเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศการค้าขายในตลาดเริ่มซบเซา เนื่องจากคนก็อพยพออกไปทำงานในเมือง ตลาดสามชุกก็เหมือนตายไปชั่วขณะ

ต่อมาเกิดการร่วมมือของคนในพื้นที่ในการฟื้นฟูตลาดให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และต้องการมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน และคนที่อยู่รอบนอก โดยผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านคณะกรรมการพัฒนาชุมชนที่ได้กำเนิดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือการคืนชีวิตให้กับตลาด ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของการคืนชีวิตให้กับตลาดนั้นไม่ใช่เพียงแค่ ทุนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุนทางจิตวิญญาณของชาวสามชุก ทุยของการค้าขาย และความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และเสียสละของคนในชุมชนเอง รวมไปถึงความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก เช่น สสส. เบียร์สิงห์ และที่สำคัญที่สุด มูลนิธิชุมชนไทย ฯลฯ

กิจกรรมที่จัดขึ้น เช่น กิจกรรม “อร่อยดีที่สามชุก” ที่นำเอาเด็กๆมารำ มาแสดง โดยมีการเปิดร้านไปด้วยซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลูกๆมาแสดงแล้ว ก็ต้องมีพ่อแม่ปู่ย่าตายายตามมาให้กำลังใจด้วย ซึ่งตรงนี้ก็เกิดการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กันระหว่างคนในชุมชน และคนที่อยู่รอบนอก เกิดการหมุนเวียนของเงินที่ใช้กันเอง ไม่หายไปไหน มีกิจกรรมแรลลี่ สำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กๆได้รู้ประวัติศาสตร์บ้านเกิดของตัวเอง มีกิจกรรมวันบันทึก รำลึกประวัติศาสตร์ของผู้ใหญ่ มีกิจกรรมแชร์ร้อยดวงใจ ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนตัวที่ชอบมากที่สุดเพราะเหมือนได้จับจุดอะไรที่ชาวบ้านชอบ และเข้าใจอยู่แล้ว (ถ้าไม่เข้าใจ ก็เข้าใจได้ง่าย :P~) มาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านด้วยกันเอง

จุดพลิกผันของตลาดสามชุกเกิดขึ้นจากการที่คุณพงศ์วินที่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เนื่องจากคะแนนสียงไม่พอทำให้ ชาวสามชุกได้รู้สึกถึงจุดอ่อนของตัวเอง นั่นก็คือ ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์จากชาวบ้านรอบนอกชุมชน พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับทั้งคนในและนอกชุมชนให้มากขึ้น

จนปัจจุบันสามชุกได้เป็นที่รู้จักกันในนาม “สามชุกตลาดร้อยปี ตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการไปดูงานที่บ้านพิพิธภัณฑ์ของอาจารย์อเนก นาวิกมูล ซึ่งเลือกที่จะทำสิ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทำให้มีชีวิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นร้านทองแบบโบราณ ร้านหมอฟัน ร้านทำผม ซึ่งที่เห็นในพิพิธภัณฑ์จะไม่ได้ใช้อะไรเป็นแค่ของนำมาจัดแสดง แต่ที่สามชุกได้ทำให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ โดยร้านเหล่านี้ก็เปิดทำการตามปกติจริงๆซึ่งเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านในสามชุกอยู่แล้ว

ในสองซอยแรกทีเป็นของกรมธนารักษ์ ตัวอาคารบ้านเรือนยังคงสภาพไม้ไว้ได้ ดีที่ไม่โดนรื้อถอนไปเสียก่อน สภาพบ้านเรือนยังคงวิถีชีวิตของชาวบ้านไว้ให้เราได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟท่าเรือส่ง ร้านนาฬิกาโบราณ “บุญช่วยหัตถกิจ” ให้เราได้เข้าไปแวะเยี่ยมชม นั่งดื่มกาแฟ ที่นี่เราสามารถพูดคุยเกี่ยกับวิถีชีวิตที่เคยเป็นมาของชาวบ้าน ชาวบ้านล้วนแต่มีอัธยาศัยดี แต่ไม่ใช่ในวันเสาร์อาทิตย์ที่มีนักท่องเที่ยวอย่างคับคั่ง

ส่วนซอยสองมีสิ่งที่น่าสนใจคือ บ้านของจุนจำนงจีนารักษ์ ซึ่งเป็นเจ้าของตลาดสามชุก เป็นคหบดีในสมัยร.7 นอกจากนี้ยังมีต้นกระดังงาจีนเก่าแก่ และมีโรงแรมอุดมโชคเป็นโรงแรมแบบโบราณ ชั้นบนมีโรงหนังซึ่งจะฉายหนังในวันเสาร์อาทิตย์ มีการตกแต่งร้านด้วยโปสเตอร์หนังในสมัยก่อน นอกจากนี้ด้านล่างยังขายกาแฟสด และมีน้ำมะนาวดอง รสชาติหวานอมเปรี้ยวไว้บริการนักท่องเที่ยวในราคาแก้วละ 10 บาทเท่านั้น ข้างๆเป็นบ้านโค้กที่ดูไม่ค่อยโบราณเท่าไหร่นัก ผิดกับร้านอื่นๆทีเดินผ่านมา ตรงนี้ขอมองผ่านไปเนื่องจากยังอยากอยู่ในยุคเก่าๆอยู่ :P~

ส่วนซอยสาม ซอยนี้มีร้านเก่าๆให้เดินเยอะมากกก เลือกเดินชมได้ตามอัธยาศัย แต่ Highlight ของซอยนี้อยู่ที่ร้านถ่ายรูปแบบเก่าศิลป์ธรรมชาติ มีบริการถ่ายรูปด้วยฟิล์มชนิดเก่า มีเครื่องแต่งกาย พร็อพ และฉากที่พร้อมจะให้คุณกลายเป็นคนสมัยก่อนได้อย่างสมจริง สนนราคาเพียง 350 บาท เท่านั้น!!

เราเดินเข้าซอยสี่ทางหัวถนนที่ไม่ใช่ถนนเลียบนที (ถนนเลียบนที คือ ถนนที่ตัดคู่ขนานริมแม่น้ำท่าจีน คิดออกไหม?) เจอร้านขายของชำด้านขวามือ ร้านเก่ามากๆ น่าสงสารคุณยายแกมาก เลยแวะไปซื้อไหมพรมกะแกซัก 2 ไจ ใครไปเจอแกก็อุดหนุนแกหน่อยละกัน เดินตรงเข้ามาทางแม่น้ำท่าจีนเรื่อยๆจะเจอร้านขายของเล่นสังกะสีอยู่ทางด้านซ้ายมือ ร้านเอี่ยมเจริญ ไปคุยกับเจ้าของร้านได้ แกอัธยาศัยดี แกชอบเล่นของเล่นสังกะสีมาตั้งแต่เด็ก แกคิดถึงเลยอยากเอากลับมาขาย 

เดินกลับมาทางถนนเลียบนทีจะเห็นศาลหลักเมืองสามชุกตั้งอยู่ระหว่างซอยสองกับซอยสาม อย่าลืมแวะไปนมัสการเทพฟ้าดินด้วยนะ :D~ แล้วก็ของอร่อยมาก มีร้านเจ๊กอ้าวบะหมี่เกี๊ยวอร๊อย อร่อย ขอคอนเฟิร์ม และร้านตรงข้ามบะหมี่เกี๊ยว ร้านทองม้วนโบราณทรงเครื่อง กรอบหวานมันเค็ม หอมงาดำ อร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ

เดี๋ยวนี้แค่ไปเที่ยวอย่างเดียว จะทีประโยชน์อะไร ไปเที่ยวแล้วไปให้มีคุณค่า ศึกษาเรื่องราวไปด้วย อย่าลืมว่าทุกที่มีเรื่องราว รอให้ทุกคนไปศึกษานะคะ ก็แล้วแต่คนแล้วล่ะคะ :D

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
1.//www.samchuk.in.th/content/view/133/40/
2.//www.samchuk.in.th/content/view/25/40/
3.//www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=342
4.ใบปลิวของตลาดสามชุก




 

Create Date : 17 มีนาคม 2552    
Last Update : 17 มีนาคม 2552 17:30:28 น.
Counter : 322 Pageviews.  


My Lullaby
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Blog ^^
Nice To meet You all na ka :):)

This is my URL: http://lady-lullaby.bloggang.com
This is my Christian Blog :http://loukyie.blogspot.com/
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add My Lullaby's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.